*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5778
  • จำนวนผู้ชม : 3428187
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< กุมภาพันธ์ 2020 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 655 , 22:33:10 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน Chaoying , แม่หมี และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

link@: ลงมติวันนี้ ญัตติตั้งกมธ.ศึกษาแนวทางป้องกันรัฐประหาร

สวัสดีครับ

         เจ้าโรค โควิด-19 มันยังป้วนเปี้ยนใกล้ตัวเราอยู่นี่เอง แล้วมีเสียงอ้อมๆแอ้มๆว่าซ่างซาก็ต่อเมื่ออีกสักครึ่งปีจึงจะเริ่ม 'เอาอยู่'ครับ

อย่าลืมเสียนะครับ ว่าประเทศไทยจะได้รับลมพายุพัดพามาจากประเทศจีน อาจจะหอบเอาเชื้อโรคมาด้วยก็ได้

 

 

ต่างประเทศ

โควิด-19 ในเกาหลีใต้ลามไวเมืองทางใต้ดับ 1 -ติดเชื้อ 104 

20 กุมภาพันธ์ 2563 - 16:29 น.
โควิด19,เกาหลีใต้,เมืองทางใต้
 

มีผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในเกาหลีใต้รายแรก ติดเชื้อใหม่อีก 53 ยอดล่าสุด 104 

ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ในเกาหลีใต้  70 คนจาก 104 อยู่ที่เมืองแทกู ทางตะวันออกเฉียงใต้ และจังหวัดคย็องซังเหนือซึ่งอยู่ติดกัน ห่างจากกรุงโซล ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 300 กม. และการติดเชื้อส่วนใหญ่มีความเกี่ยวโยงกับการชุมนุมในโบสถกับผู

ป่วยรายที่ 31 วัย 61 ปี

ล่าสุด นายกเทศมนตรีของเมืองเรียกร้องให้ประชากร 2.5 ล้านคน งดออกข้างนอก เพื่อยับยั้งไวรัสแพร่ลามแล้ว 

เกาหลีใต้หวั่นเจอ"จอมแพร่เชื้อ"-ยอดติดโควิด-19ทะลุครึ่งร้อย

ในสัปดาห์นี้ จำนวนผู้ติดเชื้อในเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนกว่า 70 คน  และคิม คัง ลิป รัฐมนตรีช่วยสาธารณสุข และสวัสดิการเกาหลีใต้ กล่าวว่า “ณ ขณะนี้ รัฐบาลถือว่า “โควิด-19 ระบาดในประเทศในวงจำกัด” และเข้าสู่สถานการณ์ใหม่ ที่จะต้องปรับมาตรการกักตัวและการป้องกัน รัฐบาลจะส่งหมอ 24 คนลงพื้นที่เมืองแทกู และขยายศูนย์คัดกรองไวรัส เป็น 22 แห่ง 

ถึงจะมีผู้เสียชีวิต 1 รายและติดเชื้อเพิ่มแตะหลักร้อย แต่เกาหลีใต้ยังคงระดับเฝ้าระวังโควิด-19 ในระดับสีส้ม ยังไม่เพิ่มเป็นสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุด  

ส่วนผู้เสียชีวิตคนแรก คือผู้ป่วยชายวัย 63 ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองชองโด แทดัม ในจังหวัดคย็องซังเหนือ ทางตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเขารักษาตัวนานกว่า 20 ปี แต่การยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสโคโรน่า มีขึ้นหลังจากที่เขาเสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบเมื่อวานนี้ ( 19 ก.พ.) โดยยังไม่ทราบว่าเขาติดเชื้อได้อย่างไร 

ต่างประเทศ

เกาหลีใต้หวั่นเจอ"จอมแพร่เชื้อ"-ยอดติดโควิด-19ทะลุครึ่งร้อย

19 กุมภาพันธ์ 2563 - 20:01 น.
โควิด19,เกาหลีใต้,นักแพร่เชื้อ
 

โบสถ์แห่งหนึ่งในเมืองทางใต้ กลายเป็นแหล่งติดเชื้อไวรัสโคโรน่ากลุ่มก้อนขนาดใหญ่สุด พบคนเดียวแพร่ต่อ 14 ดันยอดสะสมติดเชื้อ 51 ราย 

เกาหลีใต้ยืนยันผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่  20 รายในวันเดียว เพิ่มจากวันก่อนหน้ากว่า 50%  ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อสะสมเวลานี้อยู่ที่ 51 ราย และกำลังมีความวิตกว่า อาจจะมีนักแพร่เชื้อที่เรียกว่า “super spreader” 

หลังผลสอบสวนทางระบาดวิทยาพบว่า ผู้ติดเชื้อใหม่ 14 รายจาก 20 ราย ติดจากผู้ป่วยลำดับที่ 31 ซึ่งเป็นสตรีวัย 61 ปี ขณะทั้งหมดอยู่ในโบสถ์เดียวกันที่เมืองแทกู ทางใต้ของประเทศ 

ไม่ชัดเจนว่าเธอติดเชื้อไวรัสได้อย่างไร เพราะไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศ และไม่พบการติดต่อกับผู้ติดเชื้อรายก่อนหน้าเธอ 

ผู้ติดเชื้อรายที่ 31 พื้นเพเป็นชาวเมืองแทกู เชื่อว่าเธอมีการติดต่อกับคนทั้งหมด166 ราย  และทั้งหมดถูกแยกตัวดูอาการ รวมถึงสามีและลูกสองคนของเธอ 

ในกลุ่มผู้ติดเชื้อใหม่ 14 ราย มีทั้งชายและหญิงในเมืองแทกู และจังหวัดคย็องซังเหนือ ทางตะวันออก  

จอง อึน คยอง ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคเกาหลีใต้ยอมรับว่า มีการแพร่เชื้ออย่างรวดเร็วที่โบสถ์ซินชอนจี เมืองแทกู  แต่ยังต้องสอบสวนการระบาดเพิ่มเติมก่อนยืนยันว่า คนไข้รายที่ 31 เป็นผู้ที่แพร่กระจายเชื้อได้มากกว่าผู้อื่นที่เรียกว่า super spreader หรือไม่ เธอกล่าวว่า เกาหลีใต้กำลังเผชิญสถานการณ์คล้ายคลึงกับสิงคโปร์ และญี่ปุ่น ซึ่งพบการติดเชื้อแบบเป็นกลุ่มก้อน ( cluster) ในโบสถ์ 

ใครคือ super-spreader "ซูเปอร์แพร่เชื้อโรค" ไวรัสพันธุ์ใหม่

เคซีดีซี ระบุว่า สตรีผู้นี้เข้ารักษาตัวที่รพ.เซโรนัน โอเรียลทอล ในเมืองแทกูในวันที่ 7 ก.พ หลังประสบอุบัติเหตุรถโดยพักอยู่ในห้องผู้ป่วยขนาด 4 เตียงคนเดียว เนื่องจากไม่ได้บาดเจ็บรุนแรง  ระหว่างนั้น เธอได้ออกจากรพ.ไปเข้าร่วมพิธีในโบสถ์ 2 ชม. ในวันที่ 9 ก.พ.  กับวันที่ 16 ก.พ. โดยมีผู้เข้าร่วม 460 คน นอกจากนั้น เธอยังไปรับประทานอาหารกับคนรู้จัก ที่บุฟเฟต์โรงแรม ในวันที่ 15 ก.พ.   ผลตรวจยืนยันว่าเธอติดโควิด-19 เมื่อวันอังคาร ( 18 ก.พ.) 

เธอมีอาการเจ็บคอเมื่อวันที่ 8 ก.พืแต่ปฏิเสธตรวจโรคโควิด-19 ทั้งที่หมอแนะนำ 

เคซีดีซี ระบุว่าจะทำการคัดกรองและตรวจวินิจฉัยทุกคนที่โบสถ์แห่งนั้นเพื่อเป็นมาตรการป้องกันไว้ก่อน และจะสอบสวนเต็มรูปแบบเพื่อหาต้นตอของเชื้อ และช่องทางแพร่เชื้อ นอกจากนี้ ยังกำลังทบทวนนโยบายรับมือกับผู้ป่วยที่ปฏิเสธเข้ารับการตรวจไวรัส หลังเป็นที่เปิดเผยว่า คนไข้รายที่ 31 ปฏิเสธการตรวจทั้งที่มีไข้ ซึ่งในภารกิจนี้อาจนำตำรวจมาช่วยอีกทาง 

อัยการรับสำนวน บอล ธนวัฒน์ ฝ่ากฎหมายชุมนุม จัดวิ่งไล่ลุง

20 กุมภาพันธ์ 2563 - 19:19 น.
อัยการ,บอลธนวัฒน์,ฝ่ากฎหมายชุมนุม,วิ่งไล่ลุง,ข่าววันนี้

 

                  20 ก.พ.2563 - ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก "นายประยุทธ เพชรคุณ" รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า พ.ต.อ.กฤษฎางค์ จิตตรีพล ผกก.สน.บางซื่อ ได้นำสำนวนกล่าวหา "นายธนวัฒน์ หรือบอล วงค์ไชย" ประธานยุทธศาสตร์สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) อดีตประธานสภานิสิตจุฬาฯ  ผู้ต้องหาคดีกระทำผิด พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 กรณีจัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุง เมื่อวันที่ 12 ม.ค.63 ‪เวลา 05.30 น.‬ มาส่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีศาลแขวง 1  โดยมี "นายสมคิด สายเจริญ" อัยการพิเศษฝ่ายสำนักงานศาลแขวง 1 รับเรื่องไว้เป็นคดีเลขที่ 5/2563

                โดยคดีนี้ พนักงานสอบสวน ระบุว่าคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 12 ม.ค.63 ‪เวลา 05.30 น.‬ ผู้ต้องหากับพวกพวกได้จัดชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงมีความเห็นสมควรฟ้องในข้อหาร่วมกันจัดชุมนุมในที่สาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควรและไม่แจ้งต่อเจ้าพนักงาน ก่อนชุมนุมภายใน 24 ชั่วโมง มีความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมตามที่สาธารณะฯ มาตรา 20 , 28  มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

                 "นายประยุทธ" รองโฆษกอับการฯ กล่าวว่า วันนี้ นายธนวัฒน์ ผู้ต้องหา มาพบอัยการพร้อมพนักงานสอบสวน ซึ้งในสำนวนคดีผู้ต้องหารให้การปฏิเสธในข้อเท็จจริงว่าเขาไปวิ่งออกกำลังกาย ไม่ได้มีการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดเห็นว่าคดีเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป จึงอาศัยระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญา พ.ศ.2547 จึงตั้งคณะทำงานอัยการมาพิจารณาสำนวนคดีนี้ โดยมี "นายสมคิด สายเจริญ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ส่วนคณะทำงานประกอบด้วย อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ 1 คน  , อัยการประจำจังหวัด สำนักงานอัยการสูงสุด 1 คน และอัยการประจำกอง 1 คน กับอัยการผู้ช่วย 1  คน ส่วนความคืบหน้าคดีมีผลอย่างไร จะแจ้งให้ทราบต่อไป
 

แจงปมทหารกู้เงินซื้อที่รุกป่า ข้อพิพาทผู้ซื้อ-ผู้ขาย

20 กุมภาพันธ์ 2563 - 15:52 น.
ทหารกู้เงินซื้อที่รุกป่า,ข่าววันนี้ 

ทบ.แจงปม ทหารกู้เงิน ซื้อที่รุกป่า เป็นข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขาย ชี้ ใช้กระบวนการกฎหมายยืนยันเอกสารสิทธิ 

            20 ก.พ.2563-ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นำทหารยศร้อยตรี ไปแจ้งความพร้อมทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เนื่องจากถูกขบวนการหลอกขายบ้านและที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่ อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร

                 โดยหนึ่งในนั้นมีทหารยศจ.อ.สังกัดกรมสวัสดิการทหารบกร่วมขบวนการด้วยว่า กองทัพบกได้รับทราบข้อมูลตามที่ปรากฏเป็นข่าวในเบื้องต้น ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ประสานขอข้อมูลมายังกองทัพบก  ซึ่งหากมีการประสานมาทางกรมสวัสดิการยินดีจะให้รายละเอียด ทั้งนี้ ในเบื้องต้นทางกรมสวัสดิการทหารบกระบุว่าการอนุมัติให้ผู้เสียหายกู้ยืมเงินไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและหลักเกณฑ์ในการกู้ยืมเงินเพื่อการเคหะสงเคราะห์

               กรณีดังกล่าวเป็นข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ ที่ผู้ซื้อเกิดความไม่มั่นใจสถานะของที่ดินที่ตนเองถือครองอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายในการยืนยันเอกสารสิทธิ และเพื่อเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาในส่วนที่กรมสวัสดิการทหารบกจะสามารถดำเนินการได้ ทางกรมสวัสดิการทหารบกได้ประสานให้กำลังพลผู้ขาย และผู้กู้ทั้งสองฝ่ายได้มาเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกันก่อนเป็นลำดับแรก ส่วนการช่วยเหลือผู้เสียหายในเรื่องการผ่อนชำระเงินกู้สวัสดิการก็จะพิจารณาตามระเบียบที่เกี่ยวกับการประนอมหนี้ในลำดับต่อไป

ทบ.หนุนตำรวจดำเนินคดี หากทหารทำผิดกฎหมาย ชี้เป็นเรื่องดีขบวนการปลูกบ้านรุกป่าสงวนกำแพงเพชรเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกระบวยการยุติธรรม

          โฆษกกองทัพบก ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนไปแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจากนี้เรื่องก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบทางกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่มีการดำเนินการร่วมกับบุคคลภายนอก โดยไม่ว่าจะเป็นทหารหรือเจ้าหน้าที่รัฐคนใดเข้าไปเกี่ยวข้องก็ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายปกติ และถ้ามีทหารเข้าไปเกี่ยวข้องจริงทางกองทัพก็พร้อมสนับสนุนอย่างตรงไปตรงมา

ทบ.แจงเคสที่ดินป่าสงวนพรานกระต่าย ยันไม่ใช่พื้นที่สวัสดิการกองทัพบก เชื่อ "ทนายอัจฉริยะ" ได้ข้อมูลคาดเคลื่อน

           ด้าน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหงือเหยื่ออาชญากรรมระบุว่าที่ดินที่มีปัญหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร เป็นพื้นที่ที่กรมสวัสดิการทหารบกนั้น ว่า จากการตรวจสอบกับกรมสวัสดิการทหารบกแล้วยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

         ซึ่งพื้นที่ที่มีปัญหาดังกล่าวไม่ใช่พื้นที่ของโครงการสวัสดิการที่กองทัพบกดำเนินการ และไม่มีโครงการของกองทัพบกในตรงนั้น อีกทั้งกรมสวัสดิการทหารบกไม่เคยจัดสรรที่ดินเพื่อแบ่งขายในลักษณะแบบนั้น และไม่สามารถทำได้ เพราะระเบียบไม่ได้รองรับ เพียงแต่สิ่งที่กองทัพบก โดยกรมสวัสดิการทหารบกทำได้คือการพิจารณาให้กำลังพลมาขอกู้เงินสวัสดิการจากกิจการออมทรัพย์กองทัพบก เพื่อไปจัดซื้อที่อยู่อาศัยตามที่กำลังพลมีความประสงค์เท่านั้น อย่างไรก็ตามเชื่อว่าข้อมูลที่เผยแพร่กันอยู่เป็นข้อมูลที่คาดเคลื่อน และเป็นความเข้าใจผิด โดยผู้ให้ข้อมูลได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นความจริง

 

เจาะประเด็นร้อน

ธนาธรปลุกม็อบไม่ขึ้น

20 กุมภาพันธ์ 2563 - 13:25 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่

ธนาธรปลุกม็อบไม่ขึ้น โดย... ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

          ในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา คำถามทางการเมืองที่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฟนพันธุ์แท้การเมืองไทยพูดถึงมากที่สุดคือ พรรคอนาคตใหม่จะถูกยุบหรือไม่จากคดีการกู้ยืมเงิน และหากพรรค ถูกยุบ ประเทศจะเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมือง การชุมนุมประท้วง และจบลงด้วยการรัฐประหาร เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาหรือไม่ ในขณะที่แกนนำพรรคทั้งสามคน ไม่ว่าจะเป็นนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายปิยบุตร แสงกนกกุล, ช่อ พรรณิการ์ วานิช ต่างออกมาปลุกสาวกพรรคให้ร่วมกันต่อต้านการยุบพรรค การประกาศเดินสายนอกสภาอภิปรายไม่ไว้วางใจ 6 รัฐมนตรี (ไม่รู้ว่าหมายความรวมถึงการปลุกม็อบลงถนนหรือเปล่า) การร่วมลงชื่อต่อต้านการยุบพรรค การกล่าวอ้างว่าการยุบพรรคอนาคตใหม่คือการยุบความหวังของคนรุ่นใหม่ และรวมถึงล่าสุดประกาศจะรับสมัครสมาชิกพรรคในวันตัดสินคดีของศาลรัฐธรรมนูญ พฤติกรรมเหล่านี้ดูเหมือนว่าเป็นความพยายามกดดันศาลรัฐธรรมนูญให้คำนึงถึงผลที่จะตามมาหากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ (สรุปว่าพรรคที่ได้ชื่อว่าเป็นของคนรุ่นใหม่จะเอากฎหมู่หรือกฎหมาย?)

          อย่างไรก็ตาม ผลนิด้าโพลเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าคนไทย ซึ่งรวมไปถึงคนรุ่นใหม่ด้วยมีอาการเบื่อม็อบอย่างมากและมีความต้องการเห็นการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าการเมืองบนถนน

          ในคำถามโพลล์ข้อแรกถามถึงการเข้าร่วมชุมนุมประท้วงทางการเมืองของประชาชน พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 91.87 ระบุว่า ไม่เคยเข้าร่วมชุมนุมประท้วงทางการเมือง ขณะที่ร้อยละ 8.13 ระบุว่า เคยเข้าร่วมชุมนุมประท้วงทางการเมือง เมื่อดูข้อมูลในเชิงลึกพบว่าคนกรุงเทพฯ (20%) ผู้มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี (19%) ผู้ที่มีรายได้มากกว่า 40,000 บาทต่อเดือน (17%) และกลุ่มผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี (14%) คือกลุ่มที่เคยเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองมากที่สุด

          ในข้อสองด้านการตัดสินใจเข้าร่วมชุมนุมประท้วงของประชาชน หากมีนักการเมือง/พรรคการเมือง/กลุ่มการเมือง รณรงค์ให้ชุมนุมประท้วงทางการเมืองบนท้องถนน พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 82.87 ระบุว่า จะไม่ไปเพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย เป็นการสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง กลัวเกิดการจลาจลเหมือนครั้งก่อนๆ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ขอติดตามข่าวทางโทรทัศน์อยู่ที่บ้าน และไม่ชอบการเข้าร่วมกิจกรรมแบบนี้ รองลงมา ร้อยละ 14.02 ระบุว่า ไม่แน่ใจ เพราะต้องดูรายละเอียดต่างๆ ในการจัดกิจกรรมการชุมนุม เช่น วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมการชุมนุม สถานที่ แกนนำ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ต้องดูสถานการณ์ในขณะนั้น และร้อยละ 3.11 ระบุว่า จะไป เพราะมีอุดมการณ์ที่เหมือนกันเพื่อเรียกร้องในสิ่งที่ต้องการ ขณะที่บางส่วนระบุว่า อยากให้ประเทศพัฒนามากกว่านี้ และไม่ชอบรัฐบาลชุดปัจจุบัน

          ในข้อนี้เมื่อแตกข้อมูลออกมาดูพบว่ามากกว่า 80% ของทุกกลุ่มบอกว่าจะไม่ไปร่วมชุมนุมทางการเมือง ในขณะที่กลุ่มที่เป็นฐานคะแนนเสียงที่สำคัญของพรรคอนาคตใหม่ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่อายุ 18 – 35 ผู้มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาถึงปริญญาตรี พนักงานเอกชน เจ้าหน้าที่รัฐ นักเรียนนักศึกษา ผู้มีรายได้ระหว่าง 10,001–40,000 บาทต่อเดือน สนใจจะไปร่วมชุมนุมทางการเมืองไม่ถึง 4% ข้อมูลนี้บ่งบอกค่อนข้างชัดเจนว่าคนไทยไม่ว่ากลุ่มไหนก็ตาม ต้องการความสงบทางการเมือง ไม่ต้องการการชุมนุมทางการเมืองที่จะนำพาไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรง การจลาจล การสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินและความบอบช้ำของประเทศในด้านอื่นๆ อีกมากมาย

          คนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่กำลังสื่อสารกลับไปยังพรรคอนาคตใหม่ผ่านผลโพลล์นี้และผลโพลล์ความนิยมทางการเมืองในเดือนธันวาคม 2562 ว่า พวกเขาจะสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ตามวิถีทางประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภาเท่านั้น พวกเขาส่วนใหญ่จะไม่ลงไปบนถนนเพื่อแสดงการสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่

          ในขณะที่ข้อสามถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อแนวคิดของนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ จะเดินสายอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทั้ง 6 คน นอกสภา หากพรรคอนาคตใหม่ถูกตัดสินยุบพรรค พบว่า ร้อยละ 20.00 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และเป็นสิทธิที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล จะสามารถเดินสายอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่ชอบรัฐบาลชุดปัจจุบัน อยากให้ยุบสภา ร้อยละ 11.71 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะการอภิปรายนอกสภาเป็นการแสดงออกทางการเมือง ทำให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึง ขณะที่บางส่วนระบุว่า ชอบนโยบายพรรคอนาคตใหม่เป็นการส่วนตัว ร้อยละ 11.16 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ขณะที่บางส่วนระบุว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจควรทำเฉพาะในรัฐสภาเท่านั้น ไม่สมควรทำนอกสภา ร้อยละ 31.95 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจควรอยู่ในสภาเท่านั้น ถ้านอกสภาเปรียบเสมือนการประท้วง ซึ่งก่อให้เกิดความวุ่นวาย ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองแย่ลง และร้อยละ 25.18 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

          ในข้อนี้ มีคนประมาณ หนึ่งในสี่ไม่สนใจไยดีว่าพรรคอนาคตใหม่จะทำอะไร ในขณะที่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยและไม่ค่อยเห็นด้วยกับการเดินสายอภิปรายนอกสภาของพรรคอนาคตใหม่ รวมกันมีถึงประมาณ 43% แต่บางคนอาจถามว่าทำไมคนเห็นด้วยและค่อนข้างเห็นด้วยรวมกันแล้วมีถึงประมาณ 32% ในประเด็นนี้สามารถอธิบายโดยเชื่อมโยงกับข้อสองว่า ตราบใดที่การเดินสายอภิปรายนอกสภาไม่ใช่การชุมนุมประท้วงทางการเมือง ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีคนสนับสนุน แต่หากการอภิปรายนอกสภาเลยเถิดไปเป็นการชุมนุมประท้วง จลาจล ผู้เข้าร่วมกิจกรรมของพรรคอนาคตใหม่ก็มีโอกาสที่จะลดน้อยลงอย่างมาก

          โดยสรุปจากผลโพลล์นี้ อยากให้แกนนำและสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ลองตรองดูอีกทีว่า ผู้สนับสนุนพรรค ส่วนใหญ่ต้องการวิธีการอย่างไรเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ระหว่างวิธีการตามระบบรัฐสภากับการชุมนุมประท้วงบนท้องถนน

          สำหรับผู้ที่สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ที่ต้องการการเมืองบนท้องถนนก็ควรคิดให้ลึกอีกหน่อยถึงผลที่จะตามมาหากคนมากกว่า 80% ไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้

          อยากจะเตือนคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยเข้าร่วมชุมนุมประท้วงทางการเมืองว่า การเมืองบนถนนไม่เหมือนไปดูคอนเสิร์ตที่มีแต่ความสุขสนุกสนาน ได้มันหรือสะใจกับเสียงเพลงที่ดัง การเมืองบนถนนมีแต่ความลำบากทั้งผู้จัด ผู้สนับสนุนและผู้ร่วม คอนเสิร์ตอาจใช้เวลาแสดงประมาณ 3–6 ชั่วโมง แต่การชุมนุมเมื่อเริ่มขึ้นแล้วอาจใช้เวลา 3–6 เดือนหรือมากกว่านั้นจนทุกฝ่ายเหนื่อยอ่อน รวมถึงประเทศชาติด้วยที่ต้องอ่อนแอตามระยะเวลาและสถานการณ์ของการชุมนุมประท้วง และตอนจบของการเมืองบนถนนจะไม่งดงามมีความสุขเหมือนดูดนตรี เพราะอาจจะจบด้วยการบาดเจ็บ สูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน และความเสียหายอื่นๆ ต่อประเทศชาติ


          ...ลองคิดดูอีกทีนะ

 

เจาะประเด็นร้อน

เรื่องลับๆ "ทักษิณ" กับที่ดินอัลไพน์

18 กุมภาพันธ์ 2563 - 10:10 น.
กระดานความคิด,ทักษิณ ชินวัตร,อับไพน์

 

เรื่องลับๆ "ทักษิณ" กับที่ดินอัลไพน์ คอลัมน์... กระดานความคิด โดย... บางนา บางปะกง

          เป็นข่าวไปแล้วกรณี ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ เมื่อศาลฎีกาไม่ให้ยื่นฎีกา จึงรับโทษจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา เนื่องจากสมัยที่เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน โดยมีเจตนาช่วยเหลือบริษัท อัลไพน์เรียลเอสเตท จำกัด บริษัท กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด และผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ได้รับประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

          รายละเอียดของคดีอัลไพน์คงจะไม่นำมาเล่าซ้ำ แต่อยากนำเสนอ “เรื่องเล่า” จากวงในมาเผยแพร่อีก เผื่อหลายคนลืม และเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่เคยทราบมาก่อน

          สรุปสั้นๆ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2512 นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา บริจาคที่ดินจำนวน 924 ไร่ 2 งาน 75 ตารางวา ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ให้วัดธรรมิการามวรวิหาร ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2533 ที่ดินซึ่งเป็นธรณีสงฆ์ถูกขายและโอนให้บริษัท อัลไพน์เรียลเอสเตท จำกัด และบริษัท อัลไพน์กอล์ฟแอนด์ สปอร์ต คลับ จำกัด ในราคา 130 ล้านบาท

 

ทักษิณ ในสนามกอล์ฟอัลไพน์ เมื่อปี 2542

          สองบริษัทดังกล่าวขณะนั้นมีผู้ถือหุ้นคือ เสนาะ เทียนทอง, วิทยา เทียนทอง และอุไรวรรณ เทียนทอง มีนักการเมืองชื่อดังอีกหลายคนรวมถึง “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล

          ปี 2549 สำนักพิมพ์มติชน ได้จัดพิมพ์หนังสือชื่อ “ฉะแฉ ฉาว นักการเมืองไทย” โดยทีมข่าวการเมืองมติชน ซึ่งเป็น “ปากคำ” ของนักการเมืองและอดีตนายทหาร-ตำรวจ ที่ได้บอกเล่าเบื้องหน้าเบื้องหลังของสถานการณ์การเมืองในอดีต

          “เฮียเพ้ง” เปิดใจครั้งแรกเกี่ยวกับสนามกอล์ฟอัลไพน์ โดย “เฮียเพ้ง” เป็นตัวเชื่อมประสานกับ “ทักษิณ ชินวัตร” จนเกิดการซื้อขายสนามกอล์ฟ และกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต

          ปี 2539-2540 เกิดวิกฤติฟองสบู่แตก เศรษฐกิจไทยอาการโคม่า กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ล้มระเนนระนาด และสนามกอล์ฟอัลไพน์ก็หนีไม่พ้น เสนาะ เทียนทอง จึงตะเกียกตะกายหาทางขายสนามกอล์ฟ

          “ตอนนั้นผมถือหุ้นอยู่ในสนามกอล์ฟแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ แต่มีชื่อผมค้ำประกันธนาคารในการนำเงินมาลงทุนสนามกอล์ฟแห่งนี้อยู่ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม ตอนนั้นที่คิดจะขายเพราะมีหนี้มหาศาล ที่สำคัญไม่มีใครกล้ามาบริหาร ถ้านายกฯ (ทักษิณ ชินวัตร) ไม่มาซื้อ คงเป็นหนี้หัวโต ตอนนั้นผมก็ไม่เอาแล้ว เมื่อท่านมีน้ำใจมาซื้อ ผมก็ตัดสินใจไปช่วยท่านตั้งพรรคการเมือง”

          เหตุที่ ทักษิณ ชินวัตร มาชวน “เฮียเพ้ง” นั้น เพราะทราบดีว่า “เฮียเพ้ง” เคยร่วมกับ อุทัย พิมพ์ใจชน ก่อร่างสร้างพรรคก้าวหน้า พรรคเอกภาพ และพรรคความหวังใหม่ มีประสบการณ์การเมือง และรู้จักอดีต ส.ส.สายอีสานจำนวนหนึ่ง

          “จากที่ได้พูดกันหลายเรื่อง ทั้งบ้านเมือง ธุรกิจและกีฬา ก็ทราบว่าท่านอยากมีสนามกอล์ฟเป็นของตัวเอง ผมจึงเอ่ยปากกับท่านว่าสนใจซื้อสนามกอล์ฟอัลไพน์หรือไม่ เพราะขณะนั้นสนามกอล์ฟอัลไพน์เป็นสนามที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย” 

          สมัยนั้นทักษิณยังไม่ตั้งพรรคไทยรักไทย มีเวลาไปตีกอล์ฟที่สนามอัลไพน์อยู่บ่อยๆ แต่ไม่สนใจเรื่องซื้อขาย “เฮียเพ้ง” เจอหน้าคราใดก็แนะนำให้ไปดูที่ดินและสนามกอล์ฟอย่างเป็นจริงเป็นจัง “ท่านถามราคาผม เพราะตอนนั้นเศรษฐกิจมันตก ทำให้ราคาที่ดินและทุกอย่างตกหมด ผมก็บอกไปว่าตกไร่ละ 9 ล้านกว่าบาท 400 ไร่ก็ประมาณ 500 ล้านบาท ถือว่าถูก”

          ปลายปี 2542 จึงเริ่มมีการตกลงซื้อขาย โดยเฮียเพ้งยืนยันว่ามีการเจรจาและจบลงที่การทำธุรกรรมนั้น เป็นเรื่องของเขาคนเดียวล้วนๆ เสนาะ เทียนทอง ไม่ได้เข้ามาช่วยเหลืออะไร หลังจากซื้อขายสนามกอล์ฟเรียบร้อย ทักษิณจึงชวนเฮียเพ้งไปตั้งพรรคไทยรักไทย 

          “ผมคิดนะ...คิดอยู่นาน และย้อนกลับไปวันที่ท่านช่วยซื้อสนามกอล์ฟปลดหนี้ปลดสิน จึงคิดว่าควรจะตอบแทนน้ำใจท่านบ้าง”

          เมื่อเฮียเพ้งตัดสินใจแล้วก็ไปบอก เสนาะ เทียนทอง ซึ่งตอนนั้นกลุ่มวังน้ำเย็นยังอยู่กับพรรคความหวังใหม่ แต่มีปัญหาความขัดแย้งกันสูง ระหว่างกลุ่ม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กับกลุ่มเสนาะ แต่เฮียเพ้งก็ไม่ได้คาดหวังว่าเสนาะจะตามไปพรรคไทยรักไทยด้วย

          ต้นปี 2543 เฮียเพ้งไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย หลังจากนั้นไม่นาน เสนาะก็พาอดีต ส.ส.กลุ่มวังน้ำเย็นเข้ามาอยู่พรรคการเมืองของทักษิณ

          นี่เป็นเกร็ดเรื่องเล่า “บุญคุณต้องทดแทน” ของเฮียเพ้งกับทักษิณ ส่วนเรื่องกรรมใดใครก่อ ย่อมได้รับผลกรรมนั้น ก็ตัวใครตัวมันในยามนี้ 

อะไรนักหนา เก้าอี้'เลขาธิการ ปปง.' ว่างเว้นยาวนานทุบสถิติ

19 กุมภาพันธ์ 2563 - 21:41 น.
เก้าอี้ เลขาธิการ ปปง,อะไรกันนักกันหนา
 

ข่าวร้อนๆ ส.ว.ตีตก 'ปรีชา เจริญสหายานนท์' อดนั่ง เลขา ปปง.กลายเป็นคำถามว่า เก้าอี้เลขาธิการปปง. นี่มันอะไรนักหนา ตำแหน่งนี้ว่างเว้นมานาน ผลัดกัน'รักษาการ'ไปมา ยาวนานจนทุบทำลายสถิติ

        ข่าวร้อนๆ ส.ว.ตีตก "ปรีชา เจริญสหายานนท์" อดนั่ง เลขา ป.ป.ง. เสียงไม่เห็นชอบ ท่วม 185 เสียง กลายเป็นประเด็นคำถามว่า เก้าอี้เลขาธิการปปง. นี่มันอะไรนักหนา ตำแหน่งนี้ว่างเว้นมานาน ผลัดกัน"รักษาการ"ไปมา ยาวนานจนทุบทำลายสถิติ

       ในรอบกว่า 6 ปีที่ผ่านมา เก้าอี้เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ถูกมองว่ามีปัญหา เป็นเกมช่วงชิงอำนาจในองค์กรตรวจสอบสำคัญ ที่มีภารกิจหลักด้านการยึดอายัดทรัพย์ ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ตัดวงจรการเงินผิดกฎหมาย  โดยหลังการคุมอำนาจเบ็ดเสร็จของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในรัฐบาลคสช.ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลผสมที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ ตำแหน่งที่มีปัญหาต่อเนื่องยาวนานหนีไม่พ้น "เลขาธิการ ปปง. "

       ถนนดินลูกรังหรือเส้นทางขวากหนาม บนเส้นทางสาย ปปง.เริ่มต้นขึ้นหลังการเกษียณอายุราชการของ พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ซึ่งย้ายข้ามห้วยจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาเป็นเลขาธิการ ปปง. พร้อมกับเด้ง พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ ที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการปปง.จนครบวาระ 4 ปี แล้วต้องขยับไปเป็นที่ปรึกษาปปง. โดย พ.ต.อ.สีหนาท ถูกโยกไปตบยุงที่สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นการปิดฉากการเจริญเติบโตของลูกหม้อปปง.  ระหว่างที่พล.ต.อ.ชัยยะได้กุมบังเหียนการบริหารงานใน ปปง.จนครบ เกษียณอายุราชการ และต่อมาได้ขยับขึ้นเป็นประธานคณะกรรมการ ปปง.  คุมงานระดับนโยบาย  

     ท้าวความไปในระหว่างที่ พล.ต.อ.ชัยยะ ยังนั่งบริหารบนเก้าอี้เลขาธิการปปง.ได้มีการทาบโอน พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสาร รองผู้บัญชาการสำนักงานข้าราชการตำรวจ (รอง ผบช.ก.ตร.) ในภาพการทำงานจะเห็นคนคู่นี้แทบจะเป็นเงาตามตัว และเป็นที่รู้กันดีว่าพล.ต.ต.รมย์สิทธิ์นั่งบ่มอาวุโสในตำแหน่งรองเลขาธิการ ปปง.นาน 9 เดือน จนได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ ปปง.  แต่แล้วก็เหมือนฟ้าผ่า พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ที่อยู่ในตำแหน่ง เพียง 1 เดือน 16 วัน ก็ถูก ม. 44 เด้งไปนั่งตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกฯ แล้วมีคำสั่งให้ พล.ต.ต.ปรีชา เจริญสหายานนท์ รองเลขาธิการฯ รักษาราชการแทน  กระทั่งมีการแต่งตั้ง พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ รอง ผบ.ตร. มารักษาราชการเลขาธิการ ปปง. อีกตำแหน่งหนึ่ง ทำงานควบ  2 ตำแหน่งจนภารกิจเสร็จสิ้น นายกฯก็มีคำสั่งยกเลิกการรักษาราชการแทนให้ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ กลับไปปฏิบัติหน้าที่ใน สตช.ตามเดิม
      คำสั่งดังกล่าวส่งผลให้ พล.ต.ต.ปรีชา กลับมาเป็นรักษาการเลขาธิการ ปปง.อีกครั้ง เริ่มนับตั้งแต่  2 มี.ค.62 โดยรอบนี้เป็นการรักษาการยาวนาน จวบจนผลงานผ่านตา พล.ต.ต.ปรีชาได้รับการเสนอชื่อจากบอร์ดปปง.ที่มีพล.ต.อ.ชัยยะเป็นประธานบอร์ด ให้ครม.เห็นชอบเป็นเลขาธิการปปง. ท่ามกลางเสียงซุบซิบว่าเป็นการเสนอไปโดยไม่มีคู่เทียบ เพราะอีกรายชื่อที่เสนอเป็นคู่ชิงเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย.62  เท่ากับ 2 ชื่อที่เสนอไปครม.พิจารณาได้ชื่อเดียว แต่ขั้นตอนการได้มาซึ่งเลขาธิการปปง. เทียบเท่าซี 11 แต่ชื่อพล.ต.ต.ปรีชาก็ผ่านครม.มาได้ เพียงแต่ขั้นตอนไม่ได้จบที่ครม.เพราะกฎหมายกำหนดชัดว่าตำแหน่งเลขาธิการปปง.ต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ด้วย

       ในที่สุดเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น กลายเป็นว่าพล.ต.ต.ปรีชาไม่ผ่านด่านสุดท้าย โดยวานนี้ (18 ก.พ.) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ  พล.ต.ต.ปรีชา เจริญสหายานนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการป.ป.ง. หลังจากที่ได้พิจารณารายงานการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม และลงคะแนน ด้วยวิธีลับ ผลปรากฎว่าวุฒิสภา เสียงข้างมาก  185 เสียง ไม่ให้ความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง ขณะที่เสียงเห็นชอบมีเพียง 11 เสียง และไม่ออกเสียง 13 เสียง

    แว่วว่า.. คุณสมบัติที่ไม่ผ่าน สืบเนื่องมาจากยุคเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดร้องเรียนกันไปมา  เมื่อมีเรื่องร้องเรียนเยอะ โดยเจ้าตัวไม่ได้ใส่ใจ ทุ่มเทชี้แจงแก้ข้อสงสัย จนตกม้าตายในด่านสุดท้าย เมาท์มอยกันให้แซ่ดว่าถ้าเกมออกมาในรูปนี้ ไม่เกิน 30 ก.ย.นี้ พล.ต.ต.ปรีชาคงยื่นใบลาออก ขอเออรี่รีไทร์ อยู่ต่อไปไม่ไหว

   เกมเก้าอี้ดนตรี เพลงอลม่าน ปปง.ก็ต้องไปเริ่มต้นควานหา คนที่มีคุณสมบัติเข้าตา โดนใจ แต่รอบนี้การทาบนายตำรวจให้โอนย้ายคงไม่ใช่เรื่องง่าย ดีดลูกคิดจากร่องรอยความบอบช้ำ อาจได้ไม่คุ้มเสี่ยง

 

เจาะประเด็นร้อน

เปิด..บันทึก ภารกิจอู่ฮั่นฉบับ Uncut กับ ฉากที่คนไทยไม่รู้

17 กุมภาพันธ์ 2563 - 15:15 น.
สนามบินอู่ตะเภา,ไวรัสโคโรน่า,เปิดบันทึกหมอ,ไม่ลับ,แอร์เอเซีย,รับคนไทยกลับบ้าน 

เปิดบันทึก..ไม่(ลับ) ภารกิจอู่ฮั่นฉบับ Uncut กับ ฉากที่คนไทยไม่รู้ #รวบรวมเหล่าผู้กล้า

            ด้วยความวิตกกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ที่ระบาดหนักในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ จนกระทั่งทางการจีนประกาศปิดเมือง จึงเริ่มเกิดความกังวลต่อพลเมืองของตนเองที่ยังติดค้างในเมืองที่เป็นศูนย์กลางการระบาดของโรคอุบัติใหม่ หลายๆประเทศ รวมทั้งประเทศไทยจึงเรียกร้องให้รัฐบาลบินไปรับพลเมืองของประเทศตัวเองกลับสู่มาตุภูมิอ่านข่าว :  

ญี่ปุ่นเตือนโควิด-19 แพร่ระยะใหม่ แนะเลี่ยงฝูงชน-รถไฟแน่น

        ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในหลายๆ สื่อรวมทั้งนักวิชาการต่างๆ ที่กังวลกับการตัดสินใจของรัฐบาลในครั้งนี้ แต่ที่สุดแล้วสถานการณ์ที่ตึงเครียดทำให้ต้องตัดสินใจโดยเร็วที่สุด และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจ “บินไปรับคนไทยบ้าน” ที่จะต้องไปรับคนไทยกลับมาสู่มาตุภูมิโดยเร็วที่สุด เกิดเป็นทีมเฉพาะกิจที่มาจาก 3 กระทรวง 7 หน่วยงาน ทั้งราชการและเอกชน รวบรวมทีมเวิร์คที่ดีที่สุดในเวลานั้นขึ้นมา ความยากของภารกิจนี้อยู่ที่เงื่อนไขของเวลา เพราะไม่รู้ว่าจะได้ไปเมื่อไหร่ รู้เพียงว่าต้องเร็วที่สุด เนี้ยบที่สุด และปลอดภัยที่สุด ทั้งทีมที่จะไปรับ และคนไทยที่จะกลับมาพร้อมกับเรา เราเริ่มคุยและวางแผนร่วมกันแม้จะยังไม่รู้กำหนดการเดินทาง

          “สรุป เดินทางวันไหนพี่”

         “เร็วสุด ไม่คืนนี้ ก็พรุ่งนี้เช้า ช้าสุดไม่เกินวันที่ 4”

         เราจำเป็นต้องทำแผนให้ยืดหยุ่นมากที่สุด กระชับที่สุด และจะต้องพร้อมอย่างเต็มที่หากจะต้องเดินทางในวันรุ่งขึ้น ทีมต้องแม่นยำ เพื่อให้ภารกิจสำเร็จ

        โจทย์ที่ได้รับมาดูเหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่าย ด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดหลายๆอย่าง ทั้งการปิดเมือง ระงับการเดินทางสาธารณะทั้งหมด รวมไปถึงปิดน่านฟ้าเมืองอู่ฮั่นอีกด้วย ทำให้เราต้องตัดตัวเลือกออกที่ละอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องบินทหาร C130 ซึ่งติดปัญหาเรื่องที่นั่งเพราะไม่มีผนังกั้นห้องสำหรับแยกผู้ป่วย และยังใช้เวลาในการบินนานถึง 5 ชม. รวมทั้งเครื่องบินพาณิชย์อื่นๆ ได้แก่ สายการบินไทย และไทยสมายล์ ที่ไม่มีเส้นทางการบินมายังเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเงื่อนไขนี้ทางการจีนได้ร้องขอให้เป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่มีเส้นทางการบินมายังเมืองอู่ฮั่นอยู่แล้ว เพราะนักบินจะคุ้นชินกับสนามบินอู่ฮั่นเป็นอย่างดี และความคล่องตัวในหลายๆอย่าง ในที่สุดสายการบินแอร์เอเชียจึงเป็นทางเลือกเดียว ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีเมื่อทางสายการบินแอร์เอเชียเองก็ยินดีที่จะลงเรือลำเดียวกันในภารกิจนี้              

          29 ม.ค. 2563 เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ยังบ้านของคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ซึ่งเจ้าของเสียงคือคุณหมอนักประสานสิบทิศ ผู้ที่ได้รับฉายา “จูล่ง แห่งกรมควบคุมโรค” หนึ่งในคณะทำงานที่ทำหน้าที่ประสานงานทั้งหมดในภารกิจชาติในครั้งนี้

           “คุณคิดยังไงถ้ารัฐบาลจะไปรับคนไทยกลับจากอู่ฮั่น?”

           “รับทราบครับ แล้วตอนนี้เรามีอะไรในมือบ้าง?”

           คุณหมอหนุ่มถามกลับไปด้วยความมั่นใจว่าสิ่งที่ได้รับมอบหมายคงหนีไม่พ้น ช่วยวางแผนและกำหนดยุทธวิธีในภารกิจนี้

           “เท่าที่รู้คือ มีคุณนี่แหละที่ต้องไปกับเครื่องบินลำนี้”

           สีหน้าของคุณหมอหนุ่มดูตื่นเต้น เมื่อสิ่งที่เขาคาดเดาเอาไว้กลับไม่เป็นตามนั้น แต่กลับได้รับมอบหมายให้เป็นผู้วางแผนและทำภารกิจที่สำคัญนี้แทน

           “งั้นผมไปขอ Visa ก่อนนะ”

           Visaที่บอกไม่ใช่อะไร แต่คือการขอความเห็นชอบจากภรรยา เพื่อไปทำภารกิจครั้งนี้ และแน่นอนที่สุด หลังจากที่เขาได้เอ่ยปากกับหญิงสาวผู้มีอิทธิพลในชีวิตมากที่สุดเขาก็ได้รับข่าวดีว่า “ Visa ผ่าน”

           ในที่สุดการรวมทีมจึงเกิดขึ้นซึ่งเหล่าผู้กล้าทุกคนที่ได้รับมอบหมายภารกิจนี้ต่างไปรวมตัวกันที่ #สถาบันบำราศนราดูร เพื่อหารือและทดสอบการใส่ PPE-Full Cover โดยมีทีม ICN (Infection Control Nurse) ระดับตำนานเป็นผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

              ที่นั่นคุณหมอหนุ่มได้พบกับสหายร่วมรบที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอีก 5 คน หลังจากที่เคยร่วมผจญภารกิจเพื่อเยียวยาภัยพิบัติร่วมกันในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทุกคนทักทายกันอย่างสนิทสนมด้วยบรรยากาศเดิมๆ เพื่อหารือแนวทางปฏิบัติและซักซ้อมกันถึงการเตรียมพร้อมทุกอย่าง ซึ่งเมื่อตัวท็อปของวงการการแพทย์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ ได้รวมตัวกันเป็น “อเวนเจอร์ทีม” แล้ว ความมั่นใจที่จะทำให้ภารกิจนี้สำเร็จจึงมีมากขึ้น เพราะเหล่าผู้กล้าทีมนี้ ไม่พูดเยอะ แค่มองตาก็รู้กันว่าต้องทำอะไร

           หนึ่งในการทดสอบเพื่อเตรียมความพร้อมในภารกิจครั้งนี้คือ ต้องให้แน่ใจว่าทุกคนในทีม จะสามารถใส่ PPE – Full Cover ชุดอวกาศพร้อมทั้ง N95 และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ต้องทดสอบด้วยว่า ถ้าสวมและออกแรงได้ด้วย เรายังจะปกติกันอยู่ไหม จึงต้องทดสอบเดินขึ้นลงบันได 6 ชั้น แต่สุดท้ายก็สามารถผ่านไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่แค่ทีมแพทย์เท่านั้นที่ต้องใส่ชุดอวกาศ แต่ทั้งกัปตัน ลูกเรือ และเจ้าหน้าที่กงสุลที่ไปร่วมปฏิบัติการทุกคนก็ต้องใส่ชุดเช่นเดียวกัน ซึ่งต้องใส่ตลอดเวลาตั้งแต่บนเครื่องจนกระทั่งส่งกลุ่มคนไทยกลับบ้านเข้าที่พัก

 

           “โอเค เราสามารถทำงานในชุดนักบินอวกาศนี้ได้ เป็นอันว่า เราปฏิบัติภารกิจนี้ได้สบายแล้ว”

           #ทำไมถึงต้องบ้านพักรับรองของทหารเรือ

          บ่ายวันต่อมา ทีมภารกิจได้รับคำสั่งให้เข้าประชุมด่วนเพื่อวางแผนเตรียมการปฏิบัติการ การเคลื่อนย้ายทางอากาศ และแนวทางการปฏิบัติการภาคพื้นดิน อีกครั้งซึ่งจำเป็นจะต้องได้ข้อสรุปเรื่องสถานที่พักให้กลุ่มคนไทยที่รับกลับมาจากอู่ฮั่น โจทย์คือ ต้องปลอดภัย และต้องสร้างความมั่นใจอย่างสูงสุด คนไทยกลับบ้าน กลุ่มนี้ พวกเค้าอาจติดเชื้อโรคหรือไม่ติดเชื้อ แต่ต้องยอมรับว่าคนไทยกลุ่มนี้อาจสร้างความกังวลให้กับชุมชนรอบข้างที่พัก เหมือนเช่น ข่าวการชุมชุมประท้วงและเหตุรุนแรงในหลายประเทศ ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ และที่สำคัญการเลือกพี่พักของคนไทยกลับบ้าน จะเป็นเหตุผลหลักในการเลือกท่าอากาศยานที่เครื่อง A320 จะลงจอด ซึ่ง ณ เวลานั้นพวกเราเองยังไม่รู้กำหนดการเดินทางที่แน่นอนเลย...

          “ถ้าลงที่ดอนเมือง เราจะให้เค้าไปพักที่ไหน”

          หนึ่งในคณะทำงานตั้งคำถามขึ้นกลางที่ประชุม

          “โรงพยาบาลทุ่งสีกันดีไหม”

          “แต่มันอยู่กลางชุมชนเกินไป ไม่น่าจะเหมาะนะครับ”

          ความเห็นนี้ทำเอาทุกคนต้องกลับมาหารือกันใหม่

          “งั้นไปโรงพยาบาลสระบุรีแล้วกัน”

          “นั่นก็หมายความว่าเราต้องให้ทุกคนนั่งรถทางไกลไปต่อถึงสระบุรี คงไม่เซฟเท่าไหร่นะครับ”

          ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับความเสี่ยงนี้ จนกระทั่งเราได้คำตอบสุดท้ายที่ดูจะเป็นไปได้มากที่สุด

          “งั้นไปที่อู่ตะเภาดีไหมครับ”

          ในที่สุดที่พักของคนไทยจากอู่ฮั่นจึงจบที่บ้านพักรับรองของทหารเรือที่ อ.สัตหีบ สถานที่ที่พร้อมที่สุดที่หาได้ในตอนนี้ และแล้วจึงได้มีการประสานงานไปทางกองทัพเรือ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

          ขณะที่ทุกฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปเตรียมความพร้อมตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย คุณหมอเวชศาสตร์ฉุกเฉินผู้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมทีม ยังคงนั่งวางแผนการทำงานบนเครื่องบิน เขาออกแบบการปฏิบัติงาน 6-7 แบบ เผื่อไว้หากเกิดความผิดพลาดใดๆ จะสามารถปรับแผนในการทำงานได้ทันท่วงที

          “ผมคงต้องเตรียมเครื่องมือขึ้นเครื่องไปให้พร้อม”

          “คุณอยากได้อะไรบ้าง”

          “ผมอยากได้ทุกอย่างเท่าที่รถพยาบาลคันหนึ่งจะมี อุปกรณ์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน เวชภัณฑ์โรคทั่วไป รวมทั้งอุปกรณ์ควบคุมโรคต่างๆ เผื่อสำหรับทีมกงสุล และ ทีมแอร์เอเชียด้วย”   

 

            คุณหมอคนเดิมใช้เวลาทั้งวันไปกับการหาข้อมูล สนามบินอู่ฮั่นเป็นอย่างไร เครื่องบิน A-320 เป็นอย่างไร ระเบียบการบินพลเรือนระหว่างประเทศว่ามีอะไรที่ต้องระวังบ้าง การควบคุมโรคในพื้นที่ปิด การดูแลภาวะฉุกเฉินทางกาย การดูแลภาวะฉุกเฉินทางสุขภาพจิต และอีกสารพัด จนในที่สุดได้แผนปฏิบัติการ ที่พร้อมปรับได้ตลอดเวลา ทันทีที่มีข้อมูลใหม่ๆ พร้อมด้วยรายการอุปกรณ์ เวชภัณฑ์ฉุกเฉิน มากพอที่จะทำการฟื้นคืนชีพขั้นสูงสุดได้ 2 เคส เวชภัณฑ์ตรวจรักษาโรคทั่วไป รวมทั้งอุปกรณ์ควบคุมโรคต่างๆ เพื่อใช้สำหรับทีมกงสุล และทีมแอร์เอเชียด้วย

          “เอาล่ะ ผมได้รถพยาบาลบนเครื่องบินแล้ว 1 คัน เท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว”

          เขาพึมพำขึ้นด้วยความพอใจ กับรายการที่เรียบเรียงมา ด้วยความเหนื่อยล้ากับอีกวันที่เวลางวดเข้ามาทุกที

          รุ่งขึ้น ทีมภารกิจมีการประชุมด่วนเป็นครั้งที่ 2 “นี่น่าจะเป็นการประชุมครั้งสุดท้าย เราจะสรุปทุกขั้นตอนกันใน

          วันนี้ เราได้รับสัญญาณไฟเขียวมาจากทางจีนแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เราจะออกเดินทางวันที่ 4 กุมภานี้”

          ผู้บริหารระดับสูงผู้เป็นประธานในที่ประชุมเอ่ยขึ้น ขณะที่ทุกคนต่างพากันตื่นเต้นกับภารกิจที่กำลังจะเริ่มขึ้น หากแต่เป็นความตื่นเต้นที่เต็มไปด้วยความเครียด และอยู่ภายใต้ความกดดันของเวลาที่กระชั้นขึ้นมาทุกที เรารู้เพียงแค่ว่า เราจะต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด       

           เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นอีกวันที่แสนยาวนานสำหรับการประชุมซักซ้อมเตรียมปฏิบัติงานตามแผนที่ทุกฝ่ายได้วางไว้ ซึ่งเราได้มือประสานงานขั้นเทพ จากกรมการกงสุล 2 ท่าน มาร่วมทีมซึ่งอยู่ร่วมภารกิจกับเราจนสุดทาง

        ทีมงานทั้ง16 คน ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนรวมทั้งนักบินและลูกเรือ ที่ร่วมทีมในภารกิจนี้ มีการสรุปขั้นตอนการปฏิบัติแบบละเอียดยิบ เป็นแผนที่ผสมกันอย่างลงตัวระหว่างแผนของสายการบิน และแผนทางการแพทย์ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการผิดพลาด ตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่อง จนเครื่องลงจอดที่อู่ฮั่น การประสานงานกับท่าอากาศยาน เตรียมอุปกรณ์ตั้งจุดคัดกรอง การลงทะเบียนตรวจสอบรายชื่อผู้เดินทาง การคัดกรองและทำความสะอาด รับเลขเก้าอี้โดยสาร จนผู้โดยสารขึ้นมาบนเครื่อง

          “โทรศัพท์ ไอแพด ไอโฟน ของผู้โดยสาร เอาไงดีพี่”

          “เก็บรวมไว้ก่อน เพราะเราทำความสะอาดฆ่าเชื้อบนเครื่องบินไม่ได้”

          นี่เป็นข้อสรุปสั่งการจากหัวหน้าทีมแพทย์ ซึ่งพวกเราเองก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นมาดราม่าไม่คืนโทรศัพท์ ในเวลาต่อมา!!

          ทีมแอร์เอเชียเริ่มซักซ้อมการทำงานอย่างเป็นขั้นตอนตามที่ได้มีการวางแผนไว้ ซึ่งทุกคนในทีมต้องตั้งแถวตามตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย ก่อนที่จะเริ่มทดสอบกระบวนการทั้งหมด พร้อมกับจับเวลาไปด้วย ซักซ้อมขั้นตอนการ Screen & Clean ทั้ง 6 ขั้นตอน ตั้งแต่ผู้โดยสารรับเลขที่เก้าอี้นั่ง จนเข้าสู่ Cabin แล้วนั่งรอ

          เราจินตนาการไปจนถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งหมดตลอดระยะเวลาการรอและระหว่างการเดินทาง ซึ่งจากข้อมูลที่ได้มาล่าสุดในขณะนั้น เรามีผู้เดินทางมากกว่า 150 คน และมีช่วงเวลาทำงานภาคพื้นเพียง 5 ชม.เท่านั้น ซึ่งเราซ้อมทุกขั้นตอนปฏิบัติงานอย่างสมบูรณ์ที่สุด พร้อมจับเวลา คำนวณเวลาที่ดีที่สุด ซึ่งก็พบว่าใช้เวลาเกือบ 6 ชม. เกินกว่าที่เราได้รับอนุญาตให้ทำงานในภาคพื้น

          “ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราไปวัดใจกันหน้างาน” คุณหมอหนุ่มรำพึงขึ้นในใจเมื่อเห็นทุกอย่างดูจะลงตัวที่สุดจากความเป็นไปได้ในตอนนี้

          หลังจากทดสอบขั้นตอนทุกอย่างจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว ทุกคนจึงได้ไปรวมตัวกันที่สถาบันบำราศนราดูรอีกครั้ง เพื่อจัดเตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยทางทีมสถาบันบำราศนราดูรได้เตรียมเครื่องป้องกัน PPE Level C – full cover ไว้ให้พวกเราทุกคน โดยจัดแยกเฉพาะบุคคลเอาไว้ ไม่อนุญาตให้สลับสับเปลี่ยนกัน นาทีนี้ รู้สึกเลยว่าทุกคนเหมือนเป็น “นักบินอวกาศ” ที่ได้รับหน้าที่ไปสำรวจดวงจันทร์เลยทีเดียว และแน่นอนกัปตันและลูกเรือก็ต้องมีการฝึกซ้อมการใส่ชุด ถอดชุด การหายใจและใช้ชีวิตอยู่ภายในหน้ากากและแว่นตา ด้วยมาตรฐานเดียวเช่นกัน ซึ่งฝึกซ้อมกันอยู่จนค่ำ ทุกคนต่างตื่นเต้นกับชุดทำงานใหม่ที่เก๋ไก๋กว่าเดิมชุดนี้ ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันกลับไปเพื่อเตรียมพร้อมกับภารกิจสำคัญในวันพรุ่งนี้

          “เจอกันพรุ่งนี้ 05.00 น. ที่ดอนเมืองนะคะทุกคน”

          ทุกคนต่างกลับบ้านไปพร้อมกับความรู้สึกตื่นเต้น และต่างก็ข่มตาหลับได้ยาก เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ จะเป็นประสบการณ์ชีวิตที่หากได้ยากที่สุดเลยทีเดียว....

           โปรดติดตามตอนต่อไป....

#โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019

#ไวรัสโคโรนา2019 #ไวรัสโคโรนา

#เชื้อไวรัสโคโรนา2019 #กรมควบคุมโรค

#COVID19 #ไวรัสโคโรนา19

 

 ........................................................................

 

20 กุมภาพันธ์ 2563


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน