*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5720
  • จำนวนผู้ชม : 3406185
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< มกราคม 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 21 มกราคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 411 , 15:05:28 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         คนโบราณยอมรับคำว่า 'คน' ในความหมายจะหาความแน่นอนไม่ได้เลย แล้วยิ่งเป็นเรื่องของอนาคตด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่เลยที

เดียว เพราะถึงแม้เราจะห่วงใยสักเพียงไร แต่เมื่อมันจะเป็นไปตามครรลองของมัน ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามนั้น

         พรรคการเมืองที่มีศักยะภาพอย่างพรรคอนค. ก็คงจะได้โอกาสเข้าครอบครองบ้านเมืองแทนพรรคการเมืองเก่าๆ ที่มัวแต่ยึดแนว

เก่าๆที่คลานเป็นเต่าได้อย่างเบ็ดเสร็จเป็นแน่

         สิ่งที่น่าจะเป็นความหวังอยู่บ้าง ได้แก่การตั้งพรรคขึ้นใหม่เพื่อรับมือกับสถานการณ์ใหม่ๆที่จะผ่านเข้ามา โดยคุณกรณ์ กาญจน

วนิชย์และคณะ ที่จะมาเป็นคู่แข่งของอนค.อย่างทันเกมส์ต่อไป

         ผมขอเสนอชื่อพรรคของคุณกรณ์ว่า "พรรคกรณียกิจ THE ACTIVITIVE PARTY" ครับ

 

 

ความในใจ'สรยุทธ'!! ก่อนศาลฎีกาตัดสินจำคุก'คดีไร่ส้ม'

ความในใจ'สรยุทธ'!! ก่อนศาลฎีกาตัดสินจำคุก'คดีไร่ส้ม'

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563, 13.24 น.

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2563 ภายหลังศาลฎีกาพิพากษาตัดสินจำคุก นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรรายการเล่าข่าวชื่อดัง เป็นเวลา 6 ปี 24 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ในคดีบริษัทไร่ส้มฯ เบี้ยวแจ้งการชำระค่าโฆษณาส่วนเกิน บมจ.อสมท จำนวน 138 ล้านบาท ของรายการ "คุย คุ้ยข่าว" ระหว่างปี 2548 - 2549 นั้น

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก "สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว" ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ความในใจจากพี่ยุทธ ก่อนฟังคำพิพากษา

โพสต์โดยแอดมิน
###############

ไม่ว่าผลคำพิพากษาวันนี้จะออกมาอย่างไร ผมยอมรับ เตรียมตัวเตรียมใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตผมจากนี้ไปเอาไว้แล้ว

๒ ศาลพิพากษาว่าผมผิด พิพากษาจำคุกผม ๑๓ ปี ๔ เดือน ผมรู้ว่ามันคงยากที่จะหวังให้ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ผมได้รับอิสรภาพ

ผมได้ต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมมาอย่างครบถ้วนแล้ว ผลออกมาอย่างไร ผมก็ต้องยอมรับ

ผมได้พยายามแสดงให้เห็นว่า ไร่ส้มโฆษณาเกิน ในขณะที่ อสมท.โฆษณาเกินมากยิ่งกว่า โดยไร่ส้มไม่เคยไปเบียดบังเวลาโฆษณาของ อสมท. แต่เมื่อเห็นว่าสถานีเป็นเจ้าของเวลา จะทำอะไรก็ได้ ผมก็ยอมรับ

กระบวนการโฆษณา ไม่เคยมีการปกปิด และถึงจะต้องการปกปิด ก็ปกปิดไม่ได้โดยเจ้าหน้าที่ธุรการเพียงคนเดียว โดยมีกระบวนการที่เปิดเผยเกิดขึ้นต่อเนื่องเรื่อยมาเกินกว่า ๕๐๐ ครั้ง เจ้าหน้าที่คนนี้ได้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาแล้วผ่านใบคิวโฆษณาทุกวัน แต่เมื่อเห็นว่าโฆษณาเกินปกปิดได้ ผมก็ต้องยอมรับ

การจ่ายเช็คทั้ง ๖ ฉบับ มีที่มาที่ไปว่าเป็นการจ่ายค่าจ้างเพื่อให้ทำงานเกี่ยวกับการขายโฆษณา มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างครบถ้วน ยอดเงินเป็นเศษสตางค์ และตัวเลขไม่ได้มีความสัมพันธ์กับโฆษณาเกินเลย แต่เมื่อเชื่อว่าเป็นการจ่ายสินบน ผมก็ต้องยอมรับ

เงินค่าโฆษณาเกิน ๑๓๘ ล้าน ผมได้ชำระให้ อสมท.ไปครบถ้วนแล้วตั้งแต่ยังไม่เกิดคดีความ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่า ผมไม่ทำให้ อสมท.เสียหาย แต่เมื่อมันชดใช้สิ่งที่เห็นว่าผิดไปแล้วไม่ได้ ผมก็ยอมรับ

ผมยอมรับคำพิพากษา โดยไม่เคยคิดว่าจะหลบหนี เพราะนั่นจะเท่ากับผมไม่เคารพกระบวนการของกฎหมายบ้านเมืองที่ผมเกิดและเติบโตมา

แน่นอนว่าผมย่อมกลัวการติดคุกติดตาราง แต่ชีวิตผมไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง ไม่ได้สุขสบาย ไม่เคยลำบากตรากตรำ จนจะไปใช้ชีวิตในเรือนจำไม่ได้ หรืออยู่ลำบากไม่ได้

บางทีระหว่างที่ผมใช้ชีวิตทำงานมาร่วม ๓๐ ปี ถ้าพูดถึงความยากลำบากทางกาย อาจจะลำบากกว่าการใช้ชีวิตในเรือนจำ แต่สำคัญที่ร่วม ๓๐ ปีนั้นผมมีอิสรภาพ

ร่วม ๓๐ ปี ผมไม่เคยได้นอนหลับเต็มอิ่ม ทำงานที่ผมรักตลอดทั้งวัน ไม่มีวันหยุด เพียงแต่ทุกวันที่ตื่นไปทำงาน ผมไม่เคยรู้สึกว่าผมไปทำงาน ผมแค่ตื่นออกไปใช้ชีวิตของผม แม้จะยากลำบากทางกาย แต่ผมก็สุขใจในแบบของผมเสมอมา

กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๙ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาผม และผมต้องหยุดทำงานที่ผมเคยทำมาทุกวัน ทั้งที่ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด ใครไม่เป็นผมคงไม่รู้ว่ามันทุกข์ทรมานขนาดไหนกับการต้องตื่นขึ้นมาทุกวันแล้วไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตของผมอย่างที่เคย

ช่วงนั้น ผมไม่กล้าแม้กระทั่งเปิดโทรทัศน์ อย่าว่าแต่รายการที่ตัวเองเคยทำ เพราะถ้าต้องเห็นสิ่งที่ผมรักและเคยทำมาตลอด มันจะหยุดน้ำตาของตัวเองไม่ได้ ผมทำได้อย่างเดียวคือ พยายามลืมชีวิตที่เคยเป็นมา

สำหรับผม การต้องหยุดทำงาน เหตุเพราะคำพิพากษาของสังคม คือความทุกข์ทรมานที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิต เพราะคือการห้ามผมใช้ชีวิต ไม่ใช่แค่การห้ามผมทำอาชีพของผม อิสรภาพในการใช้ชีวิตของผมหมดไปตั้งแต่เมื่อ ๔ ปีก่อนแล้ว

ผมติดคุกสังคมมา ๔ ปีแล้ว ตลอด ๔ ปีของการต่อสู้คดีก็ไม่เคยมีความสุขเลยแม้แต่วันเดียว ความรู้สึกเสมือนยิ่งสู้ยิ่งแพ้ แต่ก็ต้องสู้

วันนี้ผมคงติดคุกตามคำพิพากษาของศาลสูงสุด ความยากลำบากเดียวคือ ทำใจ ซึ่งผมยังไม่รู้ว่าจะทำได้ขนาดไหน จะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ที่จะทำความคุ้นเคยกับมัน แต่ที่สุดผมก็ต้องยอมรับให้ได้

ชีวิตต้องดำเนินต่อไป อย่างน้อยวันนี้ชีวิตผมก็จะได้เริ่มต้นใหม่เสียที แม้จะต้องเริ่มต้นจากติดลบ อยู่ในคุกตะราง จุดต่ำสุดของชีวิต แต่ก็ได้เริ่มต้น ซึ่งมันจะมีวันหนึ่งในที่สุดที่จะได้นับหนึ่งใหม่

ขอบคุณทุกคนที่เจอกันก็เข้ามาจับมือให้กำลังใจ ไม่ได้เจอกันก็ส่งกำลังใจมาให้

จนกว่าจะมีโอกาสพบกันใหม่ครับ

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563
 
เป็นนักข่าวอาวุโส ดันทำผิดเอง! เปิดคำพิพากษาฎีกาคุก‘สรยุทธ’คดีไร่ส้ม

เป็นนักข่าวอาวุโส ดันทำผิดเอง! เปิดคำพิพากษาฎีกาคุก‘สรยุทธ’คดีไร่ส้ม

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563, 11.36 น.

เป็นนักข่าวอาวุโส ดันทำผิดเอง! เปิดคำพิพากษาฎีกาคุก‘สรยุทธ’คดีไร่ส้ม

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 21 มกราคม 2563 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลนัดอ่านคำพิพากษาฎีกา คดีบริษัท ไร่ส้มฯ เบี้ยวแจ้งการชำระค่าโฆษณาส่วนเกิน บมจ.อสมท จำนวน 138 ล้านบาท ของรายการ “คุย คุ้ยข่าว” ระหว่างปี 2548-2549  ที่ บจก.ไร่ส้ม และนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรรายการเล่าข่าวชื่อดัง จัดดำเนินรายการ ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นางพิชชาภา หรือนางชนาภา บุญโต อายุ 50 ปีเศษ อดีตพนักงาน บมจ.อสมท มีหน้าที่จัดทำคิวโฆษณา , บจก.ไร่ส้ม , นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อายุ 53 ปีเศษ กก.ผจก.บจก.ไร่ส้ม และอดีตพิธีกรรายการเล่าข่าวชื่อดัง , น.ส.มณฑา ธีระเดช อายุ 46 ปีเศษ พนักงาน บจก.ไร่ส้ม เป็นจำเลยที่ 1- 4 คดีหมายเลขดำ อ.313/2558 

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ต้องรายงานคิวโฆษณาส่วนเกินเวลาให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แต่ไม่รายงาน โดยจากทางไต่สวนรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้ใช้จำเลยที่ 1 หาช่องทางช่วยเหลือตามคำขอของจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 1 ใช้น้ำยาลบคำผิด แม้จะฟังไม่ได้ว่าเช็ค 6 ฉบับ จ่ายเป็นค่าตอบแทน แต่ฟังได้ว่ามีการจ่ายเช็คในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งหากไม่ได้ประโยชน์ในการดำเนินการ จำเลยที่ 1 คงไม่หาช่องทางช่วยเหลือ แม้จะมีการจ่ายเงินค่าโฆณาส่วนเกิน ก็จ่ายหลัง อสมท. ผู้เสียหายตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแล้ว และล่วงเลยจากเวลาที่เกิดเหตุ 2 ปี

พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1-4 นั้นเป็นเจ้าหน้าที่ และผู้สื่อข่าวอาวุโส กลับทำผิดโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง ทั้งที่ควรเป็นแบบอย่างที่ดี ขณะที่การกระทำของจำเลยทั้งสี่ถือว่าเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ ไม่ใช่กรรมเดียวที่จำเลย และเห็นควรลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา ฎีกาต่อสู้ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้ให้จำคุก นางพิชชาภา หรือนางชนาภา บุญโต อายุ 50 ปีเศษ อดีตพนักงาน บมจ.อสมท มีหน้าที่จัดทำคิวโฆษณา จาก 20 ปี เป็นจำคุก 12 ปี , ส่วน บจก.ไร่ส้ม จากปรับ 80,000 บาท เป็นเหลือปรับ 72,000 บาท , ส่วนนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อายุ 53 ปีเศษ กก.ผจก.บจก.ไร่ส้ม และอดีตพิธีกรรายการเล่าข่าวชื่อดัง และ น.ส.มณฑา ธีระเดช อายุ 46 ปีเศษ พนักงาน บจก.ไร่ส้ม จากที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก  13 ปี 4 เดือนเป็นจำคุก 6 ปี 24 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

ขณะที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้นำตัวจำเลยมาควบคุมไว้บริเวณใต้ถุนศาล เพื่อเตรียมไปคุมขังที่เรือนจำตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป

...........................................................
 
 
 
 
ผู้ชนะวันนี้  !! 
 
 
 
ช่อชำเลือง ...
 

 

ด่วน!!!! ‘อนาคตใหม่’รอด ศาลรธน.ไม่ยุบพรรค คดีล้มล้างการปกครอง

ด่วน!!!! ‘อนาคตใหม่’รอด ศาลรธน.ไม่ยุบพรรค คดีล้มล้างการปกครอง

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563, 12.18 น.

ด่วน!!!! ‘อนาคตใหม่’รอด ศาลรธน.ไม่ยุบพรรค คดีล้มล้างการปกครอง

เมื่อเวลาประมาณ 11.50 น.ที่ศาลรัฐธรรมนูญ องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคดีที่ นายณฐพร โตประยูร ยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่าการกระทำของพรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ , นายปิยบุตร แสงกนกกุล และคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือไม่

ล่าสุดองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 4 ไม่ได้เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการล้มล้างการปกครอง เนื่องจากในการขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรค จะต้องยื่นข้อบังคับพรรค  ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองตรวจสอบ ก่อนรับจัดตั้งพรรคและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้นเมื่อ กกต.รับรองจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองและมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงถือได้ว่าข้อบังคับพรรคดังกล่าวไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง จึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอว่าผู้ถูกร้องทั้ง 4 ใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครอง ดังนั้นคำร้องดังกล่าวจึงเป็นเพียงข้อห่วงใยของผู้ร้องในฐานะ

อย่างไรก็ตาม การใช้ข้อความในข้อบังคับของพรรคการเมืองควรมีความชัดเจนไม่คุมเครือ ซึ่ง กกต.มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาเพิกถอนข้อบังคับนั้นได้ จึงสมควรที่ผู้เกี่ยวข้องจะได้แก้ไขให้ถูกต้องต่อไป

ส่วนประเด็นเรื่องแนวคิดหรือการแสดงความเห็นของผู้ถูกร้องนั้น เห็นว่าการพิจารณาว่าบุคคลใดจะใช้สิทธิล้มล้างการปกครองจะต้องปรากฏข้อเท็จจริงทำให้เห็นได้ว่าการกระทำที่กำลังดำเนินอยู่และไม่ห่างไกลจากเหตุ แต่ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 4 กระทำการล้มล้างการปกครอง

 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 

‘ปิยบุตร’ร่ายยาวแถลงปิดคดี‘ยุบอนค.’ โวยไม่เลิกโดนป้ายสี‘ล้มเจ้า’ สั่งสส.ย้ายพรรคแล้ว

‘ปิยบุตร’ร่ายยาวแถลงปิดคดี‘ยุบอนค.’ โวยไม่เลิกโดนป้ายสี‘ล้มเจ้า’ สั่งสส.ย้ายพรรคแล้ว

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563, 10.21 น.

‘ปิยบุตร’ร่ายยาวแถลงปิดคดี‘ยุบอนค.’ โวยไม่เลิกโดนป้ายสี‘ล้มเจ้า’ สั่งสส.ย้ายพรรคแล้

21 มกราคม 2563 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับที่มาที่ไปของคดียุบพรรคอนาคตใหม่ มีเนื้อหาดังนี

“แถลงปิดคดี (ยุบ?) พรรคอนาคตใหม่ @ #อย่ากลัวอนาคต 18 มกราคม 2563”

พี่น้องประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศไทย

15 มีนาคม 2561 เราได้จดจัดตั้งชื่อพรรคการเมืองต่อ กกต. หลายฝ่ายพยายามขัดขวางมิให้พรรคอนาคตใหม่เกิด บ้างอ้างอดีตของผมสมัยเป็นนักวิชาการ เป็นอาจารย์นิติศาสตร์ บ้างก็อ้างกรณีผมเคยมีส่วนร่วมกับคณะนิติราษฎร์ แต่ในท้ายที่สุด กกต. ก็ให้การรับรองจดทะเบียนอนาคตใหม่เป็นพรรคการเมืองในระบบรัฐธรรมนูญ 2560

ปฏิกิริยาโต้ตอบหลังการเลือกตั้งที่แทบเป็นที่พูดถึงมากที่สุดคงไม่พ้นกรณีการฟ้องร้องพรรคอนาคตใหม่ข้อหาล้มล้างการปกครองโดย ณฐพร โตประยูร อ้างถึงอดีตของผมและธนาธรที่ไม่มีมูลใดเกี่ยวข้องกับการล้มล้างใดๆ เลยบ้าง นโยบายพรรคอนาคตใหม่ที่ต้องการลบล้างมรดกบาป คสช. บ้าง ที่ประหลาดที่สุดก็คงจะเป็นการโยงว่าสัญลักษณ์ของพรรคอนาคตใหม่เกี่ยวข้องกับสมาคม “อิลลูมินาติ”

หากพิจารณาประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหลายทั้งปวง กล่าวกันให้ชัดๆ เลยว่า คำร้องของณฐพร โตประยูร ฉบับนี้เป็นเรื่องไร้สาระ (absurd) ที่สุด คำร้องฉบับนี้ไม่ต้องอะไรไปจากใบปลิวที่ไปเขียนในแบบฟอร์มคำร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญ

นี่เป็นวิธีการที่ประเทศนี้ใช้กันอยู่เสมอๆ เพื่อกำจัดคนออกไปจากการเมืองไทย ข้อหาหนึ่งที่ใช้มากันโดยตลอดก็คือ “ล้มเจ้า” เขาต้องการสื่อให้สังคมเข้าใจผิดว่า ธนาธรและผม คือ “พวกล้มเจ้า” ต้องจัดการออกไปจากการเมืองไทยให้ได้ เขานำประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาใช้เป็นข้ออ้าง เพราะโดยแท้จริงแล้ว เขากลัวความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นและจะทำให้พวกเขาสูญเสียอำนาจลง

กลุ่มคนที่ป้ายสีธนาธร ป้ายสีผม ติดฉลากให้พรรคอนาคตใหม่ว่าเป็นพวกสุดโต่งนั้น เอาเข้าจริงแล้ว เขาใส่แว่นสายตาของฝ่ายอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว เขาใส่แว่นสายตาของพวกขวาตกขอบ เขามีพฤติกรรมแบบ Ultra-royalist / Hyper-royalist เมื่อเขาใส่แว่นสายตาแบบนี้ มีพฤติกรรมแบบนี้ เวลาเขามองมาที่เราซึ่งเป็นคนปกติที่ต้องการทำให้สังคมไทยดีขึ้น เขาเลยกังวลว่า “ไอ้นี้เป็นพวกหัวรุนแรง” แต่แท้จริงแล้ว พวกเขาต่างหากที่สุดโต่งที่สุด

ในเมื่อ “ปากกา” ที่ใช้ตัดสินลงโทษทางการเมืองไม่ได้อยู่ที่เรา เราจึงทำได้เพียงอย่างเดียว ให้อาวุธที่ชื่อว่าการยุบพรรคกลายเป็น “กระสุนที่ด้าน” ให้ได้ เบื้องต้น ผมขอเรียกร้องให้ ส.ส. อนาคตใหม่ทุกคนย้ายไปอยู่พรรคการเมืองใหม่ที่มีแนวทางแบบอนาคตใหม่ สมาชิกกว่าหกหมื่นของพวกเราก็ย้ายไปสมัครสมาชิกพรรคใหม่ด้วยเช่นกัน

เราคุยกันตั้งแต่วันเริ่มตั้งพรรคว่า “งานนี้เราเอาจริง ไม่มีถอย” และคาดการณ์ล่วงหน้าว่า วันนี้ไม่ช้าก็เร็วจะมาถึง และเมื่อวันนั้นมาถึง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็จะยังคงรณรงค์การเมืองต่อเนื่อง ไม่ได้กลับไปทำธุรกิจ และเมื่อวันนั้นมาถึงเมื่อไหร่ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล แม้ไม่สามารถอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรให้กับพวกท่านได้ แต่จะเดินทางไปทั่วประเทศเพื่ออภิปรายต่อหน้าทุกท่าน

การยุบพรรคนี้ที่อาจเกิดขึ้นวันที่ 21 มกราคมนี้ จะใช้ต้นทุนมหาศาลและนำเอาความเชื่อถือศรัทธาตรวจสอบไปพังทลายทั้งหมด ต่อไปนี้ เขาจะไม่กล้ายุบอีกแล้ว เพราะยุบไปก็เป็นกระสุนด้าน ยุบไปไม่เกิดประโยชน์

ระบอบเผด็จการอำนาจนิยมที่เราอยู่กันมาตลอด 6 ปี นี้หรือที่จะทำให้คนไทยกลับมารักกันได้ ระบอบที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ไล่จับไล่ยุบคนเห็นต่างแบบนี้หรือที่จะทำให้คนไทยมีชีวิตที่ดีอยู่กันอย่างผาสุก ที่จะจัดการความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมและปัญหาความขัดแย้งได้ ดังนั้น พวกเราประชาชนคนไทยผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศนี้ต้องช่วยกันต่อต้านไม่ให้พวกเขาที่ครองอำนาจอยู่ในปัจจุบันสืบทอดอำนาจ ก่อตั้งระบบที่ไม่มีชื่อของเขาเพื่อครองอำนาจได้สำเร็จ

ผู้ครองอำนาจทั้งหลาย อย่ากลัวอนาคตไปเลย ท่านอย่ากลัวเพียงเพราะท่านมองไม่เห็นมัน เพียงเพราะท่านไม่รู้จักมัน วันนี้เวลานี้ อนาคตปรากฏอยู่บนเบื้องหน้าของท่านแล้ว ทำความรู้จักกับอนาคต

“อย่ากลัวอนาคต อยู่กับอนาคต ออกแบบอนาคตใหม่ของประเทศไทยร่วมกัน”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

+ อนาคตดับ-ไม่ดับ! ศาลรธน.อ่านคำวินิจฉัยคดี'อนค.'ล้มล้างการปกครองวันนี้

หน้าแรก / ข่าว Like สาระ

ชื่อนี้ได้แต่ใดมา!!!‘ไอ้ตี๋หัวลำโพง’เฉลยที่มาชื่อ‘เหรียญทอง แน่นหนา’

ชื่อนี้ได้แต่ใดมา!!!‘ไอ้ตี๋หัวลำโพง’เฉลยที่มาชื่อ‘เหรียญทอง แน่นหนา’

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563, 09.06 น.

ชื่อนี้ได้แต่ใดมา!!!‘ไอ้ตี๋หัวลำโพง’เฉลยที่มาชื่อ‘เหรียญทอง แน่นหนา’

21 มกราคม 2563 พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ และผู้ก่อตั้งองค์กรเก็บขยะแผ่นดิน โพสต์เฟซบุ๊ก “เหรียญทอง แน่นหนา” มีเนื้อหาดังนี้

คำถาม : "เหรียญทอง แน่นหนา...ชื่อนี้ท่านได้แต่ใดมา"

คำตอบ : ชื่อนี้ 'อาม่า' (แม่ของพ่อ) เป็นผู้ตั้งให้ครับ

สมัยที่ยังเป็นไอ้ตี๋หัวลำโพง 'อาม่า' ชอบพาไปนั่งเล่น ป้อนข้าวที่ชานชาลา สถานีรถไฟหัวลำโพง ผมก็ชอบวิ่งเล่นตามรถเข็นสัมภาระของสถานีรถไฟ ด้วยการวิ่งซนไล่ตามรถเข็นสัมภาระ อาม่าก็ตามไม่ทันและตะโกนเรียกผมว่า ..."อาหลิ่งทง...อ่า! มาเจียะปึ่ง(กินข้าว)...อ่า!"

เรื่องเล่าสบายๆกับพี่เหรียญครับ

21 ม.ค.63 เวลา 8.04 น.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

+ อ่านโดยพลัน! เปิดตัว‘ไอ้ตี๋หัวลำโพง’ สู่‘พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา’

 

 

ตรุษจีนปีนี้! ของไหว้เจ้าราคาแพง 'เนื้อสัตว์-ผักผลไม้'พุ่งขึ้น10-30บาทต่อกก.

ตรุษจีนปีนี้! ของไหว้เจ้าราคาแพง 'เนื้อสัตว์-ผักผลไม้'พุ่งขึ้น10-30บาทต่อกก.

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563, 09.52 น.

21 มกราคม 2563 บรรยากาศก่อนถึงเทศกาลตรุษจีนที่ จ.สงขลา จากการสำรวจตลาดพบว่าราคาสินค้าเครื่องเซ่นไหว้และพืชผักเริ่มปรับราคาสูงขึ้นหลายชนิด เช่น ที่ตลาดสดทรัพย์สินพลาซ่า สงขลา เขตเทศบาลนครสงขลา พบว่าวันนี้ราคาไก่ที่ใช้ไหว้ โดยเฉพาะไก่บ้าน จากราคาเดิม กก.ละ 130 บาท ปรับขึ้นเป็น 160 บาท สำหรับไก่เนื้อ จาก กก.ละ 60 บาท ปรับขึ้นเป็น 70 บาท

ในวันนี้มีชาวไทยเชื้อสายจีนก็ออกมาซื้อไก่ไปเตรียมไว้ก่อนแล้ว ส่วนราคาหมูวันนี้ ราคาเนื้อแดง กก.ละ 140 บาท หัวหมูที่ต้มแล้ว หัวละ 550 บาท ส่วนที่ยังไม่ต้ม กก.ละ 100 บาท สำหรับปลากะพงขาว ราคา กก.ละ 180 – 200 บาท และเนื้อปลา กก.ละ 320 บาท ซึ่งราคานี้เป็นราคาปกติที่แม่ค้าบอกว่าจะไม่ปรับราคาขึ้นแต่อย่างใด

ในขณะที่ราคาพืชผักเริ่มปรับขึ้นเช่นเดียวกัน เช่น ต้นหอม ผักชี จากกิโลกรัมละ 120 บาท เป็น 150 บาท ต้นกระเทียมจีน กก.ละ 150 บาทจากเดิม 120 บาท และกึ้นช่าย จาก 100 บาทเป็น 120 บาท ในส่วนของผลไม้ยังคงขายราคาเดิมไม่ปรับราคาขึ้น เนื่องจากมีการสั่งผลไม้มาสำรองไว้อย่างเพียงพอก่อนหน้านี้แล้ว โดยราคาส้มโชกุนอยู่ที่ กก.ละ 60 – 80 บาท ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดเล็กกลางใหญ่ แอปเปิ้ล ลูกละ 30 บาท องุ่นไร้เมล็ด กก.ละ 200 บาท และกล้วยหอม กก.ละ 35 บาท 

ทั้งนี้บรรดาพ่อค้าแม่ค้า เผยว่า ราคาเนื้อสัตว์และพืชผักอาจจะปรับตัวสูงขึ้นกว่านี้ในวันจ่าย(ที่ 23 ม.ค.63) เนื่องจากปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงตรุษจีน

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
..................................................................
 
21 มกราคม 2563

 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน