*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5899
  • จำนวนผู้ชม : 3492467
  • จำนวนผู้โหวต : 1716
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1716 คน
<< มิถุนายน 2020 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 284 , 15:53:01 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน vinitvadee โหวตเรื่องนี้

How are you? สวัสดีครับ

         เพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมชะตากรรมยามนี้ต้องอดทนกันเข้าไว้ก่อนครับ เพราะหากจะพึ่งนักการเมืองทั้งหลาย

ทั้งปวงก็จะผิดหวังเปล่าๆครับ เพราะพวกเขาแม้จะไม่ใช่คนจน แต่เงินก็คือสิ่งยอดปรารถนาของพวกเขาเสมอ

ส่วนผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งก็ไม่ต้องโทษใครทั้งนั้น แต่ต้องโทษตัวเราเองที่หลงคารมไปเลือกเขาเอง

 

 

หน้าแรก / คอลัมน์ / คอลัมน์การเมือง / บ้านเกิดเมืองนอน
บ้านเกิดเมืองนอน

บ้านเกิดเมืองนอน

สิริอัญญา
วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 02.00 น.

ปรับ ครม.หรือยุบสภา!

ดูทั้งหมด

ปัญหากระเพื่อมภายในพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลแต่ประกอบด้วยกลุ่มก๊กก๊วนต่างๆ ถึง 20 กลุ่ม ซึ่งมาจากหลากที่หลายทางหลายพวกหลายเหล่า และมากันด้วยเงื่อนไขแตกต่างหลากหลายกัน และต่างก็มีเป้าหมายของตนเองที่แตกต่างกัน

ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่จะต้องมีความคิดเห็นและมีท่าที ตลอดจนเป้าหมายของการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่แตกต่างกันจึงเป็นภาระอันหนักหน่วงของคนซึ่งทำหน้าที่“ผู้จัดการพรรค” เพราะแบบอย่างเช่นนี้ในอดีตก็มีมาแล้ว ไม่ว่ากรณีของพรรคเสรีมนังคศิลา ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม หรือพรรคสหประชาไทย ของจอมพลถนอม-จอมพลประภาส ก็ตาม

บัดนี้ ประวัติศาสตร์พรรคการเมืองลักษณะเดียวกันนี้ก็บังเกิดขึ้นแก่พรรคพลังประชารัฐ จึงขึ้นอยู่กับว่าผู้จัดการพรรคจะรับมือกับแรงกดดันและเรียกร้องความต้องการของก๊กก๊วนต่างๆ ได้อย่างไร

ในรัฐบาลพรรคสหประชาไทย นักการเมืองสารพัดขอขอทุกสิ่งทุกอย่างนอกจากลูกและเมียของผู้นำพรรค นอกนั้นเป็นอันขอหมด ขอจนรับไม่ไหว และฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้จอมพลประภาส จารุเสถียร ทุบโต๊ะขว้างแก้ววิสกี้และกล่าวคำผรุสวาทว่า “...ง เรื่องอะไรกูจะเอาเหี้ยมาขี่คอต่อไป” ว่าแล้วก็ออกคำสั่งให้ขุนพลที่ไว้ใจได้ทำการยึดอำนาจ

มาในครั้งนี้ก็ไม่รู้ว่าผู้จัดการพรรคจะทนแรงกดดันไปได้สักแค่ไหน แต่ในที่สุดก็ปรากฏผลออกมาชัดเจนแล้วถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ที่จะต้องเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรค โดยเฉพาะหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และบริษัทบริวาร ซึ่งแม้จะมีการยื้อยุดกันมาพักหนึ่งแล้วแต่ในที่สุดบัดนี้คณะกรรมการบริหารพรรคก็สิ้นสุดลงแล้ว

จะต้องมีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งบัดนี้ข่าวซุบซิบนินทาก็มีความชัดเจนว่าผู้กุมอำนาจพรรคที่เป็นเหตุให้ต้องเปลี่ยนแปลงนั้นก็ต้องเปลี่ยนแปลงแน่นอนแล้ว โดยมีคณะผู้บริหารพรรคชุดใหม่เข้ามาแทนที่ ชื่อเสียงเรียงนามเป็นใครบ้างก็มิได้เป็นความลับอีกแล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องกล่าวในที่นี้

และแน่นอนว่าเมื่อผู้บริหารพรรคระดับหัวแถวชุดเดิมต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในพรรค ในขณะที่มีข่าวขับไล่ไสส่งกันทุกวันก็ย่อมกระทบถึงตำแหน่งรัฐมนตรีที่ดำรงอยู่ด้วย แม้กระทั่งตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงอื่นๆ ก็มีข่าวคราวถึงการเปลี่ยนแปลง กระทั่งมีการจับจองตำแหน่งแหล่งที่ออกมาเป็นระยะๆ

แต่ทว่าข่าวคราวที่ตรงกันก็คือมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐแน่ และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ถูกเอ่ยออกจากปากนายกรัฐมนตรีเองว่าถ้าสมาชิกพรรคสนับสนุนก็เป็นเรื่องของพรรค ซึ่งหมายถึงการรับรู้และเห็นชอบในการเปลี่ยนแปลงนั้น ซึ่งไม่ต้องพูดอะไรก็ไม่เป็นที่สงสัยอยู่แล้ว

สำหรับการปรับคณะรัฐมนตรีนั้นแม้มีคนไปต่อว่าต่อขานเอากับพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ว่าจะปรับคนนั้นคนนี้ออกจากตำแหน่งหรือ คำตอบที่เป็นข่าวก็คือให้ไปถามนายกรัฐมนตรีเพราะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี

ถัดจากนั้น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวไปในทางเดียวกันว่าเป็นผู้ตัดสินใจในการปรับคณะรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว จะปรับใครเข้าใครออกและจะปรับเมื่อไหร่ จะให้ใครไปอยู่ตรงไหนเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียวนั่นก็เป็นความถูกต้องและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายทุกประการ

แต่ทว่าในทางการเมืองนั้นอำนาจการเมืองนั้นมิได้เด็ดขาดอยู่ที่นายกรัฐมนตรีเพียงผู้เดียว เพราะยังเกี่ยวด้วยที่มาและที่ไปของอำนาจนั้นด้วย โดยเฉพาะที่มาแห่งอำนาจและที่ไปแห่งอำนาจก็มีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เช่นเดียวกัน จะมองข้ามสิ่งนี้ไปไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะหากพลั้งพลาดแล้วก็จะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นได้

อย่างน้อยปัจจัยอันเกี่ยวข้องด้วยอำนาจนี้ก็มีอยู่ถึงสองสถาน

สถานแรก คือที่มาและที่ไปของอำนาจนายกรัฐมนตรีที่ต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินครึ่งหนึ่ง และถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินครึ่งหนึ่งไม่ไว้วางใจเมื่อใดก็ต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อนั้น จึงต้องเอาอกเอาใจเจ้าของอำนาจตามกฎหมายนี้ด้วย

พึงตระหนักไว้ด้วยว่ารัฐธรรมนูญ 2560 นั้นต่างกับฉบับก่อน เพราะมิได้จำกัดในการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นสมัยสามัญนิติบัญญัติหรือสมัยทั่วไปเหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับก่อน

ซึ่งหมายความว่าเมื่ออยู่ในสมัยประชุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนดสามารถเข้าชื่อกันยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ และเมื่อยื่นญัตติแล้วก็จะยุบสภาไม่ได้ มีผลเท่ากับเป็นการขึงพืดนายกรัฐมนตรีไว้และถ้าหากไม่ได้รับความไว้วางใจก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง ก็จะทำให้บุคคลที่ถูกเสนอชื่อมีโอกาสเข้าดำรงตำแหน่งทันทีไม่ว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

สถานสอง ประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แม้ไม่อาจใช้อำนาจอธิปไตยได้โดยตรง แต่ถ้ากระเพื่อมจนเกิดเป็นคลื่นใหญ่ของมวลชนขึ้นแล้วตำแหน่งทางการเมืองก็ย่อมกระเพื่อมหวั่นไหวตามไปด้วย

ทั้งสองสถานนี้นี่แหละเป็นเรื่องที่ต้องตระหนักไว้ในยามนี้ และต้องจับตาดูให้ดี!

.................................................

เส้นใต้บรรทัด

เส้นใต้บรรทัด

จิตกร บุษบา
วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 02.00 น.

การเมืองโกลาหล...ประชาชนอดอยาก

ดูทั้งหมด

เป็นภาพที่ “ตัดกัน” อย่างสิ้นเชิง ระหว่าง “การเมืองไทย” กับ “ประชาชนคนไทย” ที่พวกหนึ่งรวมพลังกันกดดันก๊กเหล่าที่แตกต่างจากตน ขณะที่ประชาชนอยากเห็นการ “รวมพลังกัน” แก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน

เราจึงเห็นว่า ในภาวะ “กัดกัน” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “อ่านเกมออก” และ “เล่นเป็น” ถึงกับลั่นวาจาในวงประชุมคณะรัฐมนตรีว่า “ผมยังไม่ปรับ ครม. ปรับ ครม. เป็นอำนาจของผม มีใครมีปัญหาไหม”

ในความเป็นจริง การปรับ ครม. ต้องเกิด และวางแผนไว้แล้วตั้งแต่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าจะปรับ!!

แต่ปัญหาคือ จะปรับอย่างไร แบบ “บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น”

มันก็ต้อง “สร้างสถานการณ์” นำมาก่อน

ก็ให้บังเอิญว่า เกิดการล่ารายชื่อกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐให้ได้เกินกึ่งหนึ่ง และทำได้สำเร็จด้วย จนทำให้กรรมการบริหารพรรคปัจจุบันเหลือเพียงสภาพ “รักษาการ” สุดที่กลุ่มของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์กับ 4 กุมาร (ที่จริงแค่ 2 เท่านั้น ที่ถูกแรงปะทะ คือ นายอุตตม สาวนายน กับนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ หัวหน้ากับเลขาฯ พรรค) จะต้านทานไหว ได้แต่อาศัยอ้อมอกอุ่นๆ ของ “ลุงตู่” เป็นที่คุ้มภัย และ “ท่องคาถา”เดียวกันเอาไว้ คือ กำลังแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน กำลังทำงาน ลุงตู่ยังมอบหมายงานอยู่

ในความเห็นของผม นี่คือช่วงเวลาของการ “หน่วงเวลา” รอให้ “ถึงเวลา” ก็ปรับ!!

คิดกันจริงๆ หรือว่า ปฏิบัติการในพรรคพลังประชารัฐ ภายใต้การกุมบังเหียนของ “พี่ใหญ่ 3 ป.”เป็นปฏิบัติการที่เกิดขึ้นตามลำพัง เพียงเพราะอยากเป็นใหญ่ ถูกหัวหน้ามุ้งในพลังประชารัฐเป่าหู

ไม่หรอกครับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ “รอบจัด”กว่านั้น ผ่านการ “ดีล” กับนักการเมืองมาเยอะแยะ ตั้งแต่รุ่นฟันน้ำนมยันรุ่นเขี้ยวลากดิน เสือลากหางหมาลากกระดิ่ง จะมา “ไหวไปตามลมปาก” มันก็“ฉากบังตา” เท่านั้นแหละ

ลองดูเถอะครับ อีกไม่นานก็ต้องมีการประชุมพรรคพลังประชารัฐเพื่อ “เลือกหัวหน้าพรรค” เลขาธิการพรรค และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งเป็นการ “ตัดริบบิ้น” นำไปสู่การ “ปรับคณะรัฐมนตรี”เป็นไปได้หรือที่ “หัวหน้าพรรค” กับ “เลขาธิการพรรค” ที่มีเสียง สส. มากที่สุดในซีกรัฐบาล จะมีตำแหน่งต๊อกต๋อยหรือไร้ตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี

สมมุตินะครับสมมุติ

หัวหน้าพรรคคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณอันนี้แน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ ยกเว้นมีเซอร์ไพรส์ สุดท้ายกลายเป็น พล.อ.ประยุทธ์ นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

พล.อ.ประยุทธ์ ปัจจุบันเป็นรองนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่เก๋ๆ คือ เก็บผักตบ กับแก้ภัยแล้ง ที่ขมีขมันมาก ในช่วงเวลานี้ (เก็บผักตบออกจากแหล่งน้ำนี่ มันควรเป็นงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไหมนะ-คิดในใจ)เหตุที่มาอยู่ในตำแหน่งนี้ก็เพื่อ “ลดแรงเสียดทาน” ให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ รอบสองอย่างราบรื่น

ราบรื่นขนาดในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคเพื่อไทยยอมเผาเวลาทิ้งจนพรรคอนาคตใหม่ในเวลานั้น ไม่ได้อภิปราย พล.อ.ประวิตร เลยเชียวล่ะ (ฮา...)

เพราะฉะนั้น ป.ประวิตร กับ ป.ประยุทธ์ เขาไม่มีวัน “แตกกัน” หรือ “หักกัน” ง่ายๆ หรอกครับเขาเล่นบท กู๊ดกาย (Good guy) กับชายชั่ว(Bad guy) กันไปอย่างนี้แหละ

เพียงแต่ว่า หลังขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคแล้ว ถ้า พล.อ.ประวิตร ยังมีตำแหน่งใน ครม. แค่ “รองนายกรัฐมนตรี” ก็ต้องถาม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ กับ อนุทิน ชาญวีรกูล แล้วล่ะ ว่า เหลือแค่เก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีได้ไหม “ที่ว่าง” ในการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง มันจะได้“มีมากขึ้น”

หรือจะโยกไปคุม “มหาดไทย” เพราะงบประมาณมหาศาลกำลังไปกองอยู่ตรงนั้น ย้าย ป.ป๊อก-อนุพงษ์ เผ่าจินดา มาคุมกลาโหมซะ ป.ประยุทธ์ ก็ไม่ต้องถ่างขาควบกลาโหมแล้ว

ทีนี้เลขาฯ พรรค ไม่ว่าจะเป็น สันติ พร้อมพัฒน์หรือ อนุชา นาคาศัย ที่จะได้ มันก็ต้องมีเก้าอี้ “รัฐมนตรี” ให้นั่งด้วยนะ จะให้สันติเป็นแค่ “รัฐมนตรีช่วยคลัง” อย่างในปัจจุบัน โดยที่รัฐมนตรีคลังนั้น ยังเป็นอุตตม อดีตหัวหน้าพรรคก็คงไม่ได้แล้ว แต่คงไม่ถึงกับขึ้นเก้าอี้ รมต.คลังหรอก เพราะเป็นโควตาลุงตู่เขา ข่าวว่าหาคนนอกเตรียมไว้หลายรายชื่อแล้ว มีทั้งที่ปฏิเสธและรอการตัดสินใจ ส่วนอนุชา คงได้แค่รางวัลปลอบใจ“ระดับหนึ่ง” เท่านั้นแหละ

ฉะนั้น การบอกว่า “ไม่ปรับ ครม.” มันก็เวลานี้เท่านั้นครับ ถึงเวลาก็ต้องปรับ ข่าวว่าหลายๆ พรรค หลายๆ กลุ่มก็เริ่มขยับกันบ้างแล้ว

คราวนี้ ความโกลาหลทางการเมือง มันไม่ได้มีแค่ในพรรคพลังประชารัฐเท่านั้นน่ะสิครับ เช่น มุ้ง กปปส. ใน พปชร. สูญเสียจำนวน สส. กทม. ไปให้กลุ่มมาดามเดียร์ ที่ก่อตัวขึ้นใหม่ จนอาจต้องเลือกว่าจะเหลือใครได้เป็นรัฐมนตรีแค่คนเดียว ระหว่างพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กับณัฏฐพล ทีปสุวรรณ กลุ่มธรรมนัสจะไปต่อยังไง ธรรมนัสจะยังได้เป็น รมช.เกษตรฯอยู่หรือไม่ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจจะได้กระทรวงพลังงาน ตามข่าวลือไหม ฯลฯ

ปรากฏว่า มีการปล่อยข่าวให้พรรคประชาธิปัตย์โกลาหลบ้าง ถึงขั้นปล่อยข่าวว่า จะล่ารายชื่อกรรมการบริหารพรรคให้เกินครึ่งแบบ พปชร. เพื่อ “เซตซีโร่” บ้าง ยากครับ ขุมข่ายของจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ กระจายอยู่ในทุกองคาพยพแล้ว นั่นทำให้ สส.หลายคนเริ่มมองหา“สังกัดใหม่” เพราะการจะได้ลงเขตหรือลงบัญชีรายชื่อ ต้องผ่านการเห็นชอบของ “สายจุรินทร์” ที่อยู่ในสาขาพรรคบ้าง ในตัวแทนจังหวัดบ้าง และในกรรมการบริหารพรรคบ้าง

มันจึงเกิดการ “กินข้าวที่ทำเนียบ” เกิดขึ้นไง

แม้จะออกมาปฏิเสธกันยกใหญ่ ว่าไม่มีการล่ารายชื่อ หรือไปกินข้าวกันเป็นเรื่องธรรมดา มีคนรู้จักอยู่ต่างพรรคไม่ได้หรือไง

แต่ถามหน่อยเถอะ ธรรมดานี่ เขากินข้าวกันที่ทำเนียบหรือครับ ธรรมดาคุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เขาที่ฐานที่มั่นอยู่ที่โรงแรมติดกับเอ็มบีเคกลางกรุงนั่นเลยไม่ใช่หรือครับ ถึงขนาดตอนชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรค ก็เปิดห้องให้หลายคนประจำการอยู่ที่นั่น บางคนมาเป็นรองหัวหน้าพรรคอยู่กับจุรินทร์ในปัจจุบันด้วยซ้ำไป (ฮา...)
แม้จะบอกว่านัดกันไว้นานแล้ว ก่อนโควิด-19 จะมา แต่ถามว่าในสถานการณ์การเมืองแบบนี้ จะกินข้าวด้วยกันบนสายสัมพันธ์อันดี มันมีที่อื่นให้ไปกินกันไหมครับ หรือคุณพีระพันธุ์ท่านงานยุ่ง จนขอกินในที่ทำงานเถอะ น้องๆ มาหาพี่ก็ละกัน อะไรอย่างนั้น...หรือ?เอาเถอะครับ สภาพการเมืองในปัจจุบัน มันเขย่ากันเสียจนทุกพรรคกระเทือนกันไปหมด พรรคก้าวไกลก็มีข่าวว่าไปกินข้าวกับคุณหญิงหน่อย และก็ตามฟอร์ม ออกมาปฏิเสธกันชุลมุ

กระนั้นก็ตาม มันเป็นสิทธิของแต่ละคนนะครับ ที่จะไปกินข้าว ไปคุยการเมือง ไปหาอนาคต กับใครที่ไหนก็ได้ ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหนเลย เป็นเรื่องที่
แต่ละกลุ่ม แต่ละพรรค จะบริหารจัดการ จนได้คนแบบ “คอเดียวกัน ทิศทางการเมืองเหมือนกัน อุดมการณ์ต้องกัน”ไปร่วมงานกันจนได้นั่นแหละ

มันเป็น “ค่ายกล” อันเกิดจากรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งในระบบจัดสรรปันส่วนผสม และวิธีคำนวณคะแนนแบบ กกต. ชุดปัจจุบันนี้ทำให้เป็น และยังไม่เห็นวี่แววว่าจะได้รับการแก้ไข

และยิ่งค่ายกลนั้น ผูก “ยุทธวิธี” ให้ สว. เลือกนายกฯ ได้ตั้ง 5 ปี การเมืองภายใต้กติกาแบบนี้ ใครจะเป็นนายกฯ ได้ละครับ นอกจาก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จนกว่า “คนที่ถูกเลือกคนใหม่” จะปรากฏตัว

พวกที่ไม่พอใจในพรรคพลังประชารัฐ ขืนออกไปอยู่พรรคอื่นดูสิครับ อนาคตทางการเมืองจะเป็นยังไงเขาถึง “เกาะกลุ่ม” อยู่กันได้ แค่หาจุดลงตัวของอำนาจและผลประโยชน์เท่านั้นแหละ แต่หากมีการเลือกตั้งมันง่ายกว่าอยู่พรรคอื่น เพราะ “เครื่องยนต์กลไก และปัจจัยมันพรั่งพร้อม”

ประชาธิปัตย์ยุค “จุรินทร์” จึงเล่นเกม “ตีเนียน” ร่วมงานด้วยมาก่อนใคร โดยต่อรองให้ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “ประกันรายได้” จนทำสำเร็จ ถามว่ามีพรรคไหน
ได้ขับเคลื่อนนโยบายของตัวเองเหมือนประชาธิปัตย์บ้าง ในรัฐบาลนี้ แต่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญดูจะเฉยๆ เรื่องการตรวจทุจริตก็มี สส.บางกลุ่มจับตาดูอยู่ ประชาธิปัตย์จึงเป็นพรรคภายนอก ที่ “อยู่กับ 3 ป.” ได้ดีที่สุดแล้วตอนนี้ ด้วยบท “เด็กดี-ยอมแล้วจ้า” มาตลอด จนสส.จำนวนหนึ่งคับแค้นใจ การจะเดินเกมอะไร หรือหาที่อยู่ใหม่ จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้

เช่นกันกับพรรคเพื่อไทย หลายคนที่เป็นเพื่อนฝูงกันย้ายมาอยู่พลังประชารัฐ ก็อยู่ดีกินดี มีความสุขหากกติกายังคงเดิม มีหรือจะไม่สานสัมพันธ์กันไว้ล่วงหน้าและเมื่อถึงเวลาก็ย้ายเข้าบ้านใหม่ จนเกิดการดิ้นรนให้เกิด “กลุ่มการเมือง” งอกออกมา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มบ้านบางแค เอ๊ย!! กลุ่มแคร์ กลุ่มของจาตุรนต์ และอาจมีกลุ่มคุณหญิงหน่อยเพิ่มขึ้นอีกก็ได้ ใครจะรู้

สส.ก้าวไกล จำนวนหนึ่งก็คงอ่านเกมได้ ว่าพรรคไม่มีอนาคตหรอก เพราะทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ใช่ทั้ง “ตัวจริง” และ “ของจริง” และกลุ่ม “ของจริง” นำโดยธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองยาวนานเชียวระหว่างนี้พวกเขาพบว่า การขับเคลื่อนทางการเมืองแบบ “กลุ่ม” ง่ายกว่า ประหยัดกว่า คล่องตัวกว่า และดีกว่าแบบ “พรรค” เป็นไหนๆ ไม่เหนื่อย ไม่ยุ่ง สบายๆ แต่ควบคุมกดดันทิศทางทางการเมืองได้ ผลิต“คลื่นแทรก” ทางการเมืองได้อยู่เนืองๆ

สรุปว่า ในเวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะ ทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย ยังคง “คุมเกมการเมือง” อยู่ ด้วยระบบที่ออกแบบมาให้ตนเองแข็งแกร่ง และกลุ่มอื่นๆ พรรคอื่นๆ อ่อนแอลง จนเกิดการ “เขย่า” กันครั้งใหญ่กระนั้นก็ตาม สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ และพวก จะหลงลืมมิได้ก็คือ “ประสิทธิภาพในการทำงาน”

เกมการเมือง พวกคุณอาจคุมอยู่ แต่กับ“บ้านเมือง” การเล่นการเมืองแบบนี้ ได้บ่มเพาะความรู้สึก“รังเกียจ” ในหมู่ประชาชนที่อยากเห็นการเมืองได้รับการปฏิรูป มีหลักการ มีอุดมการณ์ กลับเห็นแต่การบริหาร “ความสมดุลของประโยชน์” โดยเฉพาะในหมู่“คนรุ่นใหม่” ที่ถูกใส่เชื้อต่อต้านรัฐประหาร รังเกียจการสืบทอดอำนาจ ผนงรจตกม ตรวจสอบไม่ได้ และกำลังโหมกันหนักมากในตอนนี้คือเรื่อง “อุ้มหาย”

ถึงโครงสร้างทางอำนาจ จะมีกำลังค้ำจุนรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์” ได้จริง มีสื่อหิวเงิน ช่วยประคองไว้อย่างหนักหน่วงก็จริง แต่เห็นไหม พอเกิดแรงกระเพื่อมในพรรคพลังประชารัฐที่กระทบกับรัฐมนตรีที่แจกถุงเงินมาให้พวกเขา นักการเมืองขั้วตรงข้ามก็ถูกขุดขึ้นมาด่าเสียเละเทะ แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ สื่อสันดานนี้ โยนเงินโยนงบลงไป ไม่นานก็หันมาเชียร์ เป็นสื่อ IO ชั้นยอดที่มีผู้ชมผู้อ่านติดตามมากที่สุดในยามนี้

ทว่า ถ้าผลงานด้าน “เศรษฐกิจ” ยังล้มเหลวต่อไป อะไรก็เอาไม่อยู่ครับ

1) เศรษฐกิจย่ำแย่ ตั้งแต่ยังไม่มีโควิด-19

2) โควิด-19 ทำให้คนตกงานเรือนล้าน ปิดกิจการ เป็นหนี้ อีกมหาศาล

3) การส่งออกและการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลัก ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

4) ผู้คนหวนกลับสู่ต่างจังหวัด พบว่าจะปรับตัวเข้าสู่ภาคการเกษตรก็ขาดทักษะ ขาดที่ดินทำกิน ขาดทุน และขาดน้ำ จึงอยู่ที่ว่า เงินกู้ที่กู้มาจะไปสร้างงานในชนบท สนับสนุนภาคการเกษตร ประคองเอสเอ็มอี และภาคธุรกิจได้ดีและทั่วถึงเพียงใด

5) สำคัญที่สุด อย่าได้ “ทุจริต” เมื่อใดที่มีการทุจริต ความฉิบหายจะมาเยือนรัฐบาลทันที

6) ความเป็นธรรมและทั่วถึงก็ต้องมี วันใดที่อัยการมีความเห็นให้ฟ้อง “วิรัช รัตนเศรษฐ” ประธานวิปรัฐบาล กรณีทุจริตสนามฟุตซอล มาดู “มาตรฐานคนดี”ของชายชื่อประยุทธ์กัน ว่าจะยังให้เป็นประธานวิปรัฐบาลอยู่ไหม เพราะก่อนหน้านี้ปลดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปมากมาย เพียงแค่ถูก “กล่าวหา”

เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ เลือกที่จะแยกตัวออกมาจากพรรคการเมือง สวมหัวโขน “คนดี” ต้องเล่นบทนี้ด้วยชีวิตและหัวใจ จะเสื่อมจะทรุดไม่ได้ แม้มีคนพยายามทำให้เสื่อมอยู่เสมอ สิ่งที่จะค้ำจุนได้ไม่ใช่แค่สร้างความเชื่อว่าเป็น “คนดี” แต่ในภาวะที่ประชาชนเจอปัญหาสารพัดขนาดนี้

“ความเก่ง” คือสิ่งที่คนต้องการครับ

หากตัวเองไม่เก่งพอ หาคนเก่งมากอบกู้ชีวิตประชาชน

เมื่อประชาชนพ้นทุกข์ นั่นแหละ คือ เสาค้ำที่มั่นคงที่สุดในทางการเมือง!!!

 

วธ.กาง 2 โปรเจกต์ 7 พันล้าน หนุนใช้วิถีชีวิตใหม่ ปรับมิติวัฒนธรรม ฟื้นศก.ชุมชน

วธ.กาง 2 โปรเจกต์ 7 พันล้าน หนุนใช้วิถีชีวิตใหม่ ปรับมิติวัฒนธรรม ฟื้นศก.ชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 13.27 น.

วธ.กาง 2 โปรเจกต์ 7 พันล้าน หนุนใช้วิถีชีวิตใหม่ ปรับมิติวัฒนธรรม ฟื้นศก.ชุมชน

14 มิถุนายน 2563 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบกรอบนโยบายการฟื้นฟูอยู่เศรษฐกิจและสังคมของประเทศในด้านต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ-สังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยให้กระทรวงวัฒนธรรมจัดทำแผนและโครงการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมในมิติของวัฒนธรรม ให้ประชาชนมีรายได้ สร้างงานสร้างอาชีพในท้องถิ่นและชุมชน วงเงินงบประมาณ 7,000 ล้านบาท ทั้งนี้ให้จัดทำแผนและโครงการเสนอไปยังคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้พิจารณา

สำหรับ 1.แผนงานหรือโครงการลงทุนและกิจกรรมการพัฒนาที่สามารถพลิกฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพิ่มศักยภาพ และยกระดับการค้า การผลิต และการบริการ ในสาขาเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ครอบคลุมภาคการเกษตร อุตสาหกรรม การค้าการลงทุน ท่องเที่ยว และบริการ มีจำนวน 9 โครงการได้แก่ โครงการเปิดพื้นที่อุทยานวัฒนธรรมส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลก , โครงการผลิตภาพยนตร์และวีดีทัศน์เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวิดิทัศน์ ,  โครงการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวและเส้นทางท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

โครงการพัฒนาอัตลักษณ์เมืองวัฒนธรรมต้นแบบเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน , โครงการส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทยสู่สากล , โครงการมาตรฐาน"สำรับไทย"จากภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสู่ครัวโลก , โครงการส่งเสริมความภูมิใจในความเป็นไทยและพัฒนาทักษะชีวิตใหม่ , โครงการมหกรรมผ้าไหม "ไหมไทยสู่เส้นทางโลก" , โครงการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนด้วย "บวรวัฒนธรรมโมเดล"

2.แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชนผ่านการดำเนินโครงการหรือกิจกรรม เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพ โดยการส่งเสริมตลาดสำหรับผลิต และผลิตภัณฑ์ของธุรกิจชุมชนที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว หรือภาคบริการอื่นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน การจัดหาปัจจัยการผลิตและสิ่งอำนวยความสะดวก ที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและชุมชน รวมถึงการสร้างความเข้า ถึงช่องทางการตลาดพร้อมทั้งยกระดับมาตรฐาน คุณภาพ และมูลค่าเพิ่มของสินค้า และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและชุมชน ที่ได้วางกรอบการดำเนินงานไว้หกด้านเพื่อให้หน่วยงานในส่วนภูมิภาคของกระทรวงวัฒนธรรมจัดทำโครงการ คือ พัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวและเส้นทางท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

ไทยติดเชื้อ‘โควิด’ใหม่ 1 ราย กลับมาจากสหรัฐ ไม่มีผู้เสียชีวิต

ไทยติดเชื้อ‘โควิด’ใหม่ 1 ราย กลับมาจากสหรัฐ ไม่มีผู้เสียชีวิต

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 11.26 น.

ไทยติดเชื้อ‘โควิด’ใหม่ 1 ราย กลับมาจากสหรัฐ ไม่มีผู้เสียชีวิต

14 มิถุนายน 2563 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เผยแพร่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย ประจำวันที่ 14 มิถุนายน 2563 โดยมีผู้ป่วยรายใหม่ 1 ราย เป็นนักเรียนหญิงไทย อายุ 25 ปี เดินทางกลับมาจากสหรัฐอเมริกาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน และเข้ารับการตรวจหาเชื้อเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ผลตรวจพบเชื้อ แต่ไม่มีอาการ ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 3,135 ราย หายป่วยสะสม 2,987 ราย อยู่ระหว่างรักษา 90 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ทำให้ยอดสะสมยังคงที่ 58 ราย

 ทั้งนี้ ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน-13 มิถุนายน 2563 พบผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศและอยู่ในสถานกักตัวของรัฐ 198 ราย รักษาหายแล้ว 108 ราย ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อ 7,860,752 ราย เสียชีวิตสะสม 432,200 ราย ทั้งนี้ ในวันที่ 14 มิ.ย. จะมีคนไทยเดินทางกลับจากบาห์เรน 159 ราย เนเธอร์แลนด์ 89 ราย ออสเตรเลีย 148 ราย เกาหลีใต้ 100 ราย และฟิลิปปินส์  200 ราย และวันที่ 15 มิ.ย. จากอินเดีย 195 ราย สหราชอาณาจักร 250 ราย และสิงคโปร์ 30 ราย

............................................

 

 

ทรัมป์ขู่ใช้ทหารยึดซีแอตเติลคืน

ทรัมป์ขู่ใช้ทหารยึดซีแอตเติลคืน

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.15 น.

วอชิงตัน/ซีแอตเทิล (เอพี/รอยเตอร์/บีบีซี นิวส์) - ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศจะใช้ทหารรักษาดินแดน บุกเข้ายึดคืนพื้นที่ในเมืองซีแอตเติล หลังผู้ประท้วงเพื่อจอร์จ ฟลอยด์ บุกยึดสถานีตำรวจและพื้นที่ในเมืองซีแอตเติลจัดตั้งเป็นเขตปกครองตนเองปลอดตำรวจ พร้อมสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเลิกใช้วิธีการล็อกคอเพื่อควบคุมผู้ต้องสงสัย

วอชิงตัน/ซีแอตเทิล (เอพี/รอยเตอร์/บีบีซี นิวส์) - ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศจะใช้ทหารรักษาดินแดน บุกเข้ายึดคืนพื้นที่ในเมืองซีแอตเติล หลังผู้ประท้วงเพื่อจอร์จ ฟลอยด์ บุกยึดสถานีตำรวจและพื้นที่ในเมืองซีแอตเติลจัดตั้งเป็นเขตปกครองตนเองปลอดตำรวจ พร้อมสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเลิกใช้วิธีการล็อกคอเพื่อควบคุมผู้ต้องสงสัย

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยอมรับว่า วิธีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยด้วยการล็อกคอ ซึ่งกำลังเป็นที่โต้เถียงกันอยู่ในขณะนี้ จริงๆก็ควรจะยกเลิกไปได้แล้ว มันจะเป็นเรื่องที่ดีมากในการห้ามใช้วิธีการล็อกคอ แต่ก็อาจจำเป็นต้องใช้ในบางสถานการณ์ โดยถ้อยแถลงของประธานาธิบดีทรัมป์ มีขึ้นขณะที่สมาชิกพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ในรัฐสภากำลังหารือรายละเอียดเกี่ยวกับร่างกฎหมายปฏิรูปตำรวจที่มีชื่อว่า “Justice inPolicing Act of 2020” หรือกฎหมายความยุติธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจปี 2563

ทรัมป์ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักสำหรับการตอบโต้การชุมนุมประท้วงต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติและความโหดร้ายป่าเถื่อนของตำรวจ กล่าวกับฟ็อกซ์นิวส์ว่า แนวคิดการหยุดใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยวิธีการล็อกคอ แสดงให้เห็นถึงความไร้เดียงสาสมบูรณ์แบบ และทรัมป์กล่าวต่อว่า เขาก็คิดว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีมากหากจะยกเลิกวิธีการล็อกคอ เขาอาจกำชับหนักแน่นต่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

ส่วนสถานการณ์ล่าสุดในซีแอตเติล หลังจากที่การประท้วงเพื่อจอร์จ ฟลอยด์ ที่เกิดขึ้นมานานหลายวัน ได้ลุกลามบานปลายใหญ่โตในเมืองนี้ โดยผู้ประท้วงได้บุกยึดสถานีตำรวจ 1 แห่ง ในในเขตอีสต์ พรีซิงค์ของซีแอตเติลและพื้นที่โดยรอบอีกทั้งหมด 6 ช่วงตึก ในย่านแคปปิตอล ฮิลล์ ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นของซีแอตเติล และจัดตั้งเป็นเขตปกครองตนเอง ซึ่งผู้ประท้วงได้ตั้งชื่อเขตปกครองตนเองดังกล่าวว่า “ชาซ” (Chaz) ย่อมาจาก Capitol Hill Autonomous Zone (แคปปิตอล ฮิลล์ ออโตโนมัส โซน) และประกาศเป็นเขต ปลอดตำรวจ อย่างไรก็ดี การที่ผู้ประท้วงสามารถบุกยึดสถานีตำรวจได้ เป็นเพราะทางการซีแอตเติลสั่งให้ตำรวจ เคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางตามถนนออกไป และให้ตำรวจถอนตัวออกไปจากสถานีตำรวจอีสต์ พรีซิงค์ด้วย หลังจากผู้ประท้วงขู่จะวางเพลิงเผาสถานีตำรวจดังกล่าว โดยทางการหวังจะลดสถานการณ์ที่ตึงเครียดลง หลังจากที่เกิดการปะทะระหว่างผู้ประท้วงกับตำรวจมานานหลายวันในซีแอตเติล

หน้าแรก / บันเทิง

เผ็ดหนักมาก! 'แพร วทานิกา'โชว์ความแซ่บในชุดว่ายน้ำเว้าสูง

เผ็ดหนักมาก! 'แพร วทานิกา'โชว์ความแซ่บในชุดว่ายน้ำเว้าสูง

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 15.22 น.

14 มิ.ย.63 ทำเอาไฟลุกท่วมไอจีเลยทีเดียว เมื่อดีไซน์เนอร์สาวสวยสุดแซ่บ "แพร วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา" ที่ล่าสุดเจ้าตัวได้เผยภาพชุดว่ายน้ำ ในทริปเที่ยวทะเลหัวหินกับแก๊งเพื่อนๆ หลังสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้นแล้ว

ซึ่งแน่นอนว่าสาวแซ่บอย่าแพร มาทะเลทั้งทีก็ต้องมีภาพสุดฮอตในชุดว่ายน้ำให้ได้เห็นอย่างแน่นอน โดยสาวแพรก็ได้ชุดว่ายน้ำวันพีซ เว้าสูงเผยให้เห็นสะโพกผายกลมได้รูป เอวเอส หน้าท้องแบนราบ

 ......................................

14 มิ.ย. 2563

 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน