*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5720
  • จำนวนผู้ชม : 3406134
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< มกราคม 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 25 มกราคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 518 , 13:13:19 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

       ประเทศต่างๆทั่วโลกต่างก็นึกถึงผลประโยชน์ของตัวเองเอาไว้ก่อน อย่าประเทศจีนสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำแม่น้ำโขงตอนบน

ตามที่ตัวเองต้องการเสียก่อน หรือมิฉะนั้นก็เก็บจนล้น แล้วจึงปล่อยลงมาให้ไทยและประเทศที่อยู่ตอนล่างของแม่น้ำโขงแต่การจะพูด

เอาหน้าก็เป็นอีกเรื่องต่างหาก

         อย่างไรก็ตาม ทางไทยเราดันมีผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ช่องดัง 3 ราย ยกเอาข่าวที่ปธน.จีนที่ชื่อไปตรงกับภาษาพม่า ที่หมายถึง

อวัยวะเบื้องต่ำกันอย่างสนุกสนาน ยังดีที่พูดกันไม่นานก็ไปพูดเรื่องอื่นแทน ซึ่งอันที่จริงแล้ว เราต้องให้เกียรติ์ผู้นำของประเทศอื่นๆ

ซึ่งกันและกันจึงจะควร

         แต่สำหรับบรรยากาศตรุษจีนที่เยาวราช ก็บ่งบอกความเป็น China Town อย่างเต็มที่

 

จีนประโคมข่าวปล่อยน้ำลง‘แม่น้ำโขง’ช่วยภัยแล้งไทย ‘เอ็นจีโอ’ สวนกลับต้นเหตุเกิดจากเขื่อนแดนมังกร

จีนประโคมข่าวปล่อยน้ำลง‘แม่น้ำโขง’ช่วยภัยแล้งไทย ‘เอ็นจีโอ’ สวนกลับต้นเหตุเกิดจากเขื่อนแดนมังกร

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 17.05 น.

วันที่ 24 มกราคม 2563 เว็บไซต์องสถานทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ในหัวข้อ “จีนเพิ่มปล่อยน้ำจากแม่น้ำล้านช้าง” เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่า  ตั้งแต่ปีค.ศ. 2019 (2562) เป็นต้นมา น้ำฝนที่ตกลงมาในลุ่มแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขงได้ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นผลที่มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทำให้เกิดสถานการณ์ภัยแล้งอย่างรุนแรงในประเทศจีนและอีกหลายประเทศลุ่มแม่น้ำโขง สำหรับแม่น้ำล้านช้างในประเทศจีน ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาโดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ ระดับ 728 มิลลิเมตร ลดลง  34 % จากปีปกติ นับจนถึงวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 2020 ในมณฑลยูนนานของประเทศจีน น้ำแห้งในแม่น้ำ 15 สายและเขื่อน 43 แห่ง พื้นที่เกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งรวมแล้วเป็น 1.07 ล้านหมู่ (ประมาณ 4.5แสนไร่) ประชาชน 2.9 แสนคนและสัตว์เลี้ยงตัวใหญ่ได้ประสบปัญหาในเรื่องน้ำดื่ม ระดับน้ำในเขื่อนต่าง ๆ ที่อยู่ในต้นน้ำเป็นระดับน้ำที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในประวัติศาสตร์ ถ้าสถานการณ์ภัยแล้งยืดเยื้อต่อไป มณฑลยูนนานก็จะเผชิญกับสถานการณ์ร้ายแรงที่ไม่มีน้ำใช้สอย

ข่าวประชาสัมพันธ์ของสถานเอกอัคราชฑูตจีน ระบุอีกว่า ฝ่ายจีนได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการรักษาปริมาณน้ำที่ปล่อยจากแม่น้ำล้านช้างอย่างชอบด้วยเหตุผล เมื่อคำนึงถึงความปรารถนาของฝ่ายไทย พร้อมกับสถานการณ์ภัยแล้งอย่างรุนแรงในลุ่มแม่น้ำโขง ฝ่ายจีนตัดสินใจจะเพิ่มปล่อยน้ำลงจากแม่น้ำล้านช้างตั้ งแต่วันที่ 24 มกราคม จากปริมาณ 850 ลบ.ม.ต่อวินาทีเพิ่มเป็น 1,000 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อเป็นการตอบรับความต้องการอย่างเร่งด่วนของประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งครั้งนี้ที่ฝ่ายจีนได้เพิ่มปล่อยน้ำอย่างเป็นพิเศษอีกครั้ง ในขณะที่จีนเองกำลังเผชิญกับภัยแล้งอย่างร้ายแรง ก็เป็นการดำเนินการพิเศษเท่าที่จะทำได้ เมื่อคำนึงถึงมิตรภาพจีน-ไทยที่เป็นครอบครัวเดียวกัน และขจัดอุปสรรคของตนเองอย่างสุดความสามารถ

ปัจจุบันนี้ สถานการณ์ภัยแล้งในลุ่มแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขงยังต่อเนื่องกันอยู่ ฝ่ายจีนยินดีที่จะร่วมกับประเทศต่าง ๆในลุ่มแม่น้ำโขง เพิ่มการแบ่งปันข้อมูลข่าวสารด้านทรัพยากรน้ำ กระชับความร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจในการฟันฝ่าอุปสรรคที่ร่วมเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

 

“หยุดสร้างความชอบธรรมโดยอ้างแต่กรณีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ จีนต้องยอมรับว่าปัญหาเรื่องน้ำโขง มันเกิดขึ้นจากเขื่อน ไม่ใช่สภาพอากาศ การแก้ไขปัญหามันต้องเป็นหลักการร่วมกัน ไม่ใช่มาแก้ไขช่วงๆ ไปอย่างนี้ และมาอ้างเรื่องบุญคุณกับคนท้ายน้ำ ซึ่งไม่เป็นความจริง” นายนิวัฒน์ กล่าว

นางสาวส.รัตนมณี พลกล้า มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน และทนายความในคดีศาลปกครองเกี่ยวกับเขื่อนแม่น้ำโขง กล่าวว่า  กระบวนการปล่อยน้ำของเขื่อนจากจีน ถือเป็นหน้าที่ที่จีนต้องทำ เพราะมีหลักการใช้น้ำร่วมกัน ทั้งในกฎหมายสากลและท้องถิ่น คือห้ามประเทศต้นน้ำเก็บกักน้ำ หรือหากทำต้องเท่าที่จำเป็นแต่ต้องไม่ให้ท้ายน้ำเดือดร้อน การปล่อยน้ำจึงเป็นหน้าที่ไม่ใช่การอ้างถึงบุญคุณแต่อย่างใด

นายมนตรี จันทวงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง กล่าวว่า  ปัจจุบันไม่มีข้อมูลแท้จริงของปริมาณการกักเก็บน้ำของเขื่อนจีนทั้งหมด ว่ามีปริมาณน้ำและจำนวนคนที่พึ่งพาปริมาณน้ำจากเขื่อนมากเท่าไหร่ ช่วงฤดูกาลนี้นับเป็นช่วงการผลิตไฟฟ้าอยู่แล้ว การปล่อยน้ำของเขื่อนตอนบนในประกาศนี้คือ การผลิตไฟฟ้า โดยปกติอย่างไรก็ต้องปล่อยน้ำออกมาอยู่แล้ว ซึ่งแบบแผนนี้เกิดขึ้นมานับสิบปีแล้วและได้สร้างการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงตอนล่างอย่างหนัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อปี 2559 รัฐบาลจีนประกาศจัดตั้งกลไกความร่วมมือใหม่เรียกว่า ความร่วมมือแม่น้ำลานช้าง-แม่โขง (LMC) ระหว่างจีนและประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง และในปีเดียวกัน รัฐบาลจีนก็ได้ประกาศปล่อยน้ำออกจากเขื่อนจิงหง ช่วงวันที่ 15 มีนาคม -15 พฤษภาคม 2559 เพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์แล้งในประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ซึ่งได้ทำให้เกิดผลกระทบน้ำท่วมต่อพื้นที่เกษตรริมฝั่งโขง และพื้นที่หาดทรายเพื่อการท่องเที่ยวอย่างหนักของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขงในเขตประเทศไทย  ต่อมาในปี 2562 สถานเอกอัคราชฑูตจีน ก็ได้ออกแถลงการณ์กรณีสื่อมวลชนบางสื่อได้รายงานข่าวเกี่ยวกับปัญหาน้ำแม่น้ำโขง ด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์จีนอันเป็นเท็จ ซึ่งข้อมูลข่าวสารเหล่านั้น ไม่มีหลักฐานและไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

โดยมองข้ามความพยายามของแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องซึ่งรวมถึงจีนและไทยในการผลักดันความร่วมมือในด้านทรัพยากรน้ำแม่น้ำโขง เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้กับประชาชนในภูมิภาค ทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจที่ผิดเพี้ยน ซึ่งได้ทำลายบรรยากาศความร่วมมืออันดีในอนุภูมิภาคฯ โดยอ้างถึง การอนุรักษ์นิเวศและสิ่งแวดล้อมแม่น้ำโขงด้วย“แผนโครงการแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขงสีเขียวไร้มลภาวะ” และ “แผนปฏิบัติการความร่วมมือด่านทรัพยากรน้ำระยะ 5 ปี” และการบริหารจัดการเขื่อนขั้นบันไดบนแม่น้ำลานช้างที่เน้น “ปรับลดน้ำท่วม เพิ่มน้ำหน้าแล้ง” และใช้วาทกรรม “ดื่มน้ำแม่น้ำสายเดียวกัน ร่วมชะตากรรมแบ่งปัน” 

ซึ่งเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ก็ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและวิถีชีวิตของผู้คนริมฝั่งโขงใน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขงของประเทศไทย และเรียกร้องกลไกการแก้ไขปัญหาและมีส่วนร่วมจากประชาชนในการบริหารจัดการลุ่มน้ำโขงอย่างแท้จริง และมีการเสนอนัดหมายเพื่อหารือและ และแลกเปลี่ยนหาแนวทางการแก้ไขปัญหาแม่น้ำโขง การจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจน ก่อนที่ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำโขงจะรุนแรงมากไปกว่านี้  แต่ที่ผ่านมาไม่มีผลแต่อย่างใด

...................................................

หมอระวี ติงอย่าดึงร่างพรบ.งบมาเป็นเกมการเมือง จี้ส.ส.รับผิดชอบกฎหมาย

หมอระวี ติงอย่าดึงร่างพรบ.งบมาเป็นเกมการเมือง จี้ส.ส.รับผิดชอบกฎหมาย

วันเสาร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2563, 12.07 น.

“หมอระวี”จี้ ส.ส.เสียบบัตรผีแทนคนไม่อยู่ แสดงตัว รับผิดชอบทางกฎหมาย  ติงแม้เครื่องมือไม่พร้อม ก็ไม่ควรช่วยเพื่อนเสียบบัตร วอน อย่าเอาร่างงบ 63 มาเป็นเกมการเมือง คาดหากศาลรธน.ชี้ขาดให้โมฆะ ใช้เวลาพิจารณาใหม่ไม่เกินหนึ่งเดือน

เมื่อวาน 25 มกราคม 2563 เวลา 11.30 น.นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวถึงปัญหา ส.ส.เสียบบัตรแทนกันระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ตนขอเรียกร้องให้คนกระทำผิด ไม่ว่าคนที่ให้คนอื่นลงคะแนนให้ และคนที่ลงคะแนนแทนเพื่อน ควรออกมาแสดงตัวยอมรับการทำผิด และพร้อมจะแสดงการรับผิดชอบ ที่จะรับผิดตามกฎหมาย สมกับเป็น ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ 

 ซึ่งในขณะนี้ ทางสภาฯ ได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยแล้ว ไม่ว่า ผลการวินิจฉัยจะออกมาอย่างไร ผมขอเรียกร้องให้ ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ช่วยกันแก้วิกฤต พรบ.งบประมาณในครั้งนี้ อย่ามัวแต่เล่นเกมกัน และขอให้นึกถึงปัญหาปากท้องของประชาชนที่จะได้รับผลกระทบ จากการล่าช้า โครงการใช้งบประมาณ โดยเฉพาะหมวดเงินลงทุนที่จะไปกระตุ้นเศรษฐกิจ 

“ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เป็นเพียงความคิด ของบุคคล พรบ.งบประมาณไม่เป็นโมฆะการแก้ปัญหาก็อาจจะแก้ไขได้ไม่ยากและรวดเร็ว แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าโมฆะ รัฐบาลก็ยังสามารถจะแก้ไขได้โดยรัฐบาลเสนอร่าง พรบ.นี้เข้าสภาใหม่และส.ส ทั้งสภา ร่วมกันแก้ไขวิกฤตในครั้งนี้โดยร่วมกันพิจารณางบประมาณให้เสร็จวาระ 1 พรบ.งบประมาณ ภายในวันเดียวแล้วตั้งกรรมาธิการงบประมาณใหม่ จากนั้น กรรมาธิการ เร่งสรุปร่างพรบ.งบให้เสร็จใน 7 วัน  จากนั้นนำเสนอวาระ 2 และ 3  ในสภาให้จบได้ใน 1 วัน จากนั้นสภาก็นำร่างพรบส่งวุฒิสมาชิกได้ต่อไป ผมคาดว่าใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ก็น่าจะจบได้ แต่จะทำได้ต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจของสส.ทั้งสภาฯ” นพ.ระวี กล่าว 

นพ.ระวี กล่าวต่อว่า ตามข่าวมีคนเสนอว่า ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินเป็นโมฆะให้รัฐบาลออก พรก.งบประมาณใหม่เข้าสภา จัดการแบบม้วนเดียวจบ แม้ว่า วิธีการนี้จะทำได้ แต่ในส่วนตัวตนไม่เห็นด้วยยกเว้นเป็นทางออกสุดท้ายที่จำเป็นจริงๆ ถ้ามีวิธีการอื่น รัฐบาลควรเลือกทางออกอื่นจะดีกว่า

'ไวรัสอู่ฮั่น'คร่าชีวิต'แพทย์จีน'รายแรก หลังรักษาผู้ป่วยจนติดเชื้อ

'ไวรัสอู่ฮั่น'คร่าชีวิต'แพทย์จีน'รายแรก หลังรักษาผู้ป่วยจนติดเชื้อ

วันเสาร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2563, 12.20 น.

25 มกราคม 2563 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน นพ.เหลียง อู่ตง อายุ 62 ปี บุคลากรประจำโรงพยาบาลหูเป่ย์ที่เป็นแกนนำในการรักษาผู้ป่วย ในเมืองอู่ฮั่น เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย์ ได้เสียชีวิตหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ทำเกิดอาการปอดอักเสบ 

โดยรยงานระบุว่า นพ.เหลียงติดเชื้อเมื่อวันที่ 16 ม.ค. ที่ผ่านมา และอีก 2 วันต่อมามีการย้ายตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลจินอิ๋นถัน ตั้งอยู่ในเมืองฮู่ฮั่นเช่นกัน ก่อนมีการยืนยันว่าเสียชีวิตเมื่อช่วงเช้าของวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น

ขณะที่รายงานล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 41 คน มีผู้ป่วยสะสมอยู่ที่อย่างน้อย 1,287

 

สั่งปิด ‘พระราชวังต้องห้าม’ ใจเมืองปักกิ่ง ไม่มีกำหนดเปิด สกัด ‘ไวรัสโคโรนา’ ระบาด

สั่งปิด ‘พระราชวังต้องห้าม’ ใจเมืองปักกิ่ง ไม่มีกำหนดเปิด สกัด ‘ไวรัสโคโรนา’ ระบาด

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 20.22 น.

วันที่ 24 มกราคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พิพิธภัณฑ์พระราชวังหรือพระราชวังต้องห้ามสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชื่อดัง ณ ใจกลางนครหลวงปักกิ่งของจีนตัดสินใจปิดให้บริการ ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม เป็นต้น เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

แถลงการณ์จากพิพิธภัณฑ์ฯ เมื่อวันวันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา ระบุว่า หากมีกำหนดกลับมาเปิดให้บริการจะแจ้งให้ประชาชนทราบอีกครั้ง ขณะเดียวกันสถานที่สาธารณะที่สำคัญหลายแห่ง รวมถึงพิพิธภัณฑสถานแห่ชาติจีน หอสมุดแห่งชาติจีน พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติจีน และคฤหาสนคงหวังผู้ ต่างดำเนินมาตรการเดี๋ยวกันเพื่อยับยั้งเชื้อไวรัสดังกล่าว
 

ข้อมูลจาก : สำนักข่าวซินหัว

ภาพจาก : วิกิพีเดีย

 

ระทึก!!! จ่อแถลงรวบมือยิงรัวรถ‘โจ๊ก’กระชากหน้ากาก‘บิ๊กโม่ง’ จอมบงการ

ระทึก!!! จ่อแถลงรวบมือยิงรัวรถ‘โจ๊ก’กระชากหน้ากาก‘บิ๊กโม่ง’ จอมบงการ

วันเสาร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2563, 09.49 น.

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2563 รายงานข่าวแจ้งว่า กรณีคนร้าย 2 คนขี่รถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ใช้อาวุธปืนยิงใส่รถยนต์ยี่ห้อเล็กซัส สีขาว หมายเลขทะเบียน 9 กจ 351 กทม. ของ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) และอดีตผบช.สตม. ฝั่งประตูรถมุมล่างด้านซ้าย บริเวณลานจอดรถหน้าร้านนวดแผนโบราณแห่งหนึ่ง ถนนสุรวงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กทม. เมื่อเวลา 21.40 น. วันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากไม่มีใครอยู่ในรถนั้น 

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบรู้ตัวคนร้ายที่ก่อเหตุแล้ว โดยส่งทีมสืบสวนเฝ้าติดตามประกบการเคลื่อนไหว  เพื่อรอรวบรวมพยานหลักฐานในการขออนุมัติหมายจับอีกครั้ง ทั้งนี้ถ้าพยานหลักฐานเรียบร้อย คาดว่า เจ้าหน้าที่จะเข้าจับกุมตัวทันที่ภายในสัปดาห์นี้
 
นอกจากนี้รายงานข่าวยังแจ้งอีกว่า ภายหลังการเข้าจับกุมจะนำตัวผู้ก่อเหตุให้ผู้บังคับบัญชาสอบสวนแถลงข่าว รวมทั้งในการสืบสวนทางลับยังพบหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงผู้บงการคนร้ายก่อเหตุยิงรถบิ๊กโจ๊กในครั้งนี้ด้วย
 
รายงานพิเศษ : หนุนเพาะพันธุ์‘รองเท้านารี’ อนุรักษ์กล้วยไม้ท้องถิ่น-สร้างอาชีพให้ชุมชน

รายงานพิเศษ : หนุนเพาะพันธุ์‘รองเท้านารี’ อนุรักษ์กล้วยไม้ท้องถิ่น-สร้างอาชีพให้ชุมชน

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกล้วยไม้เขตร้อนที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ซึ่งมี 17 ชนิด ล้วนอยู่ในสกุลpaphiopedilumspp. มีชื่อสามัญว่า Lady slipper orchidชื่อไทยว่า “รองเท้านารี” ที่เรียกชื่อดังนี้ เนื่องจากดอกมีลักษณะขอบปากงองุ้มเข้าหากันคล้ายหัวรองเท้าของชาวดัตช์ การที่ดอกมีรูปทรงแปลกตาและสามารถใช้เป็นไม้ประดับได้จึงได้รับความนิยมปลูกเลี้ยงอย่างแพร่หลาย กล้วยไม้รองเท้านารีจึงจัดเป็นพืชที่มีศักยภาพชนิดหนึ่งทางการตลาด

การที่กล้วยไม้รองเท้านารีได้รับความนิยมในการปลูกเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ทำให้มีการลักลอบเก็บออกจากป่าเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันป่าไม้ก็ถูกทำลายลงทำให้ปริมาณของกล้วยไม้รองเท้านารีจากแหล่งธรรมชาติลดลงจนใกล้สูญพันธุ์ อีกทั้งกล้วยไม้รองเท้านารีจัดเป็นพืชอนุรักษ์บัญชีหมายเลข 1 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่กำลังสูญพันธุ์ หรือที่เรียกว่า อนุสัญญาไซเตส (CITES Appendix I) ซึ่งควบคุมไม่ให้มีการส่งออกกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์แท้ที่เก็บจากป่า ยกเว้นพืชอนุรักษ์ที่ได้จากการขยายพันธุ์เทียมเท่านั้น หากมีการปลูกเลี้ยงหรือจำหน่ายต้องจดทะเบียนพืชอนุรักษ์และจดทะเบียนสถานที่ปลูกเลี้ยงและขยายพันธุ์พืชอนุรักษ์กับกรมวิชาการเกษตร

ในปี พ.ศ. 2549-2552 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือสวก. สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อศึกษาการขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์แท้ในภาคใต้ ให้กับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตรัง (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง)ซึ่งปัจจุบันได้รับการปรับเปลี่ยนมาเป็นศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2จังหวัดตรังกองขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตรผลจากการศึกษาวิจัยสามารถค้นพบสูตรอาหารสังเคราะห์และวิธีการเพาะเมล็ดกล้วยไม้รองเท้านารีในสภาพปลอดเชื้อให้ได้ปริมาณมากในระยะเวลา 9 เดือน และทำการขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีในภาคใต้ 8 ชนิด ด้วยการเพาะเมล็ดในสภาพปลอดเชื้อและปัจจุบันห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2จังหวัดตรัง ได้ขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยงพืชอนุรักษ์กับสำนักคุ้มครองพันธ์พืช กรมวิชาการเกษตร เลขทะเบียนที่ P-TH-000294

ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง จึงทำการเพาะพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีทั้ง 8 ชนิด เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้รองเท้านารีและเกษตรกรที่สนใจ ได้มีต้นกล้ากล้วยไม้ที่ขยายพันธุ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถนำต้นกล้ากล้วยไม้เหล่านั้นไปจำหน่ายเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชุมชน หรือเพื่อส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชน เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและนำไปสู่การอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

 

กล้วยไม้รองเท้านารี 8 ชนิดที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง ได้ขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยงพืชอนุรักษ์ได้แก่ 1. กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่
(Paphiopedilumexul) 2.กล้วยไม้รองเท้านารีขาวสตูล (Paphiopedilumniveum)3. กล้วยไม้รองเท้านารีช่องอ่างทอง (Paphiopedilum angthong) 4.กล้วยไม้รองเท้านารีขาวชุมพร (Paphiopedilum godefroyae)5.กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองตรัง (Paphiopedilum godefroyae var. leucochilum) 6.กล้วยไม้รองเท้านารีคางกบใต้ (Paphiopedilum callosum)7.กล้วยไม้รองเท้านารีม่วงสงขลา (Paphiopedilum barbatum )และ 8.กล้วยไม้รองเท้านารีขาวพังงา (Paphiopedilum thaianum)

 
 
 
 
..................................................
 
25 มกราคม 2563

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน