*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5834
  • จำนวนผู้ชม : 3459262
  • จำนวนผู้โหวต : 1716
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1716 คน
<< กุมภาพันธ์ 2020 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 546 , 14:54:43 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน Chaoying โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ในช่วงไวรัสระบาดไปค่อนโลกยามนี้ หากใครจะเดินทางออกนอกประเทศก็ควรจะยับยั้งชั่งใจเอาไว้ก่อน เพราะหากโชคไม่ดีถูก

กักกันตัวที่ไหนสักแห่ง ก็จะเสียขวัญมากทีเดียว แม้จะไม่ติดเชื้อก็ถูกกักตัวไว้หลายๆวันก่อนแล้ว

         นายกรัฐมนตรีไม่ได้มีไว้ให้ใครมาใส่ความก่นด่ากันได้ง่ายๆนะครับ จะอ้างว่าเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภาอย่างที่ 'ช่อ'

เต้นเหยงๆวันนี้ก็ไม่ใช่จะพ้นจากเงื้อมมือกฎหมาย แต่อย่างไร เพราะนายกฯก็บอกแล้วว่าอาจจะเอาเรื่องขึ้นมาก็ได้

  

 

 

สาวไทยเล่าประสบการณ์เข้าข่ายป่วยโควิด19 ท่ามกลางความหวาดกลัว

24 กุมภาพันธ์ 2563 - 09:17 น.
เชื้อไวรัสโควิด-19,โควิด19,โควิด-19,เข้าข่าย,สังเกตอาการ,ไวรัสอู่ฮั่น
 

ประสบการณ์ตรงจากหญิงสาวท่านหนึ่งที่เดินทางไปญี่ปุ่น เมื่อเธอกลับถึงไทยก็มีอาการตัวร้อน เจ็บคอ ปวดเมื่อยตัว เธอไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ก่อนหมอจะวินิจฉัยว่าเธอเข้าข่ายที่จะเป็นผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19

ประสบการณ์ตรงจากหญิงสาวท่านหนึ่งที่เดินทางไปญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 27 มกราคม - 4 กุมภาพันธ์ 2563 ทว่าเมื่อเธอกลับถึงไทยก็มีอาการตัวร้อน เจ็บคอ ปวดเมื่อยตัว และมีอุณหภูมิในร่างกายสูงถึง 38.8 องศาเซลเซียส เมื่อเธอไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล หมอซักประวัติต่างๆ นาๆ ก่อนจะวินิจฉัยว่าเธอเข้าข่ายที่จะเป็นผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เธอถึงกับช็อกไปเลยทีเดียว 

หญิงสาวท่านนี้เล่าประสบการณ์ตรงระหว่างที่เธอต้องเข้าไปในห้องสังเกตอาการโควิด-19 กับเวลาเกือบๆ 10 ชั่วโมง ท่ามกลางความคิดที่ฟุ้งซ่านและเต็มไปด้วยความกังวล ซึ่งในห้องสังเกตอาการนั้น มีกล้องวงจรปิดไว้คอยดูอาการตลอด พร้อมคุณหมอที่ใส่ชุดแบบอู่ฮั่นเป๊ะๆ เข้ามาตรวจเพื่อหาเชื้อโควิด-19 โดยใช้การตรวจหาเชื้อแบบไข้หวัดใหญ่ ครั้งแรกหมอทำการแหย่จมูกรอผล 45 นาที ซึ่งผลออกมาคือ ไม่พบเชื้อไข้หวัดใหญ่

จากนั้นครั้งที่ 2 หมอเริ่มจับมือบีบเบา ๆ พร้อมทั้งอธิบายเกี่ยวกับอาการให้เธอฟังและไม่นานชุดตรวจที่ 2 ก็มา เธอหัวใจเต้นแรงสุดๆ คราวนี้ทั้งจมูก คอ และเจาะเลือด เพื่อส่งหน่วยงานเฉพาะโควิด-19 ทำการตรวจและรอผลอีก 8 ชั่วโมง ระหว่างที่เธออยู่ในห้องสังเกตอาการ มีคุณหมอมานั่งเฝ้าและใส่ชุดแบบอู่ฮั่น ความคิดของเธอในตอนนั้น ทุกอย่างเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและกังวล ในใจคิดตลอดว่า "เราจะตายแล้วเหรอ" คนที่อยู่ข้างหลังล่ะ จะใช้ชีวิตยังไง ในหัวเต็มไปด้วยความฟุ้งซ่าน ใจจะขาด และทรมานสุด ๆ กระทั่งช่วงค่ำเจ้าหน้าที่โทรมาแจ้งผล ปรากฏว่า ผลตรวจเลือดเป็นลบ ไม่ได้ติดเชื้อโควิด-19 ณ นาทีนั้นเธอโล่งเหมือนทุกอย่างปลดล็อค

นับเป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจลืมไปตลอดชีวิตกับเวลานานนับ 10 ชั่วโมงที่ต้องอยู่ในห้องสังเกตการผู้เข้าข่ายติดเชื้อโควิด-19  ทั้งนี้เธอได้ทิ้งท้ายว่าตอนนี้อาการดีขึ้นและคุณหมอปล่อยกลับบ้านแล้ว และสำหรับคนที่ไปต่างประเทศที่สุ่มเสี่ยง หรือมีเพื่อนที่ป่วยและเข้าข่ายและไปโรงพยาบาล ถ้าหมอซักประวัติ ขอให้พูดให้หมด อย่ากั๊ก เพราะข้อมูลที่แท้จริงจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ประเมินความเสี่ยงเพื่อรักษาเราและป้องกันคนอื่นได้อีกด้วย

 

 

 

บทเรียน"ป้าเกาหลี"...ไทยแจ้ง 3 ช.ม.มีอำนาจ"บังคับกักตัว"

24 กุมภาพันธ์ 2563 - 08:41 น.
ป้าเกาหลี,บังคับกักตัว,บทเรียนป้าเกาหลี,บทเรียน,โควิด19 

โดยทีมรายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

                    หลังเกาหลีใต้พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่พุ่งทะยานหลายร้อยคน ภายในไม่กี่วัน ล่าสุดเช้าวันนี้  24 ก.พ. อยู่ที่ 763 ราย เสียชีวิต 7 ราย ทำให้ทั่วโลกต้องเฝ้าระวัง “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการใช้กฎหมายบังคับผู้น่าสงสัยไปตรวจหาเชื้อ บทเรียน “ป้าเกาหลี” ที่แพร่เชื้อไปไม่ต่ำกว่าร้อยคน หากเกิดขึ้นในเมืองไทยจะมีมาตรการรับมือและเอาผิดทางกฎหมายได้อย่างไร....

อ่านข่าว-ไทม์ไลน์ คนไข้ที่ 31กับลัทธิชินชอนจี ..เกาหลีใต้มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร 

                     เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สื่อมวลชนเกาหลีใต้รายงานข่าวหญิงวัย 61 ปีในเมืองแทกู ห่างกรุงโซลไปประมาณ 280 กิโลเมตร ซึ่งปกปิดชื่อนามสกุลเรียกเป็นรหัสว่า “ผู้ป่วยลำดับที่ 31” หลังติดเชื้อไวรัสโคโรน่า(โควิด-19) โดยไม่รู้ตัว ได้ไปเผยแพร่ให้คนในครอบครัวและผู้อื่นจนมีผู้ติดเชื้อเพิ่มกว่า 100 ราย จากการเข้าร่วมพิธีในโบสถ์และทานอาหารบุฟเฟต์ในโรงแรม       

                     ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ “ป้าเกาหลี” ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศ และไม่มีร่องรอยไปพบปะพูดคุยผู้ที่น่าจะติดเชื้อไวรัสตัวนี้มาก่อน เพียงมีประวัติเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแทกูวันที่ 7 ก.พ เพราะประสบอุบัติเหตุบางประการ แพทย์สังเกตว่าป้ามีอาการไอและเจ็บคอ เลยขอร้องให้ตรวจร่างกายหาเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่ป้าไม่ยอมตรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลก็ไม่ได้บังคับ สุดท้ายปล่อยให้ออกจากโรงพยาบาลไปเมื่อวันที่ 9 ก.พ.                 

                     คาดการณ์ว่าป้าเกาหลีอาจติดเชื้อไวรัสโคโรนาแต่ไม่ได้ป่วยหนักมากนัก จนทำให้เดินทางไปโบสถ์และสถานที่ต่าง ๆ ได้ สำหรับคนที่ “ติดต่อใกล้ชิด” กับป้านั้นอาจมีไม่ต่ำกว่า 1 พันคน ส่งผลให้รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศเมืองแทกูเป็น "เขตบริหารพิเศษด้านสาธารณสุข"  เพื่อช่วยเปิดทางใช้กฎหมายพิเศษควบคุมโรคระบาด

                    หนึ่งในเหตุผลที่รัฐบาลเกาหลีใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดอย่างรวดเร็ว เพราะเรียนรู้จากความผิดพลาดกรณี “ไวรัสเมอร์ส” หนึ่งในสายพันธ์ไวรัสโคโรนาที่ระบาดปี 2558 เนื่องจากละเลยปล่อยให้ “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” (super-spreader) หรือ“ผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติในการแพร่เชื้อโรคให้ผู้อื่นอย่างรวดเร็วและรุนแรง” เดินทางไปมาหลายแห่งโดยไม่ได้กักบริเวณเพื่อรักษาอย่างจริงจัง

                    ย้อนไปเดือนพฤษภาคม 2558  “ลุงเกาหลี” วัย 68 ปี หลังเดินทางไปเที่ยวคูเวตแล้วมีอาการไม่สบายจึงไปรักษาในคลินิกและโรงพยาบาล 4 แห่งในเกาหลีใต้ กว่าจะรู้ว่าติดไวรัส “โรคเมอร์ส” ลุงรายนี้ก็กลายเป็น “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” แพร่เชื้อไวรัสตัวนี้ให้คนอื่นมากถึง 122 คนภายใน 20 วัน ในที่สุดพบผู้ติดเชื้อเมอร์สในเกาหลีใต้ทั้งหมด 186 คน เสียชีวิต 36 คน

                    จนถึงวันนี้ชาวเกาหลีใต้ยังรู้สึกโกรธแค้น “รัฐบาล” ที่ไม่มีมาตรการรับมืออย่างรวดเร็ว และปกปิดข้อมูลการระบาดในช่วงแรก ทำให้ชาวบ้านและบุคลากรทางการแพทย์ไม่ได้ระมัดระวังป้องกันตัวเองเพียงพอ

ใครคือ super-spreader "ซูเปอร์แพร่เชื้อโรค" 

                    เหตุการณ์ไวรัสเมอร์สระบาดเป็น “บทเรียนสำคัญ” ที่ทั่วโลกต้องจดจำ โดยเฉพาะประเทศไทยได้ประกาศใช้กฎหมายใหม่ “พระราชบัญญัติ โรคติดต่อ พ.ศ.2558”  มีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญาสำหรับคนที่แอบปกปิดหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ควบคุมโรคติดต่ออันตราย

                    ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา ประจำกระทรวงสาธารณสุข อธิบายให้ “คมชัดลึก” ฟังว่า กรณีของ “ป้าเกาหลี” นั้น เจ้าหน้าที่แพทย์ของไทยก็กำลังเป็นห่วงเช่นกัน เพราะปกติก่อนไปตรวจวินิจฉัยโรคใครนั้น ต้องได้รับการยินยอมจากคนไข้ก่อน ถือเป็นสิทธิผู้ป่วย หมอหรือโรงพยาบาลจะบังคับตรวจหาเชื้อไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาโชคดีว่าผู้ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรน่าทุกคนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีทั้งคนไทยและต่างชาติ

                    “ถ้าจะบังคับตรวจก็ต้องประกาศกฎหมายให้ชัดเจน แม้ว่าไทยมี พ.ร.บ. โรคติดต่อแล้ว แต่การบอกว่าโรคไหนระบาดต้องให้คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติประกาศชื่อโรคติดต่ออันตรายอย่างเป็นทางการ ตอนนี้ประกาศแล้ว 13 โรค ในปี 2559 ประกาศ 12 โรค และในปี 2561 ประกาศเพิ่มอีก 1 โรค ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้ ช่วงเริ่มมีข่าวระบาดจากจีน พวกเราก็พยายามเสนอให้ โคโรน่าไวรัส 2019 เป็นโรคติดต่ออันตราย อันดับที่ 14 แต่ว่าตอนนั้นสถานการณ์ยังไม่รุนแรงมากนัก เลยถูกชะลอไว้ก่อน แต่ตอนนี้คงจะประกาศในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563” พร้อมอธิบายต่อว่า   

                    ที่ผ่านมาไทยประกาศ “โรคเฝ้าระวัง” 55 โรค ที่บังคับให้รายงานภายใน 7 วัน แต่ไม่“บังคับกักกัน” ส่วน “โรคติดต่ออันตราย” ประกาศแล้ว 13 โรค บังคับรายงานภายใน 3 ชม.   

                     หมายความว่า หลัง โควิด-19 ประกาศเป็นโรคอันตรายอันดับที่ 14 แล้ว เจ้าหน้าที่จะทำงานได้ง่ายขึ้นเพราะที่ผ่านมาต้องใช้ดุลพินิจเป็นส่วนใหญ่ จะสั่งให้อยู่โรงพยาบาลนานก็ไม่ได หากตรวจไม่เจอก็อาจถูกต่อว่า หรือโรงพยาบาลบางแห่งไม่ตรวจหรือไม่แจ้งก็ไม่มีความผิดอะไร เพราะขึ้นอยู่กับดุลพินิจ แต่หลังประกาศ ใครสงสัยสั่งตรวจทันที ที่สำคัญคือต้องแจ้งให้ “กรมควบคุมโรค” รับทราบภายใน 3 ชั่วโมง และให้อำนาจกักตัวได้ รวมถึงผู้สัมผัสที่ยังไม่มีอาการด้วย

                    กฎหมายไทยให้อำนาจบังคับกักกันตัว บังคับตรวจร่างกาย บังคับเก็บตัวอย่าง บังคับรักษา บังคับให้รับวัคซีน !

                     “หมายความว่า 4 หน่วยงานสำคัญต่อไปนี้ หากพบใครน่าสงสัยหรืออาจติดเชื้อ โควิด-19 ต้องแจ้งกรมควบคุมโรคทันที คือ 1 เจ้าหน้าที่การแพทย์ 2 โรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน 3 ห้องแล็บหรือห้องปฎิบัติการตรวจเชื้อ 4 เจ้าของสถานประกอบการ หรือ เจ้าของพาหนะที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก โรงหนัง โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า เครื่องบิน รถทัวร์ รถไฟฯลฯ พร้อมกักตัวไว้ถ้าไม่แจ้งอาจโดนโทษปรับและโทษจำคุกได้ ตอนนี้สถานการณ์เริ่มน่าเป็นห่วง ถ้าคนไทยทุกคนช่วยกัน น่าจะรับมือได้ไม่ยาก หากมีระบบคัดกรองที่ดีพอ โดยเฉพาะการรีบแจ้งข้อมูลการติดเชื้อตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่เชื้อจะระบาดขยายไปสู่ผู้คนในสังคม” ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นกล่าวแนะนำ

                    ทั้งนี้  รายชื่อโรคติดต่ออันตรายที่ประกาศแล้ว 13 โรค ได้แก่ 1 กาฬโรค 2 ไข้ทรพิษ 3ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก 4ไข้เวสต์ไนล์ 5 ไข้เหลือง 6 โรคไข้ลาสซา 7 โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์  8 โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก 9 โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา 10 โรคติดเชื้อไวรัสเฮนดรา 11 โรคซาร์ส 12 โรคเมอร์ส และ 13 วัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก

                    ส่วน “บทลงโทษ” นั้น หากไม่แจ้งข้อมูลมีโทษปรับ 2 หมื่นบาท ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ทำตามคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 2 แสนบาท สำหรับเจ้าของพาหนะหรือสถานประกอบการหากปกปิดข้อมูลไม่ทำตามคำสั่ง อาจโดนโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 5 แสนบาท     

                    ในการประชุม “คณะกรรมการเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ” วันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดย “นายกบิ๊กตู่” นั่งเป็นประธานนั้นคาดการณ์ว่าอีก1 - 2 เดือน อาจมีผู้ป่วยเพิ่มเป็นหลักพันต่อวัน

                    หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “แผนบูรณาการความร่วมมือพหุภาคี”  ชื่อสวยหรูของรัฐบาล จะสามารถดึงความร่วมมือของคนไทยทุกคน มาช่วยกันควบคุมและลดผลกระทบจาก “ไวรัสร้ายโคโรนาพันธ์ใหม่” ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อไม่ให้เกิด “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” !?!

 .........................................

โควิด-19ไม่ได้เริ่มจากตลาดอู่ฮั่น-แพร่คนสู่คนเร็วกว่าที่คิด 

24 กุมภาพันธ์ 2563 - 07:37 น.
โควิด19,ตลาดอู่ฮั่น,แพร่คนสู่คน
 

ผลศึกษาใหม่ พบโควิด-19 มาจากที่อื่น ก่อนเข้าไปแพร่อย่างรวดเร็วในตลาดอาหารทะเลฮั่วหนาน ในอู่ฮั่น และแพร่จากคนสู่คนปลายพ.ย. 

                            ทีมนักวิจัยจีน นำโดย ดร. อวี๋ เหวินปิน จากสวนพฤกษศาสตร์  Xishuangbanna ในสังกัดสถาบันวิทยาศาสตร์จีน และสถาบันวิจัยสมองของจีน  ถอดลำดับข้อมูลทางพันธุกรรมหรือจีโนม จากตัวอย่างเชื้อไวรัสกลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง 2 หรือ SARS-Cov-2  จำนวน 93 อย่างตัวอย่าง ที่ได้รับจาก 12 ประเทศครอบคลุม 4 ทวีป เพื่อพยายามสาวถึงต้นตอการติดเชื้อ และทำความเข้าใจวิธีการระบาด

อ่านข่าว-"โควิด" ระทึกโลก สธ.เฝ้าระวัง 7 ปท.เสี่ยง 


                            ผลศึกษาพบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ขยายประชากรครั้งใหญ่แบบฉับพลัน 2 ครั้ง คือเมื่อ  6 ม.ค. ซึ่งเกี่ยวข้องกับเทศกาลตรุษจีน กับก่อนหน้านั้น 8 ธ.ค. บ่งว่าไวรัสใหม่เริ่มแพร่จากคนสู่คน ตั้งแต่ต้นธ.ค. หรือเร็วกว่ากว่านั้น กลางถึงปลายพ.ย. ก่อนระบาดหนักเมื่อเชื้อไวรัสเข้าไปที่ตลาดอาหารทะเลฮั่วหนาน โดยผู้ป่วยคนแรก อาจนำเชื้อไปแพร่ต่อคนงานหรือพ่อค้าแม่ค้า ด้วยสภาพความแออัด จึงเอื้อต่อการแพร่กระจายเชื้อ ก่อนลามไปทั่วเมืองเมื่อต้นธันวาคม 2562  คนไข้ติดเชื้อบางคนอาจถูกมองข้ามเพราะมีอาการไม่รุนแรง 

                            รายงานของทางการจีนและองค์การอนามัยโลกก่อนหนานี้เชื่อว่า พบผู้ป่วยที่แสดงอาการคนแรก เมื่อ 8 ธ.ค. และรายต่อๆมาส่วนใหญ่ล้วนเชื่อมโยงกับตลาดอาหารทะเล ที่ต่อมา ถูกสั่งปิดเมื่อ 1 ม.ค.

                            นักวิจัยระบุด้วยว่า ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีน ได้ออกประกาศเตือนฉุกเฉินระดับ 2 เรื่องไวรัสใหม่เมื่อ 6 ม.ค. ซึ่งเป็นคำเตือนไม่ควรเดินทาง และทำกิจกรรมต่างๆในที่สาธารณะ แต่ปรากฎว่าข้อมูลนี้เข้าไม่ถึงคนวงกว้าง  หากคำเตือนได้รับการใส่ใจมากกว่านี้ จำนวนผู้ติดเชื้อทั้งระดับประเทศและระดับโลกราวกลางถึงปลายมกราคม อาจจะลดลงได้ 

                            ผลศึกษานี้สอดคล้องกับอีกงานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนก่อนในวารสารการแพทย์ เดอะ แลนเซ็ต ที่ท้าทายสมมติฐานที่ว่าไวรัสมีต้นตอจากตลาดอู่ฮั่น โดยวิเคราะห์ผู้ติดเชื้อ 41 คนย้อนหลังถึง 1 ธ.ค. พบว่า 13 คน ไม่มีความเกี่ยวข้องกับตลาดเลย 

สธ.เผยข่าวดี ป่วย "โควิด-19" กลับบ้านเพิ่ม

23 กุมภาพันธ์ 2563 - 15:15 น.
กระทรวงสาธารณสุข,ไวรัสโคโรนา2012,โควิด19,ข่าวดีๆ,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
ข่าวทั่วไป

สธ.เผยข่าวดี ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กลับบ้านเพิ่ม  ระบุผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรักษาในรพ. 14 ราย กลับบ้านแล้ว 21 ราย รวมสะสม 35 ราย ขณะที่ทั่วโลกพบป่วย78,673 ราย เสียชีวิต 2,459 ราย ยังคุมเข้มคัดกรอง กว่า 3 ล้านคน

         กระทรวงสาธารณสุข รายงานข่าวกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ประจำวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563  สถานการณ์ ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 ณ เวลา 08.00 น.

         1. ผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรักษาในโรงพยาบาล 14 ราย กลับบ้านแล้ว 21 ราย รวมสะสม 35 ราย

         2. ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม – 22 กุมภาพันธ์ 2563 มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนต้องเฝ้าระวังสะสมทั้งหมด 1,355 ราย คัดกรองจากสนามบิน 68 ราย มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอง 1,287 ราย รวมคัดกรองไปแล้ว 3,046,342 ราย อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้วและอยู่ระหว่างติดตามอาการ 1,071 ราย ส่วนใหญ่เป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ยังคงรักษาในโรงพยาบาล 284 ราย

 

         3. สถานการณ์ทั่วโลกใน 30 ประเทศ และ 2 เขตบริหารพิเศษ ข้อมูลตั้งแต่ 5 มกราคม – 23 กุมภาพันธ์ 2563 (07.00 น.) พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อจำนวน 78,673 ราย เสียชีวิต 2,459 ราย ส่วนประเทศจีนพบผู้ป่วย 76,932 ราย เสียชีวิต 2,441 ราย

     

    

           2.สธ.เผยข่าวดี วันนี้ผู้ป่วยรักษาหายกลับบ้านเพิ่ม 1 ราย

           กระทรวงสาธารณสุขเผย ผู้ป่วยนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนกลับบ้านเพิ่ม 1 ราย ยังคงเข้มคัดกรองทุกด่านตรวจคัดกรองแล้วกว่า 3 ล้านคน

          นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และนายแพทย์ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ว่า วันนี้มีผู้ป่วยยืนยันกลับบ้านได้เพิ่มอีก 1 ราย เป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนอายุ 54 ปี รักษาที่สถาบันบำราศนราดูร ทำให้ขณะนี้มีผู้ป่วยยืนยันรักษาหายกลับบ้านแล้ว 21 ราย คิดเป็นร้อยละ 60 ของผู้ป่วยในประเทศไทย เหลือนอนในโรงพยาบาล 14 ราย ส่วนใหญ่อาการดีขึ้น ส่วนผู้ป่วยที่ใช้เครื่องเอคโม (ECMO) หรือเครื่องช่วยพยุงการทำงานของปอด และรายที่เป็นวัณโรคร่วมด้วย อาการคงที่ ยังคงใช้เครื่องช่วยหายใจทั้ง 2 ราย

            สำหรับการเดินทางระหว่างประเทศนั้น องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่มีคำแนะนำห้ามการเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาด ตลอดจนยังไม่มีการกำหนดเป็นมาตรการที่จำเพาะสำหรับผู้เดินทางระหว่างประเทศ ในส่วนของประเทศไทยในฐานะสมาชิกองค์การอนามัยโลก ได้ดำเนินการตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก และได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและคัดกรอง ผู้เดินทางระหว่างประเทศ ในทุกช่องทางเข้าออกประเทศ ครอบคลุม ทั้งด่านบก เรือ อากาศ ตลอดจนการเฝ้าระวังที่โรงพยาบาลทุกแห่งทั้งรัฐและเอกช

           อย่างไรก็ตามการป้องกันควบคุมโรคของประเทศไทยจะประสบความสำเร็จไม่ได้หากขาดความร่วมมือจากประชาชน ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดอย่างต่อเนื่องหรือมีการระบาดภายในประเทศ (local transmission) ได้แก่ จีน (รวม ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน) ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ (รายชื่อของประเทศที่มีรายงานการระบาดจะมีการประกาศแจ้งเป็นระยะกรุณาติดตามได้ที่เว็บไซต์กรมควบคุมโรค) ขอให้ท่านรับผิดชอบสังคม

          โดยการเฝ้าระวังอาการตนเองอย่างน้อย 14 วัน งดไม่ไปที่ชุมชน งดใช้ขนส่งสาธารณะ งดใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น หากมีอาการสงสัยป่วยขอให้สวมหน้ากากอนามัย วัดไข้ทุกวัน หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์แจ้งประวัติการเดินทาง หรือโทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

         นอกจากนี้ ในขณะนี้มีความห่วงใยของผู้ปกครอง และสถานศึกษาต่างๆ ที่มีนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งบุคลากรของสถานศึกษา กลับจากการเดินทางไปต่างประเทศ และมีข้อกังวลเรื่องการติดเชื้อ โดยพบว่ามีหลายสถานศึกษาที่ให้นักเรียน นักศึกษาและบุคลากร ไปโรงพยาบาลเพื่อขอตรวจหาเชื้อและขอใบรับรองแพทย์ก่อนไปโรงเรียนนั้น กระทรวงสาธารณสุขเข้าใจถึงความกังวลของผู้ปกครองและผู้บริหารของสถานศึกษาในกรณีดังกล่าว

          อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขไม่แนะนำให้ไปขอตรวจและขอใบรับรองแพทย์เนื่องจาก

         1.การไปตรวจหาเชื้อในช่วงที่ไม่มีอาการ โอกาสพบเชื้อน้อยมาก หรือหากตรวจแล้วพบว่าเป็นลบก็ไม่ได้ยืนยันว่าจะไม่ป่วยจึงไม่มีความจำเป็นที่จะไปขอตรวจ ในขณะที่ไม่มีอาการ

  

         2.การไปโรงพยาบาลโดยไม่มีความจำเป็น จะเป็นการเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการได้รับเชื้อจากโรงพยาบาล และที่สำคัญอาจนำเชื้อต่างๆ ไปติดผู้ป่วยในโรงพยาบาลซึ่งมีร่างกายไม่แข็งแรงได้

         3.ควรรีบไปตรวจเมื่อมีอาการตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข

          สำหรับสถานศึกษาที่มีนักเรียนนักศึกษาที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดขอให้ปฏิบัติตนดังนี้

         1. ขอความร่วมมือให้นักเรียน นักศึกษา บุคลากรที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีรายงานการระบาด พักอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน (self quarantine at home)

         2. สถานศึกษาควรจัดให้มีมาตรการคัดกรองนักเรียน นักศึกษา บุคลากรทุกวันโดยวัดไข้และสังเกตอาการ ไอมีน้ำมูก เพื่อจะแยกตัวไปยังสถานที่เตรียมไว้ได้ทันที

         3.นักเรียน นักศึกษา บุคลากรที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีรายงานการระบาด ให้สังเกตอาการป่วยของตนเองงดออกไปในที่สาธารณะ ที่มีคนอยู่จำนวนมาก งดใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น วัดไข้ทุกวัน ไม่ใช่ของร่วมกับผู้อื่น ไม่ใช้ขนส่งสาธารณะ หากอาการไม่ดีขึ้นให้ใส่หน้ากากอนามัยและรีบไปพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง หรือ โทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

         4. สถานศึกษา ควรจัดให้มีเจ้าหน้าที่หรือครูอนามัยเพื่อประสานกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่

         5. สถานศึกษาต้องจัดให้มีอุปกรณ์สำหรับการล้างมือและแอลกอฮอล์เจลอย่างเพียงพอ สำหรับนักเรียน นักศึกษา บุคลากร

         3.ข้อแนะนำประจำวันในการป้องกันตนเองจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

         ขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำ และสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก โดยไม่จำเป็นสวมหน้ากากอนามัยแบบผ้าที่สะอาดเมื่ออยู่ในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก ผู้ป่วยและผู้ที่มีอาการ ไอ จาม ควรใช้หน้ากากอนามัยทางการแพทย์เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ สำหรับหน้ากากอนามัยประเภท N95 จะใช้ในเจ้าหน้าที่ที่ดูแลรักษาใกล้ชิดกับผู้ป่วย

 

สธ.เผยข่าวดี ป่วย "โควิด-19" กลับบ้านเพิ่ม

23 กุมภาพันธ์ 2563 - 15:15 น.
กระทรวงสาธารณสุข,ไวรัสโคโรนา2012,โควิด19,ข่าวดีๆ,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
ข่าวทั่วไป

 

         3. สถานการณ์ทั่วโลกใน 30 ประเทศ และ 2 เขตบริหารพิเศษ ข้อมูลตั้งแต่ 5 มกราคม – 23 กุมภาพันธ์ 2563 (07.00 น.) พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อจำนวน 78,673 ราย เสียชีวิต 2,459 ราย ส่วนประเทศจีนพบผู้ป่วย 76,932 ราย เสียชีวิต 2,441 ราย

     

   

           2.สธ.เผยข่าวดี วันนี้ผู้ป่วยรักษาหายกลับบ้านเพิ่ม 1 ราย

           กระทรวงสาธารณสุขเผย ผู้ป่วยนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนกลับบ้านเพิ่ม 1 ราย ยังคงเข้มคัดกรองทุกด่านตรวจคัดกรองแล้วกว่า 3 ล้านคน

          นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และนายแพทย์ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ว่า วันนี้มีผู้ป่วยยืนยันกลับบ้านได้เพิ่มอีก 1 ราย เป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนอายุ 54 ปี รักษาที่สถาบันบำราศนราดูร ทำให้ขณะนี้มีผู้ป่วยยืนยันรักษาหายกลับบ้านแล้ว 21 ราย คิดเป็นร้อยละ 60 ของผู้ป่วยในประเทศไทย เหลือนอนในโรงพยาบาล 14 ราย ส่วนใหญ่อาการดีขึ้น ส่วนผู้ป่วยที่ใช้เครื่องเอคโม (ECMO) หรือเครื่องช่วยพยุงการทำงานของปอด และรายที่เป็นวัณโรคร่วมด้วย อาการคงที่ ยังคงใช้เครื่องช่วยหายใจทั้ง 2 ราย

            สำหรับการเดินทางระหว่างประเทศนั้น องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่มีคำแนะนำห้ามการเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาด ตลอดจนยังไม่มีการกำหนดเป็นมาตรการที่จำเพาะสำหรับผู้เดินทางระหว่างประเทศ ในส่วนของประเทศไทยในฐานะสมาชิกองค์การอนามัยโลก ได้ดำเนินการตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก และได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและคัดกรอง ผู้เดินทางระหว่างประเทศ ในทุกช่องทางเข้าออกประเทศ ครอบคลุม ทั้งด่านบก เรือ อากาศ ตลอดจนการเฝ้าระวังที่โรงพยาบาลทุกแห่งทั้งรัฐและเอกชน

           อย่างไรก็ตามการป้องกันควบคุมโรคของประเทศไทยจะประสบความสำเร็จไม่ได้หากขาดความร่วมมือจากประชาชน ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดอย่างต่อเนื่องหรือมีการระบาดภายในประเทศ (local transmission) ได้แก่ จีน (รวม ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน) ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ (รายชื่อของประเทศที่มีรายงานการระบาดจะมีการประกาศแจ้งเป็นระยะกรุณาติดตามได้ที่เว็บไซต์กรมควบคุมโรค) ขอให้ท่านรับผิดชอบสังคม

          โดยการเฝ้าระวังอาการตนเองอย่างน้อย 14 วัน งดไม่ไปที่ชุมชน งดใช้ขนส่งสาธารณะ งดใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น หากมีอาการสงสัยป่วยขอให้สวมหน้ากากอนามัย วัดไข้ทุกวัน หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์แจ้งประวัติการเดินทาง หรือโทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

         นอกจากนี้ ในขณะนี้มีความห่วงใยของผู้ปกครอง และสถานศึกษาต่างๆ ที่มีนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งบุคลากรของสถานศึกษา กลับจากการเดินทางไปต่างประเทศ และมีข้อกังวลเรื่องการติดเชื้อ โดยพบว่ามีหลายสถานศึกษาที่ให้นักเรียน นักศึกษาและบุคลากร ไปโรงพยาบาลเพื่อขอตรวจหาเชื้อและขอใบรับรองแพทย์ก่อนไปโรงเรียนนั้น กระทรวงสาธารณสุขเข้าใจถึงความกังวลของผู้ปกครองและผู้บริหารของสถานศึกษาในกรณีดังกล่าว

          อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขไม่แนะนำให้ไปขอตรวจและขอใบรับรองแพทย์เนื่องจาก

         1.การไปตรวจหาเชื้อในช่วงที่ไม่มีอาการ โอกาสพบเชื้อน้อยมาก หรือหากตรวจแล้วพบว่าเป็นลบก็ไม่ได้ยืนยันว่าจะไม่ป่วยจึงไม่มีความจำเป็นที่จะไปขอตรวจ ในขณะที่ไม่มีอาการ

         2.การไปโรงพยาบาลโดยไม่มีความจำเป็น จะเป็นการเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการได้รับเชื้อจากโรงพยาบาล และที่สำคัญอาจนำเชื้อต่างๆ ไปติดผู้ป่วยในโรงพยาบาลซึ่งมีร่างกายไม่แข็งแรงได้

         3.ควรรีบไปตรวจเมื่อมีอาการตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข

          สำหรับสถานศึกษาที่มีนักเรียนนักศึกษาที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดขอให้ปฏิบัติตนดังนี้

         1. ขอความร่วมมือให้นักเรียน นักศึกษา บุคลากรที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีรายงานการระบาด พักอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน (self quarantine at home)

         2. สถานศึกษาควรจัดให้มีมาตรการคัดกรองนักเรียน นักศึกษา บุคลากรทุกวันโดยวัดไข้และสังเกตอาการ ไอมีน้ำมูก เพื่อจะแยกตัวไปยังสถานที่เตรียมไว้ได้ทันที

         3.นักเรียน นักศึกษา บุคลากรที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีรายงานการระบาด ให้สังเกตอาการป่วยของตนเองงดออกไปในที่สาธารณะ ที่มีคนอยู่จำนวนมาก งดใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น วัดไข้ทุกวัน ไม่ใช่ของร่วมกับผู้อื่น ไม่ใช้ขนส่งสาธารณะ หากอาการไม่ดีขึ้นให้ใส่หน้ากากอนามัยและรีบไปพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง หรือ โทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

         4. สถานศึกษา ควรจัดให้มีเจ้าหน้าที่หรือครูอนามัยเพื่อประสานกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่

         5. สถานศึกษาต้องจัดให้มีอุปกรณ์สำหรับการล้างมือและแอลกอฮอล์เจลอย่างเพียงพอ สำหรับนักเรียน นักศึกษา บุคลากร

         3.ข้อแนะนำประจำวันในการป้องกันตนเองจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

         ขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำ และสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก โดยไม่จำเป็นสวมหน้ากากอนามัยแบบผ้าที่สะอาดเมื่ออยู่ในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก ผู้ป่วยและผู้ที่มีอาการ ไอ จาม ควรใช้หน้ากากอนามัยทางการแพทย์เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ สำหรับหน้ากากอนามัยประเภท N95 จะใช้ในเจ้าหน้าที่ที่ดูแลรักษาใกล้ชิดกับผู้ป่วย

 

อภิปรายไม่ไว้วางใจ ผู้นำฝ่ายค้าน สับแหลก 5 ข้อ ทุจริต-บริหารศก.ล้มเหลว

ไทยรัฐออนไลน์24 ก.พ. 2563 14:42 น.
SHARE
 

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้าน เปิดฉาก 6 นายกฯ-รมต. สับแหลกรัฐบาล ทุจริต แทรกแซง เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ฉ้อฉล เข้าสู่ตำแหน่งการเมือง บริหารเศรษฐกิจล้มเหลว ยัน ไม่อาจไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อ

  • ผู้ว่าฯ อุตรดิตถ์ แจงข่าวลือ ยืนยันไม่พบผู้ติดเชื้อ "ไวรัสโคโรน่า"

  • ผู้ติดเชื้อ "ไวรัสโคโรนา" ในไทยคงที่ คนกลับจากอู่ฮั่น ป่วยเพิ่ม 1 ราย

  • ผวาหนัก เกาหลีใต้ยันพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา หลังกลับจากมาเที่ยวไทย

4.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มีวิธีการทุจริต ฉ้อฉล แสวงหาประโยชน์อันไม่ควรได้เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง จงใจปฏิบัติหน้าที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญตามกฎหมาย ไม่มีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ 5.นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ขาดคุณธรรมจริยธรรม แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการ แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม จงใจใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้บริษัทข้ามชาติ และ 6.นายธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาด ล้มแหลว ขาดคุณธรรมจริยธรรม ปกป้องพวกพ้อง เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า วันนี้ 24 ก.พ. 2563 ฝ่ายค้านจำเป็นต้องเปิดอภิปราย ตั้งข้อกล่าวหารัฐบาลไม่อาจไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไป เนื่องด้วยการเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง ใช้อำนาจโดยมิชอบ ทำให้ล้มเหลว 5 ประการ

1. ล้มเหล้วสร้างความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย การเมืองของพวกท่านสร้างกลไกต่างที่เป็นขอครหาว่าเอื้อพวกพ้อง เรื่องตั้งแต่ร่าง รธน. ที่พวกท่านพูด ร่าง รธน.เอื้อเพื่อพวกเรา เรื่อง ส.ว. ที่ตัวพวกท่านตั้งขึ้นมา ยันประชาชนเลือกตั้งมา เขาไม่ได้เลือกท่านเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ความจริงคือมันเอื้อเพราะร่าง รธน.ที่พวกท่านสร้างขึ้นมา อย่ามาอ้างว่าร่าง รธน.ผ่านประชามติมา 

2. ทุกวันนี้เกือบทุกประเทศในโลกล้วนไม่เปิดรับประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยจอมปลอม ไม่ว่าการคิดคะแนนส.ส.ที่สับสน ทำให้การเมืองประเทศไม่มั่นคง ทำให้ประเทศเราเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร ผมจึงไม่วางใจให้ท่านอยู่ในตำแหน่งบริหารประเทศได้อย่างไร ผมไม่อาจยอมให้พวกท่านส่งต่อประชาธิปไตยให้รุ่นลูกหลานของเราต่อไป ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าว

“บิ๊กตู่” อารมณ์ดีลุกแจงในสภาฯ ลั่น ที่ผ่านมาแก้ปัญหาค้างเก่าหลายอย่าง

ไทยรัฐออนไลน์24 ก.พ. 2563 15:17 น.
SHARE
 

“บิ๊กตู่” อารมณ์ดี ลุกแจงในสภาฯ พร้อมรอยยิ้ม โว แก้ปัญหาค้างเก่าหลายอย่าง ลั่น ไม่อยากก้าวล่วงใคร เข้าใจเป็นเวทีแห่งการอภิปราย แต่ขอให้ฟังการชี้แจงด้วย

วันที่ 24 ก.พ. 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลุกขึ้นชี้แจงครั้งแรกภายหลัง นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจและพาดพิงหลายประเด็น ว่า วันนี้มีรอยยิ้มแจ่มใส ไม่โกรธ เข้ามาสภาฯ ด้วยความยินดี เพราะถือเป็นเป็นกลไกตามระบอบประชาธิปไตยไทย ทุกคนในที่สภาฯ ก็มาด้วยรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน อาจจะไม่ถูกใจใครทั้งหมด พร้อมถามกลับว่า จำได้หรือไม่ตนได้เสียงเท่าไรในสภาฯ เกิน 250 เสียง โดยไม่รวม ส.ว. และบางอย่างที่ผู้นำฝ่ายค้านอภิปรายก็ไม่ใช้ข้อเท็จจริงโดยสมบูรณ์

  • ช็อก ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าในจีน แซงโรคซาร์สแล้ว ตายพุ่ง 131 ศพ

  • อนุสรณ์ ยัน มีประชาชนไม่เอา "พล.อ.ประยุทธ์" จริง อย่าโทษแต่เฟกนิวส์

  • “บิ๊กตู่” ติดตามบริหารจัดการน้ำพะเยา ลั่น รัฐบาลตั้งใจแก้ปัญหาเพื่อชาติ

ในเรื่องไม่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ล้มล้างรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ แจงว่า ไม่เคยมีความคิดนี้ ทุกคนต่างทราบดีว่าวันที่ 22 พ.ค. 2557 เกิดอะไร เป็นสิ่งที่ทำให้ต้องมายืนอยู่ตรงนี้ เพราะจำเป็นต้องแก้ปัญหาให้ประเทศชาติสงบ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนทั้งหมด ขอให้ย้อนกลับไปดูพฤติกรรมของคนก่อนหน้านี้ แต่ไม่ได้กล่าวถึงใคร อยากให้ประชาชนเปรียบเทียบดู เอาข้อเท็จจริงมาพูดกัน ทุกอย่างมีหลักฐาน ตนเองไม่เคยก้าวล่วงใคร ยืนยันว่าส่วนตัวไม่ได้มีกิริยาหยาบคาย แต่ก็มีการตัดคลิปมา จริงๆ เป็นคนอารมณ์เย็น แม้จะดุไปบ้าง แต่ก็เป็นความจริงใจ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลทำเพื่อประชาชนทุกฝ่าย ขอว่าอย่าไปก้าวล่วงอำนาจศาล ถ้าไม่มีความผิดหรือพยานหลักฐาน ก็ลงโทษไม่ได้

ส่วนเรื่องการใช้กฎหมายมาตรา 44 นายกรัฐมนตรี ระบุว่าเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ และทำสำเร็จไปแล้วหลายอย่าง ไม่ใช่การใช้ มาตรา 44 อย่างเดียว แต่เพื่ออำนวยความสะดวกควบคู่กับการใช้กฎหมายปกติ อยากให้ดูว่ามีกี่คดีทุจริตที่ถูกดำเนินคดีแล้ว ก่อนหน้านี้เคยได้รับการแก้ไขหรือไม่ ย้ำว่าไม่มีใครสร้างหลักฐานได้ ที่ผ่านมามีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ทำด้วยเจตนารมณ์ที่บริสุทธ์ ไม่ใช่นั่งหัวโต๊ะแล้วสั่งให้ทำ รวมถึงไม่ได้ก้าวล่วงอำนาจ หลายเรื่องนำมาแก้ไขแม้ไม่ได้เกิดในสมัยของตนเอง และทุกหน่วยงานชี้แจงได้หมด

 

ในช่วงท้าย พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า “จริงๆ แล้วเขาบอกไม่ให้ผมพูดมากนัก ผมพูดแค่นี้ยังอารมณ์ไม่ขึ้นเลยนะเนี่ย ยังอารมณ์ดีทุกอย่าง ลุคของผมเป็นอย่างนี้ ผมเป็นสุภาพบุรุษ เป็นทหาร เพราะฉะนั้นจะต้องรักษาสัตย์ของผมเอง ต้องรักษาจิตใจของผมเอง จริงๆ แล้วไม่อยากจะก้าวล่วงใครทั้งสิ้น แต่ก็จำเป็นเพราะเป็นเวทีแห่งการอภิปราย ผมต้องการคำอภิปรายที่เป็นประโยชน์ ใช่หรือไม่ใช่ ดีหรือไม่ดี เดี๋ยวผมชี้แจง ก็กรุณาฟังคำตอบของพวกผมด้วย ถึงจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และหลายอย่างวันนี้มีการบิดเบือนกันมาก โดยเฉพาะเฟคนิวส์”

ทั้งนี้ ในระหว่างที่นายกรัฐมนตรีกำลังชี้แจง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ได้ประท้วงว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวข้อความอันเป็นเท็จในสภาฯ ว่า เป็นนายกฯ โดยไม่ได้ใช้เสียง ส.ว. แต่ในวันโหวตเป็นการประชุมร่วมของ ส.ส. และ ส.ว. ทางด้าน นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ วินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้ทำผิดข้อบังคับและให้อภิปรายต่อ โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าชี้แจงง่ายไม่เข้าใจก็ยากที่จะชี้แจงต่อไป ก่อนจะยิ้มแล้วขอหยุดการอภิปรายแต่เพียงเท่านี้ จากนั้นจึงเป็นการอภิปรายของ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย.

3. ล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ มีความรู้ช่ำชองด้านการทหาร แต่มาเป็นหัวหน้าเศรษฐกิจ ท่านกำลังทำให้ประเทศไทยจากกำลังรุดหน้า กลายเป็นประเทศล้มลุกคลุกคลาน ล้าหลัง ภายใน 6 ปี ทำให้ปเทศที่พวกเราสร้างกันมาล่มสลายอย่างหมดสิ้น ท่านทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศอัตราเจริญเติบโตต่ำสุดในรอบ 5 ปี ธนาคารกสิกรไทย ชี้โตแค่ 1.8% รายได้เกษตรต่ำสุดในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา หนี้ครัวเรือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งหมดนี้เกิดจากการบริหารงานผิดพลาด 

โครงการเศรษฐกิจต่างๆ ที่ผิดพลาด อย่าง "ชิมชอบใช้" หรือ "บัตรคนจน" ท่านช่วยกลุ่มเจ้าสัวมหาเศรษฐี แต่ประชาชนกลับไม่ช่วย ท่านหนุนเอาสินเชื่อไปให้เขา จะให้มีการซื้อขายสินค้า แต่พี่น้องประชาชนไม่มีกำลังซื้อ ตอนนี้ท่านได้ทำลายประเทศ ทำลายความเชื่อมั่นของประเทศ เลือกคนไร้ความสามารถนำมาบริหาร 

4. การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันล้มเหลว เพราะท่านเลือกปฏิบัติ ถ้าเป็นพวกท่านก็ไม่มีอะไร แต่มุ่งทำลายฝั่งตรงข้าม ยิ่งกรณีกราดยิงที่โคราช ทำให้ประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก 

5. ล้มเหลวความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ สอบตกการเป็นผู้นำ เพราะต้องการเพียงทุกคนต้องรับคำสั่ง เคยชินใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ทำให้เห็นพฤติกรรมนายกฯ ในหลายวาระ โยนของใส่ผู้สื่อข่าว หรือการใช้คำพูดทำให้กระเทือนภาพลักษณ์ของประเทศ เรื่อง 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า การแสดงออกในเหตุการณ์สะเทือนขวัญคนไทย กราดยิงโคราช ผมไม่อาจไว้วางใจท่านนายกฯ ให้บริหารประเทศต่อไปได้. 

“บิ๊กตู่” สั่งตรวจสอบ หลัง “ช่อ พรรณิการ์” ปูดเอี่ยวทุจริตคดี 1MDB

ไทยรัฐออนไลน์24 ก.พ. 2563 09:56 น.
SHARE
 

“บิ๊กตู่” สั่งตรวจสอบ หลัง “ช่อ พรรณิการ์” ปูดเอี่ยวทุจริตคดี 1MDB ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภา ลั่น ถ้าไม่จริงก็ต้องฟ้อง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 ก.พ. 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุม ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ อภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภาฯ กล่าวหารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องคดีทุจริต 1MDB จะดำเนินคดีฟ้องร้องหรือไม่ โดย พล.อ.ประยุทธ์ ยิ้มพร้อมกล่าวว่า ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ากันไป

  • ตร.เด้งรับ สอบถ้อยคำ"พรรณิการ์"ปมกล่าวหารัฐ มีส่วนเกี่ยวข้องคดี 1MDB

  • "พรรณิการ์" บุกเชียงใหม่ ย้ํา เจ้าของพรรคอนาคตใหม่แท้จริง คือประชาชน

  • "พรรณิการ์" ลั่น ไม่กดดันผลคําตัดสิน หากศาลรธน.ยุบพรรคอนาคตใหม่

จากนั้นผู้สื่อข่าวถามย้ำกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการนั้นเป็นการให้ฟ้องร้องหรือตรวจสอบ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า “ก็ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบของเขา ถ้าไม่จริงก็ฟ้องไปสิ อันไหนฟ้องได้ก็ต้องฟ้อง”.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

  • “ธนกร” เตือน “ช่อ” กล่าวหาลอยๆ “บิ๊กตู่” พัวพัน 1MDB ขู่ดำเนินคดี

  • แฮชแท็ก #1MDB กองทุนฉาว มาแรงไม่หยุด พุ่งติดเทรนด์ประเทศไทย

  • โฆษก รบ. ยัน รัฐบาลประยุทธ์ ไม่เกี่ยวทุจริต "1MDB" จ่อดำเนินคดี

  • "1MDB" กองทุนฉาว โกงเป็นขบวนการ จุดจบ "นาจิบ" อนาคตใหม่ ปูดคนรัฐบาล เอี่ยว

  • ประมวลภาพ "ช่อ พรรณิการ์" อภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภาฯ อ้างรัฐบาลเอี่ยวคดี 1MDB

 ............................................................
 
24 กุมภาพันธ์ 2563

 

 

 

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน