*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5779
  • จำนวนผู้ชม : 3428304
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< กุมภาพันธ์ 2020 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 478 , 11:39:06 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน สิงห์นอกระบบ , สุรศักดิ์ และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

link@: 11 เรื่องควรรู้;ก่อนวินิจฉัยคดียุบพรรคเงินกู้ อนค.//อย่าเป็นแค่ไฟไหม้ฟาง

สวัสดีครับ

         อ่านเจอรายงานข่าวทางก.การท่องเที่ยวแล้วก็เสียวจังครับ เพราะกำลังจะออกมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากจีนและอินเดียหลัง

การระบาด 'โควิดข 19' สร่าง๙าลง ที่จริงน่าจะเว้นระยะให้แน่ใจเสียก่อนไม่ดีกว่าหรือ พลาดพลั้งแล้วจะแก้ยากมากทีเดียว การจะเอา

ชีวิตคนไทยเข้าแลกอย่างนี้ ดูแล้วไม่น่าฉลาดนักเลย ... ผ่าเถอะ เอ้า ....

 

 นทท.จีนมาเที่ยว แล้วจะกลับบ้านได้หรือปล่าว

‘บิ๊กแดง’ส่งขุนพลลุยอีสาน รื้อสวัสดิการทบ. ป้องกันเหตุซ้ำรอยจ่าปืนโหด

‘บิ๊กแดง’ส่งขุนพลลุยอีสาน รื้อสวัสดิการทบ. ป้องกันเหตุซ้ำรอยจ่าปืนโหด

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

‘บิ๊กแดง’ส่งขุนพลลุยอีสาน

รื้อสวัสดิการทบ.

ป้องกันเหตุซ้ำรอยจ่าปืนโหด

‘โคราช’ทำบุญเมือง394ปี

เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

อัยการรุดช่วยเหยื่อกระสุน

“บิ๊กแดง” ส่งขุนพลบิ๊กทหารตระเวนพบ ผบ.หน่วย 4 กองทัพ ประเดิมอีสานที่แรกกำชับต้องดูแลลูกน้องให้ดี เน้นย้ำระบบสวัสดิการ-เข้มกู้เงินตามระเบียบข้อบังคับ ยึดหลักพอเพียง ไม่ฟุ่มเฟือยด้านโคราชทำบุญเมือง 394 ปี ตักบาตรพระ 10,000 รูป เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา หลังเกิดเหตุสยองขวัญ“เทวัน” ร่วม เปิด “เทอมินอล 21” เป็นกำลังใจผู้ค้าเข้มแข็ง ผ่านเหตุการณ์ร้ายไปโดยเร็ว แนะจัดกีฬา อีเว้นท์ต่างๆ ของภาครัฐและเอกชน กระตุ้นเศรษฐกิจ

 

‘เสรี’ซัดพวกหัวหมอปลุกขัดแย้งไปทั่ว เหมือนรู้ชะตากรรม เตือนอย่ากดดันศาลหวั่นเกิดกลียุค

‘เสรี’ซัดพวกหัวหมอปลุกขัดแย้งไปทั่ว เหมือนรู้ชะตากรรม เตือนอย่ากดดันศาลหวั่นเกิดกลียุค

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 11.05 น.
เสรี’ซัดพวกหัวหมอปลุกขัดแย้งไปทั่ว เหมือนรู้ชะตากรรม เตือนอย่ากดดันศาลหวั่นเกิดกลียุค

16 กุมภาพันธ์ 2563 นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) และประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดียุบพรรคอนาคตใหม่ มีเนื้อหาดังนี้

“การต่อสู้ทางการเมือง ในเฮือกสุดท้าย เหมือนรู้ชะตาตัวเองว่าผลของศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินเช่นใด การต่อสู้ในช่วงสุดท้าย คือ การให้คู่ต่อสู้ตายตกไปตามกัน การใช้กฎหมายที่เอาเปรียบคนอื่น เป็นวิถีทางที่ได้ตัดสินใจเลือกแล้ว แม้จะเสี่ยงต่อการกระทำความผิด แต่เพื่อชัยชนะ จึงไม่คำนึงถึงวิธีใช้

ตาม พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๖๒ ที่บัญญัติให้ “พรรคการเมืองอาจมีรายได้ ดังต่อไปนี้

(๑) เงินทุนประเดิมตามมาตรา ๙ วรรคสอง

(๒) เงินค่าธรรมเนียมและค่าบํารุงพรรคการเมืองตามที่กําหนดในข้อบังคับ

(๓) เงินที่ได้จากการจําหน่ายสินค้าหรือบริการของพรรคการเมือง

(๔) เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรคการเมือง

(๕) เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการรับบริจาค

(๖) เงินอุดหนุนจากกองทุน

(๗) ดอกผลและรายได้ที่เกิดจากเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดของพรรคการเมือง

การได้มาซึ่งรายได้ตาม (๒) (๓) (๔) และ (๕) ต้องมีใบเสร็จรับเงิน หรือหลักฐานการได้มา ซึ่งรายได้นั้นเป็นหนังสือ ทั้งนี้ ตามแบบที่คณะกรรมการกําหนด

การจําหน่ายสินค้าหรือบริการตาม (๓) และการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรคการเมืองตาม (๔) ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกําหนด

รายได้ของพรรคการเมืองจะนําไปใช้เพื่อการอื่นใด นอกจากการดําเนินงานของพรรคการเมืองมิได้”

การที่พรรคการเมืองกู้เงินจากหัวหน้าพรรค ย่อมเป็นรายได้ของพรรคการเมือง แต่มิใช่รายได้ของพรรคการเมืองตามที่ มาตรา ๖๒ ข้างต้นบัญญัติไว้

เงินที่เข้ามาในบัญชีของพรรคการเมืองไม่เรียกว่าเป็น “รายได้” แล้วเรียกว่าอะไร

“รายได้” ของพรรคการเมืองอาจมีหลายลักษณะ แต่กฎหมายได้ควบคุมเงินที่พรรคการเมืองจะนำมาเป็น “รายได้” ของพรรคการเมืองนั้น จะต้องเป็นรายได้ตามที่ มาตรา ๖๒ (๑) – (๗) ข้างต้น กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อเป็นการควบคุมเงินที่จะนำมาใช้จ่ายในพรรคการเมืองมิให้เอาเปรียบกัน หรือมิให้ได้เปรียบเสียเปรียบกัน

ส่วนคนที่หัวหมอก็จะตีความไปในทางที่ว่า เงินที่มิได้อยู่ใน(๑)-(๗) ของมาตรา ๖๒ ข้างต้นนั้น เมื่อกฎหมายมิให้ห้ามไว้ จึงสามารถนำใช้ในพรรคการเมืองได้ โดยตีความว่าเงินกู้ไม่เป็นรายได้ของพรรคการเมือง ซึ่งเป็นการตีความไปในแนวทางที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย มาตรา ๖๒ ที่กฎหมายให้พรรคการเมืองมีรายได้เฉพาะที่บัญญัติไว้ตามมาตรา ๖๒ (๑)-(๗) เท่านั้น หากเป็นรายได้นอกเหนือจาก (๑)-(๗) นี้ ถือเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและเป็นความผิด

นี่คือหลักการควบคุมรายได้ของพรรคการเมือง มิฉะนั้นแล้ว หากเงินกู้ที่ได้มาโดยไม่อยู่ใน มาตรา ๖๒ (๑)-(๗) ข้างต้นแล้ว ต่อไปทุกพรรคการเมืองก็จะไม่ต้องไปหารายได้ตาม (๑)-(๗) เพียงแต่ไปกู้เงินจากนายทุนเงินกู้มาใช้จ่ายในพรรคการเมืองมาใช้จ่ายทั้งหมด จากนั้น นายทุนเงินกู้เมื่อได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีหรือตำแหน่งสำคัญ ก็จะยกหนี้ให้ไม่ต้องใช้หนี้ ก็จะกลายเป็นการได้เงินมาใช้จ่ายในพรรคการเมืองจำนวนมากได้อย่างไม่มีจำกัดและไม่เป็นความผิด ก็จะกลายเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ไม่ต้องการให้พรรคเป็นของนายทุน และพรรคไม่อาจทำให้เป็นพรรคการเมืองของประชาชนไปได้

การที่พรรคการเมืองกู้เงินมาใช้จ่าย โดยบอกว่าเงินกู้ไม่เป็นรายได้ตามมาตรา ๖๒ จึงเป็นความผิดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน ปฏิเสธไม่ได้

ดังนั้น การต่อสู้ครั้งสุดท้าย จึงต่อสู้แบบเอาพรรคเข้าแลก โดยการสร้างความขัดแย้งไปทั่ว ตั้งแต่โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในทุกเรื่องทุกประเด็นที่ตนเองเสียประโยชน์ เพื่อจะเป็นข้ออ้างว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเรื่องยุบพรรคนั้น เกิดจากการไปขัดแย้งกับศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งๆที่ศาลรัฐธรรมนูญมิได้ไปขัดแย้งด้วยเลย

สร้างวาระกรรมว่ารัฐบาลปัจจุบันมาจากการสืบทอดอำนาจ เพื่อให้สาธารณชนเกิดความรู้สึกว่าที่จะถูกยุบพรรคเพราะไปขัดแย้งกับรัฐบาล

สร้างวาทะกรรม พาดพิงมายังวุฒิสภาตลอดมาว่า วุฒิสภาเป็นผลพวงจากรัฐประหารและมาจากการสืบทอดอำนาจ ก็เพื่อให้สาธารณชนเกิดความรู้สึกว่าที่จะถูกยุบพรรคนั้น เพราะมีความขัดแย้งกับวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งจาก คสช.ซึ่งเป็นฝ่ายทหาร

ฮอตสุดๆขณะนี้ สร้างประเด็นความขัดแย้งกับทหาร โดยสร้างประเด็นการ “ปฏิรูปกองทัพ” เพื่อให้สาธารณชนเกิดความรู้สึกว่าที่จะถูกยุบพรรคเป็นเพราะจะไป “ปฏิรูปกองทัพ”

ขณะนี้ เป็นเวลาที่ใกล้ที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะได้ตัดสินในเรื่องของการกู้เงินของพรรคการเมือง ก็เกิดปฏิกิริยา สร้างม๊อป จัดเวที สร้างกลุ่มให้ประชาชนออกมาสนับสนุน เพื่อเรียกร้องหาความเป็นธรรม ทั้งๆที่ปัญหาทั้งหลายตนเองเป็นผู้ก่อขึ้นทั้งสิ้น

เล่นการเมืองแบบไม่รับผิดชอบ เสนอแนวนโยบายที่สร้างปัญหาให้บ้านเมืองหลายเรื่อง ก็เป็นเรื่องที่ตนเองก่อขึ้นทั้งสิ้น ซึ่งการสร้างประเด็นให้เป็นความขัดแย้งทั้งหลายข้างต้นนี้ แสดงให้เห็นเป็นสัญญาณได้ว่า “รู้ชะตากรรม” ของตนเองว่าเป็นเช่นใด จึงได้ใช้วิธีการต่อสู้ดิ้นรน ขัดแย้งกับทุกฝ่ายเป็นเฮือกสุดท้าย เพื่อจะบอกว่า “ถูกกลั่นแกล้ง” หรือ “ถูกรังแก” ซึ่งความจริงมิได้เป็นเช่นนั้น

ช่วงนี้ สิ่งที่ทำได้อย่างเดียวคือการสร้างความขัดแย้งให้มากเข้าไว้ เพื่อกดดันศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะตัดสินในเวลาอันใกล้ว่า “จะถูกยุบพรรค” หรือไม่ ?

หากว่ากันตามเหตุผล และตามกฎหมายแล้ว ผมเห็นว่า การที่พรรคการเมืองกู้เงินมาใช้ในลักษณะเช่นนี้ เป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นๆ ซึ่งมันผิดกฎหมายชัดๆ แต่ก็คงต้องดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินเช่นใด ?

ศาลทุกศาล รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ ต้องตัดสินคดีความไปตามกฎหมาย

ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด

จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะกดดันศาลในการตัดสินคดี

มิฉะนั้น จะกลายเป็นกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

ในที่สุด ก็จะตัดสินกันเอง ไม่เคารพกฎหมาย บ้านเมืองกลียุค อันจะทำให้บ้านเมืองอยู่ไม่ได้

เมื่อเช้าวันที่ วันที่ 15 ก.พ. 2563 พระเดชพระคุณพระธรรมเจดีย์ เจ้าคณะภาค 1 วัดทองนพคุณเป็นประธานสงฆ์ในพิธีตัดบาตรพระ 10,000 รูป ณ บริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยมีนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

พิธีเริ่มโดยคณะสงฆ์สวดมาติกาบังสุกุล จากนั้นเป็นพิธีเจริญพระพุทธมนต์สมโภชเมือง และทำบุญตักบาตรพระสวฆ์จำนวน 10,000 รูป ซึ่งได้รับความมตตาจากคณะสงฆ์ 4 จังหวัดได้แก่ จ.นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ซึ่งภายในงานได้รับความ สนใจจากข้าราชการ พ่อค้าแม่ และประชาชนร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก โดยมี นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ,นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์ฯลฯ รวมถึงคณะผู้บริหารศูนย์การค้าในจังหวัดนครรราชสีมา เดอะมอลล์ นครราชสีมา ,เทอมินอล 21 นครราชสีมา ,เซ็นทรัลพลาซ่า นครราชสีมา ,คลังพลาซ่า เข้าร่วม

พร้อมช่วยเหลือผู้เสียหาย

นายเทวัญ ให้สัมภาษณ์ว่า สำหรับการจัดงานครั้งนี้ เป็นการทำบุญเมือง 394 ปี ตักบาตรพระ 10,000 รูปถวายเป็นพุทธบูชา และถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชอุทิศบุญกุศลให้ท้าวสุรนารี และบรรพบุรุษ รวมถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ความรุนแรงที่เทอมินอล21 โคราช ถือเป็นความร่วมมือร่วมใจของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในจังหวัดนครราชสีมา เพื่อดำเนินกิจกรรม

นายเทวัญ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการเยียวยาผู้ประสบเหตุนั้นเมื่อวานนี้ผมในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกรัฐมนตรีได้ผลสรุปจำนวนเงินของกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะมอบให้แก่ทายาทผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ ดังนี้

1. กรณีผู้เสียชีวิต จำนวน 27 ราย ให้ความช่วยเหลือครอบครัว รายละ 1,000,000 บาท

2. กรณีผู้บาดเจ็บสาหัส ให้ความช่วยเหลือ รายละ 200,000 บาท

3. กรณีบาดเจ็บเล็กน้อย ให้ความช่วยเหลือ รายละ 100,000 บาท “

เปิดแล้วห้าง”เทอมินอล21”

ต่อมาเวลา 10.00 น. ณ เทอมินอล 21 นครราชสีมา นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ได้เดินทางไปร่วมกับพี่น้องประชาชนชาวโคราช เพื่อร่วมเปิดศูนย์การค้าเทอมินอล 21 นครราชสีมา เพื่อส่งกำลังใจให้กับ ผู้ประกอบการ พ่อค้า แม่ค้า ห้างร้าน ภายในศูนย์การค้าเทอมินอล 21 นครราชสีมา โดยได้เดินทักทายพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้า และประชาชน ตั้งแต่ชั้น LG และ ยืนไว้อาลัยหน้าร้านของผู้เสียชีวิต 3 พ่อแม่ลูก จากนั้นได้ทักทายและให้กำลังใจพ่อค้าแม่ค้า และได้รับประทานอาหารที่ศูนย์อาหารบริเวณชั้น 4 ของศูนย์การค้าฯ

นายเทวัญ กล่าวว่า ขอส่งกำลังใจให้กับ พ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบการภายในศูนย์การค้าฯ ทุกร้าน ขอให้เข้มแข็ง ผ่านเหตุการณ์นี้ไปโดยเร็ว หลังจากนี้ตนเองก็ได้เสนอในเรื่องแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจในจังหวัด และ แสดงความเชื่อมั่นของประชาชนในด้านความปลอดภัย อีกทั้งยังได้นำเสนอให้มีการจัดกีฬา อีเว้นท์ต่างๆ ของภาครัฐและเอกชน รวมถึงการสัมมนา อบรมของภาครัฐ ให้มาจัดที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดนครราชสีมาโดยเร็ว

อัยการช่วยเหลือด้านกฎหมาย

เที่ยงวันเดียวกัน นายพรรณพงษ์ ทนินซ้อน อธิบดีอัยการภาค 3 ได้ส่งทีมพนักงานอัยการจำนวน 30 คน แบ่งออกเป็น 3 ชุด ลงพื้นที่ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์คนร้ายก่อเหตุใช้อาวุธปืนกราดยิงประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์ดังกล่าวจำนวนมาก

ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้ได้รับความเป็นธรรมทางด้านกฎหมาย เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางกฎหมาย รวมถึงสิทธิในการจัดการมรดกของผู้เสียชีวิต เพื่อดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด โดยในการดำเนินการช่วยเหลือครั้งนี้ไม่มีการ เสียเงินค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งขณะนี้พนักงานอัยการจะเร่งให้ความช่วยเหลือกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตเป็นอันดับแรกก่อน จากนั้นก็จะเร่งให้ความช่วยเหลือกับผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์เดียวกันนี้ต่อไป

บิ๊กแดงสั่งหาข้อเท็จจริง

วันเดียวกัน พล.ท.ธัญญา เกียรติสาร แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) สั่งการให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์กราดยิงที่จ.นครราชสีมา พร้อมกำชับให้ตรวจสอบทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมาว่า ทางกองทัพภาคที่ 2 พร้อมเร่งดำเนินการในเรื่องดังกล่าว แต่ที่ผ่านมาตนติดภารกิจร่วมงานสวดอภิธรรมศพ และร่วมงานพระราชทานเพลิงศพเจ้าหน้าที่แบะประชาชนเหยื่อที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยในวันนี้ (15 ก.พ.) ตนก็มีภารกิจร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ 8 ราย ส่วนที่มีข่าวว่ากองทัพภาคที่ 2 นำแม่ของจ่าคลั่งเข้ามาช่วยฟื้นฟูเยียวยาสภาพจิตใจนั้น ตนไม่ทราบรายละเอียดในเรื่องนี้ ซึ่งก็เห็นจากที่มีข่าวเท่านั้น

ทั้งนี้รายงานข่าวแจ้งว่า พล.อ.อภิรัชต์ได้เตรียมส่งทีมนายทหารระดับสูงกองทัพบกลงพื้นที่ 4 กองทัพภาคไปชี้แจงข้อสั่งการของผบ.ทบ.ในทุกเรื่องที่เคยแถลงข่าวไปก่อนหน้านั้นต่อผู้บังคับกองพัน และผู้บังคับการกรมทั่วประเทศ ซึ่งจะประเดิมที่แรกในวันที่ 18 ก.พ. ที่สโมสรนายทหารสัญญาบัตร มณฑลทหารบกที่ 26 (มทบ.26) จ.บุรีรัมย์ เพื่อป้องกันความสับสนและทำความเข้าใจร่วมกัน อาทิ เรื่องโครงการสวัสดิการต่างๆ รวมทั้งบทบาทของผู้บังคับบัญชา และขอให้ไปเน้นน้ำนายทหารชั้นผู้น้อยยึดหลักความพอเพียงในการดำรงชีวิต ไม่ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟื่อย และเน้นย้ำให้ผู้บังคับบัญชามีความเข้มงวดในการอนุมัติโครงการสวัสดิการต่างๆ โดยเฉพาะการกู้เงินที่ต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ และต้องคำนึงถึงความสามารถในการผ่อนชำระของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย

จัดระเบียบสวัสดิการทบ.

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ทั้งนี้ในวันที่ 17 ก.พ. เวลา 11.00 น. พล.อ.อภิรัชต์ จะเป็นประธานลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ร่วมกับกระทรวงการคลัง ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน เพื่อดำเนินการจัดระเบียบสวัสดิการเชิงพาณิชย์ของกองทัพ โดยจะนำร่องอาคารรับรองสวนสนประดิพัทธ์ อาคาร 1 และอาคาร 2 ก่อน ซึ่งจะให้โรงแรมดุสิตธานีเข้ามาบริหารจัดการ และเริ่มในเดือนเม.ย.นี้เป็นต้นไป ขณะที่กำลังพลที่ทำงานอยู่ที่อาคารรับรองสวนสนประดิพัทธ์ อาคาร 1 และอาคาร 2 ก็จะต้องกลับไปทำงานยังหน่วยที่ตั้งต้นสังกัดของแต่ละคน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความคืบหน้าการตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนกำลังพลตามนโยบายพล.อ.อภิรัชต์นั้น ล่าสุดเผยแพร่คิวอาร์โค้ดมีการเปิดตัวศูนย์รับเรื่องร้องเรียนกำลังพลออนไลน์ โดยกำลังพลกองทัพบกสามารถยื่นเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์รับเรื่องร้องเรียนออนไลน์ได้แล้ววันนี้ ( 15 ก.พ.) ด้วยการแสกนคิวอาร์โค้ด หรือ https://complain.rta.mi.th/

พปชร.เชิญ 6 เป้าติวเข้มรับมือศึกซักฟอก ‘สนธิรัตน์’บอกลือปรับครม.เรื่องปกติ

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 11.33 น.
 
พปชร.เชิญ 6 เป้าติวเข้มรับมือศึกซักฟอก ‘สนธิรัตน์’บอกลือปรับครม.เรื่องปกติ

16 กุมภาพันธ์ 2563 ที่พรรคพลังประชารัฐ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงษ์ รมว.พลังงาน ในฐานะ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวถึงการจัดสัมมนาพรรค พปชร.เรื่องญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ระหว่างวันที่ 22-23 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ จ.ชลบุรี ว่า ในการสัมมนาครั้งนี้ ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้ยืนยันว่าจะไปร่วมด้วย ตนยังไม่ทราบว่าจะมีผู้ใหญ่คนใดไปบ้าง แต่ได้เรียนเชิญบางท่านไปแล้ว โดยเราเรียนเชิญผู้ถูกอภิปรายทั้ง 6 ท่าน และทีมงาน เพื่อประสานเรื่องข้อ

เมื่อถามว่ามีกระแสภายหลังการอภิปรายจะมี

รับคณะรัฐมนตรี(ครม.) นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า กระแสปรับ ครม.นั้นมีปกติของการเมือง ทุกช่วงมีโอกาสปรับทั้งสิ้น ไม่ใช่เฉพาะช่วงอภิปรายเท่านั้น  

เมื่อถามว่ามีกระแสมีชื่อของนายสนธิรัตน์ ที่จะถูกปรับด้วย นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ชื่อก็มีทุกคนเวลาจะปรับ เป็นเรื่องปกติทางการเมือง และตนยังไม่เห็นนายกฯพูดอะไรในเรื่องนี้ ตนคิดว่ากระแสการเมืองมีตลอดเวลา เป็นเรื่องปกติ

‘ก.ท่องเที่ยวฯ’ปัดฝุ่นชงครม.ไฟเขียว‘ฟรีวีซ่า’ ดูด‘จีน-อินเดีย’หวนเที่ยวไทย

‘ก.ท่องเที่ยวฯ’ปัดฝุ่นชงครม.ไฟเขียว‘ฟรีวีซ่า’ ดูด‘จีน-อินเดีย’หวนเที่ยวไทย

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 10.38 น.

รัฐบาลเชื่อเศรษฐกิจไทยฟื้นหลังงบ 63 ประกาศใช้ “ก.ท่องเที่ยว” เตรียมปัดฝุ่นชง ครม.ไฟเขียว “ฟรีวีซ่า” นักท่องเที่ยวจีน-อินเดีย หวังดึงกลับมาเที่ยวไทยหลังโคโรนาไวรัสคลี่คลาย

16 กุมภาพันธ์ 2563 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาแล้ว จากนั้นทางสภาจะส่งร่างกฎหมายมายังรัฐบาลเพื่อตรวจสอบ ก่อนนำความขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย  และประกาศใช้ต่อไป โดยรัฐบาลขอขอบคุณทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ที่ช่วยให้ร่างกฎหมายผ่านไปได้อย่างราบรื่น ยืนยันว่ารัฐบาลจะใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า รอบคอบ เพื่อพัฒนาประเทศชาติ ให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า รัฐบาลเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นเมื่องบประมาณปี 2563 ประกาศใช้ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าไทยได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากหลายปัจจัยตั้งแต่ต้นปี ไม่ว่าจะเป็น ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ภัยแล้ง การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา บวกกับการใช้จ่ายงบประมาณที่ล่าช้า แต่เมื่องบปี 2563 ได้ประกาศใช้แล้ว การเบิกจ่ายงบประมาณจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น รัฐบาลจะดำเนินโครงการต่างๆได้อย่างเต็มที่ สามารถลงนามในสัญญาต่างๆได้ จึงเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้อย่างแน่นอน 

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับงานด้านการท่องเที่ยว ถือเป็นด้านที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ได้เตรียมแผนรับมือสถานการณ์นักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลงเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสแล้ว ทั้งนี้เมื่อการแพร่ระบาดของไวรัสคลายตัวลงแล้ว ขอให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวช่วยกันเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวจีนให้กลับมาเที่ยวประเทศไทย

“ขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะนำมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง (ฟรีวีซ่า) สำหรับนักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย ซึ่งเป็น 2 ตลาดใหญ่ เสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาอีกครั้ง พร้อมกับประสานกระทรวงคมนาคม เพื่อเปิดบริการเช่าเครื่องบินเหมาลำให้มากที่สุด โดยหวังว่านักท่องเที่ยวชาวจีนจะกลับมาคึกคักอีกในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

 

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.
 
“ผมเห็นด้วยที่นายธนาธรบอกว่าพรรคอนาคตใหม่จะอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ ตรงประเด็นกระชับ ไม่เน้นการใช้โวหาร ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีพี่น้องประชาชนอยากเห็นแบบนี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านก็ควรจะยึดหลักแบบนี้ด้วย”

นายธนกร วังบุญคงชนะ

โฆษกพรรคพลังประชารัฐ

 

‘วันชัย’แจงยิบส.ว.ต้องดูงาน ตปท. คำนึงความรู้สึกปชช.

‘วันชัย’แจงยิบส.ว.ต้องดูงาน ตปท. คำนึงความรู้สึกปชช.

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 13.56 น.

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 นายวันชัย สอนสิริ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ประชุมวิปวุฒิสภาได้มีความเห็นร่วมกันเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณในการเดินทางไปราชการต่างประเทศของคณะกรรมาธิการสามัญประจาวุฒิสภาตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจาปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เป็นเงิน 67,500,000 บาท 

นายวันชัย กล่าวว่า ในเรื่องการศึกษาดูงานของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาทั้ง 26 คณะนั้นวิปวุฒิสภาได้คุยกันอย่างรอบคอบถึงขั้นเคยมีการเสนอว่าควรให้งดการเดินทางไปต่างประเทศ แต่เนื่องจากมีคณะกรรมาธิการบางคณะที่มีข้อตกลกและความร่วมมือด้านต่างประเทศเอาไว้ทำให้ยังมีความจำเป็นที่จะต้องไปต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม วิปวุฒิสภาได้มีมาตรการกำชับเรื่องการใช้งบประมาณในส่วนนี้สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.ต้องเป็นการเดินทางไปศึกษาดูงานอย่างแท้จริง 2.ต้องเดินทางไปด้วยความประหยัดเป็นการก่อให้เกิดประโยชน์กับงานของวุฒิสภา และ 3.ห้ามเดินทางไปในลักษณะของการท่องเที่ยวอย่างเด็ดขาด โดยมอบหมายให้พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 เป็นผู้พิจารณา 

“วิปวุฒิสภาคำนึงถึงความจำเป็นของการเดินทางไปต่างประเทศของคณะกรรมาธิการบางคณะ แต่ก็ได้วางมาตรการอย่างเข้มงวด และต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนให้มากที่สุด โดยเมื่อคณะกรรมาธิการคณะใดเดินทางกลับมาแล้วจะต้องทำรายงาน และแถลงต่อวุฒิสภาและประชาชนด้วย” นายวันชัย กล่าว 

เลขานุการวิปวุฒิสภา อธิบายอีกว่า การจัดสรรงบประมาณดังกล่าวในปัจจุบันเป็นการดำเนินการให้งบประมาณเป็นรายหัวไม่ใช่จัดสรรงบประมาณเป็นรายคณะกรรมาธิการแบบในอดีต เนื่องจากปัจจุบันคณะกรรมาธิการแต่ละคณะมีจำนวนส.ว.ที่เข้าไปเป็นกรรมาธิการไม่เท่ากัน ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมจึงจัดสรรงบประมาณเป็นรายหัว หัวละ 2.7 แสนบาทภายในปีงบประมาณ โดยกำหนดให้ส.ว.เดินทางไปกับคณะกรรมาธิการได้เพียงคณะเดียวเท่านั้น และที่สำคัญการเดินทางไปต่างประเทศต้องไม่ไปในช่วงเปิดสมัยประชุมและต้องไม่กระทบต่อการทำงานของวุฒิสภา จึงขอยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการเอาเงินมาแจกกันเอง 

นายวันชัย กล่าวว่า ทั้งนี้ การเดินทางไปต่างประเทศถือเป็นสิทธิของส.ว.แต่ละคนที่จะเดินทางไปต่างประเทศหรือไม่ก็ได้ซึ่งเท่าที่ทราบก็มีส.ว.หลายคนที่แจ้งความประสงค์ว่าจะไม่เดินทางไปต่างประเทศ เช่น นายคำนูณ สิทธิสมาน นายเสรี สุวรรณภานนท์ รวมถึงตนเองด้วย และก็ทราบว่ามีคณะกรรมาธิการบางคณะที่ขอสละสิทธิการเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณให้กับประเทศ  

1.2 การเดินทางไปราชการต่างประเทศของคณะกรรมาธิการ ควรเดินทางไปในช่วงปิดสมัยประชุมเว้นแต่ในกรณีที่มีความจำเป็นและเป็นเรื่องสำคัญ จะเดินทางในช่วงเปิดสมัยประชุมก็ได้ โดยหลีกเลี่ยงวันเดินทางมิให้ตรงกับวันประชุมวุฒิสภาและกรรมาธิการที่จะเดินทางนั้นควรพิจารณาจำนวนผู้เดินทางให้เหมาะสม เพื่อมิให้กระทบต่อองค์ประชุมวุฒิสภา 

1.3 ในการเสนอเรื่องเพื่อขออนุมัติการเดินทางไปราชการต่างประเทศของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการจะต้องดำเนินการจัดทำคำขออนุมัติการเดินทาง ประกอบด้วย การขออนุมัติตัวบุคคลและงบประมาณในการเดินทางพร้อมกำหนดการเดินทาง เสนอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อพิจารณาอนุมัติไม่น้อยกว่า 15 วัน ก่อนการเดินทาง ทั้งนี้ จะต้องจัดทำกำหนดการเดินทางให้มีวาระงานหรือภารกิจที่เป็นทางการทุกวัน ยกเว้นในวันเดินทางไปและวันเดินทางกลับ เช่น การประชุมทวิภาค การเยี่ยมคารวะบุคคลสำคัญ การเข้าพบหารือกับเอกอัครราชทูต การศึกษาดูงานและรับฟังการบรรยายสรุปหรือการเจรจาในประเด็นต่างๆ เช่น กฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ สังคม และอื่น ๆ เป็นต้น 

1.4 ในการเสนอเรื่องเพื่อขออนุมัติการเดินทางไปราชการต่างประเทศของคณะกรรมาธิการ หากมีกรณีที่สมาชิกวุฒิสภาผู้ใดมีความประสงค์หรือมีความจำเป็นที่ต้องเดินทางไปก่อน หรือพำนักอยู่ประเทศนั้นต่อไปเพื่อกระทำภารกิจส่วนตัว โดยไม่เดินทางไปหรือกลับพร้อมคณะเดินทางหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจตามกำหนดการให้สมาชิกวุฒิสภาผู้นั้นดำเนินการด้วยตนเอง 

2. แนวทางการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 รายการค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปไปราชการต่างประเทศของคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภาซึ่งมีงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร จำนวน 67,500,000 บาท โดยจัดสรรให้สมาชิกวุฒิสภาที่ดำรงตำแหน่งกรรมาธิการเป็นรายบุคคลจำนวน 248 คน คนละ 270,000 บาท ทั้งนี้ สมาชิกวุฒิสภาสามารถเดินทางไปราชการต่างประเทศกับคณะกรรมาธิการได้เพียงหนึ่งคณะเท่านั้น โดยให้แสดงความประสงค์ว่าจะเดินทางกับคณะใด ไปยังสำนักการคลังและงบประมาณ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อให้สานักการคลังฯ จัดสรรงบประมาณไว้สาหรับคณะกรรมาธิการดังกล่าว 

โดยเมื่อแสดงความประสงค์ไว้แล้วหากคณะกรรมาธิการดังกล่าวมีการเดินทางหลายครั้ง สมาชิกจะเดินทางด้วยทุกครั้งหรือไม่ก็ได้ แต่หากสมาชิกท่านใดแสดงความประสงค์ว่าจะไม่เดินทาง ไม่ว่ากับคณะกรรมาธิการที่สมาชิกท่านนั้นสังกัดอยู่คณะใด สำนักการคลังฯ ก็จะไม่จัดสรรงบประมาณการเดินทางไปราชการต่างประเทศในส่วนของสมาชิกท่านนั้น ให้แก่คณะกรรมาธิการที่สมาชิกท่านนั้นสังกัดอยู่ ทั้งนี้ หากคณะกรรมาธิการคณะใดประสงค์ให้มีข้าราชการหรือพนักงานราชการ ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการร่วมเดินทางด้วยขอให้จัดสรรงบประมาณจากงบประมาณที่กรรมาธิการในคณะได้รับ 

3. แนวทางการประสานงานและจัดทำหนังสือเดินทางราชการและวีซ่าสาหรับการเดินทางไปราชการต่างประเทศของคณะกรรมาธิการสามัญประจาวุฒิสภา 

3.1 การนัดหมายกับบุคคลหรือหน่วยงานต่างประเทศ กรณีที่คณะกรรมาธิการมีความประสงค์ให้สำนักการต่างประเทศประสานงานในการนัดหมายกับหน่วยงานต่างประเทศ (ผ่านกระทรวงการต่างประเทศ) ขอให้มีบันทึกแจ้งสำนักการต่างประเทศและนำส่งข้อมูลให้ถูกต้องและครบถ้วน ล่วงหน้าอย่างน้อย 30-45 วันก่อนการเดินทาง โดยแนบเอกสารแสดงประวัติย่อของหัวหน้าคณะ รายนามคณะ กำหนดการ โดยระบุเที่ยวบินและเวลาเดินทางไป – กลับ และชื่อบุคคลหรือหน่วยงานที่ประสงค์จะไปพบปะหารือ ศึกษาดูงานและหัวข้อการบรรยายสรุป 

3.2 การจัดทำหนังสือเดินทางราชการและการตรวจลงตราหนังสือเดินทางราชการ (visa) 

3.2.1 หนังสือเดินทางราชการ การเดินทางไปราชการต่างประเทศด้วยหนังสือเดินทางราชการ จะต้องมีอายุมากกว่า 6 เดือนนับจากวันออกเดินทาง ขอให้สมาชิกวุฒิสภาที่ประสงค์ทำหนังสือเดินทาวราชการใหม่แจ้งความประสงค์ให้สำนักการต่างประเทศทราบภายในวันพุธที่ 29 ม.ค. 2563

3.2.2 การตรวจลงตราหนังสือเดินทางราชการ (visa) หากคณะกรรมาธิการมีกำหนดจะเดินทางไปราชการ ณ ประเทศที่ไม่อยู่ในรายชื่อประเทศที่ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับหนังสือเดินทางราชการ จะต้องดำเนินการขอตรวจลงตรา (visa) โดยขอให้แจ้งให้สำนักการต่างประเทศทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 2 เดือนก่อนการเดินทางเพื่อตรวจสอบข้อมูลและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบในการยื่นขอตรวจลงตรากับสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศและดำเนินการขอลงตรากับกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ และสถานเอกอัครราชทูต ตามลำดับ ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ จะใช้ระยะเวลาในการพิจารณาตรวจลงตราแตกต่างกัน อนึ่ง งบประมาณในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ จะสามารถเบิกจ่ายได้เมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีผลใช้บังคับ

 ....................................

16 กุมภาพันธ์ 2563


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 สุรศักดิ์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
นายยั้งคิด วันที่ : 17/02/2020 เวลา : 09.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ
ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

สุรศักดิ์
..........................................
คุณสุรศักดิ์หมายถึงกลุ่มบุคคลที่ต้านคอรัปชั่นนะครับ ออกมาช่วยหนนผล.ทบ.กันหน่อยเถิดครับ ถ้าเราช่วยกันจริงๆ ผบ.ทบ.ก็จะทำงานได้สำเร็จนะครับ

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สุรศักดิ์ วันที่ : 16/02/2020 เวลา : 22.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/surasakc
เชิญอ่านบทความใหม่ "อวดของสะสม : อากรแสตมป์ชุดแรกของไทย สมัย ร.5" กรุณาคลิกลิงก์บรรทัดบนได้เลย   

ใครจะกล้ารื้อผลประโยชน์ทับซ้อนของทหาร?
พวกเอามือไขว้กัน ไปอยู่ที่ไหน ยามนี้อยากเห็น
หน้าจริงๆ ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน