*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5853
  • จำนวนผู้ชม : 3467161
  • จำนวนผู้โหวต : 1716
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1716 คน
<< เมษายน 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 411 , 13:40:23 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         รัฐบาลตั้งศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์ไวรัสโควิด- 19 ก็ดีครับ ตามประสามนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมอย่างเรา คือ

สนใจที่จะรับรู้ข่าวเพื่อนร่วมโลก กล่าวได้ว่า ข่าวสารเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งในชีวิตคนเราครับ

 

🔴 [Live] 11.30 น. ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาลฯ แถลงสถานการณ์โควิด-19 (3 เม.ย. 63) https://youtu.be/PCu7OXDvuEg

 

 

เฮลั่น! ครม.ไฟเขียว‘สธ.’ดันบรรจุบุคลากรแพทย์เพิ่มกว่า 4 หมื่นตำแหน่งสู้โควิด

เฮลั่น! ครม.ไฟเขียว‘สธ.’ดันบรรจุบุคลากรแพทย์เพิ่มกว่า 4 หมื่นตำแหน่งสู้โควิด

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2563, 12.59 น.

เฮ! ครม.ไฟเขียวหลักการ ‘สธ.’ ดันบรรจุบุคลากรแพทย์เพิ่มกว่า 4 หมื่นตำแหน่งสู้โควิด-19 แนะคุย ‘ก.พ.-กพร.’ ก่อนชงเสนออนุมัติ 7 เม.ย.นี้

วันที่ 3 เมษายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)นัดพิเศษ เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 และพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้มีมติอนุมัติหลักการบรรจุพนักงาน ลูกจ้าง สาธารณสุข เป็นข้าราชการ ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นำเสนอ เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับระบบสาธารณสุขไทย อย่างยั่งยืน และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน ต่อสู้กับโรคโควิด-19

โดยครม. ได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข ไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และทำเรื่องเสนอครม.อนุมัติ อีกครั้งในการประชุมวันที่ 7เม.ย.นี่ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอวาระขอบรรจุข้าราชการเพิ่มเติมที่ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 45,242 ตำแหน่ง ประกอบด้วยพยาบาลที่ยังไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชราช และนักวิชาการสาธารณสุข หรือ หมออนามัย ที่ทำงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล  ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย ในการควบคุมโรคต่างจังหวัดและพื้นที่ชนบท และเป็นกำลังสำคัญในการทำระบบ กักตัวโดยรัฐ หรือ State Quarantineด้านนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  แถลงรายละเอียดภายหลังการประชุมครม.ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข แจ้งว่า มีวาระสาธารณสุขเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยขอนำเสนอด้วยตนเอง คือ การขอบรรจุข้าราชการเพิ่มเติมจากที่เป็นพนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข และลูกจ้างกระทรวงสาธารณสุข ในส่วนที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ดูแลสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 จำนวน 45,684 คน จากจำนวนบุคลากรประเภทนี้ที่อยู่ในสาธารณสุขประมาณ 160,000 คน โดยบุคลากรเหล่านี้ล้วนเป็นบุคลากรวิชาชีพ อาทิเช่น แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด้านการสาธารณสุขในด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นบุคลากรที่มีทักษะและได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี ประเทศควรจะต้องรักษาให้ระบบการสาธารณสุขสามารถคงจำนวนบุคลากรเหล่านี้ให้อยู่ในระบบอย่างยั่งยืน ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ ของกลไกราชการ บุคลากรเหล่านี้มีสภาพเป็นเพียงพนักงานหรือลูกจ้างของรัฐ สาธารณสุขใช้เงินบำรุงของแต่ละโรงพยาบาลมาว่าจ้าง ทำให้เกิดการหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านของบุคลากรในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก เพราะเมื่อมีข้อเสนอที่ดีกว่าจากภาคส่วนอื่น ๆ เขาก็ต้องไปทำงานในที่ที่มีรายได้มากกว่า ทั้ง ๆ ที่ต้นทุนในการฝึกฝนทักษะรัฐได้เป็นผู้ลงทุนไว้ เมื่อมีสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในครั้งนี้ ได้เห็นการทุ่มเท เสียสละ และความมุ่งมั่นของบุคลากรสาธารณสุขเหล่านี้ที่เข้าไปต่อสู้รักษาป้องกันอย่างสุดความสามารถที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยต่อคนในชาติ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ติดเชื้อซึ่งมีการยืนยันแล้วว่าโรคโควิด-19 นอกจากจะคร่าชีวิตผู้ป่วยเป็นจำนวนมากแล้ว ยังเป็นโรคที่คร่าชีวิต แพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุขมากที่สุดด้วย

          "การปรับสถานะให้พวกเขาได้มีความมั่นคงในอาชีพการงาน จะทำให้คุณภาพของงานบริการผู้ป่วยได้รับการยกระดับอย่างชัดเจน เป็นเรื่องที่ค้างคามานาน ต้องใช้อำนาจทางการบริหารเท่านั้นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเขาได้ บุคลากรเหล่านั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญชำนาญเฉพาะทางเป็นสายอาชีพ ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยคนสายอื่นหรือเครื่องจักรได้ ที่นำเสนอมานี้ไม่ใช่เป็นการมาขออัตราเพิ่ม แต่เป็นการทำให้ระบบมีความสมบูรณ์"
         นางสาวไตรศุลี กล่าวว่า ทุกวันนี้เราใช้เงินบำรุงจากโรงพยาบาลจ้างก็เหมือนกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ ต่อให้ปรับสถานะของเขาก็ไม่ได้หมายความว่าเขามีรายได้มากเท่ากับการไปทำงานในภาคเอกชน แต่อย่างน้อยคำว่า “ข้าราชการ” ก็จะทำให้เขามีความภาคภูมิใจในวิชาชีพของพวกเขา สามารถทดแทนทางเลือกที่จะไปทำงานในภาคส่วนอื่น เนื่องจากมีความมั่นคงและมีเกียรติยศ สิ่งที่กำลังพิจารณาอยู่นี้เป็นการเตรียมความพร้อมของระบบการสาธารณสุขของประเทศให้มีความมั่นคงยิ่งกว่าเดิม เมื่อเราผ่านพ้นโควิด-19 นี้ไปได้ เราจะมีบุคลากรสาธารณสุขที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ ความพร้อม และศักยภาพในการรับมือกับโรคระบาดใหญ่ในอนาคต และที่สำคัญที่สุดเรากำลังสร้างฐานที่มีความมั่นคงทางการสาธารณสุข ที่พร้อมให้การดูแลสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้นี้ หลังจากโควิด-19 คนเหล่านี้จะมีผู้ดูแล รักษา ป้องกันโรค เพื่อประเทศไทยจะได้มีสังคมผู้สูงอายุที่แข็งแรง มั่นคง ยั่งยืน และเป็นประเทศที่มีระบบการสาธารณสุขที่เข้มแข็งในลำดับต้น ๆ ของโลกตลอดไป
          นางสาวไตรศุลี กล่าวต่อว่า หากข้อเสนอนี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เราจะสามารถสร้างความมั่นคงให้บุคลากรสาธารณสุขเป็นจำนวนมากและเป็นการยกระดับ เสริมรากฐานที่มั่นคงของระบบสาธารณสุขให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้วยผลลัพธ์ที่ได้มาคือ สธ. มีบุคลากรที่เข้มแข็งมากด้วยประสบการณ์และความชำนาญ โรงพยาบาลไม่ต้องนำเงินบำรุงมาจ้างคนที่ไม่มีความแน่นอนว่าจะอยู่ทำงานกันนานหรือไม่ และสามารถนำเงินบำรุงเหล่านี้ไปพัฒนาหน่วยบริการ แก้ไขปัญหาการเงิน ตามภารกิจหลักของโรงพยาบาลได้ นี่คือสิ่งที่เราจะได้กลับมาจากการมีสถานการณ์โควิด-19 ในครั้งนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ความพยายามและความทุ่มเทต่าง ๆ ที่พวกเราใส่ลงไปไม่สูญเปล่า

 

'พ่อจอห์น วิญญูู'เผยวันประวัติศาสตร์อีกวัน   'บิ๊กตู่'เป็นนายกฯนานเท่า'ทักษิณ'แล้ว

'พ่อจอห์น วิญญูู'เผยวันประวัติศาสตร์อีกวัน 'บิ๊กตู่'เป็นนายกฯนานเท่า'ทักษิณ'แล้ว

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2563, 08.15 น.

วันที่ 3 เมษายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโกวิท วงศ์สุรวัฒน์ อดีตอาจารย์ณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บิดาของนายจอน วิญญู ทวีตข้อความใน ทวิตตอร์ @kovitw1 ระบุว่า

"วันประวัติศาสตร์อีกวัน ที่นายกตู่เป็นนายกรัฐมนตรีนานเท่านายกแม้ววันนี้"

 
 
'ชวน'ยันเปิดประชุมสภา22พ.ค.ตามเดิม  ชี้รบ.ออกพรก.กู้เงินพิจารณาวาระแรกได้ทันที

'ชวน'ยันเปิดประชุมสภา22พ.ค.ตามเดิม ชี้รบ.ออกพรก.กู้เงินพิจารณาวาระแรกได้ทันที

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2563, 12.42 น.

“ชวน”มอบเงินหนุนโครงการมินิมาสก์หน้ากากเพื่อเด็ก ยันเปิดประชุมสภา 22 พ.ค.ตามเดิม พร้อมเผยหากรบ.ออกพรก.กู้เงิน สามารถพิจารณาวาระแรกสมัยประชุมสามัญได้ทันทีเพราะเป็นเรื่องด่วน

วันที่ 4 เมษายน 2563 เวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้เเทนราษฎร ได้มอบเงินบริจาคให้โครงการ "Mini Mask หน้ากากเพื่อเด็ก" ที่นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของโครงการดังกล่าวจัดระดมทุน รับบริจาคคนละ19 บาท ผ่านบัญชีโครงการมินิมาสก์ หน้ากากเพื่อเด็ก ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 162-3-07855-5 หลังจากมีผู้มาลงทะเบียนรับหน้ากากเด็กเเล้วเกือบ 700,000 คน

จากนั้นนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้สัมภาษณ์กรณีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญทั่วไปว่า การเปิดสมัยประชุมยังคงดำเนินไปตามรัฐธรรมนูญที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. โดยเลขาธิการสภาฯจะจัดรูปแบบที่นั่งของส.ส.ให้ห่างจากกัน ซึ่งจะจัดให้นั่งทั้งด้านบนจำนวน 300 ที่นั่ง และด้านล่างอีกประมาณ 800 ที่นั่ง หากเมื่อมีการเปิดสมัยประชุมแล้วแต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นก็ต้องหาวิธีการเตรียมการเอาไว้ตั้งแต่เวลานี้ ดังนั้น การให้นั่งห่างกันน่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดและพยายามให้ทุกคนได้รับความปลอดภัยมากที่สุด ทั้งนี้ เมื่อเปิดประชุมแล้วจะต้องมีการทำความสะอาดสภาและตรวจคัดกรองเข้มข้นมากขึ้น 

นายชวน กล่าวว่า สำหรับวาระสำคัญของการเปิดประชุมสมัยประชุมหน้า คือ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2564  ซึ่งจะสามารถพิจารณาวาระที่ 1 ได้ในช่วงต้นเดือนมิ.ย.และคิดว่าไม่จำเป็นต้องเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพราะมีการทำปฏิทินการพิจารณากฎหมายงบประมาณไว้หมดแล้ว 

 

‘ครม.’รับลูก‘พลังงาน’คลอดมาตรการ เยียวยาศก.ผู้รับผลกระทบ‘โควิด-19’

‘ครม.’รับลูก‘พลังงาน’คลอดมาตรการ เยียวยาศก.ผู้รับผลกระทบ‘โควิด-19’

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2563, 13.37 น.

 “ครม.” รับทราบแนวทางการดำเนินมาตรการดูแล และเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากไวรัสโคโรนา (Covid-19) ของกระทรวงพลังงาน  

เมื่อวันที่3 เมษายน 2563  ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบแนวทางการดำเนินมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากไวรัสโคโรนา (Covid-19) ของกระทรวงพลังงาน ดังนี้

กระทรวงพลังงานได้พิจารณามาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากไวรัสโคโรนา (Covid-19) เพิ่มเติม ประกอบด้วย 

1. การลดค่าครองชีพของประชาชนและช่วยเหลือผู้ประกอบการ  

1.1 มาตรการลดต้นทุนค่าไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19  โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้ผ่อนผันการเรียกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าต่ำสุด (Minimum Charge)  จากที่กำหนดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องจ่ายในจำนวนที่ตายตัว (ร้อยละ 70 ของการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในรอบ 12 เดือน) ไม่ว่าผู้ใช้ไฟฟ้าจะใช้ไฟฟ้าถึงจำนวนที่กำหนดหรือไม่ก็ตาม เป็นผ่อนผันให้จ่ายตามการใช้ไฟฟ้าสูงสุด สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่ได้รับการผ่อนผันจะเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 3-7  เช่น กลุ่ม SMEs  โรงงานอุตสาหกรรม และโรงแรม ให้มีผลตั้งแต่เดือนเมษายน –มิถุนายน 2563 รวม 3 เดือน ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทดังกล่าวลดค่าใช้จ่ายลงได้ 

1.3 การช่วยเหลือผู้ประกอบค้าน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งประสบปัญหาการใช้น้ำมันที่ลดลงเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยาน ทำให้ประสบปัญหาถังเก็บน้ำมันไม่เพียงพอ 

1.3.1 ลดอัตราสำรองน้ำมันดิบตามกฎหมายจากร้อยละ 6 โดย ระยะแรก : เป็น ร้อยละ 4 ระยะเวลา 1 ปี และ ระยะที่ 2 : เป็นร้อยละ 5 หลังจาก 1 ปี เป็นต้นไป 

1.3.2 ขยายระยะเวลาการคงอัตราสำรองก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ตามกฎหมายที่ร้อยละ 1 ออกไปอีกเป็นระยะเวลา 6 เดือน  (สิ้นสุด 30 มิถุนายน 2564)

1.3.3 สนับสนุนการเพิ่มปริมาณการจัดเก็บน้ำมันของคลังน้ำมันบริเวณคลองเตย  บางจาก ช่องนนทรี กรุงเทพ ฯ เพื่อรองรับภาวะน้ำมันที่มีปริมาณล้นสต็อกโดยให้มีปริมาณการจัดเก็บน้ำมันสูงสุดได้ตามที่กฎหมายกำหนด

2.  การส่งเสริมการลงทุนและส่งเสริมอาชีพด้านพลังงาน

2.1  เร่งรัดการลงทุนช่วงรอยต่อของแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช โดยในเบื้องต้นคาดว่า จะเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 2,000 อัตรา ในการสร้างแท่นผลิต 

2.2 ผลักดันให้เกิดกิจกรรมการรื้อถอนแท่นผลิตที่จะไม่ได้ใช้งาน โดยเฉพาะในแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช ที่จะมีการรื้อถอนแท่นผลิตจำนวน 53 แท่น ซึ่งจะทำให้เกิดการลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเกิดการจ้างงานที่เป็นคนไทยกว่า 1,000 อัตราต่อปี (รื้อถอน 25 แท่น ต่อปี) นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการใช้วัสดุ อุปกรณ์หรือบริการจากภายในประเทศ เช่น การใช้เรือไทย โดยหารือกับผู้รับสัมปทานและกรมเจ้าท่า  

  3.  การจัดหาแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันโควิด-19  ให้ประชาชนทั้งประเทศผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  

โดยกระทรวงพลังงานจะขอรับการจัดสรรงบกลางประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ประมาณ 220 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อแอลกอฮอล์แปลงสภาพสำหรับฆ่าเชื้อจากผู้ผลิตเอทานอลจำนวน 1,000 ลิตรต่อวันส่งให้ทุกจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศทางไปรษณีย์ให้กระทรวงมหาดไทยและส่งต่อให้ประชาชนผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเวลา 60 วัน

4. การจำหน่ายแอลกอฮอล์ทำความสะอาด

โดย ปตท. จะนำร่องที่ PTT Station โดยจำหน่าย แอลกอฮอล์ทำความสะอาดที่สามารถใช้ทำความสะอาดมือโดยไม่ต้องล้างน้ำออก และใช้ทำความสะอาดพื้นผิวทั่วไป ขนาด 1 ลิตร ต่อ1 ขวด ในราคา 110 บาท โดยเริ่มจำหน่ายในวันที่ 4 เมษายน 2563  และคาดว่าจะมีผู้ค้าน้ำมันจำหน่ายแอลกอฮอล์ในสถานีบริหารน้ำมันเพิ่มเติมอีก อาทิ บางจาก เชลล์และเอสโซ่

 

นายกฯ ลุยถก ‘ครม.’ นัดพิเศษกระตุ้นศก.ช่วยเหยื่อกระทบโควิด-19

นายกฯ ลุยถก ‘ครม.’ นัดพิเศษกระตุ้นศก.ช่วยเหยื่อกระทบโควิด-19

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2563, 12.42 น.
 
“นายกฯ” ถก “ครม.นัดพิเศษ” หามาตรการกระตุ้นศก.-ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโควิด-19 ขณะ “อุตตม-ธรรมนัส-ถาวร” ร่วมประชุมหลังกักตัวครบกำหนด 
 
เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2563 เวลา 09.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นรูปแบบการประชุมเต็มคณะ โดยไม่ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเร็นซ์
 
นายกฯ กล่าวก่อนเริ่มการประชุมว่า วันนี้ทุกคนทราบดีอยู่แล้วถึงสถานการณ์บ้านเมืองของเรา ต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชนได้ทราบว่า รัฐบาลดูแลทุกมิติ ไม่ว่า จะเป็นส่วนการบริหารราชการในปกติ ซึ่งต้องมีการฟื้นฟูในระยะต่อไป เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกันทำความเข้าใจตรงนี้ นอกจากนั้นในเรื่องของเงินงบประมาณ จะมีปัญหาอย่างไร ทันเวลาหรือไม่ สอดคล้องหรือไม่ คุ้มค่าหรือไม่ 

ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งว่ารัฐมนตรีทั้ง 3 คน ที่กักตัวเองอยู่ในบ้านพักเนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เดินทางเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษในวันนี้ด้วย เนื่องจากครบกำหนดการกักตัวและได้รับการยืนยันจากแพทย์แล้วว่าไม่ติดเชื้อไวรัส โควิด-19 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับวาระสำคัญในการพิจารณาวันนี้ อาทิ มาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบ จากโรคไวรัสโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ระยะ 3-4  มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป เพื่อให้ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม มาตรการด้านการงบประมาณ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ในปี งบประมาณ 2563 โดยการปรับลดการใช้จ่ายงบประมาณ หรือ เปลี่ยนวิธีดำเนินงานสำหรับงบประมาณในลักษณะรายจ่ายประจำ และการกำหนดนโยบายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564-2565  และประมาณการรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลางปี 2563 - 2566  รวมถึงการจัดทำร่างกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม อันเนื่องจากการสถานการณ์การแพร่ระบาดดังกล่าว

 

‘บิ๊กแดง’เข้มตั้งวอร์รูม!หนุน‘รัฐบาล’ห้ามออกจากบ้านส่งชุดตรวจจับฝ่าฝืน‘เคอร์ฟิว’

‘บิ๊กแดง’เข้มตั้งวอร์รูม!หนุน‘รัฐบาล’ห้ามออกจากบ้านส่งชุดตรวจจับฝ่าฝืน‘เคอร์ฟิว’

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2563, 11.04 น

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2563  มีรายงานข่าวว่า พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานสรุปผลการประชุมศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ( ศปก.ทบ. )โดยสั่งการว่า ขณะนี้ทางรัฐบาลได้ประกาศห้ามประชาชนออกนอกเคหะสถานเวลา 22.00น.-04.00 น.ขอให้ทุกหน่วยร่วมกันปฏิบัติและปฏิบัติตามขั้นตอน ให้ กรมยุทธการทหารบก ออกเป็นคำสั่งในการปฏิบัติ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในแต่ละทัพภาค มีบทบาทในการประสานกับจังหวัด ในการออกปฏิบัติงาน ครอบคลุมถึงการจัดทำแผนที่ในห้องวอร์รูม กรมยุทธการทหารบก รับผิดชอบในการมาร์คจุดตรวจต่างๆ ในการแบ่งพื้นที่ใน กทม.จะใช้ทุกหน่วยในพื้นที่ในการปฏิบัติไม่ใช่เฉพาะหน่วยกำลังรบ การออกตรวจระหว่าง 22.00น.-04.00 น.อาจจะใช้สายตรวจ วันละ 2-3 รอบ   

 

สรุปมติคณะรัฐมนตรี ครม.(นัดพิเศษ) วันที่ 3 เมษายน 2563

สรุปมติคณะรัฐมนตรี ครม.(นัดพิเศษ) วันที่ 3 เมษายน 2563

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2563, 13.41 น.

วันที่ 3 เมษายน 2563 เวลา 09.00 น.  ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี  (นัดพิเศษ) เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ  

1. เรื่อง  การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการดำเนินงานรองรับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด -19 ของกระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในประเด็น “การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์” ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอ

              สาระสำคัญของเรื่อง

                จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งมีจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก  เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งประเทศไทยที่ยังคงมีรายงานการพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละวันในหลักร้อยคนขึ้นไปอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ เวชภัณฑ์ ชุดตรวจวินิจฉัย และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีอยู่ไม่เพียงพอรองรับกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มมากขึ้น จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เห็นได้ว่าปริมาณ N95 หรือ PPE ไม่เพียงพอต่อบุคลากรทางการแพทย์ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคโควิด-19 ดังกล่าว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เห็นว่าการสนับสนุนผลจากการวิจัยด้านอุปกรณ์ ทางการแพทย์เป็นแนวทางหนึ่งที่แก้ปัญหาดังกล่าวได้ โดยได้สนับสนุนการพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ จากผลงานวิจัย เช่น N95, PPE เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว

                กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ขับเคลื่อนให้เกิดการวิจัยเชิงรุก โดยการบริหารจัดการงานวิจัยที่เป็นโครงการเร่งด่วนตามความต้องการของประเทศที่ใช้ในการควบคุมป้องกัน และรักษาโรคโควิด-19 ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น การตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อ การพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัย การคาดการณ์การระบาดของเชื้อ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรองรับการระบาดในวงกว้าง มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก การพัฒนานวัตกรรมการวิจัยด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับใช้เองในประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวจะประสบผลสำเร็จได้ต้องใช้ความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เช่น กระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นผู้ใช้นวัตกรรมการวิจัยดังกล่าว รวมทั้งภาคเอกชนที่มีกำลังในการผลิตเป็นจำนวนมาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานในสังกัด มหาวิทยาลัย ตลอดจนภาคเอกชน เพื่อรองรับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 โดยมุ่งเน้น ประเด็นการสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ 4 ประเด็น ดังนี้

                1. หน้ากากทดแทน N95 (N95-equivalent) ที่สามารถใช้ได้หลายครั้ง ประกอบด้วย 4 โครงการ คือ

                        1.1 การพัฒนาโครงหน้ากาก N95 และการทดสอบประสิทธิภาพของวัสดุกรองชนิดต่าง ๆ ให้สามารถกรอง PM2.5 ได้ร้อยละ 95 มีกำลังการผลิต 30,000 ชิ้นต่อเดือน คาดว่าจะสามารถผลิตได้ 400,000 ชิ้นต่อปี โดยจะมีการทดสอบมาตรฐานในเดือนเมษายน 2563

                        1.2 การประยุกต์ใช้ Silicone mask มาดัดแปลงเพิ่มแผ่นกรอง HEPA filter ที่มีคุณสมบัติและมาตรฐานสามารถกรองป้องกันเชื้อได้มากกว่าหน้ากากชนิด N95 มีกำลังการผลิต 10,000 ชิ้นต่อเดือน คาดว่าจะสามารถผลิตได้ 50,000 ชิ้นภายใน 5 เดือน (สิงหาคม 2563)

                        1.3 การพัฒนาหน้ากาก 2 รูปแบบ คือ (1) หน้ากากบรรจุแผ่นกรองอากาศ HEPA filter เป็นหน้ากากผ้าสปันบอนด์แบบ Non-Woven อยู่ในระหว่างการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานกำหนด มีกำลังการผลิต 1,000 ชิ้นต่อวัน และคาดว่าจะสามารถผลิตได้ 100,000 ชิ้นภายใน 3 เดือน (มิถุนายน 2563) และ (2) หน้ากาก Nano ใช้นวัตกรรมนาโนและแผ่นกรองอากาศนาโนไฟเบอร์ มีกำลังการผลิต 200 ชิ้นต่อวัน และคาดว่าจะสามารถผลิตได้ 50,000 ชิ้นภายใน 5 เดือน

                        1.4 การพัฒนาเครื่องมือเพื่อขยายการผลิตแผ่นกรองเส้นใยนาโนไฟเบอร์ มีกำลังการผลิต 720 ชิ้นต่อเดือน คาดว่าจะสามารถเพิ่มกำลังผลิตให้เป็น 5,700 ชิ้นต่อเดือน โดยจะเริ่มผลิตได้หลังจากที่สามารถพัฒนาเครื่องได้เสร็จสิ้นแล้ว            

                2. อุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment : PPE) ดังนี้

                        2.1 หน้ากากแรงดันบวก (Powered air-purifying respirator (PAPR)) ซึ่งเป็นหน้ากากที่มีแรงดันบวกภายในประมาณ 3 - 7 ปาสคาล เป็นหน้ากากป้องกันเชื้อโรคแบบคลุมศีรษะชนิดมีพัดลมพร้อมชุดกรองอากาศประสิทธิภาพสูงสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ สามารถผลิตได้จำนวน 1,000 ชุดโดยจะทยอยส่งมอบได้เดือนละ 200 ชุด ภายในเดือนเมษายน 2563 และดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนในการจัดทำแม่พิมพ์เพื่อให้สามารถผลิต PAPR ได้เป็นจำนวนมาก โดยมีเป้าหมาย 10,000 ชุด ภายในเวลา 2 - 3 เดือน

                        2.2 Surgical gown and cover all โดยในเบื้องต้นสามารถผลิตได้ 40,000 ชุด ภายในเดือนเมษายน 2563 เพื่อจะส่งมอบให้องค์การเภสัชกรรม โดยงบประมาณที่ใช้เป็นงบประมาณขององค์การเภสัชกรรม และอยู่ระหว่างพัฒนาต่อยอดเป็น Cover all ต่อไป

                3. เครื่องช่วยหายใจ (Ventilators) โดยการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน ได้เตรียมการสำหรับการสนับสนุนเครื่องช่วยหายใจ ดังนี้ (1) การสร้างฐานข้อมูลในการแชร์เครื่องช่วยหายใจระหว่างโรงพยาบาลและพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับปริมาณคนไข้ (2) การจัดหาอุปกรณ์ประกอบ (Accessories) แบบสิ้นเปลืองของเครื่องช่วยหายใจ (3) การประสานงานกับผู้ผลิตในประเทศและต่างประเทศ โดยคาดว่าจะสามารถสั่งซื้อจำนวน ประมาณ 1,000 ชิ้น (4) การซ่อมแซมเครื่องช่วยหายใจที่มีอยู่เดิม ให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ปกติ (5) การเร่งพัฒนาเครื่องช่วยหายใจทั้งแบบ medium-end โดยมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

                4. ห้องตรวจแยกโรคแรงดันลบ (Negative-pressure facilities) โดยมีโครงการต้นแบบ ได้แก่(1) บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด มหาชน สนับสนุนดำเนินงานที่โรงพยาบาลราชวิถี (2) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล (3) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

                5. การสนับสนุนด้านอื่นๆ

                        5.1 การพัฒนาวัคซีนสำหรับโควิด-19 โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ได้ร่วมกันให้ทุนวิจัยเร่งด่วนเรื่องวัคซีนไปแล้ว 4 โครงการ ได้แก่ (1) การพัฒนาเอ็มอาร์เอ็นเอวัคซีนเพื่อป้องกันและรักษาการติดเชื้อไวรัสโคโรนา SARS-CoV-2 (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) (2) การสร้าง

S-glycoprotein vaccine ป้องกันไวรัส SARS-CoV-2 (คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล) (3) การพัฒนา COVID-19 วัคซีนชนิดเชื้อตายใน Vero cell (ศูนย์วิจัยและพัฒนาวัคซีน มหาวิทยาลัยมหิดล) (4) การศึกษาระดับภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลองที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 (กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์) ในส่วนการประสานงานกับต่างประเทศ ได้จัดให้มีทีมนักวิชาการของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ติดตามความก้าวหน้าและวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการวิจัยและพัฒนาวัคซีน เพื่อนำมาต่อยอดเข้ากับโครงการวิจัยข้างต้นหรือให้ทุนวิจัยในโครงการใหม่เพิ่มเติมได้อย่างทันที

                        5.2 การดำเนินงานในส่วนชุดตรวจ ดังนี้

                                (1) การพัฒนาชุดตรวจมาตรฐานแบบ RT-PCR เพื่อสนับสนุนห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ โดยได้ส่งมอบแล้ว 20,000 ชุด และมีกำลังการผลิต 100,000 ชุดต่อเดือน

                                (2) การสนับสนุนการพัฒนาชุดตรวจแบบ LAMP ที่ให้ผลตรวจรวดเร็วขึ้นจำนวน 3 โครงการ จะเริ่มได้น้ำยาตรวจในเดือนเมษายน 2563 และสนับสนุน/ทดแทน ชุดตรวจแบบ RT-PCR

                                (3) การพัฒนาชุดตรวจแบบ CRISPR-cas ซึ่งใช้เวลาในการตรวจสั้นลงขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการทดสอบประสิทธิภาพ

                        5.3 การพัฒนาระบบสนับสนุนการดำเนินงานโดยเทคโนโลยีสารสนเทศ

                                (1) ระบบติดตามผู้ติดเชื้อเพื่อใช้ในการควบคุมโรคโดยโปรแกรม DDCcare ร่วมมือระหว่างกรมควบคุมโรค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

                                (2) ระบบ TeleHealth โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ร่วมกับภาคเอกชน

                                (3) ระบบ Logistics เพื่อบริหารจัดการความต้องการเวชภัณฑ์ระหว่างผู้ใช้และ supplies โดยทำร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล วช. และกระทรวงสาธารณสุข

                                (4) ระบบ MELB Platform เพื่อบริหารจัดการการบริจาคสิ่งของต่าง ๆ โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS)

                        5.4 การสนับสนุนโรงพยาบาลสนามในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อาทิ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี สุรนารี และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นต้น

                ผลกระทบ

                สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ที่กำลังเกิดขึ้นในทุกประเทศทั่วโลก ส่งผลให้อุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ ขาดแคลนไม่สามารถนำเข้าจากต่างประเทศได้ทำให้ปัจจุบันบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศไทยเริ่มมีการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น สาเหตุหนึ่งมาจากอุปกรณ์ป้องกันไม่เพียงพอ ตลอดจนในอนาคตหากยังไม่สามารถยับยั้งการระบาดได้จะมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ชุดตรวจวินิจฉัยที่มีอยู่ก็อาจจะไม่เพียงพอ การพัฒนานวัตกรรมการวิจัยด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับใช้เองในประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อที่จะทำให้บุคลากรทางการแพทย์มีอุปกรณ์สำหรับป้องกันตนเอง รวมทั้งการมีชุดตรวจที่เพียงพอต่อจำนวนผู้ติดเชื้อเพื่อที่จะได้วินิจฉัยผู้ป่วยได้เร็วก็จะทำให้เกิดการรักษาและดูแลได้อย่างถูกต้อง และรวดเร็วตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ซึ่งทำให้ลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวได้

                ค่าใช้จ่ายและแหล่งที่มา

                        งบประมาณดำเนินการประมาณ 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็น

                        1) งบประมาณของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปีงบประมาณ 2563 จำนวนประมาณ 2,000 ล้านบาท

                        2) กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวนประมาณ 1,000 ล้านบาท

2.  เรื่อง มาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากไวรัสโคโรนา (Covid-19) ของกระทรวงพลังงาน

                คณะรัฐมนตรีรับทราบแนวทางการดำเนินมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากไวรัสโคโรนา (Covid-19) ของกระทรวงพลังงาน

              กระทรวงพลังงานได้พิจารณามาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากไวรัสโคโรนา (Covid-19) เพิ่มเติม ประกอบด้วย

              1. การลดค่าครองชีพของประชาชนและช่วยเหลือผู้ประกอบการ

                        1.1 มาตรการลดต้นทุนค่าไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19  โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้ผ่อนผันการเรียกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าต่ำสุด (Minimum Charge)  จากที่กำหนดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องจ่ายในจำนวนที่ตายตัว (ร้อยละ 70 ของการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในรอบ 12 เดือน) ไม่ว่าผู้ใช้ไฟฟ้าจะใช้ไฟฟ้าถึงจำนวนที่กำหนดหรือไม่ก็ตาม เป็นผ่อนผันให้จ่ายตาม การใช้ไฟฟ้าสูงสุด สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่ได้รับการผ่อนผันจะเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 3-7  เช่น กลุ่ม SMEs โรงงานอุตสาหกรรม และโรงแรม ให้มีผลตั้งแต่เดือนเมษายน –มิถุนายน  2563 รวม 3 เดือน  ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทดังกล่าวลดค่าใช้จ่ายลงได้ 

                        1.2 การลดค่าไฟฟ้าอย่างน้อยร้อยละ 30 ให้กับผู้ประกอบการโรงแรมหรือหอพักที่จะปรับเปลี่ยนให้เป็นที่พักหรือโรงพยาบาลสนาม 2 รูปแบบ คือ ที่พักหรือโรงพยาบาลสนามที่ใช้พักฟื้นผู้ป่วยโรคโควิด-19 หรือ ที่พักหรือโรงพยาบาลสนามที่ใช้สังเกตอาการของผู้เข้าข่ายเฝ้าระวัง ฯ

            1.3 การช่วยเหลือผู้ประกอบการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งประสบปัญหาการใช้น้ำมันที่ลดลง

เป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยาน ทำให้ประสบปัญหาถังเก็บน้ำมันไม่เพียงพอ

                                1.3.1 ลดอัตราสำรองน้ำมันดิบตามกฎหมายจากร้อยละ 6 โดย ระยะแรก : เป็น ร้อยละ 4 ระยะเวลา 1  ปี  และ ระยะที่ 2 : เป็นร้อยละ 5 หลังจาก 1 ปี เป็นต้นไป

                                1.3.2 ขยายระยะเวลาการคงอัตราสำรองก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ตามกฎหมายที่ร้อยละ 1 ออกไปอีกเป็นระยะเวลา 6 เดือน  (สิ้นสุด 30 มิถุนายน 2564)

                                1.3.3 สนับสนุนการเพิ่มปริมาณการจัดเก็บน้ำมันของคลังน้ำมันบริเวณคลองเตย  บางจาก ช่องนนทรี กรุงเทพ ฯ เพื่อรองรับภาวะน้ำมันที่มีปริมาณล้นสต็อกโดยให้มีปริมาณการจัดเก็บน้ำมันสูงสุดได้ตามที่กฎหมายกำหนด

2.  การส่งเสริมการลงทุนและส่งเสริมอาชีพด้านพลังงาน

        2.1  เร่งรัดการลงทุนช่วงรอยต่อของแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช โดยในเบื้องต้นคาดว่า จะเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 2,000 อัตรา ในการสร้างแท่นผลิต

        2.2 ผลักดันให้เกิดกิจกรรมการรื้อถอนแท่นผลิตที่จะไม่ได้ใช้งาน โดยเฉพาะในแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช ที่จะมีการรื้อถอนแท่นผลิตจำนวน 53 แท่น ซึ่งจะทำให้เกิดการลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเกิดการจ้างงานที่เป็นคนไทยกว่า 1,000 อัตราต่อปี (รื้อถอน 25 แท่น ต่อปี) นอกจากนี้ยังส่งเสริมการใช้วัสดุ อุปกรณ์หรือบริการจากภายในประเทศ เช่น การใช้เรือไทย โดยหารือกับผู้รับสัมปทานและกรมเจ้าท่3.  การจัดหาแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันโควิด-19  ให้ประชาชนทั้งประเทศผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 

        โดยกระทรวงพลังงานจะขอรับการจัดสรรงบกลางประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ประมาณ 220 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อแอลกอออล์แปลงสภาพสำหรับฆ่าเชื้อจากผู้ผลิตเอทานอลจำนวน 1,000 ลิตรต่อวันส่งให้ทุกจังหวด 76 จังหวัดทั่วประเทศทางไปรษณีย์ให้กระทรวงมหาดไทยและส่งต่อให้ประชาชนผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเวลา 60 วัน

4. การจำหน่ายแอลกอฮอล์ทำความสะอาด

        โดย ปตท. จะนำร่องที่ PTT Station โดยจำหน่าย แอลกอฮอล์ทำความสะอาดที่สามารถใช้ทำความสะอาดมือโดยไม่ต้องล้างน้ำออก และใช้ทำความสะอาดพื้นผิวทั่วไป ขนาด 1 ลิตร ต่อ 1 ขวด ในราคา 110 บาท โดยเริ่มจำหน่ายในวันที่ 4 เมษายน 2563  และคาดว่าจะมีผู้ค้าน้ำมันจำหน่ายแอลกอฮอล์ในสถานีบริหารน้ำมันเพิ่มเติมอีก  อาทิ บางจาก เชลล์และเอสโซ่

3. เรื่อง รายงานแผนการใช้จ่ายงบประมาณตามมาตรการด้านการงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และสถานการณ์ภัยแล้ง

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบสรุปรายงานแผนการใช้จ่ายงบประมาณตามมาตรการด้านการงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และสถานการณ์ภัยแล้ง ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ ดังนี้

                หน่วยรับงบประมาณที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ภายใต้แผนงานพื้นฐานและแผนงานยุทธศาสตร์ จำนวน 419 หน่วยงาน ปัจจุบันมีวงเงินคงเหลือที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายและก่อหนี้ จำนวนทั้งสิ้น 644,181.4081 ล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ จำนวน 362,076.9753 ล้านบาท และรายจ่ายลงทุน จำนวน 282,104.4329 ล้านบาท โดยมีหน่วยรับงบประมาณกำหนดแผนการใช้จ่ายงบประมาณตามมาตรการดังกล่าว จำนวน 158 หน่วยงาน จำนวนทั้งสิ้น 8,455.6587 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.31 ของวงเงินคงเหลือที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายและก่อหนี้ เพื่อดำเนินการตามมาตรการด้านงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และสถานการณ์ภัยแล้ง

ตารางแสดงภาพรวมมาตรการด้านการงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และสถานการณ์ภัยแล้ง (เฉพาะแผนงานพื้นฐานและแผนงานยุทธศาสตร์)

ประเภทรายจ่าย

งบประมาณตามแผนงานพื้นฐาน/ยุทธศาสตร์ที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย/ก่อหนี้ฯ

บรรเทาผลกระทบการระบาดของ COVID-19

บรรเทาผลกระทบสถานการณ์ภัยแล้ง

หน่วยรับงบประมาณเสนอแผนฯ รวมทั้งสิ้น

พิจารณารวมทั้งสิ้น

ร้อยละ

 

 

แผนการใช้จ่ายงบประมาณ

พิจารณา

แผนการใช้จ่ายงบประมาณ

พิจารณา

รวมทั้งสิ้น

644,181.4081

7,459.3821

3,182.4625

996.2766

544.1591

8,455.6587

3,726.6216

0.58

1. รายจ่ายประจำ

362,076.9753

7,140.3298

3,043.7622

591.6342

162.7433

7,731.9640

3,206.5055

0.89

1.1 รายการรายจ่ายประจำ

360,854.6112

6,935.2517

2,946.4614

573.9255

158.0470

7,509.1772

3,104.5084

0.86

1.2 รายการ คชจ. ในการเดิน ทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราว

1,222.3641

205.0781

97.3008

17.7087

4.6963

222.7868

101.9971

8.34

2. รายจ่ายลงทุน

282,104.4329

319.0523

138.7003

404.6424

381.4158

723.6947

520.1161

0.18

 

              ทั้งนี้ สำนักงบประมาณได้พิจารณาแล้วเห็นว่ารายการที่หน่วยรับงบประมาณเสนอแผนฯ มานั้น  มีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับเป้าหมายตามมาตการด้านการงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และสถานการณ์ภัยแล้ง จำนวนทั้งสิ้น 3,726.6216 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.58 ของวงเงินคงเหลือที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายและก่อหนี้ จำแนกเป็นการดำเนินการตามมาตรการฯ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จำนวน 3,182.4625 ล้านบาท และการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง จำนวน 544.1591 ล้านบาท ประกอบด้วย 

                1. มาตรการด้านการงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จำนวน 3,182.4625 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.49 ของงบประมาณที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย/ก่อหนี้ จำแนกเป็น รายจ่ายประจำ จำนวน 3,043.7622 ล้านบาท และรายจ่ายลงทุน จำนวน 138.7003 ล้านบาท 

                2. มาตรการด้านการงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง จำนวน 544.1591 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.08 ของงบประมาณที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย/ก่อหนี้ จำแนกเป็น รายจ่ายประจำ จำนวน 162.7433 ล้านบาท และรายจ่ายลงทุน จำนวน 381.4158 ล้านบาท

สำหรับแนวทางการติดตามกำลังพลและครอบครัว เสี่ยวติดเชื้อโควิด-19 นั้น ขณะนี้แบบฟอร์มการสอบสวนโรค ได้จัดทำเรียบร้อยแล้ว ขอให้ศึกษารายละเอียดโดยตั้ง นายทหารสัญญาบัตร เป็นผู้สอบสวนโรค 

ทั้งนี้ การสอบสวนต้องสอบถามพ่อแม่หรือญาติด้วยว่าติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่

ด่วน! ไทยเสียชีวิตเพิ่ม 4 ศพ  ติดเชื้อเพิ่ม 103 ราย รวมผู้ป่วยสะสม 1,978 ราย

ด่วน! ไทยเสียชีวิตเพิ่ม 4 ศพ ติดเชื้อเพิ่ม 103 ราย รวมผู้ป่วยสะสม 1,978 ราย

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2563, 11.50 น.

วันที่ 3 เมษายน 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 ว่า สถานการณ์ในไทย พบผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ 103 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 4 ราย ผู้ป่วยสะสม 1,978 ราย เสียชีวิตสะสม 19 ราย รักษาหายแล้ว 581 ราย

โดยผู้เสียชีวิต ทั้ง 4 ราย ดังนี้
 

รายที่ 1 เพศชายอายุ 59 พนักงานการรถไฟ ป่วนวันที่ 16 มีนาคม อาการไข้ และเข้ามาพบแพทย์ และกลับไปทำงานตามปกติ อีกสักระยะ อาการหนักขึ้น เหนื่อยหอบ
เข้ารักษาในโรงพยาบาล เสียชีวิตวันที่ 2 เมษายน

รายที่ 2 ชายไทย 72 ปี ประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า มีโรคประจำตัว โรคไต ป่วย 16 มีนาคม

รายที่ 3 ชายไทย 84 ปี ทำงานอยู่ที่สนามมวยราชดำเนิน มีโรคประจำตัว โรคไต ความคันโลหิตสูง โรคเก๊าท์ เสียชีวิต 2 เมษายน

 

 
 
เกาะติด! รายงานสถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัส COVID-19 ทั่วโลก

เกาะติด! รายงานสถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัส COVID-19 ทั่วโลก

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2563, 08.11 น.

ติดตามรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดล่าสุดของ ไวรัสโควิด-19 จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก วันที่ 3 เมษายน 2563 (เวลา 08.00 น.) มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ผู้ติดเชื้อรวม : 1,013,157

ผู้เสียชีวิตรวม : 52,983

รักษาหายรวม : 210,263

ยอดรวมประเทศที่ติดเชื้อ

 

244,678 US

115,242 Italy

112,065 Spain

84,794 Germany

82,433 China

59,929 France

50,468 Iran

34,173 United Kingdom

18,827 Switzerland

18,135 Turkey

15,348 Belgium

14,788 Netherlands

11,284 Canada

11,129 Austria

9,976 Korea, South

9,034 Portugal

8,044 Brazil

6,857 Israel

5,568 Sweden

5,147 Norway

5,116 Australia

3,858 Czechia

3,849 Ireland

3,573 Denmark

3,548 Russia

3,404 Chile

3,163 Ecuador

3,116 Malaysia

2,946 Poland

2,738 Romania

2,633 Philippines

2,543 India

2,495 Japan

2,487 Luxembourg

2,421 Pakistan

1,885 Saudi Arabia

1,875 Thailand

1,790 Indonesia

1,544 Greece

1,518 Finland

1,475 Panama

1,462 South Africa

1,414 Peru

1,380 Dominican Republic

1,378 Mexico

1,319 Iceland

1,265 Argentina

1,171 Serbia

1,161 Colombia

1,049 Singapore

1,024 United Arab Emirates

1,011 Croatia

986 Algeria

949 Qatar

897 Slovenia

897 Ukraine

865 Egypt

858 Estonia

797 New Zealand

772 Iraq

712 Diamond Princess

708 Morocco

663 Armenia

649 Lithuania

643 Bahrain

585 Hungary

533 Bosnia and Herzegovina

505 Moldova

494 Lebanon

458 Latvia

457 Bulgaria

455 Tunisia

435 Kazakhstan

428 Andorra

426 Slovakia

400 Azerbaijan

396 Costa Rica

384 North Macedonia

356 Cyprus

350 Uruguay

342 Kuwait

339 Taiwan*

306 Cameroon

304 Belarus

299 Jordan

288 Burkina Faso

277 Albania

273 Afghanistan

245 San Marino

233 Cuba

233 Vietnam

231 Oman

219 Honduras

205 Uzbekistan

204 Ghana

196 Malta

195 Senegal

194 Cote d'Ivoire

184 Nigeria

169 Mauritius

161 West Bank and Gaza

151 Sri Lanka

146 Venezuela

144 Montenegro

134 Congo (Kinshasa)

134 Georgia

133 Brunei

125 Kosovo

123 Bolivia

116 Kyrgyzstan

110 Cambodia

110 Kenya

98 Niger

94 Trinidad and Tobago

84 Rwanda

77 Paraguay

75 Liechtenstein

60 Monaco

59 Madagascar

56 Bangladesh

52 Guinea

47 Guatemala

47 Jamaica

46 Barbados

45 Uganda

41 El Salvador

40 Djibouti

39 Togo

39 Zambia

36 Mali

29 Ethiopia

24 Bahamas

22 Congo (Brazzaville)

22 Eritrea

21 Gabon

20 Burma

20 Tanzania

19 Guyana

19 Maldives

16 Haiti

16 Syria

15 Equatorial Guinea

14 Mongolia

14 Namibia

13 Benin

13 Saint Lucia

12 Dominica

11 Libya

10 Grenada

10 Laos

10 Mozambique

10 Seychelles

10 Suriname

9 Antigua and Barbuda

9 Eswatini

9 Guinea-Bissau

9 MS Zaandam

9 Saint Kitts and Nevis

9 Zimbabwe

8 Angola

8 Chad

8 Sudan

7 Fiji

7 Holy See

6 Cabo Verde

6 Liberia

6 Mauritania

6 Nepal

5 Bhutan

5 Nicaragua

5 Somalia

4 Botswana

4 Gambia

3 Belize

3 Burundi

3 Central African Republic

3 Malawi

2 Saint Vincent and the Grenadines

2 Sierra Leone

1 Papua New Guinea

1 Timor-Leste

 .................................................................

 3 เม.ย. 2563

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน