*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5720
  • จำนวนผู้ชม : 3406191
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< มกราคม 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 294 , 12:10:21 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         คนเป็นส.ส.แต่ไม่รู้หน้าที่ตัวเองก็บัดซบจริงๆ ไม่รูว่าชนะเลือกตั้งมาได้อย่างไร มาทำบ้าน

เมืองต้องปั่นป่วนไปหมด อย่างกับการเสียบบัตรแทนกันไม่น่าจะเกิดขึ้นเลย และเป็นที่ประจักษ์

แล้วว่า กฎหมายตามรธน.ไม่เพียงพอ อย่างกับการเสียบบัตรแทนกันจนเกิดการเสียหายตามที่

เห็นกันแล้ว

         เชื่อถือกันมานาน ว่าส.ส.คือผู้ทรงเกียร์ติ์ มีสิทธิพิเศษยั้วเยี้ยไปหมด กินเงินเดือนสองทาง

ก็ได้ จะลดความทรงเกียรติ์และผลประโยชน์ส.ส.ลงบ้างเสียทีดีไหม ...

 

ทำไมต้อง "กดบัตรแทนกัน"?

    

          สมัยก่อน.........

                เรือสำเภา มีหินเป็น "ตัวอับเฉา" ถ่วงท้องเรือ กันเรือโคลง

                สมัยนี้......

                ประชาธิปไตยเลือกตั้ง มี ส.ส.เป็น "ตัวอับเฉา" ถ่วงประเทศ กันบ้านเมืองเจริญ!

                ตั้งแต่ตุลา.๖๒

                บ้านเมืองพัฒนาผ่านโครงการลงทุนอะไรไม่ได้ เพราะงบประมาณ ปี ๖๓ อยู่ในช่วง สะดุดขั้นตอนประชาธิปไตย

                นี่ก็ผ่านเข้ามามกรา.๖๓

                กว่าสภาผู้แทนราษฎรจะปล้ำผีลุก-ปลุกผีนั่ง พ.ร.บ.งบประมาณเสร็จ ผ่านวุฒิสภาตามขั้นตอนเสร็จ

                นึกว่า "งบผ่าน-โครงการเดิน-เงินมา" ซะที

                การลงทุน การจัดซื้อ-จัดจ้าง ผ่านโครงการลงทุนภาครัฐทั้งหลาย จะได้เป็นตัวฉุดกระชากลากระบบเศรษฐกิจที่ติดแหง็ก ให้เขยื้อนซะที

                ที่ไหนได้ พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันนั่นแหละ ด้วย "ภูมิใจไทยรำ-ประชาธิปัตย์ร้อง"

                ไอ้นั่น-อีนี่ "เสียบบัตรแทนกัน"

                งบประมาณแผ่นดิน "ไฟตัน-น้ำมันชอร์ต" ขึ้นมาทันที

                ถึงขั้นต้องหามส่งให้ "ศาลรัฐธรรมนูญ" วินิจฉัยด่วน

                เหตุจาก "จิตสำนึกคนเจริญไม่ถึงประชาธิปไตย" แต่อยากเป็นประชาธิปไตยอย่างตะวันตกเขาเป็นนั้น

                กรณี "เสียบบัตรแทนกัน" นี้ ผลก็จะมี ๒ สถาน

                ๑.แท้ง คือโมฆะทั้งฉบับ

                ๒.ไม่แท้ง ต้องกลับไปซ่อมบางมาตรา

                จะสถานไหน ก็ขึ้นอยู่กับวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ตามคำร้อง ตามเอกสาร-หลักฐาน

                และตามคำให้การของ ส.ส.ที่จะต้องเป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองตอนสุดท้าย ซึ่งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นเข็มชี้

                สรุปแล้ว "ทั้งขึ้น-ทั้งล่อง" ไม่ว่าจะด้านไหน งบปี ๖๓ ที่ช้าอยู่แล้ว จะต้องช้าต่อไปอีก ๓-๔ เดือนแน่

                ภาษีที่เก็บๆ ไป ที่จะใช้จ่ายในปี ๖๓ ได้แค่เอาไปเลี้ยงระบบราชการ รวมทั้งพวก ส.ส.เท่านั้น

                แต่จะเอาไปลงทุนพัฒนาประเทศไม่ได้เลย จนกว่า พ.ร.บ.จะประกาศใช้ คร่าวๆ ก็โน่นแหละ ไม่หนีพฤษภา.

                แต่ไม่ต้องกลัว ในทางเทคนิคแก้ไขได้ การลงทุนตามโครงการต่างๆ ไม่สะดุดแน่

                แต่คำว่า "งบฯ ไม่ผ่าน" มันสร้างบรรยากาศลบต่อการลงทุนของภาคเอกชนทุกด้าน

                ไม่ต่างกับ "เงินไม่มา-กาไม่เป็น" สักเท่าไรนัก คือคนเรา เมื่อบรรยากาศไม่อำนวย

                คำว่า "ความเสี่ยง" มันจะเข้ามาแทนคำว่า "ความมั่นใจ"!

                แล้วจะโทษใคร........?

                ปล้นทอง ก็โทษประยุทธ์ ฝุ่นคลุ้ง ก็โทษประยุทธ์

                "ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน".........

                จะไม่โทษประยุทธ์ มันก็เสียหมา "แดงอมส้ม-ส้มอดแดง" น่ะซี!

                โลกนี้ ไม่มีอะไรบังเอิญ อะไรจะเป็นไป มันก็ต้องเป็นไป ฉะนั้น อย่าไปเสียหัวกับมัน

                และไม่ต้อง "เถียง-ทะเลาะ-อวดรู้" ให้มากความกันไป พ.ร.บ.งบฯ จะแท้ง-ไม่แท้ง รอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยดีที่สุด

                ระหว่างนี้ เรามาดูตามหลัก "ผลย่อมมาจากเหตุ" ดีกว่า ว่าทำไม ส.ส.จึง "หนังหนา" กันขนาดนี้?

                เพราะเรื่อง "เสียบบัตรแทนกัน" ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องเหนือสำนึกพื้นฐานระดับคนใน "สถาบันนิติบัญญัติ"

                เคยมี ส.ส.ทำอย่างนี้ กฎหมายโมฆะไปแล้ว ถูกตัดสิทธิ์การเมืองไปแล้ว อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีอาญา "โทษคุก" รออยู่แล้ว

                ส.ส.ทุกคน ไม่รู้-ก็ต้องรู้ ในกรณีนี้.........

                ฉะนั้น ต้องสำเหนียก สังวร ระวัง ที่จะไม่เสียบบัตรแทนกัน หรือกระทำในลักษณะโหวตแทนกัน

                แต่ทำไมยังเหมือนวัวควายที่ไม่ระคายปฏัก มันต้องมีสาเหตุ?

                ก็เลยไปศึกษาหาความรู้ ได้ข้อเท็จจริงอันเป็น "ส่วนหนึ่ง" ของเหตุ มาว่า

                ส.ส. ๕๐๐ ขณะนี้ อยู่ในลักษณะ "สัมภเวสี" คือพวกผีเร่ร่อน ไม่มีสถานที่สิงสู่เป็นหลักแหล่ง

                เพราะห้องประชุมในความเป็น "สภาผู้แทนราษฎร" ที่สัปปายะสภาสถาน เกียกกาย ยังไม่เสร็จ

                ที่ใช้อยู่ทุกวันนี้..........

                อาศัยห้องประชุม "วุฒิสภา" เป็นที่ประชุมชั่วคราว!

                วุฒิสมาชิกหรือ ส.ว.มีเพียง ๒๕๐ คน

                ดังนั้น........

                "เครื่องลงคะแนน" จึงมีน้อยกว่าจำนวน ๕๐๐ ส.ส.ที่มาใช้ห้อง

                ผู้มาอาศัยใช้สถานที่ เท่ากับทุกคน "ไม่มีที่นั่งประจำ" สุดแต่ใครเลือกนั่งตรงไหน

                และเครื่องลงคะแนน ไม่ได้มีติดอยู่กับทุกที่นั่งเหมือนสภาเก่า

                ส.ส.มี ๕๐๐ คน เวลา "กดบัตร" จะแสดงตนก็ดี โหวตมติใดๆ ก็ดี ที่จะให้ "กดปุ๊บ-ติดปั๊บ" ในเวลาอันรวดเร็ว มันจึงเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ

                ก็คิดดู มีเครื่องกดบัตร ๓๐๐ เครื่อง แต่ ส.ส.ต้องใช้กดพร้อมๆ กัน ในเวลาเดียวกัน ๕๐๐ คน

                ในเวลาเป็นวินาที หรือไม่เกินนาที ที่ขานกันว่า "ครบครับ...เรียบร้อยครับ" ตามที่ได้ยิน

                ผมชักสงสัย การเช็กชื่อ-การโหวต ทุกครั้งที่ผ่านมาของ ส.ส.ที่สัปปายะสภาสถาน

                แน่หรือ ที่ไม่ "กดบัตรแทนกัน"!?

                ฝากเป็นคำถามทิ้งไว้ก่อน และเท่าที่ผมไปศึกษา ก็ยังได้ความเพิ่มเติมว่า ตามปกติ ที่สภาผู้แทนราษฎรเดิม ส.ส.จะมีบัตรคนละ ๒ ใบ

                ใบหนึ่ง ติดตัว อีกใบ เจ้าหน้าที่รัฐสภาเก็บไว้ เหมือนโรงแรม ถึงเราได้กุญแจห้อง แต่โรงแรมก็ต้องมีเก็บสำรอง

                แต่เมื่อย้ายมาสภาใหม่ ยังไม่มีห้องประชุมของตัวเอง ส.ส.แต่ละคนไม่มีที่นั่งประจำ

                ส.ส.จึงมี "บัตรใบเดียว"

                ผู้ใหญ่ในรัฐสภา ซึ่งไม่ใช่ ส.ส.บอกผมว่า ทางเจ้าหน้าที่รัฐสภาบอก......

                "แหย่บัตรคาไว้ได้ เลิกแล้วเขาจะมาเก็บเอง"!

                มาฟังที่ "นายสรศักดิ์ เพียรเวช" เลขาฯ สภา บอกว่าตรวจสอบสอบแล้ว เหตุเกิดขึ้นได้ใน ๓ กรณี

                ๑.บาง ส.ส.เสียบบัตรค้างไว้ มีคนมากดลงมติแทน

                ๒.บาง ส.ส.เบิกบัตรสำรองไปให้คนอื่นเสียบบัตรลงมติแทน ทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้เข้าร่วมการประชุม

                ๓.เสียบบัตรแทนกัน เนื่องจากเครื่องลงคะแนนไม่เพียงพอ เพราะปัจจุบัน ส.ส.ใช้ห้องประชุมของ ส.ว. ซึ่งมีเครื่องลงคะแนนเพียง ๓๑๘ เครื่อง

                ไม่ครบตามจำนวน ส.ส. ๔๙๘ คนในปัจจุบัน

                ขาดไป ๑๘๐ เครื่อง ทำให้ ส.ส.ต้องใช้เครื่องในการลงคะแนนซ้ำกัน

                ก็เป็นข้อมูลต่างกัน ผู้ให้ข้อมูลผม บอกตอนนี้ มีบัตรใบเดียว แต่เลขาฯ สภาผู้แทนบอก "มีบัตรสำรอง"

                ส่วนประเด็น "เสียบคา" นายสรศักดิ์ไม่ได้บอกให้เคลียร์ว่า ทางเจ้าหน้าที่สภา บอกให้เสียบคาไว้ได้ ช่วง "ห้องประชุมยืมใช้" หรือฝ่าย ส.ส.เสียบคาไว้เอง

                "เสียบคา" นี่ ต้องอธิบายถึงเจตนาให้เคลียร์นะ เพราะมันมีผล "ถึงขั้นคุก"

                ยิ่งใครใช้กฎหมายแบบ "หัวลูกเต๋า" โดยไม่ไล่เรียงที่มา-ที่ไป ไม่คำนึงด้าน "เจตนา" เป็นฐาน จะอันตรายมาก

                เพราะมองตามเหตุผล อย่างกรณี "นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์

                แสดงหลักฐาน ส.ส.ภูมิใจไทย ตัวไม่อยู่ในที่ประชุม แต่มีชื่อโหวตมาตราต่างๆ ของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ด้วย "เสียบบัตรแทนกัน"

                อย่างนั้น ชัดเจน "กดบัตรแทนกัน" ด้วยเจตนาทุจริต

                แต่อย่างกรณี โทรทัศน์ช่อง ๗ ถ่ายตอน ส.ส.กดบัตร แล้วนำสรุปทันใด ว่าที่ "กดหลายใบ" คือทุจริต "กดบัตรแทนกัน"

                โดยยังไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเหมือนกรณีคุณนิพิฏฐ์นั้น

                อาจไม่เป็นธรรมกับ ส.ส.เขาก็ได้.........

                จนกว่าได้ตรวจสอบว่า ที่กดแทนกันนั้น กดแทนในลักษณะและด้วยเหตุผลใด?

                เพราะต้องคำนึงด้วยว่า........

                ๑.ส.ส.มีมากกว่าเครื่องลงคะแนน

                ๒.บางที่นั่งไม่มีเครื่อง ต้องลุกมากดตรงจุดที่มีเครื่องพร้อมกันหลายคน จึงให้คนเดียวกดแทน

                ๓.ต้องพิสูจน์ให้ชัดก่อนว่า เจ้าของบัตรมีตัวตนอยู่ที่นั้นด้วยหรือไม่

                คือเฉพาะคำว่า "กดแทนกัน" มันผิด ๑๐๐% อยู่แล้ว

                แต่เมื่อดูข้อเท็จจริง-ดูเจตนา เพียงกดแทนกัน ด้วยเหตุเพราะคนใช้มากกว่าเครื่อง และที่กดนั้น เจ้าของบัตร ตัวตนอยู่จริงในสถานที่ตรงนั้น

                ก็ "สุจริตในเจตนา" ผิดที่กระทำ คือ "กดบัตรแทนกัน" ซึ่งตรงนี้ วิญญูชนวินิจฉัยได้

                ถ้าเถรตรง ในกรณี "ห้องประชุมยืมใช้" ใครกดแทน ทุบโต๊ะ "ผิดหมด"

                ผมว่า ที่โหวตกันมาในสภาใหม่ อาจ "โมฆะ" หมดก็เป็นได้

                คิดดูทางเป็นจริงซี ส.ส.เกือบ ๕๐๐ คน พอประธานให้กดบัตรลงคะแนนปุ๊บ ไม่ถึง ๓๐ วินาทีมั้ง ผลออกมาแล้ว?

                มีเครื่อง ๓๑๘ เครื่อง คนใช้ร่วม ๕๐๐ คน

                มันเป็นไปได้ทางปฏิบัติจริงหรือ.......

                ที่ส่วนเกินเครื่องกดอีก "เกือบ ๒๐๐ คน" เข้าคิวกดต่อได้ทุกคน เบ็ดเสร็จไม่ถึง ๓๐ วิ. สูงสุดไม่เกิน ๑ นาที?

                กฎหมายน่ะ ต้องยึด แต่ถ้ายึด โดยไม่คำนึง "ข้อเท็จจริง" กฎหมายจะเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ      

                กรณีโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ส.ส.ฝ่ายค้านร่วม ๒๐๐ คน "งดออกเสียง" แสดงว่าเครื่องลงคะแนนว่างจำนวนมากก็จริง

                แต่การจัดผังที่นั่งแบ่งซีกค้าน-ซีกรัฐบาล และยังแบ่งสัดส่วนเป็นแต่ละพรรค

                นั่น...ถึงเครื่องลงคะแนนว่าง ใครก็ไม่รู้เครื่องตรงไหนว่าง จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่รัฐสภาต้องคำนึงและเคลียร์ให้ชัด

                สรุปทั้งหมด ถ้าเป็น ส.ส.ยังทุจริตตั้งแต่เรื่องกดบัตร

                แล้วจะมีให้รกบ้าน-รกเมืองไปทำไม?. 

 

'โภคิน'อ้างศาลรธน.เคยวินิจฉัยตรากฏหมายไม่ชอบต้องตกทั้งฉบับ


    
 


24ม.ค.63-ที่รัฐสภา นายโภคิน พลกุล อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีการส่งศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ว่า เมื่อประธานสภาฯได้ส่งศาลรัฐธรรมนูญจะต้องรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างไรแต่สำหรับส่วนตัวแล้วมีความเห็นว่าหากเป็นกรณีที่กระบวนการตราไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว ร่างพ.ร.บ.จะต้องตกไปทั้งฉบับ เพราะถือว่าเป็นการขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญในสาระสำคัญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178

 "ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีแนวคำวินิจฉัยเมื่อปี 2557 มาแล้วว่าเมื่อกระบวนการตรากฎหมายไม่ชอบย่อมจะต้องตกไปทั้งฉบับ ไม่ได้ตกไปเฉพาะบางมาตรา ซึ่งการให้บุคคลลงคะแนนแทนตนเองไม่ว่าจะอ้างด้วยเหตุผลใดย่อมฟังไม่ขึ้น แม้ผู้นั้นจะอยู่ในห้องประชุมขณะที่มีการลงคะแนนก็ตาม"

อดีตประธานรัฐสภา กล่าวว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ร่างพ.ร.บ.ตกไปทั้งฉบับจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการหาทางออกสำหรับกรณีนี้ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวคิดว่าไม่สามารถนำมาตรา 143 ของรัฐธรรมนูญมาปรับใช้ได้ เนื่องจาก มาตรา 143 ของรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่กำหนดให้สภาฯพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณให้เสร็จภายใน 105 วัน หากไม่ทันตามกรอบเวลาจะให้ถือว่าสภาฯได้ให้ความเห็นชอบและตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอและส่งให้วุฒิสภาต่อไป  แต่สำหรับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นกรณีที่เรื่องกระบวนการตราที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จะมาอ้างไม่ได้ว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ร่างกฎหมายงบประมาณที่สภาฯแก้ไขตกไปทั้งฉบับจะนำร่างกฎหมายงบประมาณฉบับของคณะรัฐมนตรี(ครม.)มาบังคับใช้ เพราะเป็นคนละกรณีกัน  

เมื่อถามว่า รัฐบาลสามารถตราพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)เพื่อบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯได้หรือไม่ นายโภคิน กล่าวว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติเป็นการเฉพาะว่าการจ่ายเงินแผ่นดินและการจัดทำงบประมาณจะต้องกระทำเป็นพ.ร.บ.เท่านั้น อีกทั้งรัฐธรรมนูญยังได้บัญญัติเป็นการเฉพาะด้วยว่ากรณีใดบ้างที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)สามารถตราพ.ร.ก.ได้บ้าง จึงเห็นว่าการตราพ.ร.ก.ในกรณีนี้ย่อมไม่สามารถกระทำได้ เพราะหากทำเช่นนั้นจะเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ

 

 

 

'ดร.พิชาย'ชี้ผลเสียหายสส.เสียบบัตรแทนต้องขจัดออกจากสภาฯพร้อมแนวทางแก้ปัญหา


    
 


24ม.ค.63-รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตคณะบดีพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) และประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.) โพสต์ข้อความบนโพสต์บุ๊ก Phichai Ratnatilaka Na Bhuket  เรื่อง เสียบบัตรแทน พฤติกรรมที่ต้องขจัดออกให้สิ้นซากจากสภาผู้แทนราษฎร มีเนื้อหาดังนี้

การเสียบบัตรแทนส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งแก่ประเทศและสถาบันการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
๑. ประเทศเสียหาย เพราะ พ.ร.บ. งบประมาณล่าช้าไปอีกอย่างน้อยหนึ่งเดือน จักรกลทางเศรษฐกิจไม่อาจขับเคลื่อนได้อย่างเต็มกำลัง อันเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้ว ให้แย่ยิ่งขึ้นไปอีก
๒. รัฐบาลเสียหาย เพราะ ประชาชนจะมองว่า รัฐบาลขาดสมรรถนะในการจัดการกำกับดูแลพฤติกรรมของสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลให้เป็นไปในทางที่ถูกต้องเที่ยงธรรม ปล่อยให้กระทำการที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น จนกลายเป็นปัญหาที่กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง
๓. สภาผู้แทนราษฎรเสียหาย เพราะว่า ประชาชนจะมองว่า สภาฯ ไม่สามารถจัดระบบการลงคะแนนที่รัดกุม รวมทั้งขาดระบบการตรวจสอบการลงคะแนนที่มีประสิทธิภาพ จนเปิดช่องให้ ส.ส.สามารถกระทำพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญได้
๔. พรรคการเมืองเสียหาย โดยเฉพาะพรรคที่ ส.ส.ผู้นั้นสังกัด ประชาชนจะมองว่า พรรคการเมืองคัดเลือกคนที่ไร้ความรับผิดชอบ และขาดสติปัญญาในการจำแนกแยกแยะจัดลำดับความสำคัญของการทำหน้าที่ให้มาเป็น ส.ส.
๕. ระบอบประชาธิปไตยเสียหาย เพราะพฤติกรรม ส.ส. ที่ไร้ความรับผิดชอบ และขาดวิจารณญาณในการตัดสินว่าสิ่งใดสำคัญมากสิ่งใดสำคัญน้อย จนสร้างความเสียหายแก่ประเทศ ทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายเสื่อมศรัทธาต่อสภาผู้แทนราษฎร และเป็นเหตุให้มีการนำไปเป็นเงื่อนไขของการทำรัฐประหารได้


การแก้ปัญหาควรทำอย่างไร
๑. นักการเมืองทั้งหมดที่มีพฤติกรรมดังกล่าว ควรแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกจากการเป็น ส.ส. และแถลงขอโทษประชาชน ที่กระทำอันเป็นการสร้างความเสียหายแก่ประเทศ
๒. หากนักการเมืองที่มีพฤติกรรมเช่นนั้นไม่ลาออก พรรคที่สังกัดก็ต้องแสดงความรับผิดชอบโดยลงมติขับออกจากพรรค เพื่อให้พ้นสภาพการเป็น ส.ส. พร้อมกับแถลงขอโทษประชาชน ที่ ส.ส.ในพรรคสร้างปัญหาแก่ประเทศ
๓. หากพรรคการเมืองนั้นไม่ขับออก ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ส.ส. อื่น ๆ ที่อยู่ในสภา โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้าน ควรดำเนินการทั้งมาตรการทางกฎหมายและสังคม เพื่อกดดันให้ ส.ส.เหล่านั้นพ้นสภาพ
๔. และที่ควรดำเนินการควบคู่กันไปคือ รัฐบาล นายกรัฐมนตรีและแกนนำรัฐบาลต้องกดดันให้ พรรคร่วมรัฐบาลที่มี ส.ส.เหล่านั้นสังกัด ดำเนินมาตรการใดก็ตามที่ทำให้ ส.ส. ทั้งหมดที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนจนสร้างปัญหาแก่ประเทศ พ้นสภาพจากการเป็น ส.ส. และรัฐบาลต้องขอโทษประชาชนต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
๕. ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะที่เป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ต้องออกมาแถลงขอโทษประชาชน และต้องปรับปรุงระบบการทำงานในเรื่องการลงมติ เพื่อป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดเช่นนี้เกิดขึ้นอีก

 
 
 

ประยุทธ์หนายทุบโต๊ะห้ามเสียบบัตรแทนอีก


    
 

 "ชวน" ส่งศาล รธน.วินิจฉัย พ.ร.บ.งบฯ 63 เชื่อไม่นานรู้ผล ยันเสียบบัตรแทนกันไม่ได้ทุกกรณี กรีดอยู่ที่จิตสำนึกของส.ส. พปชร.ปัดเสียบบัตรแทน แค่ช่วยลงคะแนนให้เพื่อน อ้างภาพในคลิปเป็นอุบัติเหตุ สภาล้อมคอกชงติดวงจรปิด-สแกนลายนิ้วมือ "บิ๊กตู่" ถอนหายใจ ห่วงงบล่าช้ากระทบลงทุนทำ ศก.ชะงัก พท.กระทุ้งเสียงหายเหลือ 249 ถือว่าผ่านสภาหรือไม่ บี้นายกฯ ลาออก

    ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 23 มกราคม นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวกรณีที่มีการเผยแพร่คลิป ส.ส.เสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ว่าสภาต้องตรวจสอบทุกกรณี ไม่เช่นนั้นจะไม่ยุติธรรม และไม่ว่าจะเสียบบัตรแทนกันในกรณีใดก็ทำไม่ได้ แม้เครื่องลงคะแนนในห้องประชุมมีไม่เพียงพอ ส.ส.ไม่สามารถฝากบัตรเสียบแทนกันได้ ซึ่งโดยทั่วไป ส.ส.เขาจะไม่ยุ่งกับบัตรของคนอื่น
     ส่วนคำร้องที่ต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขั้นตอนการตราร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2563 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น นายชวนกล่าวว่า คาดว่าฝ่ายเลขาธิการสภาฯ จะตรวจสอบรายชื่อทั้งหมดแล้วเสร็จ จะส่งกลับมาที่ตนเพื่อทำเรื่องส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ภายในวันนี้ เพราะต้องรีบ อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถวินิจฉัยอะไรแทนศาลรัฐธรรมนูญได้ คงต้องรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาพิจารณานานเท่าใด เชื่อว่าไม่นานคงจะรู้ผล เพราะศาลทราบดีว่าจะต้องรีบพิจารณาเรื่องนี้
      เมื่อถามว่า หากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 63 เป็นโมฆะจริง จะมีทางออกอย่างไร นายชวนกล่าวว่า ตามปกติถ้างบประมาณปีใหม่ยังไม่เริ่มใช้ ให้ใช้งบประมาณเดิมไปก่อน ดังนั้นเงินเดือนของข้าราชการก็เป็นไปตามปกติ เพียงแต่โครงการพัฒนาต่างๆ ไม่สามารถเดินหน้าได้
    สำหรับการแก้ไขปัญหาเสียบบัตรแทนกันในอนาคตนั้น คิดว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำหรับทุกพรรคการเมืองและทุกคน แต่เชื่อว่าพรรคการเมืองไม่มีใครเจตนาให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น แต่เกิดขึ้นเพราะมีสมาชิกบางคนไม่ระวัง ทั้งที่ย้ำไปแล้วว่าวันเด็กนั้น ส.ส.ไปร่วมกิจกรรมไม่ได้เพราะติดภารกิจพิจารณางบประมาณ 
     “ต้องยอมรับว่าสภาแห่งนี้ยังไม่พร้อมสำหรับการประชุม ส.ส. เนื่องจากที่นั่งยังไม่มีที่นั่งประจำของตัวเอง เพราะยังต้องยืมห้องประชุมจันทราของวุฒิสภาใช้ และหาก ส.ส.มีที่นั่งประจำก็จะทราบว่าใครลงคะแนนอย่างไร เพราะเป็นเครื่องประจำเหมือนกับห้องประชุมวุฒิสภาตอนนี้ก็รู้ว่าใครนั่งตรงไหน แต่เหนือสิ่งอื่นใดมันขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล” นายชวนระบุ
    ต่อมา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชวนทำหน้าที่ประธานการประชุม นายไกลก้อง ไวทยาการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ได้หารือต่อที่ประชุมสภาฯ ขอให้ได้เร่งแก้ไขปัญหาการใช้บัตรลงคะแนนแทนกันของ ส.ส.ว่า ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา 3 ระยะ ดังนี้ 1.ระยะเฉพาะหน้า ปัจจุบันมีโปรแกรมแสดงผลการลงคะแนนที่จะแสดงชื่อและตำแหน่งของที่นั่งของ ส.ส. แต่ข้อเสียของระบบนี้ คือไม่ได้มีการบันทึกเอาไว้ ดังนั้น ควรมีโปรแกรมบันทึกการลงคะแนน เพื่อที่เวลามีปัญหาจะนำมาตรวจสอบ 2.ระยะกลาง เมื่อย้ายการประชุมสภาฯ ไปห้องประชุมแห่งใหม่หรือห้องพระสุริยัน ควรติดกล้องวงจรปิด และ 3.ระยะยาว ในปี 2564 ควรมีระบบยืนยันตัวตนร่วม เช่น การพิมพ์ลายนิ้วมือ 
    โดยนายชวนกล่าวว่า ขอขอบคุณสำหรับความคิดเห็น และจะหาโอกาสหารือกับนายไกลก้อง
เสียบบัตรแทนผิดแน่ๆ
    จากนั้นเวลา 11.30 น. ในระหว่างที่ประชุมสภาเข้าสู่วาระการพิจารณาร่างข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร และกรรมาธิการ ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร และกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จแล้ว ในช่วงการลงมติรายมาตรา วาระ 2 ในมาตรา 3 ของร่างประมวลจริยธรรมฯ ส.ส.หลายคนได้พากันซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับการเสียบบัตรลงคะแนนที่กำลังมีปัญหาถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ 
    อาทิ นายชาดา ไทยเศรษฐ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย สอบถามว่า หากเป็นกรณีที่มีบัตรเสียบคาไว้ในเครื่องลงคะแนนอยู่แล้ว มี ส.ส.ไปดึงบัตรดังกล่าวออก แล้วไปเสียบบัตรลงคะแนนของตัวเองเข้าไปแทน บังเอิญถูกกล้องจับภาพไว้ได้ จะถูกกล่าวหาว่าเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันหรือไม่ นายชวนจึงชี้แจงว่า ต้องดูที่เจตนาเป็นหลัก
    จากนั้น ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี ส.ส.สงขลา พรรคพลังประชารัฐ ซักถามว่า ถ้าสมมติว่า ส.ส.นั่งกันอยู่ 3 คนในพื้นที่ แต่อีกคนเอื้อมไปเสียบบัตรลงคะแนนไม่ถึง แล้วให้ตนไปกดลงคะแนนแทนให้ ถือว่าจะผิดหรือไม่ นายชวนตอบด้วยน้ำเสียงขึงขังทันทีว่า “ผิดแน่ๆครับ” ทำให้ ส.ส.หลายคนต่างอึ้งเมื่อได้ยินคำตอบ แล้วหันหน้าไปมองกันเลิ่กลั่ก
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการลงมติเป็นรายข้อของร่างข้อบังคับประมวลจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร มี ส.ส.หลายคนที่เข้ามาลงคะแนนไม่ทัน ใช้วิธีขานชื่อในการแสดงมติ เพราะไม่กล้าให้เพื่อนเสียบบัตรให้ จนกระทั่งพิจารณาลงมติวาระ 2 เสร็จสิ้นครบทุกข้อแล้ว ที่ประชุมจึงลงมติวาระ 3 เห็นชอบร่างประมวลจริยธรรมดังกล่าว
    ทางด้านนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.สิงห์บุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และเลขานุการคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมด้วย น.ส.ภริม พูลเจริญ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งใน ส.ส.ที่ปรากฏภาพข่าวในสื่อมวลชนว่าได้กดบัตรลงคะแทน ส.ส.คนอื่นในระหว่างที่ประชุมสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2563 ร่วมกันแถลงข่าว
    โดยนายชัยวุฒิกล่าวว่า ในวิปรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐไม่มีแนวทางให้ ส.ส.กดบัตรลงคะแนนแทนกัน ถ้าใครไม่มาจะไม่มีการลงคะแนนแทนกัน อย่างไรก็ตาม มีปัญหาในเรื่องของสถานที่ประชุม เนื่องจากช่องลงคะแนนของพรรคมี 68 ช่อง แต่พรรคมี ส.ส. 117 คน ในหนึ่งช่องย่อมมีการเสียบสองสามใบเป็นปกติอยู่แล้ว ส.ส.จะลงมาเสียบกันเอง แต่ภาพที่เกิดขึ้นอาจเป็นอุบัติเหตุ
ภาพในคลิปแค่อุบัติเหตุ
    "ไม่มีการเสียบแทนกัน แต่เพียงครั้งเดียว ถ้าไม่ได้เข้าไปนั่งด้วยตัวเองจะไม่มีทางรู้เลยว่าการกดมันยากจริงๆ เป็นอุบัติเหตุ ส่วนเรื่องข้อกฎหมายเป็นเรื่องของการตีความ เราไม่ได้ตัดสินว่าถูกหรือผิด ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการลงคะแนนแทนกัน แต่เป็นการช่วยกันลงคะแนน" นายชัยวุฒิระบุ
    น.ส.ภริมกล่าวว่า เหตุการณ์ในวันนั้น ตนได้ลงคะแนนไปแล้ว ปรากฏว่านายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ ที่อยู่ในห้องประชุมได้นำบัตรของตัวเองมาให้ตนกดลงคะแนน เพราะไม่สามารถเข้าไปที่นั่งเพื่อกดบัตรคะแนนด้วยตัวเองได้ ซึ่งยืนยันได้ว่าการลงคะแนนได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของนายทวิรัฐ โดยไม่ได้ลงคะแนนไปตามเจตนารมณ์ของตนเองแต่อย่างใด
    ต่อมา น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ แถลงในประเด็นเดียวกันว่า ขอเรียกร้องให้ประธานสภาฯเปลี่ยนระบบการลงคะแนนด้วยการใช้บัตรมาเป็นการแสดงอัตลักษณ์ควบคู่ไปด้วย เช่น การสแกนม่านตาและลายนิ้วมือ ซึ่งคิดว่ายังน่าจะเปลี่ยนแปลงระบบได้ เนื่องจากอาคารรัฐสภาแห่งใหม่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง
     "สภาของเรามีช่องกดบัตรจำนวนน้อยมีเพียง 300 ช่อง แต่มี ส.ส. 500 คน ทำให้ต้องมีการดึงบัตรออกและเสียบบัตรเข้าไปใหม่ โดยกรณีที่เจ้าตัวอยู่ในห้องแล้วให้คนอื่นเสียบแทน เช่นนี้ยอมรับได้เพราะตัวยังอยู่ แต่หากตัวไม่อยู่ย่อมผิดแน่นอน พฤติกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นกับฝ่ายค้านและรัฐบาล เพราะช่องการลงคะแนนไม่พอจริงๆ" น.ส.รังสิมาระบุ
    นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า รู้สึกเสียดายที่ก่อนหน้านี้รัฐสภาถูกออกแบบสำหรับแก้ไขปัญหาการกดบัตรแทนกัน โดยตั้งใจจะใช้เครื่องลงคะแนนแบบสแกนลายนิ้วมือแทนการเสียบบัตรแบบเดิม แต่ปรากฏว่าในปี 2560-2561 รัฐบาลกลับตัดลดงบประมาณจัดซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากที่เสนอขอไป 8,000 ล้านบาท เหลือเพียง 3,000 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องตัดลดงบประมาณจัดซื้อเครื่องดังกล่าว 
        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับปัญหาการเสียบบัตรแทนกัน ระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2563 ขณะนี้ พบว่าเกิดขึ้นใน 3 กรณีคือ มี ส.ส.บางคนเสียบบัตรค้างไว้และมีคนมากดลงมติแทน 2.มี ส.ส.บางคนเบิกบัตรสำรองไปให้คนอื่นมาเสียบบัตรลงมติแทน ทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้เข้าร่วมการประชุม และ 3.มีการเสียบบัตรแทน เนื่องจากเครื่องลงคะแนนไม่เพียงพอ ซึ่งกรณีนี้เกิดจากปัจจุบัน ส.ส.ใช้ห้องประชุมของ ส.ว.ทำให้เครื่องลงคะแนนของสมาชิก มีเพียง 318 เครื่อง ขณะที่ปัจจุบันมี ส.ส.ทั้งหมด 498 คน ซึ่งเท่ากับขาดไป 180 เครื่อง ทำให้ ส.ส.ต้องใช้เครื่องในการลงคะแนนซ้ำกัน
    ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงปัญหาดังกล่าวว่า ได้มีการหารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีโดยตลอด แต่ต้องดูว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ไหน แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร ในส่วนของรัฐบาลมีหน้าที่ติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งที่น่าจะมาถามตนวันนี้ คือจะแก้ไขอย่างไร ซึ่งต้องไปดูและหารือกับกระทรวงการคลัง และคุยกับสำนักงบประมาณว่าจะทำอย่างไร 
    ทั้งนี้ ต้องหารือกันอีกครั้งว่าเราจะแก้ไขในส่วนของการบริหารราชการอย่างไร ในส่วนของงบบุคลากร คงไม่มีปัญหามากนัก แต่จะมีปัญหาในเรื่องของงบลงทุน ซึ่งมีจำนวนหลายแสนล้านบาท หากทำไม่ได้จะส่งผลให้เศรษฐกิจของเราไม่ดีขึ้นมากนัก ต้องหามาตรการอื่นเข้ามาเสริมเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าไม่มีเงินลงไป เดือดร้อนกันทั้งหมด แต่ตนเคารพในกติกาในกฎหมายทุกฉบับ เรื่องนี้ขอให้ติดตามกันต่อไป
    เมื่อถามว่า คาดว่างบประมาณ 2563 จะล่าช้าไปถึงเมื่อไหร่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่รู้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะพิจารณานานหรือไม่ ซึ่งปกติเรื่องแบบนี้ก็นานพอสมควร นานเป็นเดือน ก็ทำให้ล่าช้า งบประมาณก็มีปัญหา สมมติว่าการใช้จ่ายงบประมาณล่าช้าไปอีก 3 เดือน จะใช้ทันหรือเปล่าสำหรับเวลาที่เหลือ 
    เมื่อถามย้ำว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะออกเป็นพระราชกำหนดการกู้เงิน นายกฯ กล่าวปฏิเสธทันทีว่า ไม่สมควร ได้ปรึกษากันแล้วสำหรับเวลานี้
ห่วงงบช้ากระทบเศรษฐกิจ
    สำหรับแผนสำรองรับมือนั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า พูดไปแล้วว่าต้องทำ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการประชุมในเรื่องของงบประมาณฯ ว่าจะต้องทำอย่างไรกันต่อไป ถ้าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ต้องเลื่อนออกไป เราจะทำตรงไหนได้บ้าง การใช้จ่ายเงินงบประมาณของรัฐ ในส่วนที่สามารถใช้ได้ไปพลางๆ ก่อน จะทำอย่างไร ปัญหาวันนี้ที่ติดอยู่เรื่องเดียวคือปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องของงบการลงทุน
    ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีการมองไปถึงความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาล ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ที่พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเองออกมาเปิดเผยข้อมูล จนทำให้กลายเป็นปัญหาต่อเนื่องมาถึงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ นายกฯ กล่าวว่า “ไม่รู้ จะพรรคไหน พรรคไหน ผมไม่รู้” ก่อนที่จะถอนหายใจ เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ปัญหาวันนี้เป็นเรื่องของ ส.ส.ขุดคุ้ยกันเอง นายกฯ ถึงกับถอนหายใจอีกครั้ง พร้อมกล่าวว่า “ก็ต้องไปถามคนฟ้องดู อย่ามาถามผม ผมไม่ได้ไปเกี่ยวข้องด้วย สรุปก็คือว่า ไม่ควรไปกระทำ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม ก็ไม่ควรจะกระทำ ถ้ารู้ว่ามันผิดกติกาของสภา เอาอย่างงี้ ผมก็ตอบแบบนี้ก็แล้วกัน”
    นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีการวิจารณ์กันในโซเชียลว่านายวิษณุบอกว่าการเสียบบัตรเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่เป็นอะไรนั้นว่า ยืนยันว่าไม่เคยพูด แต่ตรงกันข้ามได้ระบุว่าเรื่องดังกล่าวให้แยกออกเป็น 2 เรื่องคือ การเสียบบัตรแทนกันหรือไม่นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง และเรื่องผลของ พ.ร.บ.งบประมาณฯ นั้น จะเกิดอะไรขึ้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งกรณีการเสียบบัตร ไม่ว่าเสียบแทนกันหรือไม่แทนกันนั้น เป็นการเสียหายร้ายแรง และมีความผิด มีโทษด้วย 
    ส่วนที่บอกว่าจะไม่เกิดผลกระทบน่ากลัวรุนแรง ที่ใช้คำว่าไม่ถึงขั้นวิบัตินั้น เป็นเรื่องของผลร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ซึ่งเมื่อกระบวนการไม่ถูก การจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมีสองอย่าง คือ 1. เนื้อหา และ 2.กระบวนการ ซึ่งในกรณีนี้เป็นเรื่องกระบวนการ เพราะฉะนั้นการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จึงดีที่สุดว่ากระบวนการอย่างนี้ชอบหรือมิชอบ ถ้าไม่ชอบแล้วจะต้องดำเนินการอย่างไร นั่นคือผลจะเป็นอย่างไร ส่วนคำว่าไม่ชอบก็จะค้างอยู่เท่านั้นว่าจะเกิดอะไร สำหรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2556 และ 2557 ข้อเท็จจริงในตอนนั้นมีอย่างหนึ่ง แต่ในครั้งนี้เรายังไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นอย่างเดียวกันหรือไม่ และไม่ได้บอกว่าเป็นข้อเท็จจริงคนละอย่างกัน 
    "ผมยืนยันว่าประเด็นเรื่องการเสียบบัตรแทนกันมีความผิด มีโทษร้ายแรง เกิดความเสียหายทั้งต่อภาพพจน์และสภาด้วย แต่ผลกระทบต่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ นั้น ไม่น่าจะร้ายแรงแต่อย่างใด ซึ่งทุกอย่างเป็นไปได้หมด ทั้ง 1.ตกทั้งฉบับ 2.เสียไปเฉพาะมตินั้น และ 3.เสียไปเฉพาะหักคะแนนที่จับได้ว่าเป็นการเสียบบัตรแทนกัน ตรงนี้ก็สุดแท้แต่ หรืออาจจะมีข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 ซึ่งผมก็ไม่ทราบ แต่ก็ไม่ควรพูดชี้นำ” นายวิษณุกล่าว
    อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.งบประมาณฯ เป็นกฎหมายที่แปลกกว่ากฎหมายอื่น จึงได้เกิดมาตรา 143 (รัฐธรรมนูญ) ขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษต่างหาก จึงยังไม่รู้ชัดว่าจะนำมาตรา 143 มาใช้ได้อย่างไร ซึ่งได้เห็นคำร้องของ ส.ส. ที่ยื่นผ่านประธานสภาฯ ถึงศาลรัฐธรรมนูญ โยงถึงมาตรา 143 ด้วยก็ดี เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยในส่วนนี้ไปด้วย
    เมื่อถามว่า แสดงว่า พ.ร.บ.งบประมาณฯ ไม่มีทางที่จะไม่ผ่านใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่พูดเช่นนั้น แต่บอกว่าไม่ทำให้เกิดวิกฤติ วิบัติ เสียหาย อย่างที่ไปตีข่าวว่าแย่แล้ว ไม่ใช่ถึงขั้นอย่างนั้น เพราะมีทางแก้ไข อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่มีแน่ๆ คือยืดเยื้อและใช้เวลา ตามที่เคยคาดว่างบประมาณจะออกได้ต้นหรือกลางเดือน ก.พ. ก็ไม่เป็นเช่นนั้น 
พปชร.นัดถกล้อมคอก
    นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่ปรากฏภาพ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐเสียบบัตรแทนกันว่า มีการประชุมพรรคทุกวันอังคารอยู่แล้ว ฉะนั้นจะมีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ ส่วนจะต้องมีการกำหนดบทลงโทษหรือไม่นั้น ยังไม่ถึงอย่างนั้น ขอให้มีความชัดเจนก่อนว่าเหตุการณ์นั้นเป็นอย่างไร สำหรับมาตรการป้องกันจะมีการหารือกันในวันที่ 24 ม.ค.
    เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีได้หารือหรือไม่ ว่าหากงบประมาณออกมาล่าช้าจะทำอย่างไร นายอุตตมกล่าวว่า นายกฯ ได้สั่งการ ซึ่งกระทรวงการคลังได้เตรียมการไว้แล้ว ส่วนจะออกเป็นพระราชกำหนดหรือไม่นั้น ต้องขอดูก่อน เพราะต้องดูฝ่ายกฎหมายด้วย กระทรวงการคลังเป็นเรื่องของเงินที่จะต้องใช้จ่าย และวินัยการคลัง โดยจะต้องนำมาประกอบกัน แต่ฝ่ายกฎหมายจะต้องดูในเรื่องของรายละเอียด และสำนักงบประมาณต้องดูกฎหมายวิธีการงบประมาณด้วย
    นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ในหลักการเป็นเรื่องที่กำชับกันอยู่แล้ว และ ส.ส.ก็รับทราบในเรื่องเหล่านี้ เพราะถือว่าเป็นหลักปฏิบัติโดยทั่วไป ทั้งนี้ ได้สอบถามเป็นบางคน และได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้อยู่ว่ามีการเสียบบัตรแทนกันหรือไม่ เท่าที่ทราบพบว่าเครื่องเสียบบัตรมีปัญหา 
    นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และรองประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาฯ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมาธิการกิจการสภาฯ จึงได้เชิญผู้อำนวยการสำนักการประชุม สภาผู้แทนราษฎร มาชี้แจงและรับทราบมติของคณะกรรมาธิการฯ โดยเสนอให้ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ จัดซื้อและติดตั้งทีวีวงจรปิด (CCTV) จำนวนกว่า 10 ชุด เพื่อติดตั้งในห้องประชุมสุริยัน ซึ่งจะเปิดใช้สำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรและการประชุมร่วมรัฐสภา ในสมัยประชุมสามัญครั้งหน้า เพื่อจับภาพและตรวจสอบการลงมติทุกครั้ง ซึ่งจะเป็นวิธีการป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุการกดบัตรลงคะแนนแทนกันเกิดขึ้นอีกในโอกาสต่อไป
    ขณะที่ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ผลโหวตลงมติวาระ 3 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 มีมติเห็นด้วย 253 ต่อ 0 เสียง หากตรวจสอบแล้วไม่ใช่ 253 เสียง ที่เกินกึ่งหนึ่งมาเพียง 3 เสียง แต่กลายเป็นเพียง 249 เสียง ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง อันเกิดจากกรณีเสียบบัตรแทนกัน 4 เสียง จาก ส.ส.พรรคภูมิใจไทย 2 เสียง ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ 2 เสียง ยังมั่นใจอยู่หรือไม่ว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2563 ผ่านความเห็นชอบจากสภาอย่างถูกต้อง และหากตรวจสอบลึกลงไปอาจพบมากกว่านี้อีกก็ได้ ดังนั้นความรับผิดชอบทางการเมือง สูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย หากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ล่าช้า จนทำให้ประเทศชาติและประชาชนเสียโอกาส พล.อ.ประยุทธ์ควรลาออก.

 

ไปกันใหญ่ ส.ส.เพื่อไทย อ้างกดบัตรแทนกัน ส่งผล กก.บห. มีความผิดด้วยต้องตัดสิทธิ์20ปี

    
 

 

 

24ม.ค.63-นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน เปิดเผยถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเสียบบัตรลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 แทนกันของสมาชิกพรรคภูมิใจไทย จนอาจทำให้การประกาศใช้พ.ร.บ.งบฯ ล่าช้าออกไปว่า ขอให้แยกออกเป็นสองเรื่อง คือ เคยมีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยใน 2 เรื่อง โดยเรื่องแรกเมื่อปี 2556 อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2557 สิ่งเหล่านี้ต้องเป็นประเด็นที่จะต้องนำไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ผลการวินิจฉัยในอดีตไม่ได้เป็นบรรทัดฐาน 100% ต่อคดีในปัจจุบันทุกกรณี เว้นแต่ศาลจะมองว่าเป็นรูปแบบเดียวกัน เพราะบางเรื่องกฎหมายก็ต่างกัน การให้ความเห็นทางกฎหมายของนายวิษณุ เป็นการให้ความเห็นที่ขาดหลักเกณฑ์ทางกฎหมายรองรับ คนเป็นนักกฎหมายอย่าไปรับรองในเรื่องที่ยังไม่รู้จริง สิ่งที่ยังไม่เห็นจริง การพูดของนายวิษณุ  ถือว่าเป็นการชี้นำ เพราะทุกครั้งที่นายวิษณุพูดการตัดสินขององค์กรอิสระมักจะออกมาในทิศทางเดียวกันกับที่นายวิษณุเคยให้ความเห็นไว้

นายสมคิด กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยไม่มีกฎหมายแล้วหรือถึงเอาความของคนคนเดียวทำทุกอย่างได้ แบบนี้อาจส่งผลให้สังคมเกิดความปั่นป่วนได้ การให้ความเห็นของนายวิษณุทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลลงไป ไม่เหลือความน่าเชื่อถือแล้ว ขอแนะนำให้นายวิษณุหยุดพูด ไม่มีประโยชน์เพราะไม่มีใครเชื่อถือนายวิษณุอีกแล้ว คนอย่างนายวิษณุ ดีกรีระดับศาสตราจารย์ไม่รู้จะบอกอย่างไร นายวิษณุคงสับสนเพราะต้องช่วยเหลือรัฐบาลจนไม่สนใจหลักกฎหมายแล้ว ส่งผลให้ทุกอย่างเพี้ยนไปหมด มาอ้างคนละกรณีกับสมัยของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยมีการกล่าวหามีการเสียบบัตรแทนกัน และนำไปสู่การพิจารณาคดีในศาลรัฐธรรมนูญจนพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวถูกศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินว่ากระบวนการในการออกพระราชบัญญัติไม่ชอบด้วยกฎหมาย  

"กรณีนี้ก็ไม่ต่างกันเพราะไม่ว่าจะกรณีไหนหากพบความผิดก็ต้องตรวจสอบ ต้องมีการสอบสวน กรณีพรรคเพื่อไทยถูกฟ้อง 4 คน ยกฟ้องไป 3 คน ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการนี้หมดไม่เข้าใจว่านายวิษณุไปแอ่นอกรับผิดชอบทำไม เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นกรณีเดียวกัน ข้อกฎหมายเดียวกัน  และในรัฐธรรมนูญกำหนดชัดว่าการกระทำของส.ส.พรรคจะส่งผลให้กรรมการบริหารพรรคมีความผิดเช่นเดียวกัน หากสอบแล้วพบว่ามีความผิดจริงกรรมการบริหารพรรคการเมืองต้องรับโทษตัดสิทธิ์ทางการเมือง 20 ปี เพราะกดบัตรแทนกันไม่ว่ากรณีไหนก็คือความผิดเช่นเดียวกันไม่มีข้อยกเว้น”นายสมคิดกล่าว

 .........................................................

24 ,dik8, 2563

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน