*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5845
  • จำนวนผู้ชม : 3463619
  • จำนวนผู้โหวต : 1716
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1716 คน
<< มีนาคม 2020 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 544 , 12:27:23 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         เป็นที่ทราบกันอย่างดี ว่านักการเมืองฝ่ายค้านต้องทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ติติงนโยบายที่ไม่ถูกต้อง พร้อมทั้งสมควรให้คำ

แนะนำการดำเนินการต่างๆให้ได้ผลดี ไม่ผิดพลาด ซึ่งแท้จริงแล้ว การกระทำดังกล่าวจะเป็นการโชว์ความสามารถของฝ่ายค้านนั่นเอง 

หาใช่การเอาแต่ก่นด่า หรือต้องพูดในทางตรงกันข้ามกับรัฐบาลตลอดไปอย่างที่ฝ่ายค้านทำอยู่ในทุกวันนี้

         สำหรับทางฝ่ายรัฐบาลก็สมควรรับฟังข้อคิดความเห็นของฝ่ายค้านบ้าง สิ่งใดดีหรือเหมาะสมก็ควรให้คำชม พร้อมทั้งรับเอาไป

ปฏิบัติโดยไม่รังเกียจแต่อย่างไร

         ทั้งนี้ หากนักการเมืองทั้งสองฝ่ายถือปฏิบัติดังกล่าวแล้ว สภาผู้แทนราษฎรก็จะงามสง่าด้วยคุณค่า มิใช่เป็นสภาที่คนมองแล้ว

เมินนั่นเอง

 

 

'บิ๊กตู่'ถก'ศูนย์โควิด' จับตายกระดับคุมเข้ม เล็งใช้'รพ.บางขุนเทียน'รับผู้ป่วยหากเข้าเฟส3

'บิ๊กตู่'ถก'ศูนย์โควิด' จับตายกระดับคุมเข้ม เล็งใช้'รพ.บางขุนเทียน'รับผู้ป่วยหากเข้าเฟส3

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563, 10.17 น.

"นายกฯ"ถกคณะบริหารโควิด-19ชุดใหญ่ จับตายกระดับมาตรการคุมเข้มสถานการณ์ รบ.เตรียมใช้"รพ.บางขุนเทียน" เปิดเฉพาะกิจรองรับผู้ป่วย หากเข้าสู่ระยะที่3

มื่อเวลา 09.10 น.วันที่ 16 มีนาคม 2563 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควืด-19) โดยก่อนการประชุม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สธ. , นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค และแพทยสภา เข้าพูดคุยกับนายกฯ ที่ห้องทำงาน ชั้น 2 ไทยคู่ฟ้า คาดว่าจะเป็นการหารือการเพิ่มมาตรการคุมเข้มเพื่อเตรียมพร้อมรองรับกรณียกระดับการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เข้าสู่ระยะที่ 3

ทั้งนี้ นายอนุทิน เปิดเผยว่า ในกรณีหากมีการยกระดับการควบคุมการแพร่ระบาดเข้าสู่ระยะที่ 3 สธ.ได้มีการเตรียมการรองรับไว้แล้ว ในส่วนของโรงพยาบาลเฉพาะกิจเพื่อรองรับผู้ป่วย โดยใช้เวลาหารือเกือบ 1 ชั่วโมง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโรงพยาบาลที่เตรียมเปิดให้ศูนย์เฉพาะกิจในการรองรับผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในขณะนี้คือ โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน ของสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งได้มีการเตรียมความพร้อมเรียบร้อยหมดแล้ว และมีความพร้อม หากมีความจำเป็นต้องรองรับผู้ป่วย โดยมีบ้านเป็นหลัง มีอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้เปิดใช้ แต่จะมีที่เปิดในบางส่วนเฉพาะห้องฉุกเฉิน ส่วนแพทย์และพยาบาลที่จะดูแลรักษา ทางกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ สำนักโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งผู้สื่อข่าวยกเลิกภารกิจทั้งหมด ของรองนายกรัฐมนตรี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และนายวิษณุ เครืองาม เพื่อให้เวลาเต็มที่ในการประชุมเพิ่มมาตรการรับมือแก้ไขเชื้อไวรัสโควิด-19

ด่วน!!!ตำรวจ‘สืบนครบาล’ติดโควิด-19 พบไปมาหลายจุด ผู้การสั่งคุมเข้มป้องกัน

ด่วน!!!ตำรวจ‘สืบนครบาล’ติดโควิด-19 พบไปมาหลายจุด ผู้การสั่งคุมเข้มป้องกัน

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563, 12.21 น.
 

ด่วน!!!ตำรวจ‘สืบนครบาล’ติดโควิด-19 พบไปมาหลายจุด ผู้การสั่งคุมเข้มป้องกัน

16 มีนาคม 2563 ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บก.สส.บช.น.) มีรายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา พ.ต.อ.อิสเรศ ปาลาพงศ์ ผกก.สส.3 บก.สส.บช.น. ได้มีบันทึกข้อความ ที่ 0015(สส.) 41/104 ถึง พล.ต.ต.สันติ ชัยนิรามัย ผบก.สส.บช.น. เรื่องกำหนดมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หลังมีตำรวจในหน่วยเข้ารับการตรวจ เนื่องจากมีอาการไข้ เจ็บคอ ซึ่งจากการตรวจปรากฏว่าผลเป็นบวก ติดเชื้อไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 โดยติดจากเพื่อนที่ไปรับประทานอาหารกันมา ในวันที่ 7 มีนาคม 2563 และไปตรวจมาในวันที่ 14 มีนาคม 2563 จนพบผลติดโรคดังกล่าว

ทั้งนี้ ทางหน่วยงานจึงมีมาตรการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ณ ที่ทำการ 1.ให้กักตัวเองอยู่ในสถานที่ที่ทำการ ที่พักของตนเอง ห้ามออกนอกพื้นที่เป็นเวลา 14 วัน มีกำหนดถึง 1 เมษายนและให้เฝ้าดูอาการตนเอง หากตรวจพบมีอาการให้รีบไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ หรือโรงพยาบาลอื่นโดยเร็ว

2.งดกำลังพล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขยายการแพร่เชื้อไปยังบุคคลและสถานที่อื่น

3.สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

5.ดำเนินการประสานกับบริษัททำความสะอาด มาทำการพ่นยาฆ่าเชื้อบริเวณที่ทำการ และที่พักชั่วคราว ในวันที่ 16 มีนาคม เวลา 16.00 น. 

6.กรณีที่กำลังพลมีอาการเจ็บป่วยเข้าข่ายอาการตามโรค ให้แจ้งผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นทราบทันที และทำการเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลที่ประกาศรายชื่อโรงพยาบาลที่รับการตรวจโรคโควิด19

7.ในระหว่างการทำงานให้ผู้ปฏิบัติงานซึ่งเข้าเวรประจำวันและเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายดำรงการติดต่อสื่อสารผ่านโทรศัพท์และทางโปรแกรมไลน์ ตลอดเวลา

รายงานข่าวระบุว่า ตำรวจนายดังกล่าวมียศ ร.ต.อ. ตำแหน่ง รองสารวัตร ซึ่งวันที่ 7 มีนาคม 2563 เวลาประมาณ 19.00 น. ได้ไปรับประทานอาหารในงานวันเกิดกับเพื่อนที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่ร้านอาหารย่านบางนาตราด และเมื่อเวลา 21.30 น.ได้เดินทางไปเที่ยวดื่มกินที่ร้านอาหารย่านทองหล่อ จนถึงเวลา 02.00 น. ของวันที่ 8 มีนาคม 2563 ต่อมาในวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2563 เวลา 09.00 น. ถึงวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2563 เวลา 09.00 น. ได้มาปฏิบัติหน้าที่เข้าเวรที่ กก.สส.3 บก.สส.บช.น. จากนั้นได้กลับบ้านพักผ่อนตามปกติ

ต่อมาวันพุธที่ 11 มีนาคม 2563 เวลา 13.00 น. ได้เข้ามาทำงานที่ กก.สส.3ฯ จากนั้นได้ไปที่กองสืบ บก.น.1 แล้วเดินทางกลับที่พัก ต่อมาวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2563 มาปฏิบัติหน้าที่เข้าเวรที่ กก.สส.3 ฯ ขณะปฏิบัติหน้าที่ได้ทราบว่าเพื่อนที่ไปร่วมงานวันเกิดเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2563 ป่วยติดเชื้อโควิด-19 วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2563 จึงกักตัวอยู่ที่บ้านพักตลอดทั้งวัน

กระทั่งวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม เวลาประมาณ 13.00 น. จึงได้เดินทางไปตรวจที่สถาบันป้องกันและควบคุมโรคเขตเมืองบางเขน และเมื่อประมาณ 22.00 น. ได้รับแจ้งผลกการตรวจ ทราบว่า ตนเองติดเชื้อโควิด-19 คาดว่ามีการติดเชื้อมาจากเพื่อนตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2563

 

จับตาถก‘ศูนย์บริหารโควิด-19’ วิษณุแย้มมีหารือ‘ปิดผับ-เลื่อนหยุดสงกรานต์’

จับตาถก‘ศูนย์บริหารโควิด-19’ วิษณุแย้มมีหารือ‘ปิดผับ-เลื่อนหยุดสงกรานต์’

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563, 09.27 น.

จับตาถก‘ศูนย์บริหารโควิด-19’ วิษณุแย้มมีหารือ‘ปิดผับ-เลื่อนหยุดสงกรานต์’

เมื่อเวลา 08.50 น.วันที่ 16 มีนาคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอให้ปิดผับ บาร์ เลื่อนวันหยุดช่วงสงกรานต์ออกไป และปิดพื้นที่บางจุด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดจองเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ว่า วันนี้ในที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คงจะได้หารือกัน ใครมีอะไรก็ไปเสนอในนั้น แต่ตนไม่ทราบว่าเขาจะเสนออะไรบ้าง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้พิจารณาและเสนอ

“เดี๋ยวรอผลหลังการประชุม และเรื่องนี้ถือเป็นอำนาจของ รมว.สาธารณสุข ซึ่งเขาอาจมีความคิดที่จะทำ แต่ขอนำปรึกษาหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน” นายวิษณุ กล่าว

นายวิษณุ ยังกล่าวถึงการใช้กฎหมายบางฉบับเพิ่มเติมเพื่อเข้ามาควบคุมสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่า พ.ร.บ.ความมั่นคง และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่น่าจะนำมาใช้ได้ เพราะเป็นคนละส่วนกัน ส่วนจะเป็นกฎหมายใดนั้นต้องพิจารณาในที่ประชุมอีกครั้ง

พท.หวั่นเด้งอธิบดีค้าภายในตัดตอน'แก๊งตุนแมส' ชงกมธ.ปราบโกงล่าทั้งขบวนการ

พท.หวั่นเด้งอธิบดีค้าภายในตัดตอน'แก๊งตุนแมส' ชงกมธ.ปราบโกงล่าทั้งขบวนการ

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563, 10.38 น.
  • เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2563 นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ป.ป.ช.สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีการแก้ไขปัญหาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ด้วยการมีคำสั่งย้าย นายวิชัย โภชนกิจ ตำแหน่ง อธิบดีกรมการค้าภายใน มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน จากกรณีการกักตุนหน้ากากอนามัย จนเกิดปัญหาการขาดแคลนในช่วงวิกฤตไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้ ว่า ตนเองเห็นว่าไม่น่าจะเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ครบถ้วน เพราะกรณีดังกล่าวเป็นเพียงเพียงการย้ายบุคลากรที่โดนครหาเท่านั้น แต่สังคมจะมั่นใจได้อย่างไรว่าหลังจากนี้จะไม่มีการลักลอบส่งออก หรือรัฐจะสามารถเร่งรัดกระบวนการผลิต และสามารถกำหนดกระบวนการกระจายหน้ากากอนามัยได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

"ผมได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชนทั่วไปว่า ถึงวันนี้คนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถซื้อหาหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือได้อย่างสะดวก นอกจากจะหาซื้อยากแล้วราคายังมหาโหดอีกด้วย เมื่อสอบถามร้านค้าว่าทำไมถึงขายเกินราคา ทุกร้านก็จะตอบตรงกันว่ารับซื้อมาแพงมาก จึงจำเป็นต้องขายในราคาสูงกว่าปกติ จนช่วงหลังร้านค้าหลายร้านตัดสินใจเลิกขาย เพราะไม่คุ้มที่จะโดนลูกค้าด่า"

นายประเดิมชัย กล่าวต่อไปอีกว่า การซื้อขายอุปกรณ์ป้องกันตัวจากไวรัสโควิด-19 เป็นหน้าที่ของรัฐต้องอำนวยความสะดวกและกำหนดมาตรการทุกวิถีทาง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยง่ายและราคาถูก เพราะหากคนส่วนใหญ่ไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ ย่อมทำให้การแพร่ระบาดของไวรัสเกิดขึ้นได้โดยง่ายและกว้างขวาง และสุดท้ายมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของรัฐบาลก็จะล้มเหลว ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการจัดหาหน้ากากอนามัยและอุปกรณ์สำคัญต่างๆ ให้เพียงพอต่อความต้องการโดยเร็วที่สุด

ส่วนเรื่องการกักตุนและลักลอบส่งออกนั้น จะไม่ปล่อยให้ผู้เกี่ยวข้องลอยนวลไปได้ง่ายๆ เป็นอันขาด เพราะหลักฐานขณะนี้เชื่อได้ว่าอาจมีการกักตุนและลักลอบส่งออกหน้ากากอนามัยไปต่างประเทศโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจริงๆ และอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐหรือนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง

"ผมในฐานะกรรมาธิการ ป.ป.ช.จะได้เสนอปัญหาให้กับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานกรรมาธิการ และคณะ เพื่อพิจารณาตรวจสอบกรณีนี้โดยเร่งด่วน เพราะขณะนี้เกิดสภาวะขาดแคลนหน้ากากอนามัยอย่างหนักในประเทศ เพื่อให้คณะกรรมาธิการได้รีบเข้าไปตรวจสอบเส้นทางของหน้ากากจากโรงงานผลิตว่ากระจายไปที่ใดบ้าง มีการลักลอบกักตุนสินค้าหรือไม่ ทำไมคนไทยจึงไม่มีหน้ากากใช้ และใครร่ำรวยจากการแสวงประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชน ผมจะกระชากหน้ากากไอ้โม่งตัวจริงออกมาให้ได้" นายประเดิมชัย กล่าว

 

‘บ้านสมเด็จโพลล์’เผย‘คนกรุง’มองเฟคนิวส์ปลุกไฟขัดแย้ง เจอมากที่สุดในเฟซบุ๊ค

‘บ้านสมเด็จโพลล์’เผย‘คนกรุง’มองเฟคนิวส์ปลุกไฟขัดแย้ง เจอมากที่สุดในเฟซบุ๊ค

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2563, 15.50 น.

‘บ้านสมเด็จโพลล์’เผย‘คนกรุง’มองเฟคนิวส์ปลุกไฟขัดแย้ง เจอมากที่สุดในเฟซบุ๊ค

15 มีนาคม 2563 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “บ้านสมเด็จโพลล์” สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาข่าวปลอม (Fake News)  โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,113 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลในวันที่ 3-5 มีนาคม 2563 กลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane กำหนดว่า ประชากรเกิน 100,000 คนต้องการความเชื่อมั่น 95% และความผิดพลาดไม่เกิน 3% ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,111 กลุ่มตัวอย่าง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต้องการสะท้อนความคิดเห็นในเรื่องปัญหาข่าวปลอม (Fake News) ในปัจจุบันการติดต่อสื่อสารได้พัฒนาทำให้เกิดการติดต่อสื่อสารจากหนึ่งคนไปยังคนจำนวนมากๆได้อย่างรวดเร็ว และการส่งต่อๆกันนั้นทำให้เกิดการแพร่กระจายข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างได้ ปัญหาข่าวปลอม (Fake News) เป็นปัญหาที่ทั่วโลกให้ความสนใจและหาแนวทางในการแก้ไข การตรวจสอบข่าวปลอมของคนในสังคมไทยนั้น มีการตรวจสอบหรือไม่ มีการตรวจสอบด้วยวิธีใด ภาครัฐจะต้องดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างไรในการกำกับดูแลและควบคุมข่าวปลอม (Fake News) ที่ส่งผลกระทบในเชิงลบกับสังคม ทำให้เกิดความแตกตื่นของคนในสังคม ในสถานการณ์ที่คนทุกคนในสังคมสามารถติดต่อสื่อสารจากหนึ่งคนไปยังคนจำนวนมากๆได้อย่างรวดเร็ว และมีการส่งต่อไปยังกว้างขวางและรวดเร็ว ความคิดเห็นของประชาชนต่อปัญหาข่าวปลอม (Fake News) ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เคยพบเห็นข่าวปลอม (Fake News) ร้อยละ 75.7 และเคยตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่ท่านคิดว่าเป็นข่าวปลอม (Fake News) ที่ได้รับผ่านทางสื่อต่างๆ ร้อยละ 54.2 โดยมีการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่คิดว่าเป็นข่าวปลอม (Fake News) ด้วยวิธีค้นหาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เป็นอันดับหนึ่ง ร้อยละ 59.2 อันดับสองคือ ไม่คิดจะตรวจสอบ ร้อยละ 23.9 อันดับที่สามคือ สอบถามผู้เชี่ยวชาญ ร้อยละ 16.9   

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่พบเห็นข่าวปลอม (Fake News) ผ่านเฟซบุ๊ค (Facebook) เป็นอันดับหนึ่ง ร้อยละ 50.1 อันดับสองคือ เว็บไซด์ (Website) ร้อยละ 12.5 อันดับที่สามคือ ไลน์ (Line) ร้อยละ 10 อันดับที่สี่คือ มีคนเล่าให้ฟัง ร้อยละ 8.6 อันดับที่ห้าคือ ทวิตเตอร์ (Twitter) ร้อยละ 7.7 และพบเห็นข่าวปลอม (Fake News) มีเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นการเมือง เป็นอันดับหนึ่ง ร้อยละ  32.7 อันดับสองคือ หลอกขายสินค้า ร้อยละ 21.5 อันดับที่สามคือ สุขภาพ ร้อยละ 19.9

 

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดว่าการนำเสนอข่าวสารจากสื่อมวลชน มีความน่าเชื่อถือในระดับปานกลาง ร้อยละ 47.5 รองลงมาคือมีความน่าเชื่อถือในระดับมาก ร้อยละ 33.4 และมีความน่าเชื่อถือในระดับน้อย ร้อยละ 19.1 โดยคิดว่าข้อมูลข่าวสารจากสื่อที่น่าเชื่อถือมากที่สุดคือ โทรทัศน์ ร้อยละ 25.3 อันดับสองคือ เว็บไซด์สำนักข่าว ร้อยละ 23.9 อันดับที่สามคือ หนังสือพิมพ์ ร้อยละ 15.6

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดว่าประชาชนสามารถแยกแยะ ข่าวปลอม (Fake News) ได้ ร้อยละ 51.8 และคิดว่า ข่าวปลอม (Fake News) จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดและนำไปสู่ความขัดแย้ง ร้อยละ 65.5 โดยอยากให้ภาครัฐมีมาตรการในการป้องกันและปราบปราบ ข่าวปลอม (Fake News) ร้อยละ 82.1

รายงานพิเศษ : เจาะลึกมาตรการแก้วิกฤติEECน้ำน้อย

รายงานพิเศษ : เจาะลึกมาตรการแก้วิกฤติEECน้ำน้อย

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยมีเป้าหมายส่งเสริมการลงทุน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศเพิ่มความสามารถแข่งขันและทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ระยะยาว ภายใต้แผนยุทธศาสตร์“ไทยแลนด์ 4.0” ซึ่งเป็นการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกหรือ Eastern Seaboard ที่ดำเนินมาตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา

“น้ำ” เป็นปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญที่จะทำให้ EEC ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ ดังนั้นน้ำในพื้นที่ EEC จะต้องมีเสถียรภาพและความมั่นคงในทุกสภาวการณ์

ปีนี้ประเทศไทยประสบภาวะภัยแล้งค่อนข้างรุนแรง พื้นที่ EEC ก็เช่นเดียวกัน เนื่องจากปริมาณฝนสะสมในพื้นที่ภาคตะวันออกปี 2562 ที่ผ่านมาต่ำกว่าค่าปกติ 30-40% ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนเก็บกักในอ่างเก็บน้ำของ 3 จังหวัด EEC ดังกล่าวมีน้อย และจากคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งปี 2563 พื้นที่ EEC เป็นอีกพื้นที่หนึ่งมีโอกาสประสบภัยแล้ง ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหาขาดแคลนน้ำเกิดขึ้น รัฐบาลได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการวางมาตรการบริหารจัดการน้ำให้น้ำในพื้นที่ EEC มีความมั่นคงในเรื่องน้ำ และมีเพียงพอกับความต้องการ

 

1.เชื่อมเส้นท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์-อ่างฯ คลองใหญ่ กับท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์- อ่างฯหนองปลาไหล มาลงอ่างฯหนองปลาไหล สูบผันน้ำวันละ 0.5 ล้านลบ.ม. ลดการสูญเสียน้ำ 100,000 ลบ.ม.ต่อวันดำเนินการโดย บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ East Water ซึ่งได้เริ่มสูบน้ำตั้งแต่ 31 ม.ค. 2563 ที่ผ่านมาแล้ว 2.แบ่งปันน้ำจากอ่างฯประแกด ระบายลงคลองวังโตนด และใช้ระบบสูบผันน้ำคลองวังโตนด มาเติมอ่างฯประแสร์ เพื่อสูบผันน้ำต่อมายัง 3 อ่างเก็บน้ำหลัก เพิ่มน้ำต้นทุน 10 ล้านลบ.ม. เริ่มสูบผันน้ำตั้งแต่วันที่ 1-31 มี.ค.2563

3.สูบผันน้ำจากอ่างฯ คลองใหญ่ มาลงอ่างฯ หนองปลาไหล เพื่อรวมปริมาณน้ำมาใช้ในอ่างหนองปลาไหล 3 ล้านลบ.ม. เริ่มสูบผันน้ำตั้งแต่ 29 ก.พ.2563 4.วางท่อในคลองน้ำแดง ต่อจากด้านท้ายท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์ – อ่างฯคลองใหญ่ เพื่อแยกท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์-อ่างฯ คลองใหญ่ ออกจากท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์-อ่างฯหนองปลาไหล เพิ่มปริมาณการสูบผันน้ำจากอ่างฯ ประแสร์ วันละ 150,000 ลบ.ม. ดำเนินการโดย บริษัท East Water จะแล้วเสร็จภายใน 15 เม.ย. 2563

5.สูบน้ำกลับคลองสะพานเติมอ่างเก็บน้ำประแสร์ ดำเนินการตั้งช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. 2563 อย่างน้อย 3 ลบ.ม./วินาที ได้ปริมาณน้ำรวมประมาณ 10 ล้านลบม. ขณะนี้กรมชลประทานกำลังวางท่อเหล็กขนาด 1,800 มม. และบริษัท East Water ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ รวม 3 ลบ.ม/วินาที จะแล้วเสร็จ 15 พ.ค.2563 6.ซ่อมแซมระบบสูบกลับวัดละหารไร่ (แม่น้ำระยอง) เติมอ่างฯ หนองปลาไหล เพื่อสูบน้ำจากแม่น้ำระยอง เมื่อมีฝนตก เสริมน้ำในอ่างฯ หนองปลาไหลวันละ 100,000 ลบ.ม. ดำเนินการโดย บริษัท East Water จะแล้วเสร็จภายใน 15 เม.ย. 2563 และ 7.การนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และกรมชลประทาน สูบใช้น้ำคลองน้ำหู เมื่อมีฝนตก เพื่อลดการใช้น้ำจากอ่างฯ หนองปลาไหล วันละ 50,000 ลบ.ม. ทั้งนี้ระบบสูบมีความพร้อมสามารถสูบใช้น้ำตั้งแต่ 15 เม.ย. 2563

 

 

สำหรับจังหวัดชลบุรี มีแหล่งน้ำต้นทุนหลักจาก อ่างฯบางพระ อ่างฯหนองค้อ อ่างฯมาบประชันอ่างฯซากนอก อ่างฯหนองกลางดง อ่างฯห้วยสะพานและอ่างฯห้วยขุนจิต รวม 7 แห่ง ส่งน้ำให้การประปาส่วนภูมิภาค สาขาชลบุรี สาขาพัทยา และสาขาศรีราชาและภาคอุตสาหกรรม ในพื้นที่เมืองพัทยา อำเภอศรีราชาและอำเภอเมือง จ.ชลบุรี ขณะนี้ปริมาณน้ำใช้การคงเหลือ31.0 ล้านลบ.ม. คาดการณ์ปริมาณน้ำไม่เพียงพอถึงสิ้นฤดูแล้ง เดือน 30 มิ.ย. 2563 ขาดน้ำประมาณ -7.1ล้านลบ.ม. มีมาตรการรองรับ ดังนี้

1.ให้จังหวัดชลบุรีประสานเจรจาซื้อน้ำจากบ่อดินเอกชน เสริมเข้าในระบบของการประปา และบริษัท East Water ใน จ.ชลบุรี และฉะเชิงเทรา เพื่อลดการใช้น้ำจากอ่างฯ เกินแผน และเสริมปริมาณน้ำในอ่างฯ ให้เพียงพอ ถึงสิ้นฤดูแล้งเดือน 30 มิ.ย. 2563 ปัจจุบันอยู่ระหว่างประสาน เจ้าของบ่อดิน

2.กรมชลประทานจะขุดลอกคลองหลวง จากท้ายอ่างฯคลองหลวง ถึงคลองพานทอง เพื่อระบายน้ำจากอ่างคลองหลวง มาที่สถานีสูบพานทอง และสูบผันมาเติมในอ่างฯบางพระ 3 ล้านลบ.ม. โดยจะเริ่มสูบตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. 2563 พร้อมทั้งควบคุมการดักสูบน้ำระหว่างทาง และ 3. บริษัท East Water ทำการสูบผันน้ำแม่น้ำบางปะกง-อ่างฯบางพระ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำอ่างฯ บางพระ กรณีมีฝนตกในลุ่มน้ำบางปะกงผลักดันน้ำเค็มลงมาต่ำกว่าจุดสูบน้ำ ซึ่งปัจจุบันกำลังติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม และซ่อมท่อรั่ว คาดว่าจะแล้วเสร็จสูบผันน้ำได้ 15 พ.ค. 2563

 

 

ส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา(ฝั่งซ้ายแม่น้ำบางปะกง) มีแหล่งน้ำต้นทุนหลักมาจาก อ่างฯน้ำสียัด และอ่างฯคลองระบม ขณะนี้ปริมาณน้ำใช้การ 45.3 ล้านลบ.ม. มีปริมาณน้ำเพียงพอใช้ในกิจกรรมต่างๆ จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2563 ประกอบด้วย น้ำต้นทุนเพื่อผลิตประปา 13 ล้านลบ.ม. รักษานิเวศ 2 ล้านลบ.ม. และการเกษตรต่อเนื่อง 1 ล้านลบ.ม. และสำรองกรณีฝนตกล่าช้าอีก 30 ล้านลบ.ม.

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเพิ่มเติมรองรับวิกฤติขาดแคลนน้ำ ในฤดูแล้งปีนี้ โดยรณรงค์ให้ผู้ใช้น้ำ ลดการใช้น้ำทุกภาคส่วนใน จ.ระยอง และชลบุรี 10% ตั้งแต่เดือน ก.พ.-มิ.ย. 2563 ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) แจ้งกระทรวงพลังงาน สั่งการให้โรงไฟฟ้าเอกชนในจังหวัดระยอง ชลบุรี หยุดเดินระบบอยู่ในโหมด Stand Bye หรือเดินระบบเท่าที่จำเป็น เพื่อลดการใช้น้ำเพื่อหล่อเย็น ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควบคุมการสูบน้ำไม่ให้เกินจำนวนที่ในแผนที่กำหนดรายวัน
และตรวจสอบมิเตอร์วัดน้ำ ให้ใช้งานได้ตลอดเวลา พร้อมทั้งให้การประปาส่วนภูมิภาคสาขาพัทยา เตรียมแผนติดตั้งระบบสูบน้ำเคลื่อนที่ จากอ่างฯห้วยตู้ 1 อ่างฯห้วยตู้ 2 อ่างฯมาบฟักทอง 1 และอ่างฯมาบฟักทอง 2 รวมปริมาณน้ำ 3 ล้านลบ.ม.

“กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้บริหารจัดการน้ำเพื่อรักษาเสถียรภาพสูงสุดให้กับน้ำอุปโภคบริโภค และเพื่อให้ภาคตะวันออก โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC จะได้ไม่เกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งปี 2563 นี้ ทั้งนี้หากสามารถดำเนินการได้ตามมาตรการที่วางไว้ทั้งหมด ปริมาณน้ำจะเพียงพอใช้จนถึงฤดูฝนอย่างแน่นอน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวยืนยัน

 

 

รมว.เกษตรฯกำชับกรมส่งเสริมการเกษตรติดตามแก้ไขปัญหาภัยแล้งเร่งด่วน

รมว.เกษตรฯกำชับกรมส่งเสริมการเกษตรติดตามแก้ไขปัญหาภัยแล้งเร่งด่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2563, 22.00 น.

รมว.เกษตรฯกำชับกรมส่งเสริมการเกษตรติดตามแก้ไขปัญหาภัยแล้งเร่งด่วน พร้อมตั้งWARROOMดำเนิน8มาตรการสำคัญ โดยเฉพาะเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม2563 หลายพื้นที่อาจมีผลกระทบรุนแรงขึ้น

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ศูนย์ภัยพิบัติและแก้ปัญหาด้านการเกษตรประเมินว่าช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมนั้น สถานการณ์ภัยแล้งอาจทวีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากฤดูฝนปี 2562 มีฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 12 ทำให้ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติมีน้อย ประกอบกับปัจจุบันปริมาณน้ำใช้การในอ่างเก็บน้ำมีเพียงร้อยละ 22 ของความจุรวมทั้งหมด ทำให้พื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ พื้นที่ปลูกไม้ผลนอกเขตชลประทานมีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 30 จังหวัด ประมาณ 370,000 ไร่ รวมถึงพื้นที่การเกษตรอื่น ๆ อาจได้รับผลกระทบให้เกิดความเสียหายเช่นกัน นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าอาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม 2563 จึงกำชับทุกหน่วยงานติดตามเฝ้าระวังการใช้น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งป้องกันแก้ไขปัญหาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้

ทั้งนี้ สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินมาการเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง โดยมี 8 มาตรการหลักได้แก่ เฝ้าระวังน้ำเค็มรุกพื้นที่สวน ประชาสัมพันธ์ "เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2563" , ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ส่งเสริมปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง บูรณาการโครงการส่งเสริมการสร้างรายได้แก่เกษตรกร จัดกิจกรรมงานวันสาธิตและถ่ายทอดเทคโนโลยี และการให้บริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ พร้อมกันนี้ให้จัดตั้งศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้านการเกษตรทั้งในระดับกรม เขต และจังหวัดเพื่อติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดและเร่งให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติดูแลรักษาพืช โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูแล้งนี้

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กำชับสำนักงานเกษตรกรุงเทพมหานคร สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรทั้ง 6 เขต และสำนักงานเกษตรจังหวัดทั่วประเทศให้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการอย่างเคร่งครัดแล้วรายงานต่อศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้านการเกษตร เพื่อกำหนดแก้ไขปัญหาและเตรียมพร้อมช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน

สิ่งสำคัญที่ รมว. เกษตรฯ กำชับ คือ ให้ข้อมูล/ความรู้/ข้อปฏิบัติ/คำแนะนำในการดูแลรักษาผลผลิตและชนิดพืชที่เกษตรกรเพาะปลูกตลอดช่วงฤดูแล้ง การให้น้ำพืชที่เหมาะสม พร้อมขอความร่วมมือใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่าผ่านสื่อ/ช่องทางต่าง ๆ เป็นต้น สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่ได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาน้ำ เพื่อการเกษตรผ่านกลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรระดับจังหวัด (CoO) และระดับอำเภอ (OT) รวมทั้งให้คำแนะนำเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเกษตรกรกรณีประสบภัยพิบัติด้วย

 

'เยอรมนี'ปิดพรมแดนติดต่อ5ประเทศ สกัดโควิด-19

'เยอรมนี'ปิดพรมแดนติดต่อ5ประเทศ สกัดโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563, 10.13 น.

16 มี.ค.63 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการเยอรมนีประกาศปิดพรมแดนติดต่อกับ 5 ประเทศเป็นการชั่วคราวเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19 โดย 5 ประเทศได้แก่ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย เดนมาร์ก และลักเซมเบิร์ก เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ ตามเวลาท้องถิ่น

การเคลื่อนไหวของรัฐบาลเยอรมนี มีขึ้นหลังจากหลายประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) ดำเนินมาตรการเข้มงวดเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเช่นกรณีของออสเตรียที่ออกกฏห้ามชุมนุมมากกว่า5 คนขึ้นไปตั้งแต่วันจันทร์

ขณะนี้เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แพร่ระบาดไปแล้วใน 145 ประเทศ และดินแดนทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อแล้วเกือบ 146,000 คน เสียชีวิตกว่า 5,400 คน และมีผู้ที่รักษาจนหายดีแล้วกว่า 72,000 คน. - สำนักข่าวไทย

 

ชาวบ้านหา ‘แมงเหนี่ยว’ นำไปปรุงอาหาร-สร้างรายได้

ชาวบ้านหา ‘แมงเหนี่ยว’ นำไปปรุงอาหาร-สร้างรายได้

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563, 11.43 น.
 

วันที่ 16 มีนาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบันที่เข้าสู่ฤดูแล้งอย่างเป็นทางการแล้ว สถานการณ์น้ำในหลายแห่งน่าเป็นห่วง น้ำในแม่น้ำต่างๆ เริ่มแห้งขอดแม่น้ำเลยก็เช่นเดียวกัน ในบางพื้นที่ก็แห้งขอด ชาวบ้านที่อยู่ริมน้ำเลยอย่างบ้านหัวฝาย บ้านโพน อาศัยจังหวะน้ำลด ลงไปหาแมงอีเหนี่ยวนำมาขายและนำไปรับประทาน 


นางเย็น พรหมพุทธา ชาวบ้าน บ้านโพนท่าข้าม หมู่ 6 ตำบลชัยพฤกษ์ กล่าวว่า แมงอีเหนี่ยวนั้น เอาไปทำแกงไปคั่ว หากเหลือก็จะนำไปขายเป็นถุง ถุงละ 50 บาทชาวบ้านในช่วงที่เข้าสู่ฤดูแล้งมีน้ำน้อยในหมู่บ้านรอบแม่น้ำเลยและหมู่บ้านใกล้เคียงที่อยู่ติดแม่น้ำเลยก็มักจะนำอุปกรณ์ เช่น สวิง นำมาซ่อน มาหาแมงอีเหนี่ยว ตามริมน้ำโดยเฉพาะบริเวณที่มีน้ำน้อยมีตะไคร่น้ำขึ้นเยอะแมงอีเหนี่ยวมักจะมีอยู่มาก

สำหรับแมงอีเหนี่ยว นี้ จะอยู่ในพื้นที่ในธรรมชาติที่บริสุทธิ์มีอาหารที่อุดมสมบูรณ์บริเวณน้ำสะอาดมีทั้งตัวอ่อนแมลงและสาหร่ายน้ำจืดเป็นการหากินเพื่อมาทำอาหารตามวิถีชีวิตชนบทแมงอีเหนี่ยวหรือตัวอ่อนแมลงปอ ที่อยู่ในแม่น้ำเลยจะอาศัยอยู่ในน้ำที่ไหลช้าๆ การจับก็จะจับโดยวิธีเดินถอยหลังทวนกระแสน้ำย่ำๆทรายให้อีเหนี่ยวออกมาแล้วเอาสวิงลากเหนือทรายนิดหน่อยช้อนตัวอ่อน นำเอาไปทำอาหารมักนิยมทอดใส่ไข่ ใส่แกงผักกาด รสชาติมันๆ เป็นอาหารชั้นยอดในช่วงฤดูแล้วก็ว่าได้

 
 
..................................................................
 
16 มี.ค. 2563

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน