*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5776
  • จำนวนผู้ชม : 3427460
  • จำนวนผู้โหวต : 1714
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1714 คน
<< กุมภาพันธ์ 2020 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 386 , 15:27:05 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ฝ่ายค้านอย่างนายสุทินอภิปรายไล่ 'ลุงตู่'  ให้ลาออก อภิโถ ... ช่างไม่รู้บ้างเลย ว่าคนไทยส่วนใหญ่ต้องการ 'ลุงตู่' อย่างกับอะไร

ดี ที่เรากำลังไล่ก็ได้แก่พวกเดียวกับนายสุทินนั่นแหล่ะ ...

 

 

ป่วย'โควิด-19'ทะลุ8หมื่น WHOห่วง'เกาหลี-อิตาลี-อิหร่าน'ระบาดหนัก

ป่วย'โควิด-19'ทะลุ8หมื่น WHOห่วง'เกาหลี-อิตาลี-อิหร่าน'ระบาดหนัก

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 11.26 น.

25 กุมภาพันธ์ 2563 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่ หรือ โควิด-19 ล่าสุดยอดผู้ติดเชื้อไวรัสทั้งหมด 80,076 ราย โดยเป็นผู้ติดเชื้อในจีนจำนวน 77,958 คน เสียชีวิต 2,701 ราย ส่วนผู้ได้รับการรักษาจนหายดีแล้วมี 27,323 คน 

ขณะที่สถานการณ์ในต่างประเทศ เกาหลีใต้พบผู้ติดเชื้อพุ่ง 833 คน สูงสุดรองจากแผ่นดินใหญ่ อิตาลี 229 คน ญี่ปุ่น 159 คน บนเรือไดมอนด์ ปรินซ์เซส 691 คน  สิงคโปร์ 89 คน ฮ่องกง 79 คน อิหร่าน 61 คน สหรัฐ 53 คน ไทย 35 คน ไต้หวัน 30 คน ออสเตรเลีย 22 คน มาเลเซีย 22 คน เยอรมนี 16 คน เวียดนาม 16 คน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 13 คน อังกฤษ 13 คน ฝรั่งเศส 12 คน มาเก๊า 10 คน แคนาดา 10 คน  ฟิลิปปินส์ 3 คน อินเดีย 3 คน รัสเซีย 3 คน สเปน 2 คน โอมาน 2 คน และอัฟกานิสถาน คูเวต เลบานอน เนปาล กัมพูชา อิสราเอล เบลเยียม ฟินแลนด์ สวีเดน อียิปต์ ศรีลังกา ประเทศละ 1 คน

ส่วน อิรัก เป็นประเทศล่าสุดที่เพิ่งพบผู้ป่วยโควิด-19รายแรก โดยผู้ป่วยเป็นชาวอิหร่านที่เข้ามาศึกษาในโรงเรียนสอนศาสนาก่อนที่จะมีการปิดพรมแดน

ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า สถานการณ์ในจีนนั้นช่วงเวลาวิกฤติที่สุด คือระหว่างวันที่ 23 ม.ค. ถึง 2 ก.พ. ที่ผ่านมา หลังจากนั้นการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยใหม่ในจีนก็ลดลง มีแนวโน้มทรงตัว แต่ยังถือว่าอยู่ในภาวะฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในต่างประเทศกลับทวีความรุนแรง โดยเฉพาะ เกาหลีใต้ อิตาลี และอิหร่าน รวมถึงหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียใต้ซึ่งพบผู้ป่วยมากขึ้น

ดร.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกระบุว่า การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จากประเทศจีนไปยังประเทศอื่นๆ ยังเป็นแค่การระบาดธรรมดา (outbreak) ยังไม่ถึงขั้นระบาดกระจายทั่วไป (pandemic) แม้จะมีแนวโน้มว่าสถานการณ์อาจพัฒนาไปถึงขั้นนั้น อย่างไรก็ตาม ยังเป็นการเร็วเกินไปที่จะใช้คำว่าระบาดกระจายทั่วไป พร้อมเน้นย้ำว่า สิ่งที่ควรทำในขณะนี้คือการควบคุมการแพร่ของไวรัส  

พบผู้ป่วยโควิด-19เพิ่ม2รายเป็นคนไทยทั้งคู่ ยอดผู้ป่วยสะสม 37 ราย

พบผู้ป่วยโควิด-19เพิ่ม2รายเป็นคนไทยทั้งคู่ ยอดผู้ป่วยสะสม 37 ราย

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 13.16 น.

กระทรวงสาธารณสุข พบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาเพิ่ม 2 ราย และมีผู้ป่วยที่หายเป็นปกติ สามารถกลับบ้านได้อีก 1 ราย สรุปสถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้ มีผู้ป่วยยืนยันที่รักษาหายแล้ว 22 ราย ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 15 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม 37 ราย

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค นายแพทย์มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และนายแพทย์วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ว่า วันนี้ มีข่าวดีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้เพิ่มอีก 1 ราย ที่จังหวัดกระบี่ เป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนอายุ 32 ปี ซึ่งนักท่องเที่ยวรายนี้ได้เดินทางเข้าประเทศไทยก่อนที่ประเทศจีนจะปิดสนามบินอู่ฮั่น และวันนี้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการวิจัยยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรกับไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อศึกษาวิจัยประสิทธิผลของยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรในการต้านเชื้อไวรัส ระหว่างกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และองค์การเภสัชกรรม

วันนี้ได้รับรายงาน ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการทั้ง 2 แห่ง(กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ได้ผลยืนยันพบผู้ป่วยเพิ่ม 2 ราย รายที่ 1 เป็นหญิงไทยอายุ 31 ปี อาชีพแม่บ้าน ขณะนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลราชวิถี แพทย์ตรวจพบปอดอักเสบที่หาสาเหตุไม่ได้ แพทย์ได้ซักประวัติเพิ่มเติมพบประวัติสมาชิกในครอบครัวเดินทางกลับจากประเทศจีน รายที่ 2 เป็นชายไทยอายุ 29 ปี อาชีพทำงานสัมผัสใกล้ชิดนักท่องเที่ยวชาวจีน มาอาการด้วยอาการ ไข้ ไอ รับรักษาอยู่ที่สถาบันบำราศนราดูร ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ควบคุมโรคได้ทำการสอบสวนและเก็บตัวอย่างจากผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยทั้ง 2 ราย เพื่อส่งตรวจต่อไป  และในบ่ายวันนี้จะนำข้อมูลผู้ป่วยและการสอบสวนโรคเบื้องต้นเข้าสู่การพิจารณาของคณะผู้เชี่ยวชาญ 3 ด้านต่อไปเพื่อพิจารณาโดยละเอียดอีกครั้งทำให้ขณะนี้ มีผู้ป่วยยืนยัน รวม 37 คน กลับบ้านได้ 22 คน คิดเป็นร้อยละ 60 ผู้ป่วยยืนยัน รักษาอยู่ที่โรงพยาบาล 15 คน

ทั้งนี้ การที่เราพบผู้ป่วยยืนยันเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากการที่กระทรวงสาธารณสุขปรับนิยามการเฝ้าระวังคัดกรองตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 โดยขยายพื้นที่ครอบคลุมประเทศเสี่ยงใหม่ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ จีน (ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน) และ 8 จังหวัดของไทย คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงราย สมุทรปราการ กระบี่ ภูเก็ต ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์

ประเทศไทยได้มีการคัดกรองผู้เดินทางจากทุกด่าน ทั้ง ด่านท่าอากาศยาน ด่านท่าเรือ ด่านพรมแดนทางบก และ จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 3,141,879 คน (24 กุมภาพันธ์ 2563) รวมถึงการเฝ้าระวังที่โรงพยาบาลและชุมชน พบผู้อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง 1,580 คน กักตัวไว้ที่โรงพยาบาล 420 คน กลับบ้านได้ 1,160 คน

ขอให้ประชาชนเลี่ยง เลื่อน การเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค หากเลี่ยงไม่ได้ขอให้ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข คือ หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีคนหนาแน่น สวมหน้ากากอนามัย  หมั่นล้างมือ และเมื่อกลับมาจากประเทศเสี่ยงให้แยกตัวเองออกจากสมาชิกในครอบครัว สังเกตอาการตัวเอง 14 วันหากมีไข้ ไอ จาม ให้พบแพทย์ทันที

อดีตส้มหวานยันไร้ค่าตัวซบภท. หัก‘ทอน-ปิยบุตร’เป็นสิทธิ์ ไม่ต้องคุย

อดีตส้มหวานยันไร้ค่าตัวซบภท. หัก‘ทอน-ปิยบุตร’เป็นสิทธิ์ ไม่ต้องคุย

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 13.21 น.

อดีตส้มหวานยันไร้ค่าตัวซบภท. หัก‘ทอน-ปิยบุตร’เป็นสิทธิ์ ไม่ต้องคุย ‘ศรีนวล’ ปัดเอี่ยวช่วยดูด ชี้แค่พูดความจริง

เมื่อเวลา​ 12.30 น.วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 ที่รัฐสภา​ นายวิรัช พันธุมะผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าย้ายมาพรรคภูมิใจไทย​ (ภท.)​ ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล​ รองนายกรัฐมนตรี​และรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ชักชวนมาหลายเดือนแล้ว แต่ขณะนั้นตนยังอยู่พรรคอนาคตใหม่ ยืนยันว่าตนไม่มีค่าตัวใดๆ มาด้วยใจ​ เพราะรักในหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รู้จักกันมานาน 20 ปี ไม่มีลังเล​ เพราะตั้งใจที่จะมา มีการสมัครเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้คุยกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล แล้วหรือยัง นายวิรัช กล่าวว่า ไม่ต้องคุย​ มันเป็นสิทธิ​ เมื่อพรรคถูกยุบแล้วถือเป็นสิทธิ์ของตน เมื่อยุบแล้วมันต้องหาพรรคใหม่ ตนไม่ได้ย้ายตอนพรรคอนาคตใหม่ยังอยู่ และตนจะไปไหนจะดูว่าไปสร้างประโยชน์ให้กับบ้านที่เคยอยู่

เมื่อถามว่า​ จะมี​ ส.ส.อดีตพรรคอนาคตใหม่มาอีกหรือไม่ นายวิรัช กล่าวว่า ตนไม่ยุ่ง มาคนเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนายวิรัชให้สัมภาษณ์นายอนุทินได้เดินมาพอดี​ นายวิรัชยิ้มและได้ชี้ไปที่นายอนุทิน พร้อมกล่าวว่า “ผมรักท่านมากที่สุด” ขณะที่นายอนุทิน ได้กล่าวว่า “ผมรู้จักท่านมา 30 ปีแล้ว ท่านให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อกฎหมายเยอะมาก เพราะเป็นคนที่มีความรู้ด้านกฎหมาย เราต้องการความรู้ความสามารถของท่าน เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า​ คนอื่นๆสมัครแล้วหรือยัง นายวิรัช ตอบว่าไม่ทราบ

ด้าน น.ส.ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสข่าวว่าส่วนในการช่วยดึง ส.ส.อดีตพรรคอนาคตใหม่ มาเข้าร่วมพรรคภูมิใจไทย ว่า ไม่มี ตนแค่ตอบไปด้วยความเป็นจริง มีคนมาถามหลายคนว่าอยู่พรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างไรบ้าง ตนก็ตอบไปว่าสบายดี เราอยู่กันเป็นครอบครัวเดียวกัน อบอุ่น และเราตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน การย้ายมาอยู่พรรคนี้ทำให้เกิดการพัฒนาได้มากขึ้น คิดว่าในการพัฒนาในอนาคต ประชาชนจะได้ประโยชน์มาก เราอาสามาอยู่ในจุดนี้เพื่อมาแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน  เรื่องสุขภาพ และในทุกๆ เรื่อง เรามีความตั้งใจพัฒนาร่วมกันเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง และผลประโยชน์ของประชาชนให้ได้มากที่สุด นี่คือความตั้งใจที่อาสาเข้มาเป็นส.ส.ในครั้งนี้ จะไม่ให้ประชาชนผิดหวังในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

“เรามาอยู่จุดนี้ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก รัฐมนตรีทุกกระทรวงอาสาเข้ามาเพื่อมาพัฒนาประเทศชาติ บ้านเมือง ไม่ว่าใครจะอยู่ฝั่งไหนก็ทำงานร่วมกันได้ทั้งหมด ดังนั้นอยากจะชี้แจงว่า การที่ใครจะมาอยู่พรรคไหน ที่ไหน คนแต่ละคนคิดและพิจารณาด้วยตนเอง แต่ละคนก็เป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว” น.ส.ศรีนวล กล่าว 

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่พรรคอื่นแซวกันว่าส.ส.ที่ย้ายออกไปเหมือนสามล้อถูกหวย น.ส.ศรีนวล กล่าวว่า ไม่มี เป็นความคิดของแต่ละคน เราห้ามกันไม่ได้ เขาคิดกันมาเอง ทำกันเอง ดังนั้นเราห้ามเขาคิดไม่ได้ เราตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อให้เกิดการพัฒนาต่อประชนให้ดียิ่งขึ้น

'สุทิน'ตะเพิด'บิ๊กตู่'พ้นนายกฯ อัดทำเศรษฐกิจถดถอย-เกิดความเหลื่อมล้ำ

'สุทิน'ตะเพิด'บิ๊กตู่'พ้นนายกฯ อัดทำเศรษฐกิจถดถอย-เกิดความเหลื่อมล้ำ

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 15.23 น.

"สุทิน"อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แนะ"นายกฯ"ลาออก หลังบริหารประเทศทำเศรษฐกิจถดถอย-เกิดความเหลื่อมล้ำสูง อัดนโยบาย"ประชารัฐ"เอื้อเอกชน ไร้ประชาชนมีส่วนร่วม จนกลายเป็น"เอกชนกับรัฐ"

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 ที่รัฐสภา นายสุทิน คลังแสง ส.ส. มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า ตนเห็นว่า
รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังสร้างปัญหาให้กับประเทศด้านเศรษฐกิจเป็นประวัติศาสตร์ เพราะนโยบายของรัฐบาล ทำให้เกิดความถดถอยทางเศรษฐกิจ และเกิดความเหลื่อมล้ำถึงขนาดที่ว่า คนรวยจะไม่มีโอกาสจน คนจนไม่มีโอกาสรวย ดังนั้น การชี้แจงของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวานนี้ (24 กุมภาพันธ์) ที่ยืนยันว่า เศรษฐกิจดีนั้น ตนรู้สึกยิ่งไม่ไว้วางใจ เพราะไม่ยอมรับความจริง ซึ่งเป็นพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาในขณะนี้

ดังนั้น ตนมีความรู้สึกว่า ตนกับรัฐมนตรี พูดปัญหากันคนละประเทศหรือไม่ เพราะรัฐบาลพร่ำบอกว่า เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง แต่เมื่อไปดูความเป็นจริง ปรากฏว่า มีโรงงานทยอยปิดตัว นายจ้างไม่มีศักยภาพในการจ้างงาน ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะยกเอาสถิติการเปิดโรงงานที่ผ่านมา แต่โรงงานดังกล่าว กลับไม่สามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ ขณะที่หนี้สินครัวเรือนพบว่าพุ่งขึ้นเป็น 13 ล้านล้านบาท หรือ 80% ของจีดีพี สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งเป็นการบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไปไม่ได้

"การที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ส่วนหนึ่งมาจากปมด้อยของตัวนายกฯ เอง ที่เข้าสู่อำนาจโดยยึดอำนาจ ทั่วโลกบอยคอต สหภาพยุโรปมีมาตรการลงโทษไทย ส่งผลให้ไม่สามารถส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศได้ อีกทั้งการที่เศรษฐกิจตกต่ำในขณะนี้ท่านอ้างสงครามการค้า โทษปัญหาต่างๆ แต่อันที่จริงปัญหาอยู่ที่ตัวท่านเอง จะเห็นได้ว่าการอภิปรายที่ผ่านมาสมาชิกพยายามชี้ให้เห็นถึงการเอื้อคนรวย ซึ่งส่วนตัวเห็นว่า วันนี้ท่านต้องใช้คนรวยให้เหมาะสม โดยการใช้คนเหล่านี้ในการช่วยคนจน" นายสุทิน กล่าว

นายสุทิน อภิปรายต่อว่า ทั้งนี้ สารตั้งต้นของความถดถอยทางเศรษฐกิจนั้น เริ่มมาจากการที่ทางรัฐบาลได้เชิญ 24 บริษัทกลุ่มทุนใหญ่ เมื่อปี 2558 เพื่อดำเนินการโครงการ "ประชารัฐ" โดยอ้างว่า จะเป็นการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจร่วมกัน 3 ฝ่าย แต่ปรากฏว่า รัฐบาลกับไม่ให้โอกาสประชาชนในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพราะกังวลว่า พูดไปแล้วจะโดนมาตรา 44 อาจจะถูกปรับทัศนคติ ดังนั้น กลายเป็นว่า เป็นโครงการ "เอกรัฐ" นั่นก็คือ "รัฐกับเอกชน" เท่านั้น และเชื่อว่า บริษัทประชารัฐสามัคคีตามต่างจังหวัด ตนขอท้าเลยว่า มีไม่ถึง 5 จังหวัด ที่ยังดำเนินกิจการอยู่ ที่เหลือน่าจะมีแต่โต๊ะเก้าอี้ที่มีฝุ่นเกาะเท่านั้น ทั้งๆ ที่ประชารัฐเป็นแนวคิดที่ดี แต่พอทำจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเป็นการเปิดประตูให้เอกชนเข้ามานั่งบริหารประเทศ และกำหนดไปถึงรายละเอียดผ่านคณะทำงานขับเคลื่อนร่วมภาครัฐกับเอกชน เป็นการเปิดให้เสือไปถึงห้องเนื้อสด จึงเหลือแต่เอกชนกับรัฐบาลจนกลายเป็นเอกรัฐ กลุ่มทุนประชารัฐ 24 ทุน ได้งานและโครงการมากมายมหาศาล วันนี้ไม่มีทางกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการบริโภคได้ เพราะประชาชนไม่มีเงิน โดยมาจากการที่เศรษฐกิจฐานรากถูกทำลายแล้ว และทอดทิ้งเกษตรกร

นายสุทิน กล่าวด้วยว่า ความเหลื่อมล้ำที่ตนว่ามาทั้งหมดบางคนอาจมองวิตกเกินไปนั้น แต่ตนมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะกำลังเป็นการไล่ล่าอาณานิคมกันในประเทศด้วยคนไทยด้วยก้น โดยมีกรรมการที่ชื่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่คอยส่งเสริม ถ้าปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำเดินหน้าต่อ คนจนจะไม่มีกิน อาชีพถูกยึดหมด เรียนจบมาตกงานกันหมด ไปทำงานโรงงานก็เจอกับสภาพที่โรงงานปิดทุกวัน อีกทั้งหุ่นยนต์จะเข้ามาแทนแรงงาน พอจะกลับไปค้าขายที่บ้านก็เจอกับทุนใหญ่ร้านสะดวกซื้ออีก เมื่อคนไม่มีทางไปย่อมจะเกิดความขัดแย้ง ซึ่งเป็นภูเขาเกลือที่เมื่อถึงจุดหนึ่งคนในสังคมจะอยู่กันไม่ได้ ท่านรักความมั่นคงขนาดไหนก็ตาม แต่มิติใหม่ในเรื่องความมั่นคงไม่ใช่เรื่องดินแดนอีกแล้ว แต่เป็นการแย่งชิงทรัพยากรเพื่อปากท้องของตัวเอง

"ชาวบ้านถามว่าจะปลดนายกฯ ได้หรือไม่ ผมบอกว่าอย่าตั้งความหวังขนาดนั้น แต่สำหรับผมเองมองข้ามไปแล้ว เพราะสนใจว่าประเทศไทยจะอยู่กันอย่างไรมากกว่า ภายใต้ความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ผมขอไม่ไว้วางใจให้นายกฯ อยู่ในตำแหน่งต่อไป เพราะนายกฯ แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ถ้าอยู่ต่อไปความเหลื่อมล้ำจะมีมากขึ้น ซึ่งอาจจะมีวิกฤตทางสังคมไปทั่วประเทศ ดังนั้น การยุบสภาไม่ใช่ทางออก เพราะสภาไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะฉะนั้น ตนขอให้นายกฯ ลาออกเท่านั้น" นายสุทิน กล่าว

 

'ดอน'โต้ฝ่ายค้านปัดไทยเป็นลูกไล่จีน ปล่อยน้ำโขงแก้แล้ง-ไม่ใช่ไปอ้อนวอน

'ดอน'โต้ฝ่ายค้านปัดไทยเป็นลูกไล่จีน ปล่อยน้ำโขงแก้แล้ง-ไม่ใช่ไปอ้อนวอน

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 15.49 น.
 
 “ดอน”โต้ฝ่ายค้าน ปัดไทยเป็นลูกไล่จีน แจงการเดินทางไปจีนขอให้ปล่อยแม่น้ำโขงแก้ภัยแล้ง เพราะรมว.ต่างประทศ 2ประเทศ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่ใช่ไปอ้อนวอน 
 
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 ที่รัฐสภา นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวชี้แจงกรณีนายเอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ อภิปรายระบุกระทรวงต่างประเทศเกรงใจราชสีห์จีนต้องเดินทางไปประเทศจีนอ้อนวอนให้ช่วยปล่อยน้ำโขงลงมา เพื่อช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งประเทศไทยในช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า การเดินทางไปประเทศจีน เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา ไม่มีการอ้อนวอนแต่อย่างใด แต่ไปในฐานะมิตร
 
เนื่องจากรมว.ต่างประเทศของจีนและไทยมีความสัมพันธ์ที่ดี เคยขอกันเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวกับแม่น้ำโขงแล้วก็ได้ตามที่ขอ เช่น การขอไม่ให้มีการขุดลอกเกาะแก่งที่จะมีผลต่อวิถีชีวิตของชุมชนเพราะแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำแห่งวิถีชีวิตชุมชนของประเทศต่างๆ ซึ่งกรณีวันที่ 23 ม.ค.ได้กล่าวถึงภัยแล้งในประเทศไทย จึงขอให้จีนช่วยพิจารณาจะทำอะไรได้บ้างตามที่จะทำได้ ซึ่งรมว.ต่างประเทศจีนรับปากจะช่วยพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหา  หลังจากที่ตนเดินทางกลับในวันเดียวกันถึงประเทศไทยช่วงค่ำวันที่ 23 ม.ค.ได้รับคำตอบจากจีนว่า จีนจะเพิ่มระดับการปล่อยแม่น้ำโขงมาช่วยไทย ตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค.เป็นต้นไป 
 
 
ชมสด! ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลวันที่2

ชมสด! ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลวันที่2

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 10.04 น.
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภาเกียกกาย ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฏร โดยมีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฏร ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเป็นวันที่ 2 

สำหรับลำดับการอภิปรายฯรัฐมนตรีครั้งนี้ ประกอบด้วย       

(1) พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม

(2) ร้อยเอก ธรรมนัส  พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์

(3) นายวิษณุ  เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

(5) พลเอก อนุพงษ์  เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย

(6) พลเอก ประวิตร  วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการหารือของวิปฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ได้ข้อสรุปเบื้องตันว่า ในการอภิปรายญัตติขอเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจฯ ครั้งนี้

1. กำหนดการพิจารณาวันจันทร์ที่ 24 ก.พ. 63 เวลา 13.30 น. ถึงวันพุธที่ 26 ก.พ. 63 แต่ถ้าไม่จบจะอภิปรายต่อในวันพฤหัสบดีที่ 27 ก.พ. 63 (ปิดอภิปราย 19.00 น. แล้วให้ผู้เสนอสรุปญัตติ)

2.ในการประชุมของแต่ละวัน จะเลยกำหนด 24.00 น. และพักการประชุมมาประชุมใหม่ในวันรุ่งขึ้น เวลา 9.30 น.

3. วันลงมติ กำหนดเวลาลงมติ 9.30 น.

4. กำหนดผู้อภิปราย ฝ่ายค้านจะส่งรายชื่อครั้งละ 3 คน พร้อมกำหนดเวลาการอภิปราย โดยจะมีผู้อภิปรายประมาณ 44 คน

 .................................................
 
ปูพรมค้นยึดอาวุธปืนทั่วประเทศ! ยึดของกลางกว่า329กระบอก-กระสุนเกือบหมื่นนัด

ปูพรมค้นยึดอาวุธปืนทั่วประเทศ! ยึดของกลางกว่า329กระบอก-กระสุนเกือบหมื่นนัด

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 15.43 น.

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 พ.ต.อ.กฤษณะ  พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดถึงผลการปฏิบัติการการตรวจค้นจับกุม การครอบครองอาวุธปืน เครื่องกระสุนและส่วนประกอบอาวุธปืนผิดกฎหมาย เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เปิดปฏิบัติการ การตรวจค้นจับกุม การครอบครองอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนและส่วนประกอบอาวุธปืนผิดกฎหมาย จากข้อมูลการสืบสวน การจับกุมและขยายผล ตลอดจนแหล่งรับซื้อ แหล่งจำหน่าย กระจายตามเป้าหมายยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์  ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.)รับผิดชอบงานด้านสืบสวนสอบสวนและด้านความมั่นคง ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด ดำเนินการขับเคลื่อนสืบสวน ปราบปราม จับกุม แหล่งที่มาและการครอบครองเกี่ยวกับอาวุธปืน ที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากมีการลักลอบประดิษฐ์ ดัดแปลง ซื้อขายอาวุธปืนทางสื่อออนไลน์ และอาจนำมาก่ออาชญากรรมที่รุนแรงได้ ทำให้เกิดปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและการก่อความไม่สงบเรียบร้อยในสังคม

ซึ่งปฏิบัติการดังกล่าว มีเป้าหมายตรวจค้น จำนวน 460 เป้าหมาย พบความผิด จำนวน 214 เป้าหมาย สามารถจับกุมผู้กระทำความผิด จำนวน 245 ราย ตรวจยึดของกลาง อาวุธปืน จำนวน 329 กระบอก เป็นอาวุธปืนพกสั้น จำนวน 249 กระบอก , อาวุธปืนยาว จำนวน 80 กระบอก และ เครื่องกระสุนปืน จำนวน  9,681 นัด 

 

อาฟเตอร์ช็อคโควิด-19! ฉุด‘ธุรกิจประมง’เสียหายนับพันล้าน

อาฟเตอร์ช็อคโควิด-19! ฉุด‘ธุรกิจประมง’เสียหายนับพันล้าน

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 15.04 น.

25 กุมภาพันธ์ 2563 นายบรรจง จำนงศิตธรรม รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ที่แพร่ระบาดอย่างหนักในจีนและขยายวงกว้างไปอีกหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยด้วยนั้นส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจการค้าโลก โดยธุรกิจภาคการประมงนั้น ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2563 เป็นต้นมา การส่งออกสินค้าสัตว์น้ำของไทยไปยังจีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก รองจากสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นชะลอตัว เนื่องจากมีความยากลำบากในการขนส่งมากขึ้น โดยเฉพาะกุ้งทั้งแบบมีชีวิต และกุ้งสดแช่เย็นที่ต้องขนส่งอย่างรวดเร็ว และต้องใช้บริการการขนส่งทางอากาศเท่านั้น แต่จากการประกาศยกเลิก หรือปรับลดเที่ยวบินทำให้ปริมาณการส่งออกกุ้งที่น้อยลงอย่างมาก

ทั้งนี้ สถิติของกรมประมงในปี 2562 พบว่า การส่งออกกุ้งมีชีวิตและกุ้งสดแช่เย็น (กุ้งขาวแวนนาไมและกุ้งกุลาดำ) ไปจีนมากถึง 10,240 ตัน มูลค่า 2,217 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 61 ของสินค้าประมงทั้งหมดที่ส่งออกไปจีน แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์โรคระบาดไวรัสโควิด-19 คาดการณ์ว่าการส่งออกสินค้ากุ้งมีชีวิตและกุ้งสดแช่เย็นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน 2563 จะลดลงร้อยละ 50-95 เหลือเพียง 1,500-2,900 ตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 340-650 ล้านบาท สำหรับสินค้าอื่นๆ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปและปลาแช่เย็น-แช่แข็งได้รับผลกระทบเล็กน้อยเพราะมีการส่งออกเพียงร้อยละ 6

นอกจากนี้ยังมีผลกระทบจากการบริโภคสินค้าสัตว์น้ำภายในประเทศลดลงเพราะนักท่องเที่ยวเข้ามาไทยน้อยกว่าปกติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่นิยมรับประทานอาหารทะเล นักท่องเที่ยวต่างประเทศซึ่งมีกำลังซื้อมากจะใช้จ่ายเงินประมาณ 5,290 บาทต่อคนต่อวันซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่ม

คิดเป็นร้อยละ 19 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด (ที่มา : สำนักสถิติแห่งชาติ) เป็นค่าใช้จ่ายในการบริโภคสัตว์น้ำของนักท่องเที่ยวร้อยละ 2.5 - 5 จึงคาดการณ์ว่า จะทำให้สูญเสียรายได้จากจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำถึง 264.5 - 529 ล้านบาท  รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นประมาณ 604.5 – 1,179 ล้านบาท 

ล่าสุดช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำภาคใต้ ด้วยการเปิดสั่งจองกุ้งสด ไร้สารตกค้าง เกรดส่งออกประเทศจีนทางออนไลน์ในราคาย่อมเยา โดยกุ้งกุลาดำขนาด 30 - 40 ตัว/กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 250 บาทและกุ้งกุลาดำขนาด 40 - 50 ตัว/กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 200 บาท ซึ่งกรมประมงจัดกิจกรรมดังกล่าวจะมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือนเพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการตลาดภายในประเทศ ผู้บริโภคสามารถร่วมช่วยเหลือเกษตรกรโดยการสั่งจองสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ https://coastalaqua.fisheries.go.th/

preorder/public/t/กุ้งทะเลได้จนถึงวันที่ 1 มีนาคม และรับสินค้าที่กองวิจัยและพัฒนาสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง (ติด BTS เกษตรศาสตร์) ได้ในวันที่ 2 มีนาคม ตั้งแต่เวลา 09.30 - 12.00 น. สอบถามรายละเอียดได้ที่ Call Center กรมประมง โทรศัพท์ 0 2562 0569


  • ........................................................................
     
    25 ก.พ. 2563

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน