*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5899
  • จำนวนผู้ชม : 3495592
  • จำนวนผู้โหวต : 1716
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1716 คน
<< มิถุนายน 2020 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 316 , 22:29:55 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ข่าว ‘พุทธิพงษ์’นำคณะลงพื้นที่นำร่อง นำสายสื่อสารลงใต้ดินกลางกรุง ทำให้ได้เห็นความก้าวหน้าของโครงการ

แก้ปัญหาสายโทรศัพท์สายเคเบิ้ล WiFi ที่รกตาต่อทัศนวิสัยสองข้างถนนให้ดูดีขึ้น แต่งานนี้ก็ต้องค่อยทำค่อยไปจนกว่า

จะเสร็จสิ้น โดยใช้เวลามากทีเดียว นอกจากนั้น บริเวณที่อยู่ในโครงการก็กว้างขวางมิใช่น้อย เฉพาะในกทม.และจังหวัด

ขนาดใหญ่ มีงบประมาณพร้อมอยู่แล้ว แต่ก็ต้องใช้เวลาเนิ่นนานอีกด้วย

    

 

 

 

บทความพิเศษ : ประเทศไทยต้องยืนอยู่บนขาของตนเองให้ได้  (เรารักเมืองไทย)

บทความพิเศษ : ประเทศไทยต้องยืนอยู่บนขาของตนเองให้ได้ (เรารักเมืองไทย)

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 03.00 น.

ชื่อของบทความชุดนี้ ที่ตีพิมพ์ในแนวหน้ามาหลายสัปดาห์แล้ว ก็เพื่อจะให้คนไทยได้เตรียมตัวกันไว้ ว่าหลังสงครามกับโควิด-19 แล้ว เราควรจะเตรียมตัวเตรียมใจกันอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะสามารถยืนหยัดต่อสู้กับภัยพิบัติครั้งต่อไป ซึ่งยังไม่ทราบว่า เมื่อใดจะมีมาอีก และจะมาในรูปใด หรือจะร้ายแรงแค่ไหน

ที่เราต้องเตรียมยืนอยู่บนขาของตนเองให้ได้ (Thailand self dependence) ก็เพราะเราเห็นว่าบรรพบุรุษของเราชาวไทย
ก็ได้ยืนหยัดต่อสู้ภัยพิบัติต่างๆ มาอย่างอาจหาญ เป็นเวลากว่า 800 ปี จนกระทั่งเราสามารถรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยมาเป็นประเทศไทย ยืนยงอยู่ได้จนปัจจุบันนี้ มีความเป็นอิสรภาพ มีอุตสาหกรรมการผลิตชั้นดี มีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
เป็นเลิศ มีทรัพยากรมากมายทั้งเกษตรกรรม ข้าวปลา อาหารอุดมสมบูรณ์ ผู้คนก็ไม่เห็นแก่ตัว รักใคร่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันดี ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม มีอัธยาศัยไมตรีอันดีกับอาคันตุกะชาวต่างประเทศ จนทุกคนอยากมาเที่ยวเมืองไทย มาพำนักอาศัยอยู่ด้วยกันกับคนไทย มีการแจกอาหารกล่อง และถุงยังชีพให้ผู้ที่ด้อยโอกาสกว่า รวมไปถึงนักท่องเที่ยว
ชาวต่างประเทศที่ตกค้าง กลับบ้านไม่ได้ ก็ต้องซาบซึ้งกับไมตรีจิตของคนไทยอย่างไม่มีวันลืม 

แล้วเราจะไม่รักเมืองไทย ถนอมเมืองไทย ได้อย่างไรแต่ในชนจำนวนมาก ก็คงจะมีบ้างเป็นส่วนน้อย ที่รักตนเองมากกว่ารักญาติพี่น้อง และพรรคพวกของตน มากกว่าส่วนรวม มีโอกาสเมื่อใดเป็นต้องโกง ต้องคอร์รัปชั่น ต้องหาทางทำลายความมั่นคง และความสงบสุขของประเทศ เพื่อก้าวขึ้นสู่อำนาจเสียเองเขาพวกนี้ไม่ใช่คนไทยที่ดี เพราะคนดี ย่อมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว

เพราะเหตุดังนี้ คนไทยส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นคนดี จึงต้องช่วยกันรักเมืองไทย ช่วยกันถนอมประเทศไทย ชาติไทย คนไทยที่ด้อยโอกาสกว่า ให้ยืนหยัดอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่อายประเทศเพื่อนบ้านในย่านเอเชียหลายประเทศ ที่เขาก้าวไปไกลกว่าเราหลายประเทศ และหลายขุม

บทความที่ลงมาแล้ว จึงชักชวนให้คนไทย ที่รักเมืองไทยช่วยกัน

รัฐเองก็ต้องหามาตรการส่งเสริมเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และธุรกิจของไทย มิให้ถูกทำลายลงด้วยประเทศที่แข็งแกร่งกว่า และอย่าหลับตานั่งดูดาย เมื่อเห็น Nominee ในกิจการที่กฎหมายบังคับว่า ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่จะต้องเป็นคนไทย (เช่น กิจการบิน Low Cost ที่แฝงมาจากอินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม เป็นต้น)จนเป็นสาเหตุเหนึ่ง (ในหลายสิบสาเหตุ) ที่ทำให้สายการบินแห่งชาติ เกือบจะล้มละลายไป

- หาทางดึงดูดแรงงานต่างชาติ ทั้งนักวิทยาศาสตร์นักค้นคว้า นักวิจัย วิศวกร นักนวัตกรรม ไปจนถึงแรงงานพื้นฐานที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ของไทย เฉกเช่นบูรพกษัตริย์ในอดีตได้ทำมาแล้วอย่างได้ผล คนแขก คนฝรั่ง คนจีน ก็ได้กลายเป็นคนไทย ทำงานพัฒนาเมืองไทย กันเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นงานราชการ งานธุรกิจ งานอุตสาหกรรมการผลิต ฯลฯ ใช้ชื่อไทย นามสกุลและราชทินนาม เป็นคนไทย 100% เต็มไปหมด

- หาทางส่งเสริมวัฒนธรรม ศิลปกรรม นาฏศิลป์ วิจิตรศิลป์ ให้ยืนยงอยู่ต่อไป เป็นที่นิยมของพสกนิกรทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย เกิดจิตสำนึกในความเป็นไทย นิยมประเพณีไทยต่างๆ ให้คงอยู่ตลอดไป และให้แรงงานต่างชาติซาบซึ้ง และรักไทยนิยมไทย สำนึกไทย ไปด้วยกัน และกลายเป็นคนไทยที่มีศักยภาพ เพิ่มผลผลิตให้แก่ประเทศไทยเพื่อเลี้ยงดูผู้สูงอายุอีก 15 ล้านคน ในไม่อีกกี่ปีข้างหน้า

เรื่องเช่นนี้ รัฐบาล (ผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย) และ สส. (ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนปวงชนชาวไทย) รวมทั้งข้าราชการ ซึ่งเป็นเครื่องมือในการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ จะต้องตระหนัก และช่วยกันวางแผนและกลยุทธ์ระยะยาว ให้งานอันละเอียดอ่อน (delicate) เช่นนี้ สัมฤทธิผลอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในอนาคต

------------------

ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นแต่เพียงส่วนหนึ่งของมาตรการทางบวกที่คนไทย และนักการเมืองไทย จะต้องร่วมมือกันสร้างสรรค์
ขึ้น ด้วยความรัก และหวงแหนเมืองไทย และชาติไทยของเรา

------------------

แต่ก็มีประเด็นในทางลบอีกมากมายหลายข้อ ที่เมืองไทยจะต้องหาทางแก้ไขในระยะยาวเช่นกัน เพราะชาติใด ประเทศใด หากมีความแตกต่าง (differences) กันมาก ก็ย่อมจะมีความขัดแย้ง
ขาดความสามัคคี แยกกันเป็นก๊ก เป็นเหล่า บางครั้งอาจจะถึงกับรบราฆ่าฟันกัน กลายเป็นสงครามกลางเมืองได้

เรา (ประชาชนคนไทย) และผู้ใช้อำนาจประชาธิปไตยแทนปวงชนชาวไทยทั้งสามอำนาจ (รัฐบาล, สส., ตุลาการ) จึง
จะต้องมีนโยบายระยะยาว และร่วมมือลดความแตกต่างในสังคมไทย ออกให้ได้มากที่สุด

 

วัตถุประสงค์ของการลดความแตกต่างก็คือ สร้างความกลมกลืนในชาติ ลดความแตกต่างในชาติ สังคมใดๆ หรือชาติใด
ก็ตาม จะอยู่ร่วมกันได้มั่นคงถาวร จะต้องมีความแตกต่างในสังคมให้น้อยที่สุด

ความแตกต่างในสังคมหนึ่ง หรือในชาติหนึ่ง มีมากมาย อาทิ

- ความแตกต่างทางเชื้อชาติ

- ความแตกต่างทางศาสนา

- ความแตกต่างทางภาษา

- ความแตกต่างทางวัฒนธรรม

- ความแตกต่างทางฐานะ

- ความแตกต่างทางการศึกษา

- ความแตกต่างทางโอกาส

- ความแตกต่างทางลัทธิการเมือง

ฯลฯ

ในสังคมใด หากคนในสังคมนั้นมีแตกต่างกันมากมายหลายอย่าง และแต่ละอย่างก็แตกต่างกันอย่างรุนแรง สังคมนั้นจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร

ความมั่นคงทางสังคมของชุมชน หรือของประเทศ ย่อมขึ้นอยู่กับการลดความแตกต่างในชาติให้เหลือน้อยที่สุด และพยายามสร้างความกลมกลืนในชาติขึ้น

ขอยกตัวอย่างคนจีนในอินโดนีเซีย ซึ่งเมื่อ 40 ปีก่อน มีความแตกต่างกับชาวพื้นเมืองมากมายทั้งด้าน เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม นอกจากนั้น ฐานะทางเศรษฐกิจก็ดีกว่า การศึกษาก็ดีกว่า แล้วในที่สุด ชาวอินโดนีเซีย ก็ลุกขึ้นไล่ฆ่าฟันชาวจีน จนต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน ออกจากอินโดนีเซียเกือบหมด เมื่อร่วม 40 ปีก่อน

มาเลเซียก็เช่นกัน คนมาเลย์ และคนจีน ก็มีปัญหาความแตกต่างกันมากมาย ถึงขนาดต้องมีการปะทะกันในอดีตเป็นครั้งคราว ยังผลให้คนจีนต้องอพยพจากมาเลเซีย ไปอยู่ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นจำนวนมาก พวกที่เหลือยังกลายเป็นพลเมืองชั้น 2 ของมาเลเซีย มีลัทธิมีเสียงไม่เท่าพวกมาเลย์เองซึ่งเรียกว่า ภูมิบุตรา

ทำไมเหตุการณ์เช่นนี้จึงเกิดขึ้นที่ประเทศเพื่อนบ้านเราทั้งสองแห่ง เพราะ เกิดมีเจ้าตัว “ความแตกต่าง (differences)” นั่นเอง และความแตกต่างนั้นก็มีมากมายหลายอย่าง ทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม ฐานะ และโอกาส

เหตุการณ์เช่นนี้ ไม่เกิดขึ้นในเมืองไทย เพราะอะไร เพราะบูรพกษัตริย์ของเรา ท่านทรงมีพระปรีชาสามารถ ทรงมอง
การณ์ไกล ท่านจึงมีกุศโลบายในการสร้างความกลมกลืน หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Assimilation ท่านสร้างอย่างไร ท่านทรงพยายามลดความแตกต่างให้น้อยลง บางอย่างที่แก้ไขไม่ได้ ก็ต้องปล่อยไป อาทิ เชื้อชาติ ศาสนา เป็นต้น ส่วนด้านภาษา วัฒนธรรมการศึกษา เป็นเรื่องที่จะสร้างความกลมกลืนกันได้ ท่านก็ทรงดำเนินการ จะเห็นได้ว่าในอดีต คนต่างชาติที่ทำความดีงามไม่ว่าจะเป็น ออสเตรเลีย เปอร์เซีย ยุโรป จีน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนหลวง พระ พระยา หรือแม้แต่เจ้าพระยา ฉะนั้น ชาวฮอลแลนด์ คือ มิสเตอร์ฟัลคอน จึงเป็นเจ้าพระยาวิชเยนทร์มาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ชาวเปอร์เซีย คือ เช็คอาหมัด จึงเป็นเจ้าพระยาเฉกอะหมัดรัตนาธิบดี มาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ และลูกหลานได้จงรักภักดีต่อประเทศ ต่อราชวงศ์ จนกลายเป็นพระยาบรมมหาศรีสุรวงศ์ ต้นตระกูลบุนนาค

จะเห็นได้ว่า “นโยบายแห่งความกลมกลืน” โดยพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตั้งแต่อดีตเป็นต้นมาได้สร้างความมั่นคงในชาติให้แก่เราเป็นอย่างดี เพราะเป็นนโยบายที่พยายามขจัดความแตกต่างในเชื้อชาติให้เหลือน้อยที่สุด แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงเมื่อปี พ.ศ.2488 ได้มีความแตกต่างทางลัทธิทางการเมืองที่เกิดขึ้นในโลก ทำให้เกิดความแตกต่างกันอย่างรุนแรงในความคิดทางการเมือง ถึงกับต้องรบราฆ่าฟันกันทั้งในระดับภูมิภาค และในระดับประเทศ เช่น เรายังคงจำได้ถึงความรุนแรงของเหตุการณ์ที่ เขาค้อ ภูพาน ในประเทศของเราเอง และสถานการณ์ไม่สงบทางภาคใต้ในปัจจุบันนี้ ก็เกิดจากความแตกต่างทางเชื้อชาติ ทางวัฒนธรรม ทางภาษา ทางศาสนา และทางการศึกษาประกอบกับความล้มลุกคลุกคลานของการเมืองและรัฐบาล ทำให้นโยบายของภาครัฐ ที่ควรจะสร้างความกลมกลืนให้ต่อเนื่องแต่กลับลดน้อยถอยไป จนเกิดความแตกต่างมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างของความไม่กลมกลืน ทำให้อาณาจักรต้องล่มสลาย หรือต้องอยู่ในภาวะสงคราม ยังมีอีกมากมายหลายแห่ง อย่างยูโกสลาเวีย ขณะนี้ก็ได้แตกออกเป็น เซอร์เบีย บอสเนียโครเอเชีย มาเซโดเนีย สหภาพโซเวียต (USSR) ก็ต้องล่มสลาย และแยกออกเป็น รัสเซีย, ลิทัวเนีย, เอสโตเนีย, ยูเครน, คาซัคสถาน,อุซเบกิสถาน และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ต้องสู้รบกันอยู่ก็เช่นที่เชชเนีย เป็นต้น ประเทศเหล่านี้ไม่สามารถจะกลมกลืนกันได้ เพราะมีความแตกต่างกัน ทั้งด้านชาติ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ซึ่งเมื่อแตกต่างกันมาก ก็ทำให้พลเมือง มีชั้น 1 ชั้น 2 ไม่เท่าเทียมกัน โอกาสในการศึกษา ในการประกอบอาชีพก็ไม่เท่าเทียมกัน จึงทำให้จำเป็นต้องแยกออกจากกัน

การสร้างความกลมกลืนให้เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ทำได้ ดังที่ได้ยกตัวอย่างไปแล้วว่าบูรพกษัตริย์ของไทย ได้พยายามสร้างความ
กลมกลืนให้เกิดแก่คนในชาติ ไม่ว่าจะมาจากเชื้อชาติใด ศาสนาใด หรือภาษาใด การกลมกลืนนี้จะต้องเป็นการร่วมมือกันทั้ง 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายเจ้าของเดิม เช่นว่า คนไทยก็ต้องพยายามนิยมไทย สำนึกไทยและรักไทยไว้เสมอ รวมทั้งพยายามชักจูงผู้มาใหม่ให้มานิยมไทย สำนึกไทย และรักไทยด้วยกัน จึงจะเกิดมีความกลมกลืนกันได้ต่อไปส่วนผู้ที่มีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้อพยพเข้ามา เช่น ญวน พม่า อินเดีย บังกลาเทศ ไต้หวัน หรือ ชาวยุโรปก็ตาม ก็ควรจะต้องพยายามปรับตนเข้าหาวัฒนธรรมของท้องถิ่น ที่ตนมาพำนักอาศัยจนกลายเป็นพลเมืองของชาตินั้น โดยการนิยมไทย สำนึกไทย และรักไทยไปด้วย

ลดความแตกต่าง สร้างความกลมกลืน

เพื่อความยั่งยืน ของสังคมไทย

'บิ๊กตู่'สวมแหวนพญาครุฑ เสริมมหาอำนาจบารมี ฝ่ามรสุมรุมเร้า แคล้วคลาดภยันตราย

'บิ๊กตู่'สวมแหวนพญาครุฑ เสริมมหาอำนาจบารมี ฝ่ามรสุมรุมเร้า แคล้วคลาดภยันตราย

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 19.28 น.

15 มิถุนายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า วันเดียวกันนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สวมแหวน”พญาครุฑ”ที่นิ้วนางด้านขวา ปฏิบัติภารกิจทั้งในและนอกทำเนียบรัฐบาล โดยได้ถอดแหวนวงอื่นๆออกทั้งหมด เนื่องจากตามคติไทยโบราณนั้นเชื่อว่าครุฑเป็นสัตว์ที่ทรงอำนาจและเป็นพญาแห่งนกที่เป็นพาหนะของพระนารายณ์  มีรูปร่างครึ่งคนครึ่งนกอินทรีย์ได้รับพรให้เป็นอมตะและมีความเชื่อว่าไม่มีอาวุธใดทำลายล้างได้

ด้วยความเชื่อที่สืบต่อกันมาช้านานทำให้พญาครุฑได้รับการเคารพบูชาว่าเป็นของสูง เสมือนหนึ่งเป็นตัวแทนพระมหากษัตริย์ สัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองและมหาอำนาจการสวมใส่จะเป็นเป็นการเสริมศิริมงคล เสริมอำนาจบารมี และคาดว่าช่วงนี้ที่พล.อ.ประยุทธ์ นำแหวนเศียรพญาครุฑมาสวมใส่ เนื่องจากมีปัญหาหลายด้าน ทั้ง เรื่องของเศรษฐกิจ การแพร่ระบาดเขื้อไวรัสโคโรนา รวมทั้งปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)และการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงต้องการให้ปัญหาทั้งหมดคลี่คลาย

 โดยก่อนหน้านี้พล.อ.ประยุทธ์ เคยสวมแหวนพญาครุฑ ของพระครูวิศิษฏ์วิทยาคม หรือพระอาจารย์วราห์ ปุญญวโร เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทอง เจ้าตำรับพญาครุฑมหาอำนาจบ้างในบางโอกาส

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การสวมแหวนพญาครุฑในวันนี้ของพล.อ.ประยุทธ์ คาดว่าต้องการที่จะแก้อาถรรพณ์และต้องการเสริมอำนาจบารมี ผู้ที่เคารพ ศรัทธา บูชา องค์พญาครุฑ ไม่มีข้อห้ามใดๆ และไม่ว่าจะเกิดปีนักษัตรใด ขอเพียงนับถืออย่างจริงใจ กตัญญูต่อบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ก็จะประสบความสำเร็จในกิจการงาน ได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง มีบุญบารมี และเป็นที่รักของผู้ใกล้ชิด ทั้งยังดีทางด้านค้าขาย เพิ่มพูนเงินทอง แคล้วคลาดจากภยันตราย ป้องกันคุณไสย สัตว์ร้าย ภูตผีปีศาจเกรงกลัว

 

กรมอุตุฯประกาศฉบับสุดท้าย 50จังหวัดระวังฝนถล่มหนัก

กรมอุตุฯประกาศฉบับสุดท้าย 50จังหวัดระวังฝนถล่มหนัก

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 19.49 น.

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมาก บริเวณประเทศไทย ฉบับที่5 (มีผลกระทบถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2563) บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีก้าลังแรง ประกอบกับยังคงมีหย่อมความกดอากาศต่้าปกคลุม ประเทศลาวและเวียดนามตอนบน ส่งผลท้าให้ประเทศไทยมีฝนตกชุกและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ระวังอันตราย จากฝนที่ตกหนัก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจท้าให้เกิดน้้าท่วมฉับพลันและน้้าป่าไหลหลากได้ 

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ มีดังนี้ 

        ในวันที่ 15 มิถุนายน 2563 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง

        ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์

        ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา

        บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

        ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม พระนครศรีอยุธยารวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

        ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

     

ภาคใต้: จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช

        พัทลุง และสงขลา

        ในช่วงวันที่ 16-17 มิถุนายน 2563 จะมีฝนตกหนักบางแห่ง

        ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน

        พิษณุโลก และเพชรบูรณ์

        ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

        ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

        ภาคตะวันออก: จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

        ภาคใต้: จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา    

        จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

'กกต.'ไม่ไว้หน้ารัฐบาล ประกาศมีงบ 800 ล้าน พร้อมจัดเลือกตั้งท้องถิ่นทันที

'กกต.'ไม่ไว้หน้ารัฐบาล ประกาศมีงบ 800 ล้าน พร้อมจัดเลือกตั้งท้องถิ่นทันที

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 18.11 น.

รัฐบาลไม่พร้อม แต่กกต.ประกาศความพร้อม ยันงบเลือกตั้งท้องถิ่น 800 ล้านบาทไม่มีปัญหา รอแค่รบ.ประกาศพร้อมดำเนินการได้ทันที

วันที่ 15 มิถุนายน 2563 พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวที่รัฐบาลจะเลื่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นเหตุเพราะนำงบไปช่วยช่วงโควิด-19ว่า ในส่วนการเตรียมการเลือกตั้งท้องถิ่นของ กกต.ขณะนี้ถือว่าพร้อมระดับหนึ่ง โดยระเบียบต่าง ๆ ดำเนินการแล้วเสร็จ กำลังเตรียมเรื่องการจัดอบรมเจ้าหน้าที่ ส่วนเรื่องการแบ่งเขตขององค์การปกครองส่วนท้องแต่ละระดับเหลือเพียงขั้นตอนการตรวจทานและประกาศราชกิจจานุเบกษา
 ทั้งนี้ เมื่อรัฐบาลประกาศให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นการเลือกตั้งท้องถิ่นตามกฎหมายกำหนดให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการ ส่วนกกต.จะเป็นผู้กำกับดูแล ดังนั้นงบประมาณจะอยู่ที่กระทรวงมหาดไทยเป็นหลัก ส่วนของ กกต.ได้รับการจัดสรรงบที่จะใช้ในการกำกับดูแลการเลือกตั้งท้องถิ่นในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 จำนวน 800 ล้านบาท ซึ่งงบประมาณดังกล่าวยังคงอยู่ และกกต.พร้อมที่จะดำเนินการทันทีที่รัฐบาลประกาศให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น

อ่านข่าวที่สุด : ‘วิษณุ’รับขาดงบ เลือกตั้งท้องถิ่นไร้อนาคต เพราะถูกโยกไปแก้โควิด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เตรียมเฮ! นายกฯแย้มปี63บางพื้นที่ มีจัดเลือกตั้งท้องถิ่นแน่

โควิด-19ใน'สหรัฐ'ยังไร้จุดเปลี่ยน คาดป่วยอีก1ล้านใน3เดือนครึ่ง

โควิด-19ใน'สหรัฐ'ยังไร้จุดเปลี่ยน คาดป่วยอีก1ล้านใน3เดือนครึ่ง

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 16.57 น.

15 มิถุนายน 2563 สำนักข่าวซินหัวรายงาน  คณะนักระบาดวิทยาชั้นนำแสดงทัศนะว่าสหรัฐฯ จะเผชิญสถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้นในการควบคุมการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ขณะรัฐต่างๆ เริ่มเปิดเมืองและโรงเรียนกลับมาทำการเรียนการสอน

“ผมกลัวว่าเราจะไม่ได้เห็นจุดเปลี่ยน (turning point) อีกเป็นปี” สแตนลีย์ เพิร์ลแมน ศาสตราจารย์ด้านจุลชีววิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยา มหาวิทยาลัยไอโอวา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวผ่านทางอีเมล

อนึ่ง ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ ระบุว่ายอดผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่ได้รับการยืนยันผลในสหรัฐฯ ทะลุ 2.08 ล้านราย และผู้ป่วยเสียชีวิตมากกว่า 1.15 แสนราย เมื่อนับถึงบ่ายวันอาทิตย์ (14 มิ.ย.) ขณะหลายรัฐอย่างเท็กซัส ฟลอริดา และแคลิฟอร์เนีย พบผู้ป่วยใหม่รายวันสูงสุดตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าสหรัฐฯ จะมีผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ราว 1.24-1.4 แสนรายภายในวันที่ 4 ก.ค. นี้ โดยรัฐแอริโซนา อาร์คันซอ ฮาวาย นอร์ธแคโรไลนา ยูทาห์ และเวอร์มอนต์ อาจพบผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม

ด้านแบบจำลองผลกระทบจากโรคโควิด-19 ซึ่งจัดทำโดยสถาบันวัดและประเมินสุขภาพ (IHME) ของมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ยังปรับการคาดการณ์ยอดผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 เป็นเกือบ 1.7 แสนรายภายในวันที่ 1 ต.ค. นี้ด้วย

การคาดการณ์ข้างต้นฉายภาพอันน่าหวาดกลัวของสิ่งที่กำลังคืบคลานเข้ามายามฤดูร้อนผันเปลี่ยนสู่ฤดูใบไม้ร่วง โดยจำนวนผู้ป่วยเสียชีวิตรายใหม่ในแต่ละวันของสหรัฐฯ อาจจะพุ่งขึ้นสูงมากในเดือนกันยายน

“หากอ้างอิงการคาดการ์ของสถาบันฯ และอัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 5.55 สหรัฐฯ จะมีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันผลเพิ่มอีก 1 ล้านรายภายใน 3 เดือนครึ่ง” จางจั้วเฟิง ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยา และรองคณบดีฝ่ายวิจัยของสำนักวิชาสาธารณสุข มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในนครลอสแอนเจลิสกล่าวกับสำนักข่าวซินหัว

จางแจกแจง 3 ปัจจัยหลักที่มีส่วนส่งเสริมการติดเชื้อเพิ่มขึ้น ประการแรกคือการรวมตัวขนาดใหญ่ทั่วประเทศเพื่อประท้วงกรณีจอร์จ ฟลอยด์ ชาวอเมริกันเชื้อสายอัฟริกันที่เสียชีวิตระหว่างถูกตำรวจจับกุมตัว ซึ่งก่อให้เกิดการติดต่อใกล้ชิดและการแพร่กระจายไวรัสอย่างรวดเร็ว

ประการถัดมาคือการกลับมาดำเนินธุรกิจต่างๆ อีกครั้งในทุกรัฐ ซึ่งอาจเพิ่มการรวมตัวและความเป็นไปได้ในการติดเชื้อ ส่วนประการสุดท้ายคือโรงเรียนกลับมาเปิดการเรียนการสอนในห้องเรียนตามปกติ ซึ่งอาจกลายเป็นแหล่งการติดเชื้อระลอกใหม่

เดอะ ฮิลล์ สื่อออนไลน์ของสหรัฐฯ รายงานว่าขณะทั้ง 50 รัฐของสหรัฐฯ ผ่อนปรนข้อจำกัดต่างๆ และราวสองสัปดาห์หลังประชาชนร่วมตัวฉลองวันรำลึกทหารผ่านศึก (Memorial Day) ได้เกิดจุดเสี่ยง (hot spot) ในหลายรัฐอย่างเซาธ์แคโรไลนาและมิสซูรี รวมถึงหลายเมืองอย่างฮิวสตันและฟีนิกซ์

รายงานระบุว่ายอดผู้ป่วยโรคโควิด-19 รายสัปดาห์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นในครึ่งหนึ่งของรัฐทั้งหมด โดยมีเพียง 16 รัฐและเขตปกครองพิเศษโคลัมเบีย ที่ยอดผู้ป่วยโดยรวมลดลงติดต่อกันสองสัปดาห์

เมื่อวันศุกร์ (12 มิ.ย.) เจย์ บัตเลอร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายโรคติดเชื้อประจำศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค กล่าวว่าหลายรัฐอาจต้องกลับมาบังคับใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมที่เข้มงวดอีกครั้ง หากยอดผู้ป่วยเพิ่มขึ้น “อย่างกะทันหัน”

“สถานการณ์นั้นน่าวิตกกังวลอย่างมาก” จางจั้วเฟิงแสดงความเห็นทิ้งท้าย

 

วิธีทำสมาธิ 'พอง ยุบ' แบบง่ายๆ โดย 'หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม'

วิธีทำสมาธิ 'พอง ยุบ' แบบง่ายๆ โดย 'หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม'

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 19.42 น.

ให้นั่งขัดสมาธิ คือ ขาขวาทับขาซ้าย นั่งตัวตรงหลับตาเอาสติมาจับอยู่ที่สะดือ ที่ท้องพองยุบ เวลาหายใจเข้าท้องพอง กำหนดว่า "พองหนอ" ใจนึกกับท้องที่พอง ต้องให้ทันกัน อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน หายใจออกท้องยุบ กำหนดว่า "ยุบหนอ" ใจนึกกับท้องที่ยุบต้องทันกัน อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน ข้อสำคัญให้สติจับอยู่ที่พอง ยุบ เท่านั้น อย่าดูลมที่จมูก อย่าตะเบ็งท้อง ให้มีความรู้สึกตามความเป็นจริงว่า ท้องพองไปข้างหน้า ท้องยุบมาข้างหลัง อย่าให้เห็นเป็นไปว่า ท้องพองขึ้นข้างบน ท้องยุบลงข้างล่าง ให้กำหนดเช่นนี้ตลอดไป จนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด

เมื่อมีเวทนา เวทนาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จะต้องบังเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติแน่นอน จะต้องมีความอดทน เพื่อเป็นการสร้างขันติบารมีด้วย ถ้าผู้ปฏิบัติขาดความอดทนเสียแล้ว การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นก็ล้มเหลว ในขณะที่นั่ง หรือเดินจงกรมอยู่นั้น ถ้ามีเวทนา ความเจ็บ ปวด เมื่อย คัน เกิดขึ้น ให้หยุดเดิน หรือกำหนดพองยุบ ให้เอาสติไปตั้งไว้ที่เวทนาเกิด และกำหนดไปตามความเป็นจริงว่า "ปวดหนอๆๆ เจ็บหนอๆๆ เมื่อยๆ คันหนอๆๆ" เป็นต้น ให้กำหนดไปเรื่อยๆ จนกว่าเวทนาจะหายไป เมื่อเวทนาหายไปแล้วก็ให้กำหนดนั่งหรือเดินต่อไป

 จิตเวลานั่งหรือเดินอยู่ ถ้าจิตคิดถึงบ้าน คิดถึงทรัพย์สิน หรือคิดฟุ้งซ่านต่างๆ นานา ก็ให้เอาสติปักลงที่ลิ้นปี่ พร้อมกับกำหนดว่า คิดหนอๆๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะหยุดคิด แม้ดีใจ เสียใจ หรือโกรธ ก็กำหนดเช่นเดียวกันว่า ดีใจหนอๆๆๆ เสียใจหนอๆๆๆ โกรธหนอๆๆๆ เป็นต้น

.............................

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน ต.พรหมบุรี อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี

 

วิทยาศาสตร์ สำหรับเยาวชน : บรรจุภัณฑ์กล่องเก็บกลิ่นทุเรียน

วิทยาศาสตร์ สำหรับเยาวชน : บรรจุภัณฑ์กล่องเก็บกลิ่นทุเรียน

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“ทุเรียน” เป็นราชาแห่งผลไม้ ที่เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างประเทศ แต่เรื่องกลิ่นของทุเรียนสามารถสร้างปัญหาได้ไม่น้อยเช่นกัน เมื่อต้องเก็บทุเรียนรวมกับอาหารชนิดอื่นหรือน้ำดื่มในตู้เย็น เมื่อต้องขึ้นรถ ขึ้นเครื่องบินหรือลงเรือ โดยเฉพาะเมื่ออยากซื้อทุเรียนเป็นของฝาก เพราะกลิ่นอาจสร้างปัญหารบกวนคนอื่นหรือแม้แต่ตัวเองได้หรือแม้กระทั่งโรงแรม/ที่พักเกือบทุกแห่งในบางจังหวัด ยังมีกฎห้ามผู้เข้าพักนำทุเรียนเข้าห้องพักกันเลยทีเดียว

บรรจุภัณฑ์เทอร์โมฟอร์มใช้บรรจุทุเรียนสดตัดแต่ง หรือบรรจุภัณฑ์ “กล่องเก็บกลิ่นล็อกกลิ่นได้ 100%” คือบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ดังกล่าว ซึ่งสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) ประสบผลสำเร็จในการวิจัยและพัฒนา ร่วมกับ บริษัท เซฟเฟอร์แพค ประเทศไทย จำกัด ภายใต้ โครงการ “STIM เพื่อ เอส เอ็ม อี” (ปีงบประมาณ 2561) ที่มีประสิทธิภาพในการจัดการปัญหาจากกลิ่นทุเรียนได้อย่างสมบูรณ์แบบ 100% ด้วยการออกแบบและพัฒนาขอบล็อกเป็นพิเศษ ช่วยป้องกันการผ่านเข้า-ออกของก๊าซและไอน้ำได้ จึงสามารถกักเก็บกลิ่นไม่พึงประสงค์ไม่ให้ออกสู่ภายนอกได้ และยังสามารถป้องกันความชื้นจากสภาพแวดล้อมภายนอกไม่ให้เข้าสู่ภายในได้อีกด้วย

นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์กล่องเก็บกลิ่นทุเรียน เป็นอีกหนึ่งงานวิจัยด้านบรรจุภัณฑ์ของ วว. ที่สามารถใช้งานได้จริง โดยบริษัทเซฟเฟอร์แพค ประเทศไทย จำกัด
ได้นำแบบโครงสร้างที่พัฒนาขึ้นจากโครงการ “STIM เพื่อ เอส เอ็ม อี” ไปผลิตเพื่อวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ โดยใช้แผ่นพลาสติก PET ชนิดป้องกันการเกิดฝ้า เพื่อให้มีคุณลักษณะที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดมากขึ้น ได้ผลลัพธ์เป็นกล่องเก็บกลิ่นทุเรียน Ozone Box ภายใต้แบรนด์ SAFER PAC ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าทั้งผู้ค้าส่ง/ผู้ค้าปลีกทุเรียนภายในประเทศ ทั้งแบบวางจำหน่ายที่ร้านและแบบบริการส่งถึงบ้าน และผู้ส่งออกทุเรียน สามารถสนองตอบความต้องการของผู้ประกอบการและผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

ในการออกแบบและพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์กล่องเก็บกลิ่นทุเรียน ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย วว. ใช้แนวคิดในการออกแบบแบบองค์รวม หรือ Holistic Design and Development โดยคำนึงถึงปัจจัยหลายประการประกอบกัน ได้แก่ ความสะดวกในการบรรจุและใช้งาน กล่องที่พัฒนาขึ้นจึงเปิดง่าย-ปิดสนิท และเปิด-ปิด
ซ้ำได้ ทำให้สามารถเก็บทุเรียนที่เหลือไว้รับประทานต่อได้สะดวก และคำนึงถึงความสวยงามในการแสดงสินค้าขณะวางจำหน่าย (Display) กล่องเก็บกลิ่นทุเรียนจึงมีความใสเป็นพิเศษ สามารถเห็นพูทุเรียนได้รอบด้านอย่างชัดเจนและไม่ลืมปัจจัยสำคัญคือความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามหลักการ Eco-Package Design ทำให้กล่องแข็งแรงขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มความหนาของแผ่นพลาสติก

จะเห็นได้ว่า บรรจุภัณฑ์กล่องเก็บกลิ่นทุเรียน เป็นผลงานวิจัยใช้ได้จริงของ วว. ที่นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้ามาช่วยตอบโจทย์ให้ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค เพิ่มมูลค่าผลผลิตการเกษตร สร้างตลาดการค้าทั้งในและต่างประเทศ จากฝีมือนักวิจัยไทยที่ได้มาตรฐานระดับสากล

กองประชาสัมพันธ์

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

‘พุทธิพงษ์’นำคณะลงพื้นที่นำร่อง นำสายสื่อสารลงใต้ดินกลางกรุง

‘พุทธิพงษ์’นำคณะลงพื้นที่นำร่อง นำสายสื่อสารลงใต้ดินกลางกรุง

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 16.10 น.

‘พุทธิพงษ์’ นำคณะลงพื้นที่นำร่อง นำสายสื่อสารลงใต้ดินกลางกรุง ในเส้นทางที่ กฟน.ไม่มีการรื้อถอนเสาไฟฟ้า ไม่มีสภาพบังคับ ที่ตั้งแต่ถนนสุขุมวิท-ถนนเพชรบุรี รวมสองฝั่ง 3.4 กิโลเมตร

15 มิถุนายน 2563 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอีเอส) , นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. , นายพิพัฒน์ ขันทอง กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวง ดีอีเอส กสทช. กทม. และทีโอที ลงพื้นที่นำร่องการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในเส้นทางที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ไม่มีการรื้อถอนเสาไฟฟ้า และไม่มีสภาพบังคับ ตลอดแนวถนนอโศกมนตรี ตั้งแต่ถนนสุขุมวิทถึงถนนเพชรบุรี

นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า กระทรวงดีอีเอส มีนโยบายที่จะจัดระเบียบความเรียบร้อยของสายสื่อสารที่พาดอยู่บนเสาไฟฟ้า ทั้งนี้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและทัศนียภาพ ภูมิทัศน์ที่สวยงามของกรุงเทพมหานคร และที่สำคัญเพื่อความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สัญจรในบริเวณดังกล่าว โดยการดำเนินโครงการนี้ กระทรวงดีอีเอส ได้หารือร่วมกับ กสทช. เพื่อดำเนินโครงการ ให้แล้วเสร็จเห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ขณะเดียวกันก็ได้มีการประสานงานกับกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด ที่จะร่วมกันดำเนินการให้สำเร็จ ซึ่งทุกฝ่ายให้พ้องร่วมกันว่า บมจ.ที่โอที ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดของกระทรวงดีอีเอส มีประสบการณ์และมีความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม และดิจิทัล (Telecom & Digital Infrastructure) ไม่ว่าจะเป็นเสาโทรคมนาคม สายสื่อสารโทรคมนาคม และท่อร้อยสายใต้ดิน ซึ่ง ทีโอที สามารถนำศักยภาพที่มีอยู่นี้ มาตอบสนองการดำเนินโครงการนี้ได้ทันที

ทั้งนี้ เนื่องจาก ทีโอที มีการวางท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดินในแนวถนนหลัก ครอบคลุมพื้นที่ทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร และยังสามารถให้ผู้ประการด้านสื่อสารโทรคมนาคมและดิจิทัลทุกรายมาใช้ท่อร้อยสายของ ทีโอที ได้ทันที โดยไม่ต้องขุด เจาะ หรือก่อสร้างเปิดหน้างานเพิ่มเติมอีก และในอนาคตทาง กระทรวงดีอีเอส จะได้ขยายผลการดำเนินการในลักษณะนี้ในเส้นทางอื่นของกรุงเทพมหานคร ต่อไป

ทั้งนี้การประชุมหารือในวันนี้ เพื่อให้เกิดการดำเนินการนำสายโทรคมนาคมลงดินตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเดือนมกราคม 2562 ที่ให้ กทม.ดำเนินการในพื้นที่กทม.ทั้งหมด เพื่อให้เมืองมีทัศนียภาพสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่รกรุงรัง อีกทั้งสอดคล้องกับที่ประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 ซึ่งมีมติให้กรุงเทพมหานครจัดทำแผนการดำเนินงาน มาตรการและกลไกในการขับเคลื่อนการนำสายสื่อสารลงใต้ดินในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร

พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยืนยันในที่ประชุมว่า กทม. มีการลงนามว่าจ้างบริษัทผู้รับเหมาเข้ามาดำเนินโครงการนี้แล้ว และมีการทำ pilot project ในบางเส้นทาง อีกทั้งมีความจำเป็นที่ต้องจัดหาเทคโนโลยีและเงื่อนไขที่สอดคล้องกับแผนงานของ กทม. ดังนั้น จึงต้องพับแนวคิดการลงสำรวจพื้นที่ร่วมกัน

รมว.ดีอีเอส กล่าวว่า แนวทางที่มีความเป็นไปได้เพื่อเร่งให้เกิดการดำเนินการจัดระเบียบสายสื่อสารลงใต้ดิน จะมีการหารือกับ กสทช. เพื่อขอให้สนับสนุนด้วยการใช้เงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือยูโซ่ (USO) มาสนับสนุน เพื่อสร้างแรงจูงใจผู้ให้บริการโทรคมนาคม (โอเปอเรเตอร์) ดำเนินการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน โดยไม่จำกัดว่าต้องใช้บริการจากเจ้าของท่อร้อยสายรายใด เนื่องจากที่ผ่านมา มีประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายในเรื่องการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน และอัตราค่าเช่าใช้บริการท่อร้อยสายใต้ดินตามประกาศของ กสทช. ในอัตรา 9,650 บาทต่อเดือน ซึ่งผู้ให้บริการโทรคมนาคมยังมองว่าราคาสูงเกินไป

“หากได้ข้อสรุปร่วมกับ กสทช. ว่าจะสามารถนำเงินจากกองทุน USO ไปช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายส่วนนี้ราว 50% หรือตัวเลขใดที่เหมาะสม ผมก็พร้อมจะนำเสนอต่อที่ประชุมบอร์ดดีอีในครั้งต่อไป เพื่อให้ทุกฝ่ายเดินหน้าได้” นายพุทธิพงษ์ กล่าว

 

 
 
.................................................................
 
15 มิถุนายน 2563
 
 

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน