*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5715
  • จำนวนผู้ชม : 3404592
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< มกราคม 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 413 , 13:48:51 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         เนื่องจากในช่วงเวลานี้ มีข่าวที่น่าสนใจอยู่มาก ผมจึงยกเอาข่าวจากน.ส.พ. 2 ฉบับ คือ "แนวหน้า" กับ "คม ชัดลึก" มาไว้ใน

บล็อกนี้ หรือเว็บเพจเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ข่าวเด่นๆไม่ตกหล่นหายไปนะครับ

 

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563
 
 
'บิ๊กตู่'กลับถิ่น! พร้อมระบายกลางเวที ยันไม่ทำให้สถาบันเสื่อมเสีย

'บิ๊กตู่'กลับถิ่น! พร้อมระบายกลางเวที ยันไม่ทำให้สถาบันเสื่อมเสีย

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563, 13.28 น.
 
 
“บิ๊กตู่”กลับนถิ่นโรงเรียนเตรียมทหารท่ามกลางบรรยากศอบอุ่น พร้อมระบายกลางเวทีแก้สารพัดปัญหาประเทศ ฝุ่น-เชื้อหวัด-น้ำ-งบฯ ย้ำทุกเรื่องต้องใช้เวลา ยึดโยงประชาชน อยู่ในกรอบกม. ยันไม่ทำให้สถาบันเตรียมทหารเสื่อมเสีย ระบุเป็นกำลังใจ เติมเต็มซึ่งกันและกัน เพื่อเดินหน้าต่อไป

วันที่ 27 มกราคม 2563 ที่โรงเรียนเตรียมทหาร จ.นครนายก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานงานเกียรติยศจักรดาวปี2563 พร้อมด้วย พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว. มหาดไทย ร.อ.ธรรมนัส พรมเผ่า รมช. เกษตรและสหกรณ์ นอกจากนั้นยังมี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมงานด้วย

โดย พล.อ.ประยุทธ์ รับความเคารพจากกองทหารเกียรติยศ  วางพานพุ่มสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 พร้อมกับกล่าวนำคำปฏิญาณศิษย์เก่าว่า”ข้าพระพุทธเจ้าจะรักษามรดกของพระองค์ท่าน ไว้ด้วยชีวิต”3 ครั้ง จากนั้นได้วางพวงมาลาอนุสรณ์สถานโรงเรียนเตรียมทหาร และเดินทักทายรุ่นพี่ที่ตั้งแถวกลางสนาม

หลังจากนั้นได้มีพิธีแสดงมุทิตาจิต อดีตผู้บังคับบัญชาและครูอาจารย์ พร้อม มอบรางวัลเกียรติยศจักรดาวสดุดี ให้กับศิษย์เก่าเตรียมทหารที่ได้เสียสละชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ได้แก่ น.ต.ณฤพล เลิศกุศล ครูการบิน แอล-39 ที่เสียสละชีวิตตนเองให้ลูกศิษย์รอด โดยให้ลูกศิษย์ดีดตัวออกก่อน ส่วนตนเองบังคับเครื่องจนถึงวินาทีสุดท้าย เพื่อไม่ให้ตกในพื้นที่ชุมชนบ้านเรือนประชาชน โดยมารดาเป็นผู้รับแทน 

รวมถึง พล.ร.ต.วิทยา ละออจันทร์ ได้รับรางวัลสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม น.อ.เสวียง เถื่อนบุญ ได้รับรางวัลสาขาการวิจัย พล.อ.นพดล  โชติศิริ อดีตเจ้ากรมแผนที่ทหาร  มีบทบาทในการต่อสู้คดีเขาพระวิหารในศาลโลกได้รับรางวัลสาขาบริหารการปกครองและเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ พล.อ.ศิริพงษ์ วงศ์ขันตี ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) ได้รับรางวัลสาขา การพัฒนาสังคม

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า อาจารย์หลายท่านอายุมากขึ้น ไม่แข็งแรงแต่มาร่วมงานกันได้ทุกปี ขอให้ทุกคนรำลึกถึงครูบาอาจารย์ และเมื่อมีโอกาสก็ช่วยกันดูแล เรื่องมูลนิธิ กองทุนก็ในส่วนของตนนั้นสิ่งที่ทำให้เป็นผู้เป็นคน เป็นนายกฯได้ก็เริ่มจากครอบครัว พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง ครู อาจารย์ จากนั้นก็เป็นผู้บังคับบัญชา เพื่อนฝูง ผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งหมดนั้นประกอบกัน เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะทำตัวได้ดีมากน้อยแค่ไหน โรงเรียนเตรียมทหารถือเป็นสถาบันที่ถ่ายทอดวิชาความรู้เพื่อหล่อหลอมขัดเกลาทหารและตำรวจ เพื่อให้มีอุดมการณ์รักชาติ รักสถาบัน ปกป้องทรัพย์สินและชีวิตประชาชน ตนรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้กลับมาเยือน ขอให้ทุกคนตระหนักรู้หน้าที่ของตนเอง ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลนั้นก็เป็นที่ประจักษ์ให้เห็นถึงความทุ่มเทในการทำหน้าที่สมควรได้รับการเชิดชู และนำมาเป็นต้นแบบ

ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยี ดิจิทัลจำนวนมาก ทำให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ แม้บางอย่างจะมีกฎหมายก็ตาม แต่เราไม่สามารถใช้กฎหมายเหมือนต่างประเทศได้ ถ้าเราเคารพกฎหมายปัญหาจะไม่เกิดขึ้นทั้งเรื่อง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม 

ขณะนี้เรามีปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก  เรื่องไข้หวัดโคโรนาที่รัฐบาลกำลังบริหารจัดการอยู่ หลายคนเสนอแนวทางปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ แต่ต้องดูว่าประเทศเราทำอะไรได้บ้าง หรือ การจะไปประเทศอื่นต้องได้รับการอนุมัติจากประเทศปลายทาง จะเอาเครื่องบินเข้าไปได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเขาเป็นผู้อนุมัติ แต่รัฐบาลเตรียมการมาแล้วในส่วนของในประเทศ และติดต่อประสานงานกับต่างประเทศ นั้นถือเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งนี้ก็ต้องแก้ไขปัญหาระยะกลางและระยะยาวต่อไป ทั้งนี้ปัญหาเศรษฐกิจเราก็พยายามแก้ไขตามหลักกการเศรษฐศาสตร์โลก

ส่วนเรื่องปัญหาการเมืองเกี่ยวกับงบประมาณที่ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย อีกปัญหาสำคัญก็คือการบริหารจัดการน้ำ โดยเรื่องการสร้างเขื่อนหรือทำอะไรในพื้นที่ ต้องมีการประชาพิจารณ์ เพราะการแก้ไขปัญหาต้องยึดโยงประชาชน ทุกเรื่องไม่สามารถทำได้วันเดียว หลายอย่างต้องใช้เวลา 5-20 ปีตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูป หลายอย่างจะทำตามใจไม่ได้ เพราะต้องมีหลักคิด ข้อมูล และเหตุผล ต้องสอนให้คนรู้จักคิดวิเคราะห์บนพื้นฐานเดียวกัน เราต้องปรับทุกอย่างโดยเฉพาะความคิด ตนต้องการสร้างหลักคิดที่ดี และแผนนโยบายที่ถูกต้อง นโยบายรัฐบาลยังคงเน้นย้ำเรื่องความมั่นคง มั่นคั่ง และยั่งยืน การทำงานต้องเดินต่อไปในทุกมิติ 

ทั้งนี้ยอมรับว่า ที่ผ่านมามีกระแส วิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็พยายามเดินหน้าต่อไป และไม่เคยทำให้สถาบันเสื่อมเสีย จึงขอให้ช่วยกันสร้างความเข้าใจว่า รัฐบาลทำงานในทุกมิติ ซึ่งประกอบไปด้วย 20 กระทรวงและอีกหลายหน่วยงานโดยต้องทำงานให้ตรงกับเป้าหมายตามงบประมาณ รวมถึงการพัฒนาด้านต่างๆ ทุกเรื่องต้องเชื่อมโยงกันและยืนยันว่าจะไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้ใครคนใดคนหนึ่ง

ตนต้องการสร้างหลักคิดที่ดีและถูกต้อง สิ่งใดไม่ถูกกฎหมาย หรือไม่โปร่งใส มีการทุจริตก็ต้องตรวจสอบและลงโทษ อย่างไรก็ตามในส่วนที่มีการแชร์ข้อมูลต่างๆ ตนพยายามอ่านทั้งหมดเกือบทุกคน

ประเทศเรามีศักยภาพหลายเรื่องจึงต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของเราให้มาก โดยเน้นหนักเรื่อง การศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและเป็นจุดเริ่มต้น การเป็นทหารและตำรวจที่ดีทุกคนต้องฝึกฝนตั้งแต่เด็ก ปีนี้ผมมีอายุมากขึ้น ไม่ค่อยได้ไปปฏิสัมพันธ์กับใครเท่าไหร่ แต่เราอย่าแก่ก่อนวัย เราต้องอ่อนกว่าวัย ขอให้ไปดูแลตัวเองให้ดี เรื่องการสร้างเขื่อน และภัยแล้งที่มีการเข้าใจไปต่างๆ ตนไม่โทษใคร แต่โทษตัวเอง เพราะเราต้องทำให้ประชาชนรู้และเข้าใจ

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลฟังความเห็นจากทุกคนและนำมา ประมวล และมองว่าทุกคนต้องช่วยกันทำให้เกิดการขับเคลื่อนแต่อย่าเครียด ซึ่งความร่วมมือทุกอย่างต้องมีการพูดคุยกัน และขอกำลังใจ และเติมเต็มให้พวกเราทำงานต่อไปข้างหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเสร็จพิธี นายกฯได้ลงมาทักทายศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันด้านล่างเวที โดยทั้งหมดได้ร่วมร้องเพลง”ศรัทธา” ให้กำลัง ซึ่งนายกฯ มีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม และโบกมือ  กลับคืนไปด้วย
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

การเมือง

 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11  ถัดไป
 
............................................................
 
 
 
อุตรดิตถ์ตื่น!   กักตัวผู้ป่วยคล้าย'โคโรน่า' พบเพิ่งกลับจากจีน

อุตรดิตถ์ตื่น! กักตัวผู้ป่วยคล้าย'โคโรน่า' พบเพิ่งกลับจากจีน

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563, 13.16 น.

อุตรดิตถ์  ชาวโซเชียลตื่นข่าวกักตัวผู้ป่วยคล้าย "โคโรน่า"  พบนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์  1 ราย ที่กลับจากจีน  มีไข้ ไอ มีน้ำมูก   ด้าน ผอ.โรงพยาบาลอุตรดิตถ์  สั่งแพทย์-พยาบาล เฝ้าดูอาการ

วันที่ 27 มกราคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาว จ.อุตรดิตถ์    กำลังให้ความสนใจและตื่นตระหนกกับกระแสข่าวทางออนไลน์ว่า โรงพยาบาลศูนย์อุตรดิตถ์ ได้เฝ้าดูอาการของผู้ป่วยหญิงชาว จ.อุตรดิตถ์ 1 ราย อายุราว 27 ปี โดยให้ผู้ป่วยรายนี้นอนพักที่ห้องปลอดเชื้อ หลังจากพบว่า มีอาการไข้ มีน้ำมูก ไอ และจาม ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศจีน เมื่อช่วงที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาช่วงแรก โดยทางแพทย์ของโรงพยาบาลศูนย์อุตรดิตถ์ กำลังอยู่ระหว่างการตรวจเชื้อว่า จะเป็นเชื้อไวรัสโคโรนาหรือไม่ และผลก็ยังไม่ออกมา ขณะเดียวกันทางโรงพยาบาลก็ให้คนป่วยและญาติที่มาเฝ้าไข้ในโรงพยาบาลได้สวมใส่หน้ากากเพื่อป้องกันเชื้อโรคแล้ว

ผู้ป่วยรายดังกล่าว ก่อนหน้านี้ 2 ปี เคยศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ แล้วเดินทางไปฝึกงานที่ประเทศจีน หลังจากฝึกงานเสร็จก็ได้ทำงานต่อที่ประเทศจีน แต่ไม่ยืนยันว่าเป็นมณฑลไหนของประเทศจีน เมื่อมีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าช่วงแรก ๆ ก็เดินทางกลับมายังประเทศไทยและกลับมาบ้านที่ จ.อุตรดิตถ์แล้วเกิดอาการเป็นไข้ มีน้ำมูก ไอ จาม จึงไปทำการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์อุตรดิตถ์ หลังจากมีการสอบประวัติของผู้ป่วยแล้ว พบว่าเดินทางกลับมาจากประเทศจีน ทางแพทย์โรงพยาบาลศูนย์อุตรดิตถ์ จึงให้ผู้ป่วยแอดมิดด่วน เพื่อทำการรักษาและรอดูอาการว่า อาการป่วยนั้นจะมีเชื้อไวรัสโคโรน่าหรือไม่  

ด้านนายแพทย์อายุส ภมะราภา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ กล่าวถึงกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์แชร์ภาพและข้อความ ด่วนตอนนี้โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ พบคนไข้เสี่ยงติดเขื้อโรคไวรัส "โคโรน่า" 1 ราย และได้ให้คนไข้แอดมิดเพื่อรอผลตรวจ ทราบข้อมูลว่า  พึ่งกลับจากประเทศจีน ที่สนามบินตรวจคนเข้าเมืองตรวจไม่พบเชื้อ แต่พอกลับมาถึงที่อุตรดิตถ์ก็มีอาการไข้ น้ำมูก ไอจาม เบื้องต้นทางโรงพยาบาลได้ให้ญาติและคนไข้แต่ละตึกใส่หน้ากากเพื่อเป็นการป้องกันระวังโรคแล้ว และ   ขอยืนยันว่าโรงพยาบาลยังไม่พบผู้ป่วยหรือคนไข้ติดเชื้อไข้หวัดโคโรนา ทั้งนี้ ทางโรงพยาบาล ได้ดำเนินการมาตรการเชิงรุก  หาพบคนไข้รายใดที่เป็นไข้หวัดมาจากประเทศจีน จะดำเนินการเฝ้าระวังเอาไว้ก่อน

“ส่วนที่มีการแชร์กันในไลน์ในเฟสออกมา สืบเนื่องจากทางโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ต้องเฝ้าระวังโดยสั่งการกับเจ้าหน้าที่ พยาบาลและแพทย์ของโรงพยาบาลตั้งแต่แรกแล้วว่า หากพบผู้ป่วยติดเชื้อไข้หวัดหรือต้องสงสัย ให้เฝ้าระวังผู้ป่วยก่อนไปถึงห้องฉุกเฉินจะต้องแยกผู้ป่วยออกจากกันทันที คงไม่ปล่อยให้กลุ่มผู้ป่วยไข้หวัดไปตรวจที่ห้องฉุกเฉินหวั่นพบติดเชื้อจริง เราจำเป็นต้องแยกตั้งแต่ช่วงนี้เลย เพื่อป้องกันคนอุตรดิตถ์ที่ยังไม่เป็นไข้หวัดด้วย เพราะไข้หวัดแพร่กันง่าย เป็นการป้องปราบที่รวดเร็ว ดีกว่าปล่อยให้เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนแล้วมาป้องกัน อยากให้ช่วยแก้ข่าวในเรื่องนี้ด้วย คนไข้รายนี้ไม่ได้มาจากเมืองอู่ฮั่นในประเทศจีน โอกาสเป็นมีไม่มาก แต่จำเป็นต้องทำเพราะเป็นมาตรการในการป้องกัน ทำให้คนอุตรดิตถ์ ปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม” นายแพทย์อายุส กล่าว

ด้านนายเรืองเดช วงษ์หล้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ มีอาจารย์ที่สอนภาษาจีนจำนวน 3 คน และเป็นนักศึกษาที่เดินทางมาจากมณฑลยูนนาน ประเทศจีน 80 คนรวมเป็น 83 คน และทั้งหมดเดินทางมาอยู่ที่มหาวิทยาลัยนานหลายเดือนแล้ว ก่อนที่จะมีการระบาดของไวรัสโคโรนา แต่อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ทางมหาวิทยาลัย ก็ประเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) อุตรดิตถ์ มาทำการตรวจสุขภาพทั้ง 83 คนแล้ว ไม่พบว่า มีอาการป่วยแต่อย่างใด แม้จะไม่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ทางมหาวิทยาลัยก็ดูแลชาวจีนทั้ง 83 คนอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วงนี้ก็ได้ทำความเข้าใจแล้วว่า ไม่ควรออกไปด้านนอกที่มีคนอยู่จำนวนมาก เพราะคนทั่วไปรู้ว่าเป็นชาวจีน เกรงจะเกิดการตกใจกับข่าวที่เกิดขึ้น.

 
‘อนุทิน’ไม่จุ้น! ‘ปชป.’แฉเสียบบัตรแทนกัน ไร้ปัญหาร่วมงาน

‘อนุทิน’ไม่จุ้น! ‘ปชป.’แฉเสียบบัตรแทนกัน ไร้ปัญหาร่วมงาน

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563, 11.15 น.

“อนุทิน”จี้ปชป.จัดการเรื่องภายใน ปมแฉเสียบบัตรแทน ชี้เป็นมารยาทพรรคร่วม ยันยังร่วมงานกันได้ บ้านเมืองสำคัญกว่า

เมื่อวันที่27 มกราคม 2563 เวลา 10.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวกรณีที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  เปิดเผยกรณีที่มี ส.ส. พรรคภูมิใจไทย เสียบบัตรแทนกันในการลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 อาจส่งผลกระทบต่อการใช้งบประมาณ ได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจกับทางพรรคประชาธิปัตย์ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวหรือยังว่า เป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์เรื่องนี้คงไม่ต้องพูดคุยอะไร  คนที่เป็นต้นสังกัดและเป็นหัวหน้าก็ต้องไปจัดการกับเรื่องราวภายในพรรคของตัวเอง เพราะมารยาทในการอยู่ร่วมมีอยู่แล้ว และทำงานร่วมกันต้องพยายามขัดแย้งให้น้อยที่สุด ทำความเข้าใจให้มากที่สุด ถ้าคนในสังกัดมีกิริยาที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง และทำให้การร่วมมือในการทำงานร่วมกันมีอุปสรรค คนที่เป็นต้นสังกัดก็ต้องไปจัดการ เหมือนที่ตนจัดการกับคนในพรรคของตน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากเรื่องดังกล่าวพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ยังสามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ได้ไม่มีปัญหาเราเอาเรื่องบ้านเมืองเป็นเรื่องสำคัญ

 

ขอโอกาส!‘อนค.’ดิ้นเฮือก!ยื่นขยายเวลาชี้แจงเอกสารเพิ่ม30วัน‘ศาลรธน.’

ขอโอกาส!‘อนค.’ดิ้นเฮือก!ยื่นขยายเวลาชี้แจงเอกสารเพิ่ม30วัน‘ศาลรธน.’

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563, 12.14 น.
 

“จารุวรรณ-อนาวิล” ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ขอเป็นผู้ร้องสอดและขยายเวลา30 วันรอเอกสารชี้แจงสู้คดีเงินกู้  เหตุรอคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารฯอนุมัติข้อมูลของ กกต. หลังเลขาฯกกต.ไม่ยอมให้ข้อมูล 

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2563 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ   นางสาวจารุวรรณ  ศรัณย์เกตุ  ส.ส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่  พร้อมนายอนาวิล  รัตนสถาพร ส.ส.ปทุมธานี เขต 3  พรรคอนาคตใหม่   เดินทางมายื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยว เนื่องกับคดีที่ กกต. ส่งคำร้องให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ จากกรณีเงินกู้ 

โดยน.ส.จารุวรรณ  กล่าวว่า เนื่องจากตนเป็นกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่  ถือว่า เป็นผู้ถูกร้องคดีนี้เช่นกัน จึงขอใช้สิทธิในฐานะผู้ถูกร้อง โดยขอร้องสอดเข้ามาเป็นผู้ถูกร้องที่ 2  เพื่อขอใช้สิทธิยื่นคำชี้แจง และแก้ข้อกล่าวหาทั้งแสดงพยานหลักฐานต่างๆเพื่อใช้สิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่และเพื่อความเป็นธรรม รวมทั้งขอขยายเวลาการยื่นเอกสารชี้แจงต่อศาลออกไปอีก   เนื่องจากได้ไปยื่นขอคัดสำนวนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการไต่สวน สืบสวน ตามข้อกล่าวหา เพื่อใช้สิทธิตามกฎหมายในการที่จะได้เป็นข้อมูลในการต่อสู้คดีตามกระบวนการของกฎหมายที่ถูกต้อง  ซึ่งได้ทวงถามกับ กกต. 3 ครั้ง   แต่เลขาธิการ กกต.ไม่ให้ตามร้องขอ   จึงขอใช้สิทธิ์อุทธรณ์คำสั่งต่อสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา เพื่อจะได้เป็นข้อมูลในการต่อสู้คดีตามกระบวนการกฎหมายอย่างถูกต้อง ยุติธรรมปราศจากอคติใดๆ แต่ก็ยังไม่ได้รับเอกสารใดๆตามที่ร้องขอ 

นางสาวจารุวรรณ  กล่าวว่า การมาในวันนี้ได้ยืนขอเป็นผู้ร้องสอดที่ 2 ในฐานะเป็นกรรมการ บริหารพรรค ผู้ถูกร้อง และได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัย จาก กกต.ว่ามีความผิดให้ยุบพรรคและตัดสิทธิ์เสรีภาพทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค  รวมทั้งขอใช้สิทธิและเสรีภาพตามกฎหมาย    เพื่อร้องขอขยายเวลาในการยื่นเอกสารชี้แจงออกไปอีก  30 วัน เนื่อง

จากรอผลอุทธรณ์ในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ ซึ่งเป็นเอกสารเกี่ยวกับคำวินิจฉัยไต่สวนสืบสวน ข้อมูลและพยานชี้ขาดในการวินิจฉัยให้มีคำสั่งเป็นไปโดยชอบธรรมหรือไม่ ถูกต้องตามขั้นตอนกระบวนการพิจารณาหรือไม่ เพื่อรอเอกสารชี้เแจง  และแก้คำกล่าวโทษในการต่อสู้คดี อย่างบริสุทธิ์ โปร่งใส และยุติธรรม 

เมื่อถามว่า เอกสารหลุดที่พรรคมีจะเป็นเอกสารตัวเดียวกันที่ข้อเพื่อมาชี้แจงต่อศาล ยังไม่เพียงพอหรือ  น.ส.จารุวรรณ  กล่าวว่า  ไม่เพียงพอ เพราะต้องเป็นเอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมาย  ที่เราร้องขอไป และมั่นใจว่า คณะกรรมการข้อมูลข่าวศาลจะเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้และเราก็ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ

 

 
 
 
 
 
 
ศาลนัด'ปารีณา'ใหม่9มี.ค. คดีครอบครองปืนกลเหตุจำเลยอีกคนไม่มาศาล

ศาลนัด'ปารีณา'ใหม่9มี.ค. คดีครอบครองปืนกลเหตุจำเลยอีกคนไม่มาศาล

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563, 13.09 น.

ศาลเลื่อนนัดพร้อม“เอ๋ ปารีณา " สส.พปชร.ครอบครองอาวุธปืน  จำเลยร่วมยังไม่ได้รับหมาย นัดอีกครั้ง 9 มี.ค.บ่าย

วันที่ 27 มกราคม 2563 เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 905 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดพร้อมคู่ความ และสอบคำให้การจำเลยคดีหมายเลขดำ อ.3041/2562 ที่พนักงานอัยการคดีอาญาเป็นโจทก์ฟ้อง นายสัชญา หรือขวัญ สถิรพงษะสุทธิ อายุ 44 ปี และ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อายุ 43 ปี ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เป็นจำเลย ที่ 1-2 ฐานกระทำผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 , พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138,140,371

ตามคำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 29 พ.ค.-15 ก.ค.2557 จำเลยกับพวกที่หลบหนีอีก 1 ราย ร่วมกันมีอาวุธปืนกลเล็ก พร้อมซองกระสุนปืน 1 อัน ซึ่งเป็นลูกกระสุนระเบิดยิงชนิดระเบิดเจาะเกราะ จำนวน 19 นัด อันเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามซึ่งไม่ใช่ประเภท ชนิด และขนาดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 2,3 ออกตามความใน พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย

นอกจากนี้ วันที่ 15 ก.ค.1557 ซึ่งเป็นวัน-เวลาที่อยู่ในระหว่างประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร จำเลยร่วมกับพวกที่หลบหนี มีกล้องส่องเวลากลางคืนล 1 ชุด , เสื้อเกราะกันกระสุน 1 ตัว และหมวกเกราะกันกระสุน  1 ใบ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากปลัดกระทรวงกลาโหม และจำเลยยังพาอาวุธปืนพกออโตเมติกขนาด .38  SUPER เครื่องหมายทะเบียน กท 4507271 จำนวน 1 กระบอกซึ่งเป็นอาวุธปืนของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้มีได้โดยชอบด้วยกฎหมาย กับกระสุนปืนออโตเมติกจำนวน 31 นัด และอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์กับกระสุนปืนลูกกรดจำนวน 8 นัด ติดตัวไปใน ซ.สมคิด ถ.เพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ซึ่งเป็นทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับอนุญาตให้พกพา  เหตุเกิดที่แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม. อันเป็นเขตที่อยู่ในอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึก

โดยวันนี้น.ส.ปารีณา เดินทางมาศาลตามนัดพร้อมทนายความ และพนักงานอัยการ ส่วนนายสัชญา จำเลยที่ 1ไม่ได้เดินมาศาลเมื่อถึงเวลาปรากฏว่า นายสัชญา จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้รับหมายนัดจากศาลให้มาสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐาน  ศาลจึงนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลยทั้งสองอีกครั้งในวันที่ 9 มี.ค.นี้ เวลา 13.00 น.

 

‘เทพไท’ชี้ช่องทวงสัญญาราคาน้ำมันปาล์ม ‘พปชร.’ไม่ใช่ ‘ปชป.’

‘เทพไท’ชี้ช่องทวงสัญญาราคาน้ำมันปาล์ม ‘พปชร.’ไม่ใช่ ‘ปชป.’

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563, 11.49 น.
 

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2563 นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุเนื้อหาว่า ผมอยากจะทำความเข้าใจกับพี่น้องชาวสวนยางกลุ่มหนึ่ง ที่นัดชุมนุมกันที่ตลาดควนหนองหงษ์ เพื่อทวงสัญญานโยบายหาเสียง ของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งได้เดินทางมาเรียกร้องคำสัญญาที่หน้าบ้านพักของผม และหน้าบ้านพักของ ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ แต่การเดินทางมาทวงสัญญาของกลุ่มแกนนำผู้ชุมนุม อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริง เรื่องนโยบายหาเสียงของแต่ละพรรค ซึ่งมีความแตกต่างกัน ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ได้หาเสียง โดยการใช้นโยบายประกันรายได้เกษตรกรกำหนดให้ยางพารากิโลละ 60 บาท ปาล์มน้ำมันโลละ 4 บาท ซึ่งมีเอกสารยืนยันชัดเจน ส่วนนโยบายหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐ  ก็ปรากฏอยู่ตามเอกสาร และป้ายโฆษณาหาเสียงอย่างเปิดเผย เรื่องจะทำให้ราคายางพาราโลละ 65 บาท ปาล์มน้ำมันโลละ 5 บาทโดยมีการยืนยันว่า “สามารถทำได้จริงและทำทันที” เพราะฉะนั้นถ้าหากผู้ชุมนุมต้องการที่จะได้ราคายางพาราในท้องตลาดโลละ 65 บาท ก็ต้องไปทวงสัญญากับพรรคพลังประชารัฐ ไม่ใช่มาทวงสัญญากับพรรคประชาธิปัตย์

“พรรคประชาธิปัตย์ได้นำนโยบายตอนหาเสียงไปเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายของรัฐบาลชุดนี้แล้ว และ กำลังดำเนินการ และมีผลในทางปฏิบัติอยู่ โดยใช้การประกันรายได้เกษตรกรกับพืชหลัก5ชนิด คือข้าว,ข้าวโพด,มันสำปะหลัง,ปาล์มน้ำมัน และยางพารา เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้เดินทางไปพบกับ ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐถึงหน้าบ้าน เพื่อทวงสัญญาตอนหาเสียง แต่สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ผิดสัญญา แต่ได้ทำตามสัญญาตอนหาเสียงเลือกตั้ง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว” นายเทพไท ระบุ

 
 ------------------------------------------------------------------------------------
 
 

รพ. ยันแล้ว สาวชาวจีน ป่วยไข้หวัดใหญ่ ไม่ใช่โคโรน่า

27 มกราคม 2563 - 14:38 น.
ไวรัสโคโรนา,,ระยอง,,บ้านเพ,,นพสุนทร​ เหรียญ​ภูมิการกิจ​,โคโรน่า,ไวรัสใหม่

รพ. ยันแล้ว สาวชาวจีน ป่วยไข้หวัดใหญ่ ไม่ใช่โคโรน่า

 
คลิปที่ 1

               เมื่อ​วันที่​ 27 ม.ค. 2563 ที่ห้องประชุม​ รพ.ระยอง​ อ.เมือง​ จ.ระยอง​ นพ.สุนทร​ เหรียญ​ภูมิการกิจ​ นพ.สาธารณสุข​จังหวัด​ระยอง​ นพ.สุกิจ​ บรรจงกิจ​ รอง​ ผอ.รพ.ระยอง​ นายพิสมัย​ ศุภนันตฤกษ์​ ประธาน​สภา​อุตสาหกรรม​ท่องเที่ยวจังหวัด​ระยอง​ นายชยุตม์ ชัยตระกูล​ทอง​ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว​จังหวัด​ระยอง​ และนางสริญทิพย์​ ทัพ​มงคลทรัพย์​ ผู้​แทนผู้​ประกอบการ​ท่องเที่ยวเกาะเสม็ด​ แถลงข่าว​กรณีมีนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีน​ อายุ​ 58 ปี​ มีอาการป่วยมีไข้สูง​ ไอ​ เหนื่อยหอบสงสัยป่วยเป็นโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรน่า​ สายพันธุ์​ใหม่​ 2019​ หลังเดินทางมาท่องเที่ยวเกาะเสม็ด​ ม.4​ ต.เพ​ อ.เมืองระยอง​ เมื่อเวลา​ 14.30 น.วันที่​ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา​ โดยแพทย์​รพ.ระยอง​ ได้ให้การรักษาพยาบาลตามมาตรการป้องกันสูงสุด​มีผลการตรวจพบการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธ์เอ โดยให้การรักษาตามปกติ ซึ่ง​ไม่ได้เป็นปอดอักเสบติดเชื้อไข้หวัดไวรัสโคโรน่า​ สายพันธุ์​ใหม่​2019​ แต่อย่างใด​ ทั้งนี้​แพทย์​ได้อนุญาต​ให้กลับบ้านได้​ โดยคนไข้ได้เดินทางกลับไปกับกรุ๊ปทัวร์​ ที่เดินทางไปพักผ่อนต่อที่เมืองพัทยา​ จ.ชลบุรีแล้ว

นพ.สุนทร กล่าวว่า​ จังหวัด​ระยอง​ มีมาตรการเฝ้าระวังและการคัดกรองที่เข้มข้นตามระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข​ ซึ่ง​มีการคัดกรองที่เข้มข้นตั้งแต่สนามบินอู่ตะเภา​ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยว​ที่​มี​เที่ยวบินมาจากเมืองที่เสี่ยงเกิดโรคของจีน​ ก็จะมีรันเวย์​และช่องทางพิเศษ​ในการตรวจตั้งแต่ต้นทาง​ ในส่วนของหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั้งของภาครัฐและเอกชน​ในพื้นที่ ก็ได้มีการสื่อสารให้ทราบ​ หากตรวจพบผู้ป่วยให้รายงานให้ทางจังหวัดทราบทันที​ เพื่อจะได้จัดส่งผู้ป่วยรักษาตามขั้นตอน​ที่ถูกต้อง​นอกจากนี้ในส่วนของ​ รพ.ระยอง​ ได้มีการเตรียมความพร้อมมีช่องทางและห้องแยกผู้ป่วยเฉพาะ​ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ


ด้านนางสิรินทิพย์​ กล่าวว่า​ ผู้ประกอบการ​ท่องเที่ยวบนเกาะเสม็ด​ ได้รับผลกระทบจากกรณีที่เกิดขึ้น​ ถูกยกเลิกทัวร์​เข้าพักหลายราย เนื่องจากนักท่องเที่ยวกลัวความไม่ปลอดภัย​ อย่างไรก็ตามอยากให้นักท่องเที่ยวอย่าวิตกกังวลไปก่อน​ ควรต้องรอให้ผลการตรวจที่ชัดเจนก่อนตัดสินใจ​ และให้มั่นใจในมาตรการเฝ้าระวังคัดกรอง​และการรักษาของกระทรวงสาธารณสุข​ที่มีมาตรฐาน​ ซึ่ง​ขอยืนยันได้ว่าปัจจุบัน​นี้ยังไม่มีผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรน่า​ สายพันธุ์​ใหม่​2019​ แต่อย่างใด ต่อมา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดระยอง ลงพื้นที่บริเวณท่าเทียบเรือ บ้านเพ สร้าง จุด คัดกรองให้ความเชื่อมั่นกับนักท่องเที่ยวที่จังหวัดระยอง....

 

ราชัญ กองทอง ระยองรายงาน

งบ 63 โมฆะ เดือดร้อนทั้งแผ่นดิน

27 มกราคม 2563 - 10:25 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,โมฆะ,งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563

งบ 63 โมฆะ เดือดร้อนทั้งแผ่นดิน

          แม้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เจ้าของฉายา “ศรีธนญชัยลอดช่อง” จะออกมาให้ความมั่นใจว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จะไม่เป็นโมฆะจากกรณีที่ส.ส.เสียบบัตรแทนกันในการลงมติร่างกฎหมายวาระ 2 เพราะมีช่องทางอื่นที่สามารถให้กฎหมายไปต่อได้

          แต่หากฟังความเห็นจากนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะพบว่างบประมาณปี 2563 มีอาการน่าเป็นห่วง ทั้งนี้ นายชวน ไม่ได้ฟันธงว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณจะเป็นโมฆะหรือไม่ แต่ประธานสภาพุ่งไปที่พฤติกรรมของส.ส.ว่าการเสียบบัตรแทนกันไม่ว่าจะกรณีใดก็ตามถือว่าผิด ซึ่งนั่นตีความได้ว่าหากกระบวนการตรากฎหมายเป็นไปอย่างมิชอบ แล้วกฎหมายจะมีความชอบได้อย่างไร

          เรื่องดังกล่าวนี้ทำให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ถึงกับกุมขมับ เพราะงบประมาณปี 2563 นั้น ควรจะถูกใช้จ่ายตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 แล้ว แต่ก็ล่าช้าล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน เดิมคาดว่าอาจจะได้ใช้กันในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 แต่ถ้าเป็นโมฆะหรือยืดออกไปเพื่อรอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่รู้ว่าจะได้ใช้จ่ายงบประมาณกันเมื่อใด

          ตลอด 5 เดือนในการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำกับคณะรัฐมนตรีเสมอว่า ขณะนี้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ยังไม่ผ่านความเห็นชอบของสภา จึงขอให้ใช้ความระมัดระวังในการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะงบกลางรายการสำรองการเบิกจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นปี 2562 ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดและร่อยหรอลงทุกวัน

          หลายครั้งที่ “บิ๊กตู่” พยายามเบรกพรรคร่วมในการขออนุมัติงบประมาณจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แม้เข้าใจดีว่าทุกพรรคจำเป็นต้องดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้กับประชาชน แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องย้ำว่าตอนนี้ยังไม่มีเงินจึงขอให้รอ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 ประกาศใช้เสียก่อน

          เมื่อลงพื้นที่ต่างจังหวัด “พล.อ.ประยุทธ์” พูดกับประชาชนเสมอว่า ขณะนี้งบประมาณปี 2563 ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภา ทำให้รัฐบาลยังไม่มีเงินเพียงพอที่จะดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง ดังนั้นจึงขอให้กฎหมายประกาศใช้เสียก่อน รัฐบาลจะดูแลทุกคนอย่างดี โดยไม่เลือกว่าจะเป็นคนพื้นที่ใด

          อย่างไรก็ตามผลกระทบจากการไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณนั้นมีให้เห็นอยู่แล้วในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการไม่สามารถเริ่มโครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้ ส่งผลให้ไม่มีการจ้างงาน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลงไปอย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย โครงการช่วยเหลือเกษตรกรถูกเบรก รัฐไม่สามารถลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างได้ เอกชนไม่กล้าลงทุน เป็นต้น

          นั่นทำให้นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องหารือกับสำนักงบประมาณเพื่อเตรียมแผนสำรองไว้ในกรณีที่ยังไม่สามารถใช้งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ได้ ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เห็นว่าเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นก็คงกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศโดยรวม เพราะงบประมาณตอนนี้ก็ถือว่าล่าช้าอยู่แล้ว ถ้าเลื่อนออกไปอีกก็จะยิ่งช้ากว่าเดิม ดังนั้นรัฐบาลต้องทำให้ล่าช้าน้อยที่สุด ไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็ไม่มีเงินมาหมุนเวียนในระบบ

          สำหรับเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ที่ไม่สามารถโตได้เต็มศักยภาพ ส่วนสำคัญมาจากยังไม่มีงบประมาณปี 2563 เข้ามากระตุ้น เอกชนไม่กล้าลงทุน จึงส่งผลให้หลายภาคส่วนได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า และหากงบประมาณปี 63 เป็นโมฆะจริง ย่อมเดือดร้อนกันทั้งแผ่นดิน เรียกว่ายิ่งนานยิ่งเดือดร้อนกันทั้งประเทศ

 
เจาะประเด็นร้อน

รถสายตรวจฉาวไม่เลิก แฉอีกพิรุธอุปกรณ์เสริมแพงเวอร์

27 มกราคม 2563 - 06:40 น.
หนังสือพิมพ์ข่าววันนี้,รถสายตรวจอัจฉริยะ,รถสายตรวจฉาว,หนังสือพิมพ์ผ่าโครงการ สตช,สตม

รถสายตรวจฉาวไม่เลิก พิรุธรถไฟฟ้าสายตรวจอัจฉริยะ สตม.ซื้อแพงวงเงิน 900 ล้าน ตกคันละ 3.5 ล้าน จอดทิ้ง แฉอุปกรณ์เสริมไม่ระบุยี่ห้อ-รุ่น

               ผ่าโครงการ สตช. จัดซื้อวิธีพิเศษรถไฟฟ้าสายตรวจอัจฉริยะ วงเงิน 900 ล้านบาท ส่งมอบ สตม.ใช้ตรวจการณ์ด่านชายแดน เสนองบผ่าน สกบ.เจ้าเก่า ชี้ซื้อแพงจอดทิ้งอื้อ แฉพิรุธอุปกรณ์เสริมคันละ 1.5 ล้านบาท

 

อ่านข่าว ผ่าสัญญาจัดซื้อ รถตรวจการณ์อัจฉริยะ ไม่กำหนดยี่ห้อ-รุ่น

               ความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบปมทุจริตภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ภายหลังถูกจุดกระแสขึ้นจากคดีคนร้ายบุกยิงรถยนต์ส่วนตัวของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (อดีตผบช.สตม.)

                โดย พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เชื่อว่ามาจากสาเหตุที่ ป.ป.ช. เรียกไปให้ข้อมูลโครงการไบโอเมทริกซ์ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้จัดซื้อให้ สตม. นำมาใช้งานในวงเงินกว่า 2,100 ล้านบาท

               นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบความไม่ชอบมาพากลโครงการเรือตรวจการณ์ของสตม. โดยสำนักงานส่งกำลังบำรุง (สกบ.) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้จัดซื้อก่อนส่งมอบให้สตม. จำนวน 27 ลำ ใช้งบ 348 ล้านบาท

               ซึ่งถูกสังคมตั้งคำถามหลายประเด็น โดยเฉพาะความเหมาะสมของภารกิจตรวจการณ์ตามน่านน้ำชายแดนเนื่องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหน่วยงานหลักอย่าง กองบังคับการตำรวจน้ำ (บก.รน.) เป็นผู้รับผิดชอบภารกิจโดยตรงอยู่แล้ว

               ล่าสุดวันที่ 26 มกราคม มีแหล่งข่าวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ตรวจพบความผิดปกติโครงการจัดซื้อรถไฟฟ้าสายตรวจอัจฉริยะ ที่ใช้งบประมาณกว่า 900 ล้านบาท โดยมี สกบ. อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้จัดซื้อ ก่อนส่งมอบให้ สตม.

               เหมือนโครงการไบโอเมทริกซ์ และโครงการจัดซื้อเรือตรวจการณ์ซึ่งใช้ชื่อโครงการจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้าตรวจการณ์อัจฉริยะ (SMART PATROL CAR : SPC) มีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิบัติภารกิจเป็นรถสายตรวจตามด่านชายแดนใช้รูปแบบคล้ายกับโครงการก่อนหน้าคือโยกงบไปให้สกบ.จัดซื้อจัดจ้างแทน

               “ต้องถามว่าความคุ้มค่าอยู่ตรงไหน รถตรวจการณ์คือรถที่ไปอยู่ตามด่านชายแดน เช่น ด่าน ตม.ช่องเม็ก เลย ศรีสะเกษ กาญจนบุรี ยะลา ปัตตานี นราธิวาส แน่นอนที่ชาร์จไฟไม่มีรองรับ ไม่สะดวก ที่สำคัญค่าซ่อมบำรุงแพงกว่ามาก สุดท้ายต้องเติมน้ำมัน ควรใช้รถระบบน้ำมันของญี่ปุ่นประหยัดกว่า

               ตอนนี้หลายคันจอดนิ่ง การที่ซื้อรถบีเอ็มดับเบิลยู ส่วนหนึ่งเป็นการสมคบกับเสี่ย จ. พ่อค้ารถที่สนิท และร่วมงานกันมาหลายโครงการ ผลประโยชน์จึงมหาศาล” แหล่งข่าวคนเดิม ระบุ

               สำหรับสเปกรถไฟฟ้าสายตรวจอัจฉริยะกำหนดไว้ 2 รายการ ประกอบด้วย 1.จำนวน 230 คัน ติดตั้งอุปกรณ์ราคาต่อหน่วยคันละ 3,445,039 บาท รวมเป็นเงิน 792,358,970 ล้านบาท 2.จำนวน 30 คัน ติดตั้งอุปกรณ์ราคาต่อหน่วยคันละ 3,548,970 บาท รวมเป็นเงิน 106,451,730 บาท โดยใช้งบประมาณรวม 898,810,700 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 58,800,700 บาทแล้ว)

               จากการตรวจสอบสเปกรถไม่มีระบุในสัญญาซื้อขายแต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดซื้อรถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู รุ่น 330e Iconic วางจำหน่ายปี 2018 ในราคาคันละ 1,959,000 บาท จำนวน 60 คัน รวมราคา 509,340,000 บาท ขณะที่ราคาขายตามท้องตลาด ซึ่งรวมราคาตกแต่งแล้วอยู่ที่ 2,259,000 บาท

               หากเทียบราคาแล้วสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดซื้อในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด แต่รถบีเอ็มดับเบิลยู รุ่น 330e Iconic เป็นรถเปล่าไม่ได้มีการตกแต่งแต่อย่างใด อีกทั้งมีการตั้งสังเกตว่า หากซื้อลอตใหญ่จำนวน 260 คัน น่าจะได้ส่วนลดมากกว่า 200,000 บาทต่อคันอีกด้วย

               ขณะเดียวกันยังพบว่ารถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู รุ่น 330e Iconic แบบปลั๊กอิน ซึ่งหมายถึงชาร์จไฟฟ้าได้ โดยระบบการทำงานของรถยนต์รุ่นดังกล่าวเป็นการทำงานร่วมกันระหวางเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า ไม่ได้เป็นรถไฟฟ้า 100%


อ่านข่าว ฉาว พ.ต.อ.โดน ป.ป.ช.ฟันดูแลงบจัดซื้อได้รับตำแหน่งสูงขึ้น

 

               ขณะที่ข้อมูลอุปกรณ์ที่ติดตั้งเสริมมีดังนี้ กล้องตรวจการณ์ติดตั้งบนหลังคา 260 ชุด ราคาชุดละ 295,973.20 บาท รวม 76,953,032 บาท ชุดปรับตำแหน่งมุมกล้องตรวจการณ์ 260 ชุด ราคาชุดละ 43,000 บาท รวม 11,180,000 บาท เครื่องตรวจหนังสือเดินทางแบบพกพา 260 เครื่อง ราคาเครื่องละ 250,000 บาท รวม 65,000,000 บาท

               กล้องวิดีโอติดหมวก (Action camera) 260 เครื่อง ราคาตัวละ 25,000 บาท รวม 6,500,000 บาท กล้อง Web camera จำนวน 30 เครื่อง ราคาตัวละ 8,000 บาท รวม 240,000 บาท เครื่องพิมพ์ Printer ชนิด Dot matrix แบบแคร่สั่น 30 เครื่อง ราคาเครื่องละ 22,000 บาท รวม 660,000 บาท อุปกรณ์เชื่อมสัญญาณเครือข่ายแบบไร้สาย 260 ชุด ราคาชิ้นละ 20,000 บาท รวม 5,200,000 บาท

               ซอฟต์แวร์สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบเคลื่อนที่สำหรับปฏิบัติงานในพื้นที่ 260 ชุด ราคาชุดละ 50,000 บาท รวม 13,000,000 บาท ซอฟต์แวร์สำหรับตรวจสอบและแสดงผลข้อมูลบุคคล 260 ชุด ราคาชุดละ 95,000 บาท รวม 24,700,000 บาท

               เครื่องรับส่งวิทยุ VHF/FM ชนิดติดรถยนต์แบบ Code Squelch ขนาดกำลังส่งไม่น้อยกว่า 25 วัตต์ 260 เครื่อง ราคาเครื่องละ 23,900 บาท รวม 6,214,000 บาท เครื่องขยายเสียงพร้อมสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ไซเรนขนาดกำลังไม่น้อยกว่า 100 วัตต์ พร้อมสัญญาณไฟแดง ชนิดแอลอีดี สำหรับติดหลังราคารถยนต์ 260 ตัว ราคาชุดละ 30,000 บาท รวม 7,800,000 บาท

               ทั้งนี้พบว่าอุปกรณ์เสริมที่ราคาจัดซื้อสูงกว่าราคาท้องตลาด ประกอบด้วย เครื่องคอมพิวเตอร์แบบเคลื่อนที่ 260 เครื่อง ราคาเครื่องละ 200,000 บาท รวม 52,000,000 บาท อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นแล้วราคาคอมพิวเตอร์แบบเคลื่อนที่อยู่ที่ 20,000-40,000 บาทเท่านั้น ขณะที่ปืนไฟฟ้า 540 กระบอก ราคากระบอกละ 40,000 บาท รวม 21,600,000 บาท แต่ราคาท้องตลาดสามารถหาซื้อได้ในออนไลน์เพียงแค่ 5,000 บาท

               อย่างไรก็ตามราคาตัวรถกับอุปกรณ์เสริมติดรถรวมแล้วอยู่ที่คันละ 3,061,873.2 บาท แยกเป็นราคารถคันละ 1,959,000 บาท ราคาอุปกรณ์เสริมคันละ 1,102,873 บาท รวม 260 คันเป็นเงิน 796,087,032 บาท

 

ด่วน ศาลคดีทุจริตฯสั่ง สตช.แจง แต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม

27 มกราคม 2563 - 12:07 น.
ศาลคดีทุจริตฯ,สั่ง สตชแจง,แต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม

ด่วน ศาลอาญาคดีทุจริตฯสั่งให้ สตช. ส่งข้อมูลชี้แจงการแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม นัดฟังคำพิพาก

 

 

 

 ..........................................................................
 
27 มกราคม 2563
 
 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน