*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5854
  • จำนวนผู้ชม : 3467691
  • จำนวนผู้โหวต : 1716
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1716 คน
<< เมษายน 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 306 , 23:16:37 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ในที่สุดคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิแล้วขัดขืนไม่ยอมไปพักในที่ที่รัฐบาลจัดให้เมื่อวานนี้ รวม

158 ราย ได้เข้ารายงานตัวต่อตำรวจแล้ว ดังรายงานข่าว

หนีกักตัวไม่รอด ล่าสุดรายงานตัวครบแล้ว 158 คน

 

หนีกักตัวไม่รอด ล่าสุดรายงานตัวครบแล้ว 158 คน

4 เมษายน 2563 - 21:51 น.
โควิด19,หนีกักตัว,สนามบินสุวรรณภูมิ
ข่าวทั่วไป
     

หนีกักตัวไม่รอด ล่าสุดรายงานตัวครบแล้ว 158 คน

 
โดยพบว่ามีคนทีหนีการกักกันไปเป็นจำนวน 158 คน เจ้าหน้าที่ขีดเส้นตาย ให้มารายงานตัวในวันนี้ (4 เมษายน 2563) ในเวลา 18.00 น. ทาง พลตำรวจโทสมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กล่าวว่า เตรียมเปิดเผยรายชื่อผู้ที่ไม่มารายงานตัวภายใน 18.00 น.วันนี้ ให้สังคมรับรู้ และในทางกฏหมายจะถูกดำเนินคดีในฐานความผิดฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.สาธารณะสุข โดยมีอัตราโทษ จำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 แสนหรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมย้ำว่ารายชื่อทั้ง 152 คน อยู่ในมือเจ้าหน้าที่ทั้งหมดแล้ว หากพ้นเวลา 18.00น.ของวันนี้ ตำรวจทุกพื้นที่ทั่วประเทศบังคับกฏหมายอย่างจริงจังพร้อมเปิดรายชื่อผู้โดยสารจาก 20 จังหวัด ที่เดินทางในเที่ยวบินนี้ หากไม่มารายงานตัว
 
 
ล่าสุดเมื่อเวลา 21.50 น. เจ้าหน้าที่ได้รับการประสานงานในต่างจังหวัด ว่าประชาชนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ แล้วหนีการกักตัว จำนวน 158 รายนั้นได้ติดต่อพบเจ้าหน้าที่ติดตามตัวได้ครับทั้ง 158 คนเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ได้พาเข้าไปกักตัว ยังสถานที่กักตัวของทางราชการเรียบร้อยแล้ว
 

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการติดตามผู้โดยสารชาวไทยที่ได้เดินทางกลับมาจากต่างประเทศเมื่อช่วงค่ำ ของวันที่ 3 เม.ย.63 ว่า ขณะนี้ชาวไทยทั้ง 158 รายได้มารายงานตัวครบแล้ว เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการกักตัวตามขั้นตอนต่อไป การเข้ามารายงานตัวดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องมาจากผู้โดยสารเดินทางจากต่างประเทศเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา ไม่ยอมกักตัวตามมาตรการของประเทศไทย ในจำนวนนี้มีบางรายที่ตรวจพบว่ามีไข้ที่สนามบิน แต่ได้ออกจากสนามบินไปก่อน  เหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะมีความเสี่ยงในการทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือโควิด-19 ไปยังบุคคลในครอบครัวได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวในครอบครัวและชุมชน เพราะหากในบางรายเชื้อยังอยู่ในช่วงระยะฟักตัวของโรค ก็ไม่มีอาการ ทำให้คิดว่าไม่ป่วย หรือบางรายมีอาการป่วยไม่มาก แต่สามารถแพร่เชื้อไปยังบุคคลรอบข้างได้ โดยเฉพาะผู้ใกล้ชิดในครอบครัว จึงควรรีบมาตรวจและกักกันโรคเพื่อความปลอดภัย

องค์การอนามัยโลกถึงเอเชีย "อีกนานกว่าโควิด-19 จะจบ"

31 มีนาคม 2563 - 19:15 น.
โควิด19,องค์การอนามัยโลก,อีกนาน,กว่าจะจบ

องค์การอนามัยโลกเตือน โลกจะเผชิญศึกยืดเยื้อกับไวรัสโคโรน่า แม้แต่ประเทศที่รุกคืบแล้วก็จะต้องไม่เอาการ์ดลง 


                          ดร.ทาเคชิ คาไซ ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ( WHO ) ภาคพื้นแปซิฟิกตะวันตก กล่าวถึงสถานการณ์ไวรัสโรคโควิด-19 ในเอเชีย โดยเตือนว่า “นี่คือโรคระบาดที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน มันได้เปลี่ยนระบบของเรา คือความตึงเครียดของชีวิตผู้คน ..ผมขอพูดชัดๆ สถานการณ์ระบาดยังอีกนานกว่าจะจบ” 

                         ดร. ทาเคชิ กล่าวว่า ไม่มีแนวโน้มที่ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ จะหายไปในสัปดาห์หน้า หรือเดือนหน้า การต่อสู้ครั้งนี้คือศึกระยะยาว  แม้แต่ประเทศอย่างสิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและจีน ซึ่งการติดเชื้อซาลง ก็ไม่ควรลดมาตรการป้องกันลง 

                         ดร.แมททิว กริฟฟิท ที่ปรึกษาด้านเทคนิกขององค์การอนามัยโลก ชี้ว่า สิงคโปร์มีรายงานพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีก ส่วนใหญ่เป็นเคสนำเข้า นี่ก็เป็นความกังวลเช่นกัน นอกจากนี้ ยังพบเชื้อไวรัสโผล่ในสถานที่ใหม่ เช่น ประเทศเกาะเล็กๆในแปซิฟิกที่มีระบบสาธารณสุขเปราะบาง ถือว่าเสี่ยงที่สุด เช่น ประเทศฟิจิ ยังต้องส่งตัวอย่างไปตรวจในต่างประเทศ และก็ติดอุปสรรคที่มาตรการจำกัดเดินทางทั่วโลก 

                         มาตรการต่างๆไม่ว่าจะเป็นการตรวจเชื้อจำนวนมาก การสกัดเชื้อแบบกลุ่มก้อน การรักษาแต่เนิ่นๆ การรักษาระยะห่าง และล็อกดาวน์  ช่วยซื้อเวลาอันมีค่าเพื่อเตรียมการรับมือแพร่เชื้อขนานใหญ่ แต่ต้องไม่ลืมว่า มาตรการทั้งหมด ไม่ได้หมายถึงความเสี่ยงจะหมดไป ตราบใดที่โรคระบาดยังอยู่ 

แปลงเปลี่ยนวิกฤติเป็นยุทธศาสตร์และโครงการ

4 เมษายน 2563 - 00:00 น.
โควิด19

 

แปลงเปลี่ยนวิกฤติเป็นยุทธศาสตร์และโครงการ บทความพิเศษโดย โคทม อารียา

         เวลานี้สายตาทุกสายจับอยู่ที่จอโทรทัศน์หรือจอมือถือ ข่าวเรื่องโควิด-19 ทั้งในและนอกประเทศก็มีอยู่เต็มจอ มีเรื่องเล่ามากมายจนอิ่มตัวอยู่ในสมองของเรา ซึ่งก็เข้าใจได้ ไหนจะต้องคอยเอาใจช่วยบุคลากรการแพทย์ที่รับศึกหนัก เราก็กลัว เขาก็กลัว ไหนจะต้องแสดงความชื่นชมจิตใจเสียสละและคอยช่วยเหลือกันของคนไทยและชาวโลก ไหนจะต้องตามข่าวญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงด้วยความห่วงใย ไหนจะต้องคอยก่นด่าคนที่แพร่เชื้อโดยประมาท ไม่สนใจ ไม่รับผิดชอบ ฯลฯ ไหนจะต้องคอยโกรธเคืองพวกฉวยโอกาสกักตุนหรือหาประโยชน์จากการขายเวชภัณฑ์ที่ขาดแคลน แต่ละคนมีกลุ่มที่เรากังวลและห่วงใยโดยเฉพาะ ผมอาจห่วงใยชาวอิตาลีและชาวสเปนมากกว่าชาวอเมริกัน ถือเป็นคราวเคราะห์ของชาวยุโรปที่เจอเชื้อที่ทั้งติดง่ายและรุนแรง และของชาวอเมริกันที่มีผู้นำที่ชอบโทษผู้อื่น แต่นี่เป็นอคติส่วนตัวของผม ซึ่งต้องขออภัยไว้ด้วย

         ผมขออนุโมทนาพระสันตะปาปาฟรานซิส ที่ไม่เพียงแต่ทรงแสดงความห่วงใยชาวอิตาลีผ่านนายกรัฐมนตรีที่เข้าเฝ้าที่นครวาติกันท่านขอให้ดูแลสถานที่เป้าหมายสามแห่งเป็นพิเศษด้วย ได้แก่บ้านพักคนชรา ค่ายทหาร และค่ายผู้ลี้ภัย เราได้รับการบอกเล่าว่าวิธีป้องกันตัวเราจากเชื้อไวรัสคือสวมหน้ากากอนามัย รักษาระยะห่างทางสังคม และหมั่นล้างมือบ่อยๆ แต่ลองคิดดูข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ ว่าจำนวนผู้พลัดถิ่นทั่วโลกมีมากกว่า 70 ล้านคน ในค่ายผู้ลี้ภัยหลายแห่งผู้คนอยู่กันอย่างแออัด จะรักษาระยะห่างทางสังคมได้ไหมพวกเขาจะมีหน้ากากอนามัยเพียงพอสำหรับทุกคนไหม บางค่ายขาดแคลนน้ำและสบู่ ผู้ลี้ภัยจะหมั่นล้างมือได้เพียงใด

         จุดเสี่ยงที่น่าวิตกอีกแห่งหนึ่งคือประเทศที่ยากจนในทวีปแอฟริกา หลายประเทศมีอัตราการระบาดของโรค เช่น วัณโรค และเอชไอวี/เอดส์ในอัตราที่สูง หลายประเทศประสบภาวะความแห้งแล้ง ระบบสาธารณสุขก็อ่อนแอเมื่อเทียบกับประเทศในยุโรปในแอฟริกา โควิด-19 ระบาดไปในหลายประเทศแล้ว แม้ประเทศแอฟริกาใต้ที่เข้มแข็งกว่าเพื่อนก็เริ่มระส่ำระสาย แล้วทวีปแอฟริกาจะรับมือกับโควิด-19 ได้อย่างไรหากประเทศที่รุ่มรวยกว่าไม่ให้ความช่วยเหลือ แม้ว่าประเทศเหล่านี้ก็ย่ำแย่เช่นกัน อย่างไรก็ดีเราควรนึกว่าหากแอฟริกากลายเป็นศูนย์กลางการระบาด ระบบโลกาภิวัตน์ก็คงทำให้ทั่วโลกติดอยู่กับโรคนี้ต่อไป

         ผมพยายามสืบหาอย่างคร่าวๆ ว่า ในปีพ.ศ.2461-62 ที่ไข้หวัดสเปนระบาด และประมาณว่ามีคนตายทั่วโลก 50 ล้านคนนั้น เขารับมืออย่างไร ดูเหมือนว่าตอนนั้นเขาให้พึ่งตนเองเป็นหลัก คือให้ “อยู่ห่าง ล้างมือ” นั่นแหละ โมเดลคือปล่อยให้การระบาดถึงจุดสุดยอดอย่างรวดเร็วภายในเวลาประมาณหนึ่งปี เมื่อไวรัสจะคร่าชีวิตใครก็ได้คร่าไปแล้ว จึงเหลือแต่ผู้คนที่เคยรับเชื้อและเริ่มมีภูมิคุ้มกัน โรคก็ลดการระบาดลงอย่างรวดเร็ว และสูญหายไปเมื่อถึงฤดูร้อนปี พ.ศ.2463 คือมาเร็วไปเร็ว ตามโมเด็ลที่เรียกว่าการสร้าง “ภูมิคุ้มกันของฝูงชน” (herd immunity) ร้อยปีให้หลัง เราไม่อาจใช้โมเดลที่ทำให้ต้องสูญเสียชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาลได้เหมือนครั้งนั้น จึงอาจต้องทำใจว่าโรคจะอยู่กับโลกของเราเป็นแรมปี ในบางประเทศอาจมีการระบาดระลอกสอง (after shock) ตามมา เมื่อร้อยปีก่อนผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของไข้หวัดสเปนได้ผสมปนเปไปกับการสูญเสียของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งมีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 40 ล้านคน การฟื้นฟูจากภัยภิบัติทั้งสองได้ดำเนินไปพร้อมๆ กัน

         มาคราวนี้เราเลยไม่มีประสบการณ์จากอดีตสักเท่าไรเพื่อจะมารับมือกับอนาคต อนาคตทั้งในช่วงวิกฤติและหลังวิกฤติที่หลายอย่างคงไม่เหมือนเดิม โลกได้เปลี่ยนไป อย่างน้อยก็ในเรื่องโลกาภิวัตน์ (แปลว่าถึงกันทั่วโลก) และเรื่องการใช้โมเดลประทังและประคอง มิใช่โมเดล “ภูมิคุ้มกันของฝูงชน” ผมรู้ว่าการชวนให้คิดถึงอนาคตอาจไม่เหมาะกับสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานที่เราเผชิญอยู่นี้ แต่ขออนุญาตรบกวนความสนใจของท่านสักเล็กน้อย เพราะจะให้ผมพูดในเรื่องการรับมือโรคระบาดคงไม่ได้ เพราะผมไม่มีความรู้และอยากมอบกำลังใจทั้งหมดให้แก่คณะแพทย์/พยาบาลและนักการเมืองผู้รับผิดชอบ

         ผมชอบบทสัมภาษณ์ของหมอประเวศ วะสี ที่ลงในหน้าสามของหนังสือพิมพ์ฉบับวันจันทร์ที่ 30 มีนาคมฉบับหนึ่ง คุณหมอเสนอให้ “วางยุทธศาสตร์เขยื้อนประเทศไทย” ในการเขยื้อนประเทศต้องบูรณาการระบบใหญ่คือ “สังคม-การเมือง-เศรษฐกิจ” เข้าด้วยกัน ถ้าอำนาจรัฐ-อำนาจทุน-อำนาจสังคม สมดุลกันก็จะเกิดความเป็นธรรม ทั้งนี้ภายใต้หลัก 3 ประการคือ 1.วิธีทางรัฐสภา 2.พลังแห่งสามัคคี 3.พลังทางปัญญา ในทางการเมืองขอให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์แก้ปัญหาโควิด-19 และถ้านายกรัฐมนตรีจะพ้นจากตำแหน่งไปก็ขอให้ ส.ส. เป็นผู้ลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีโดยเป็นอิสระจากพรรค และเลือกกันหลายรอบจนได้มติเอกฉันท์ (ผมคิดในใจว่ามติ 3 ใน 4 น่าจะพอไหม) ในทางสังคม คุณหมอเสนอว่าต้องให้รู้ข้อมูลข่าวสารกันอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ และควรจัด “สมัชชาแห่งชาติเพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะ” ขึ้น โดยมีสถาบันพระปกเกล้า สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และองค์กรอื่นเข้าร่วมเป็นเจ้าภาพ (ผมคิดในใจว่าเมืองไทยนี้อาภัพ ถ้าพวกหนึ่งเป็นเจ้าภาพ พวกอื่นไม่ค่อยอยากเข้าร่วม ทำอย่างไรจึงจะไม่ทำให้สมัชชาดังกล่าวกลายเป็นสมัชชาของคนพวกเดียวกัน) ในทางเศรษฐกิจ คุณหมอเสนอให้ทุกชุมชนมีที่ดินพอเพียงเป็นที่อยู่อาศัย ผลิตอาหารได้พอกินเหลือขาย รวมทั้งสร้างระบบเศรษฐกิจเชิงสังคม ทำแบบโมฮัมหมัด ยูนุส นักเศรษฐศาสตร์ชาวบังกลาเทศ

 4 เมษายน 2563    

อัพเดทจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลก

ผู้ติดเชื้อ 1,138,645

ผู้เสียชีวิต 61,142

ผู้ที่หายแล้ว 236,185

อัพเดทล่าสุดจาก WHO และ EOC-DDC Thailand ณ วันที่ 4 เมษายน 2563 - 20:33 น.


ดูข้อมูลทั่วโลก
 

ผู้ป่วยโควิด-19 รักษาหายรวมแล้ว 612 คน

4 เม.ย. 2563
583 18
ผู้ป่วยโควิด-19 รักษาหายรวมแล้ว 612 คน

วานนี้(3 เมษายน 2563) โฆษก ศบค. แถลงสถานการณ์โควิด-19 พบผู้ป่วยใหม่ 103 ราย ยอดผู้ป่วยยืนบัน สะสมเพิ่มขึ้นเป็น 1,978 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 4 ราย แจงคนไทยเดินทางกลับจากต่างประเทศต้องอยู่ในการดูและขอรัฐบาลครบ 100 %

 
 

ส่วนสถานการณ์ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 37 ของโลก ลำดับที่ 3 ของอาเซียน โดยมีรายงานผู้ป่วยใหม่ 103 คน รวมผู้ป่วย 1,978 คนหายป่วยแล้ว 581คน ขณะมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 4 ราย รวม 19 คน

โดยผู้เสียชีวิตรายใหม่เป็นคนไทย อายุ 72 ปี มีโรคประจำตัวหลายโรค เสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา

 

 

คม-ชัด-ลึก

คม-ชัด-ลึก

สนทนา วิเคราะห์ เจาะลึก ตรงทุกประเด็น ทั้ง สังคม เศรษฐกิจ การเมือง เวลา 22.30 น.

ออกอากาศ : จันทร์ - ศุกร์ 22:30 - 23:00

ผู้ดำเนินรายการ : ต้น วรเทพ สุวัฒนพิมพ์

 ....................................................................
 
 เมษายน 2563    
 
เรียนรู้โรค โควิด-19 จึงสู้ชนะ
4 เมษายน 2563 - 22:15 น.
นพรุ่งเรือง,ที่ปรึกษา,เรียนรู้โรค โควิด-19 จึงสู้ชนะ,นายแพทย์ รุ่งเรือง กิจผาติ,การกระทรวงสาธารณสุข,โควิด19,คมชัดลึกออนไลน์
เจาะประเด็นร้อน

เรียนรู้โรค โควิด-19 จึงสู้ชนะ โดย... นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวงสาธารณสุข (10)

1) หลังร่างกายได้รับเชื้อโควิด 19 ส่วนใหญ่จะแสดงอาการภายในวันที่ 5 ภายหลังจากการรับเชื้อ ระยะของการฝักตัว (เมื่อได้รับเชื้อจนมีอาการป่วย) ~ 1-14 วัน

2) ความสามารถในการแพร่โรคของผู้ป่วย 1 คนแพร่โรคได้ ~ 2.5 คน

2.1) บางกรณีที่มีผู้แพร่โรคให้กับคนอื่นได้มากกว่าปกติ หรือที่เรียกว่า “super spreader” และการแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ความสามารถในการแพร่โรคจะสูงขึ้น เช่น สนามมวย สถานบันเทิง ซึ่งในช่วงนั้นประเทศไทยมีค่าความสามารถในการแพร่โรคอยู่ที่ ผู้ป่วย 1 คนแพร่โรคได้ ~ 3.6 คน

2.2) ขณะนี้ประเทศไทยมีค่าความสามารถในการแพร่โรค ผู้ป่วย 1 คนแพร่โรคได้ ~ 1-2 คน

3) การติดต่อของโรคคือ 2 ทางหลัก

3. 1) ได้รับเชื้อไวรัสโดยตรง เมื่ออยู่ในระยะใกล้ชิดกับผู้ป่วย และมีผู้ที่ไอหรือจาม ที่ไม่มีการป้องกันตนเอง

3.2) ผู้ป่วยไอ จาม และมีละอองเชื้อฝอยทิ้งไว้ในพื้นผิวสัมผัสทั่วไป แล้วผู้อื่นก็มาจับละอองฝอยเชื้อเข้าสู่ร่างกายด้วยการนำมือสัมผัสใบหน้า เช่น ปาก จมูก ตา

4) ขอให้แบ่งง่ายๆ เป็น 2 กลุ่ม

4.1) กลุ่มผู้ป่วย (ที่มีอาการคล้ายไข้หวัด) ต้องสวมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ซึ่งสามารถลดการแพร่กระจายของละอองเชื้อได้ถึงร้อยละ 97 เนื่องจากปริมาณละออง ความเร็ว ระยะทางที่เคลื่อนที่ไปได้จะลดน้อยลง ล้างมือ และทบทวนประวัติเสี่ยง ไปพบแพทย์ “ต้องเล่าความจริงทั้งหมด” ครับ

4.2) ผู้ที่ยังไม่ป่วย แนะนำให้สวมหน้ากากชนิดผ้า เพื่อป้องกัน รวมถึงการทำความสะอาดพื้นผิวด้วยการเช็ดน้ำยาฆ่าเชื้อต่างๆ และหลีกเลี่ยงการนำมือสัมผัสใบหน้าบ่อยๆ และหมั่นล้างมือให้สะอาด

5) เชื้อไวรัสโควิด-19 โดยทั่วไปจะอยู่ในสภาพแวดล้อม ประเทศไทยอากาศร้อน อยู่ได้ ~ 6 ชั่วโมง และสูงสุด ~ 24-72 ชั่วโมง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นผิวและอุณหภูมิ หากอุณหภูมิสูงเชื้อจะมีอายุที่สั้นลง

6) อาการของโรคโควิด 19

6.1) มีความแตกต่างในเด็กและผู้ใหญ่ คือ เด็กจะมีอาการน้อยกว่า

 สำหรับเด็ก...

- ร้อยละ 42 จะมีอาการไข้

- ร้อยละ 49 มีอาการไอ

- ร้อยละ 8 มีน้ำมูก

- ร้อยละ 7 มีอาการอ่อนเพลีย

 สำหรับผู้ใหญ่

- ร้อยละ 89 จะมีอาการไข้

- ร้อยละ 68 มีอาการไอ (อาการหลักที่สำคัญ)

- ร้อยละ 14 จะมีอาการเจ็บคอ

- ร้อยละ 15 มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

- ร้อยละ 5 มีน้ำมูก

- ร้อยละ 38 มีอาการอ่อนเพลีย

7.1) ช่วงอายุมีผลต่ออัตราการเสียชีวิต

- กลุ่มอายุ 10-19 ปีมีโอกาสต่ำมาก

- กลุ่มอายุ50-59 ปี มีโอกาสเสี่ยงสูง

- กลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไปมีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก

(หากมีผู้ป่วยช่วงอายุนี้ 100 คน จะมีอัตราเสียชีวิตถึง ~ 15 คน

7.2) กลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อและมีอาการรุนแรงสูงกว่าคนทั่วไปและเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ได้แก่

- ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี

- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ โรคประจำตัว เช่น โรคหลอดเลือดสมอง/หัวใจ อัมพาต โรคไตวายเรื้อรัง โรคถุงลมโป่งพอง โรคอ้วน โรคตับแข็ง โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ และคนอ้วน (ผู้ที่มีดัชนีมวลมากกว่า 35 กก/ต่อตารางเมตร)

8. ความรุนแรงของโรค แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยติดเชื้อทุกคนไม่ได้มีอาการที่รุนแรง

8.1) ในผู้ติดเชื้อ 100 คน พบว่า 80 เป็นผู้ป่วยมีอาการน้อยถึงน้อยมาก สามารถหายได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องรับยาต้านไวรัส และ 30 คนใน 80 คน เป็นการติดเชื้อและมีภูมิคุ้มกันแต่ไม่มีอาการ นับว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่หากจะดีที่สุดคือการไม่ติดเชื้อเลย

8.2) ในผู้ติดเชื้อ 100 คน พบว่า 20 คน เป็นผู้ป่วยที่อาจจะต้องเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาล

และ 5 คนใน 20 คน จะมีอาการรุนแรงและจะต้องได้รับการรักษาพยาบาลในกรณีพิเศษ

9) กรณีการเสียชีวิตจะเฉลี่ยคือ ผู้ป่วย 100 ราย จะมีผู้ที่เสียชีวิตร้อยละ 1.4 แต่ความรุนแรงของการเสียชีวิตจะแตกต่างกัน (น่าเชื้อว่า น่าจะน้อยกว่า ร้อลละ 1

10) ขณะนี้มีการใช้ยาต้านไวรัสในการรักษาตามอาการ ได้แก่ Favipiravir ที่เป็นยาหลัก Remdesivir อยู่ในขณะศึกษาวิจัย ส่วนยากลุ่มเสริมคือ Lopinavir+Ritonavir / Darunavir+ Ritonavir เป็นยาต้านไวรัสเอดส์ และ Cloroquine ซึ่งเป็นยารักษาโรคมาลาเรีย โดยในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีน และในหลายประเทศได้เร่งทำการศึกษาวิจัยอยู่

สิ่งสำคัญ หมัดน๊อกชนะโควิด 19 คือ

1) ลดและชะลอการติดเชื้อให้มากที่สุด

(คนติดเชื้อมาก รนก็ตายมาก เช่น ถ้าติดเชื้อ จำนวน 1,000,000 คนพร้อมๆ กัน จะมีคนตาย ~ 20,000-100,000 คน เพราะระบบและหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ รับมือไม่ได้ และหมอพยาบาลอาจตายร่วมด้วย)

2) ค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก บุกกลุ่มเสี่ยง และตรวจ lab  25,000 - 50,000 คน

กรุณาอย่ากลัวพบผู้ป่วยมาก เราต้องบุก ค้น และตรวจให้มาก

จำนวนผู้ป่วยไม่ใช่ความผิด แต่เราต้องรู้ความจริง เพื่อตีวงกลุ่มเสี่ยงเพื่อควบคุมโรคแบบเด็ดขาดครับ นี่คือ “หมัดน๊อก

3) หมัดน๊อกง่ายๆ คือ พลังความร่วมมือทุกคน ปฏิบัติตามมาตรการ ที่แนะนำ ถ้าทำได้ มากกว่า ร้อยละ 90 เราชนะแน่นอนครับ

.....................................................
 
ต่างประเทศ

WHO ยึดคำแนะนำเดิม ไม่ป่วย-ไม่ดูแลคนป่วย ไม่ต้องสวมหน้ากาก 

31 มีนาคม 2563 - 07:23 น.
โควิด19,WHO,หน้ากาก,สวมหน้ากาก,ไม่ป่วยไม่ใส่

กลับมาอีกครั้งเรื่องใส่หรือไม่ใส่หน้ากาก องค์การอนามัยโลกยังแนะนำเรื่องหน้ากากอนามัยเหมือนเดิม 

                            ดร.ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการโครงการภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขขององค์การอนามัยโลก (WHO )  กล่าวระหว่างแถลงสถานการณ์โรคโควิด-19  เมื่อวาน ( 30 มี.ค.) ว่า WHO ยังคงแนะนำว่า ประชาชนไม่ควรใส่หน้ากาก หากไม่ได้ติดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 หรือดูแลคนที่กำลังป่วยอยู่ เพราะไม่มีหลักฐานบ่งว่าการสวมหน้ากากของประชากรหมู่มาก ให้ประโยชน์ ตรงกันข้าม มีหลักฐานชี้ถึงผลเสียหากใช้หน้ากากผิดวิธี หรือใส่ไม่ถูกต้อง

 ดร.ไรอัน กล่าวว่า อีกเหตุผลก็คือ โลกกำลังขาดแคลนหน้ากากอนามัยอย่างหนัก คนส่วนใหญ่ที่เสี่ยงไวรัสทุกวินาทีคือบุคลากรการแพทย์แนวหน้า “การนึกถึงพวกเขาเหล่านั้นไม่มีหน้ากากอนามัยใส่ คือเรื่องเลวร้ายมาก” 

                            ด้าน ดร. มาเรียน ฟาน เคิร์กโฮฟ นักระบาดวิทยาของ WHO กล่าวย้ำเช่นกันว่า เราต้องให้ผู้จำเป็นที่สุด ซึ่งก็คือบุคลากรการแพทย์ได้ใช้ก่อน ในชุมชน เราไม่แนะนำเรื่องการใส่หน้ากากเว้นแต่มีอาการป่วย และเป็นมาตรการป้องกันแพร่เชื้อผู้อื่น ส่วนคนที่อยู่บ้านก็แนะนำเฉพาะคนป่วยและคนที่ดูแล 

                            องค์การอนามัยโลกเตือนเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า โลกกำลังขาดแคลนเวชภัณฑ์การแพทย์รุนแรง รวมถึงอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล ( PPE )  หน้ากากอนามัย และถุงมือ การปกป้องคนเหล่านี้คือการให้พวกเขาได้ใช้อุปกรณ์ป้องกันเป็นลำดับแรก 

                            อย่างไรก็ดี  เจ้าหน้าที่ WHO ไม่วิจารณ์ประเทศต่างๆที่แนะนำให้ประชาชนสวมหน้ากาก แต่ย้ำเรื่องการใช้ไม่ถูกต้อง ซึ่งจะกลายเป็นส่งผลตรงข้ามแทนที่จะป้องกัน 

                            คำแนะนำของ WHO สวนทางกับผู้อำนวยการป้องกันและควบคุมโรคของจีน ที่มองว่าความผิดพลาดขนานใหญ่ของสหรัฐและยุโรปคือ ผู้คนไม่สวมหน้ากาก เมื่อออกไปในที่สาธารณะ ( ผอ.ซีดีซีจีนชี้ความผิดพลาดในสหรัฐ-ยุโรป คือคนไม่ใส่หน้ากาก 


                            ส่วนประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำให้สวมหน้ากากผ้าสำหรับคนไม่ป่วยเพื่อป้องกันตัวก็เพียงพอ และย้ำเรื่องการใส่อย่างถูกวิธี กับการล้างมือบ่อยๆควบคู่กัน  

ข่าวทั่วไป

เทียบภาพให้เห็นชัดๆ ที่กักตัวคนกลับจากต่างประเทศ กับ ที่พักเจ้าหน้าที่โควิด ต่างกันลิบลับ

4 เมษายน 2563 - 18:48 น.
โควิด19,สถานที่กักกัน
 
เทียบภาพให้เห็นชัดๆ ที่กักตัวคนกลับจากต่างประเทศ กับ ที่พักเจ้าหน้าที่โควิด ต่างกันลิบลับ

ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. ที่ทำเนียบรัฐบาลได้หารือมาตรการป้องกันการเกิดเหตุการณ์ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิซ้ำอีกโดยขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับแผนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำงานให้รัดกุมมากขึ้นและมีกลไกให้ชัดเจน

ขณะเดียวกันเพจ Infectious ได้มีการโพสต์ภาพเปรียบเทียบ สถานที่กักกันที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้ให้สำหรับคนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ กับห้องพักเจ้าหน้าที่โควิด ทำให้ชาวโซเชียลเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์กันจำนวนไม่น้อย ว่าสถานที่กักกันที่รัฐบาลเตรียมไว้ให้ผู้ที่กลับมาจากต่างประเทศนั้น กินหรูอยู่สบายเลยทีเดียว ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีชาวโซเชียลออกมาโพสต์ติติงสถานที่กักกัน ว่ากระจอก

ขณะเดียวกันพบผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศเมื่อวานนี้ ได้เข้ามายังสถานที่กักกันด้วยเช่นกัน ซึ่งพบว่าโรงแรมที่ทางเจ้าหน้าที่จัดไว้ให้นั้น สถานที่กินหรูอยู่สบายเลยทีเดียว

 
 
 .....................................................
 
4 เม.ย. 2563

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน