*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5841
  • จำนวนผู้ชม : 3462031
  • จำนวนผู้โหวต : 1716
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1716 คน
<< มีนาคม 2020 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 627 , 13:11:03 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

          ข่าวส.ส.สาวหน้าใหม่พรรค"เพื่อไทย"ออกมาไล่รัฐบาลกับเขาด้วย คงไม่คุันปูมหลังพรรคตัวเอง ที่เอาแต่โกง ๆ ๆ ๆ ๆ  จน

เศรษฐกิจไทยเป็นแผลใหญ่มาจนถึงปัจุบัน จึงเมื่อถึงเวลาของตัวเองบ้าง ก็เลยโหนกระแสไวรัสระบาดว่ารัฐบาลไม่มีน้ำยาจนต้องไล่

ออกไปเสียโดยเร็ว

 

 

เผย 2 คนไทยติดเชื้อโควิดเพิ่งกลับจากดูงานอิตาลี ยอดผู้ป่วยพุ่ง 50 ราย

เผย 2 คนไทยติดเชื้อโควิดเพิ่งกลับจากดูงานอิตาลี ยอดผู้ป่วยพุ่ง 50 ราย

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2563, 12.44 น.

กระทรวงสาธารณสุขเผย 2 คนไทยที่พบติดเชื้อโควิด-19 เป็นกลุ่มพนักงานคนไทยกลับจากดูงาน "อิตาลี" โดยกลุ่มนี้ป่วยแล้ว 3 ใน 6 คน ส่งผลยอดรวมผู้ติดเชื้อ 50 ราย (อ่านข่าวก่อนหน้านี้ : ไทยพบมีผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่ม 2 คน สธ.เตรียมแถลง)

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 7 มี.ค.63 ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จังหวัดนนทบุรี นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงภาพรวมสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 (ประจำวันที่ 7 มี.ค.) โดยประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 25 ของโลก ยอดรวมผู้ติดเชื้อสะสมทั้งสิ้น 50 ราย แยกเป็นผู้ป่วยกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล 18 ราย รักษาหายดีแล้ว 31 ราย เสียชีวิต 1 ราย

ขณะที่วันนี้มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 2 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกเฝ้าระวังจำนวน 6 ราย กรณีเดินทางกลับจากการดูงานประเทศอิตาลี โดยกลุ่มพนักงานบริษัทกลุ่มนี้ก่อนหน้านี้มีชายชาวไทยอายุ 42 ปี อาชีพพนักงานบริษัท มีประวัติเดินทางมาจากประเทศอิตาลี เดินทางเข้าประเทศไทยวันที่ 2 มี.ค.63 เดินทางมารักษาด้วยตนเองที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 3 มี.ค.63 ด้วยอาการ ไข้ ไอ เจ็บคอ

ส่วนภาพรวมการติดเชื้อทั่วโลกแตะแสนรายแล้ว โดยในประเทศได้ดำเนินมาตรการคัดกรองอย่างเข้มงวด นอกจากนี้นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เรียกประชุมบูรณาการมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 โดยมีการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงคมนาคม กรมการขนส่งทางบก เพื่อรองรับกรณัแรงงานผิดกฎหมายเดินทางกลับจากประเทศเกาหลีใต้และบางส่วนใช้บริการรถสาธารณะ ซึ่งต้องขอร้องว่ามาตรการสาธารณสุขจะกระทบต่อความสะดวกสบายของประชาชน เช่น การลดกิจกรรมทางสังคม การเดินทาง การกักตัว 14 วันและการใช้หน้ากากอนามัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกระจายในวงกว้าง

ด้าน นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนตื่นตัวโทรศัพท์เข้ามาสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับโรคโควิด-19 โดยติดต่อสอบถามมายังฮอตไลน์หมายเลข 1422 จากระดับ 100 ครั้งต่อวัน เพิ่มขึ้นมาเกือบ 2,000 ครั้งต่อวัน จนเกิดปัญหาโทรเข้าไม่ได้ สธ.จึงเปิดช่องทางเพิ่มเติมในโซเซียลมีเดีย เฟซบุ๊ก ไลน์ ทวิตเตอร์ ในเพจ "ไทยรู้สู้โควิด" และแชทบอท " Kor-Ror ok" สำหรับตอบคำถามทั่วไปแบบอัตโนมัติ 

อย่างไรก็ตาม พบว่ามีประเทศเฝ้าระวังจำนวนมากอยู่ในยุโรปจึงขอให้ประชาชนที่เดินทางกลับจากประเทศเฝ้าระวัง สมัครใจดูแลตนเองเพื่อให้เกิดความสำเร็จในการควบคุมโรค

"อยากให้สื่อมวลชนช่วยนำเสนอข่าวในแง่มุมดีๆ ในมุมมองเชิงสร้างสรรค์ เช่น ซีพีบริจาคอาหาร 3 มื้อ แบบส่งถึงบ้านฟรีให้กับผู้สมัครใจกักตัวเองในบ้านพัก หรือการรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการกักตัวเองในบ้านพัก เพื่อทำให้กลุ่มแรงงานที่กลับจากต่างประเทศเห็นภาพตัวอย่างที่เป็นเชิงบวก รวมถึงการขอความร่วมมือเข้าไปกักตัวในสถานที่ราชการ กรณีมีการต่อต้านอยากให้มองสัตหีบเป็นตัวอย่าง ที่ภาครัฐสามารถดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมได้และขอให้ตระหนักว่าทุกคนเป็นคนไทยเช่นกัน" โฆษกกระทรวงสาธารณสุขกล่าว 

 

ไวรัสร้ายกัดกิน3,491ชีวิต ทั่วโลกป่วย'โควิด-19'ทะลุ102,180คน

ไวรัสร้ายกัดกิน3,491ชีวิต ทั่วโลกป่วย'โควิด-19'ทะลุ102,180คน

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2563, 11.45 น7 มีนาคม 2563 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดทั่วโลกในขณะนี้ ล่าสุดยอดผู้ป่วยสะสมพุ่ง 102,180 คน โดยอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่มากที่สุด 80,651 ราย รองลงมาคือประเทศเกาหลีใต้ 6,767 คน อิหร่าน 4,747 คน และอิตาลี 4,636 คน

ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 3,491 ราย ในจำนวนนนี้อยู่ที่หูเป่ยซึ่งเป็นแหล่งระบาดจำนวน 2,959 ราย อิตาลี 197 ราย อิหร่าน 124 ราย เกาหลีใต้ 44 ราย ส่วนผู้ที่รักษาหายแล้วมีจำนวน 57,389 คน 

สำหรับอาการป่วยพบมากที่สุดจากโรคโควิด-19 ตามการเก็บข้อมูลของดับเบิลยูเอชโอนั้น ส่วนใหญ่มีอาการไข้ ไอแห้งแต่เป็นไปได้ว่าอาจมีเสมหะร่วมด้วย ร่างกายอ่อนล้า และหายใจลำบาก 

'อนามัยโลก'จี้ทุกชาติทุ่มกำลังสกัด'โควิด-19' ย้ำไม่มีอะไรสำคัญกว่านี้แล้ว!!

'อนามัยโลก'จี้ทุกชาติทุ่มกำลังสกัด'โควิด-19' ย้ำไม่มีอะไรสำคัญกว่านี้แล้ว!!

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2563, 08.53 น.

7 มี.ค. 2563 สำนักข่าวรอยเตอร์ เสนอข่าว "WHO urges countries to make containing coronavirus highest priority" ระบุว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) มีคำแถลงเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2563 ตามเวลาท้องถิ่นของเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เรียกร้องให้ทุกชาติจัดลำดับการระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 เป็นเรื่องที่ต้องจัดการเป็นสิ่งแรก พร้อมกับยกย่องประเทศอิหร่านว่าเป็นตัวอย่างที่ดีในการทุ่มสรรพกำลังทุกสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้ลงไปกับเรื่องนี้

ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส (Tedros Adhanom Ghebreyesus) ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก กล่าวว่า ขณะนี้ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 จ่อทะลุ 1 แสนคนแล้ว และการระบาดกำลังขยายตัวทางภูมิศาสตร์และเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง จึงยังคงแนะนำอย่างต่อเนื่องให้ทุกประเทศให้ความสำคัญสูงสุดในการสกัดกั้น อนึ่ง รายงานผู้ติดเชื้อขององค์การอนามัยโลกจะช้ากว่าเล็กน้อย โดยล่าสุดพบผู้ติดเชื้อรวม 100,300 ราย

 

กักตัวดูอาการ 'ผีน้อยชาวสุรินทร์' เพิ่งกลับจากเกาหลีใต้7ราย

กักตัวดูอาการ 'ผีน้อยชาวสุรินทร์' เพิ่งกลับจากเกาหลีใต้7ราย

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2563, 12.53 น.
ชาวสุรินทร์ที่กลับจากต่างประเทศเสี่ยงเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวน 7 ราย ยอมกักตัวดูอาการ 14 วันแล้ว ขณะที่ผู้ว่าฯสุรินทร์แจงบุคคลทั้ง 7 คนยังไม่มีอาการป่วยไข้ การขอความร่วมมือกักตัว เป็นมาตรการควบคุมโรค เพื่อเฝ้าดูอาการจนกว่าจะพ้นระยะฟักตัวของโรคคือ 14 วันเท่านั้น

นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ กล่าวถึงกรณีคนไทยกลับจากเกาหลีใต้แล้วเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ และมาใช้ชีวิตอยู่เป็นปกติในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ จนมีการแชร์ผ่านสื่อโซเชียลจำนวนมากจึงได้สั่งการให้นายอำเภอเมืองสุรินทร์ และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ จัดชุดเคลื่อนที่เร็วออกค้นหาจนพบตัวและเจ้าหน้าที่ได้ทำการซักประวัติสอบสวนโรค และการตรวจของแพทย์ขณะนี้ไม่พบว่าบุคคลดังกล่าวมีอาการป่วย แต่อย่างใด

"จากการสอบสวนเพิ่มเติมบุคคลดังกล่าวอ้างว่าถูกกักตัวเพื่อดูอาการของโรคที่เกาหลีใต้มาแล้ว 14 วัน จึงเดินทางเข้าประเทศไทย มาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 เมื่อถามหาหลักฐานที่ยืนยันว่า ได้ถูกกักตัวไว้ 14 วัน แต่ไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ ประกอบกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ได้สอบถามไปยังกรมควบคุมโรค ได้รับการยืนยันว่า ไม่มีข้อตกลงระหว่างไทยกับเกาหลีใต้เรื่องให้กักตัวคนไทยเพื่อดูอาการของโรคก่อนให้เดินทางออกนอกประเทศ" นายไกรสร กล่าว

ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทางโรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน ได้เพิ่มเติมบุคคลดังกล่าวอีก 6 ราย รวมวันก่อน 1 รายเป็นทั้งสิ้น 7 รายที่อยู่ในความดูแลของแพทย์ ซึ่งทั้งหมดยังไม่มีอาการติดเชื้อ COVID -19 มีเพียงรายเดียวที่เป็นเด็ก มีไข้ สอบสวนโรคมาจากสาเหตุเด็กเพิ่งให้วัคซีนตามวงรอบปกติของการดูแลให้วัคซีนในเด็ก จึงได้แยกตัวเด็กมาอยู่ในความดูแลของแพทย์ที่โรงพยาบาลสุรินทร์อย่างใกล้ชิด ส่วนการดูแลผู้ที่ให้ความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เหล่าชาดจังหวัดได้จัดหาอาหารหลักครบ 3 มื้อพร้อมกับอาหารว่างอีกจำนวนหนึ่ง ทางจังหวัดขอยืนยันว่าดูแลดี ที่พักสะอาด พร้อมกับมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบ เพราะเขาไม่ได้มีความผิดอะไร และยังไม่ใช่คนป่วยอีกด้วย

เจ้าหน้าที่จึงได้ขอความร่วมมือจากบุคคลดังกล่าวในการขอกักตัวไว้ดูอาการของโรค 14 วันนับแต่วันที่เดินทางมาถึงประเทศไทย โดยขณะนี้ได้เชิญบุคคลทั้ง 7 คนไปกักตัวไว้ที่ โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน มทบ. 25 อำเภอเมืองสุรินทร์ ภายใต้การดูแลของแพทย์ ตามนโยบายของ พลโท ธัญญา เกียรติสาร แม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งเจ้าตัวก็ให้ความร่วมมือด้วยดี

ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ กล่าวย้ำอีกว่า ขณะนี้บุคคลทั้ง 7 คนดังกล่าวนี้ยังไม่มีอาการป่วยไข้ การขอความร่วมมือกักตัว เป็นมาตรการควบคุมโรค เพื่อเฝ้าดูอาการจนกว่าจะพ้นระยะฟักตัวของโรคคือ 14 วันและจังหวัดจะได้ดำเนินการจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปให้คำแนะนำ และทำความสะอาดบริเวณสถานที่ที่น้องเดินทางไปในจังหวัดสุรินทร์ต่อไป ทั้งนี้ หากพบเห็นบุคคลเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง ให้แจ้งที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือนายอำเภอ สาธารณสุขอำเภอ ได้ตลอดเวลา

"ในส่วนของประชาชนที่มาซื้อจับจ่ายที่ตลาดสดของเทศบาลเมืองสุรินทร์นั้น ผู้คนจับจ่ายบางตา พ่อค้าแม่ค้าบ่นกันว่าคนที่มาซื้อขอไปทำกินกันที่บ้านนั้นมาน้อยกว่าก่อนที่จะเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น คิดว่าน่าเป็นไปได้ว่าผู้คนไม่ค่อยกล้าออกมาจับจ่ายซื้อของที่ตลาดกัน"

‘ชาญกฤช’ตอกหน้าเพื่อไทย แฉรัฐบาลในอดีต ต้นเหตุคนไทยจนพุ่งปรี๊ด

‘ชาญกฤช’ตอกหน้าเพื่อไทย แฉรัฐบาลในอดีต ต้นเหตุคนไทยจนพุ่งปรี๊ด

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2563, 10.52 น.
 

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2563 นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (ปฏิบัติงานกระทรวงการคลัง) กล่าวถึงกรณีธนาคารโลกหรือเวิลด์แบงก์ เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุดที่ระบุว่า ความยากจนและแนวโน้มความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยระหว่างปี 2558-2561 มีอัตราความยากจนของประเทศเพิ่มขึ้น เป็นมากกว่า 6,700,000 คน และมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำ รายได้ครัวเรือนลดลง  จริงอยู่ในช่วงปี 2558 เป็นต้นมา ประเทศไทยอยู่ภายใต้การบริหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่อยากขอความเป็นธรรมให้รัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งพึ่งเริ่มเข้ามาแก้ไขปัญหาที่รุมเร้าหลายประการ โดยเฉพาะวิกฤติความแตกแยกทางการเมือง ปัญหาอภิมหาคอร์รัปชั่นครั้งประวัติศาสตร์ และปัญหาทางเศรษฐกิจ ซึ่งในขณะที่เกิดวิกฤตความแตกแยกทางการเมือง GDP ของประเทศไทยเติบโตเพียง 1% เท่านั้น

เพื่อไทย โหนโควิด-19 ไล่รัฐบาลลาออกยกคณะ อาสาแก้วิกฤติแทน

เพื่อไทย โหนโควิด-19 ไล่รัฐบาลลาออกยกคณะ อาสาแก้วิกฤติแทน

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2563, 12.01 น.

“จิราพร” ยกโควิด 19 ซัด “บิ๊กตู่”ตอกย้ำไร้ประสิทธิภาพแก้วิกฤตประเทศไม่ได้ แนะ “นายกฯ-คณะลาออก”แก้วิกฤตแทน 

เมื่อ 7 มีนาคม 2563 น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด เขต 5 ในฐานะรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคาะมาตรการแจกเงินเพื่อสู้ภัยโควิด-19 ซึ่งอ้างว่าทำตามต่างประเทศนั้นน่าจะเป็นความเข้าใจที่ผิด การแจกเงินในลักษณะ “Helicopter Money” หลายประเทศนำมาใช้ในกรณีที่เศรษฐกิจดีสามารถจัดเก็บภาษีได้เกินกว่าประมาณการ จึงมีการแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อ แต่กรณีประเทศไทยนั้น ที่ผ่านมานอกจากเศรษฐกิจแย่แล้วยังเก็บภาษีได้ต่ำกว่าประมาณการ ประชาชนก็ถูกซ้ำเติมจากวิกฤตโควิด-19  การแจกเงินในภาวะเช่นนี้นอกจากจะไม่ทำให้ไทยพ้นจากวิกฤตไวรัสที่กำลังลุกลามบานปลาย ยังเร่งให้ประเทศเดินเข้าสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจเร็วขึ้นด้วย 

น.ส.จิราพร กล่าวว่า นโยบายการแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ตั้งแต่ยุค คสช. จนถึงปัจจุบัน ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ซ้ำร้ายยังสร้างความเหลื่อมล้ำมากขึ้น แม้ในปี 2562 จะมีการแจกเงินมหาศาล แต่ GDP ของไทยในไตรมาสสุดท้าย ซึ่งเป็นห้วงที่ยังไม่เกิดวิกฤตโควิด-19 แทนที่จะขยายตัวได้ดี แต่กลับขยายตัวต่ำสุดในรอบ 5 ปี ล่าสุดธนาคารโลกยังประกาศว่า ไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่มีคนจนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนให้เห็นว่าการแจกเงินไม่ใช่วิธีที่จะกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หากรัฐบาลยังมักง่ายแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยการแจกเงินแบบนี้ ก็ต้องแจกต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุ

น.ส.จิราพร กล่าวอีกว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับมาตรการรับมือเพื่อหยุดการระบาดของไวรัสเป็นอันดับแรก ที่ผ่านมารัฐบาลห้ามคนไทยเดินทางไปยังประเทศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส แต่กลับเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทุกหนแห่ง ซึ่งเป็นมาตรการที่ย้อนแย้งกันเอง และยังไม่สามารถรับมือกับพี่น้องแรงงานจากเกาหลีใต้กว่า 5,000 รายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความสุ่มเสี่ยงที่เชื้อไวรัสจะกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ ได้เร็วขึ้น เงินกว่าแสนล้านที่รัฐบาลอ้างว่าจะแจกเพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ควรจะนำมาซื้ออุปกรณ์ป้องกันเชื้อไวรัสเบื้องต้น เช่น หน้ากาก เจลล้างมือ แจกจ่ายให้กับประชาชนผ่านกลไกที่มีอยู่แล้วอย่าง สาธารณสุขจังหวัดหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล รวมถึงเน้นการสื่อสารกับประชาชนอย่างทั่วถึง โปร่งใส และตรงไปตรงมา น่าจะเป็นวิธีการรับมือที่ตรงจุดมากกว่า และหากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจจริงๆ รัฐบาลต้องอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นให้เกิดการผลิต ไม่ใช่กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนและไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนได้เลย 

“การแก้ปัญหาตั้งแต่เกิดวิกฤตต่างๆ ในอดีต รวมถึงการรับมือกับวิกฤตล่าสุดอย่างไวรัสโคโรนา เป็นการตอกย้ำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถนำพาประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤตไหนได้เลยแม้แต่วิกฤติเดียว ดังนั้นวิธีการแก้วิกฤตที่ดีที่สุดในตอนนี้ คือพลเอกประยุทธ์และคณะควรพิจารณาลาออกจากตำแหน่ง” นางสาวจิราพร กล่า

นายชาญกฤช กล่าวว่า สำหรับปัญหาทางเศรษฐกิจที่สั่งสมและพอกพูนเรื่อยมาจากรัฐบาลชุดก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเข้ามาบริหารประเทศนั้น นักวิชาการจากหลายสำนักและพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่คงยังจำกันได้ ถึงบรรยากาศที่อบอวลของการกระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้ที่ไม่เกิดรายได้ และพฤติกรรมบริโภคนิยมของรัฐบาลในอดีต ผ่านโครงการเงินกู้ประเภทต่างๆ รวมถึงโครงการประชานิยม "รถยนต์คันแรก" ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยรวบรวมข้อมูลหนี้ภาคครัวเรือนขยายตัวขึ้นเร็วมากในปี 2553–2556 เฉลี่ยปีละกว่า 1 ล้านล้านบาท คนไทยอยู่ในภาวะง่อยเปลี้ย กำลังซื้อมหาศาลที่หายไปจากการเป็นหนี้ นำไปสู่วงจรอุบาทว์ เป็นปัญหาต่อครอบครัว และฉุดรั้งเศรษฐกิจมวลรวมของประเทศในระยะยาว   

 “รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง เล็งเห็นถึงความท้าทายและต้องการที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ เพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมประชากรสูงวัย (Aging Society) แบบสมบูรณ์ในปี 2564 จึงเป็นที่มาของการยกระดับประเทศไทยและอุตสาหกรรมการผลิตไทยสู่ยุค 4.0 โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่และนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ประเทศไทยและภาคเอกชนสามารถแข่งขันได้ทั้งในเวทีระดับภูมิภาคและในเวทีโลก” นายชาญกฤช กล่าว

นายชาญกฤช กล่าวต่อว่า สำหรับพี่น้องผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งมียอดขายสินค้าที่คิดเป็นมูลค่าราว 40% ของ GDP มีการจ้างงานถึง 14 ล้านคน คิดเป็น 80-85% ของการจ้างงานในประเทศทั้งหมด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ได้สั่งการให้ยกระดับการดูแลผู้ประกอบการ SMEs เป็นวาระแห่งชาติ โดยนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ได้สั่งการให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ขยายเวลาค้ำประกันเเละปรับเงื่อนไขให้สถาบันการเงินปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้แก่ SMEs เพื่อให้ทำธุรกิจต่อไปได้ รวมถึงได้สั่งการให้ บสย. ประสานความร่วมมือไปยังธนาคารเฉพาะกิจของรัฐบาล อาทิ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพื่อเตรียมวงเงินสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ สำหรับการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและการเสริมสภาพคล่อง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการประชารัฐสร้างไทยออกมารองรับพี่น้องเกษตรกรและพี่น้องผู้มีรายได้น้อย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แต่ละชุมชนทั่วทั้งประเทศ โดยรัฐบาลได้นำร่องพัฒนาความรู้และทักษะเชิงนวัตกรรมในการประกอบอาชีพ ส่งเสริมให้เข้าถึงเทคโนโลยีการเพาะปลูก-เก็บเกี่ยวเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ยกระดับสู่เกษตรแปรรูป ส่งเสริมให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน รวมถึงการสร้างช่องทางการกระจายสินค้า ทั้งนี้เพื่อเป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างตรงจุดและอย่างยั่งยืน

 

 

'โควิด-19'โจมตี'อิตาลี'หนัก ตายเฉียด200คนพุ่งพรวด49รายในวันเดียว!

'โควิด-19'โจมตี'อิตาลี'หนัก ตายเฉียด200คนพุ่งพรวด49รายในวันเดียว!

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2563, 14.02 น.

7 มีนาคม 2563 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดในประเทศอิตาลี ล่าสุดยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีก 778 คน ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 4,636 คน จำนวนนี้อยู่ในห้องไอซียู 462 คน และเสียชีวิตแล้ว 197 คน เพิ่มขึ้น 49 คนภายในวันเดียว ส่วนใหญ่อยู่ในแคว้นลอมบาร์ดี ทางภาคเหนือและบริเวณใกล้เคียง

 
 
...................................................................
 
7 มี.ค. 2563

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน