*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-04-26
  • จำนวนเรื่อง : 219
  • จำนวนผู้ชม : 478545
  • จำนวนผู้โหวต : 256
  • ส่ง msg :
  • โหวต 256 คน
<< พฤศจิกายน 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน 2551
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 4882 , 23:56:04 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

.

เสวนาที่ประชุมฝ่ายวิชาการ กรรมการนิสิตเก่า คณะพาณิชยศาสตร์การบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน 2551 เวลา18.30 น.

การพังทลายของตลาดหุ้นไทยในปี 1994 (2537)  (กราฟซ้าย) ตลาดหุ้นตก 88 เปอร์เซนต์

1) ทำให้สภาพคล่องเสียหาย สภาพคล่องของประเทศไทยเคยเสียหายมาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งแรก จากการพังทลายของตลาดหุ้นในปี 1978 (2521) เรียกกันว่ากรณีราชาเงินทุน

จึงได้คิดป้องกัน โดย ตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1985 (2528) ขึ้นมา หากสภาพคล่องเกิดการเสียหายอีก จะได้เข้าไปช่วยเหลือได้  สภาพคล่องเกิดความเสียหายอีกจนได้ อันเป็นผลพวงมาจากตลาดหุ้นไทยตกแรงระหว่างปี 1994 - 1997 นั่นเอง มีการอัดฉีดสภาพคล่องให้สภาบันการเงินไทยเต็มที่ กองทุนฯมีเงินไม่พอ ก็ไปกู้เงินมาอัดฉีดด้วย

แต่สภาพคล่องของระบบเสียหายรุนแรงมาก ถมเท่าใดก็ไม่เต็ม ต้องหยุดการอัดฉีดสภาพคล่อง กลับลำมาปิดกิจการสถาบันการเงิน แล้วควบรวมกิจการมาเป็นของทางการ เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้

สถาบันการเงินถูกปิดการดำเนินกิจการระยะแรก 16 แห่ง แล้วเพิ่มมาเป็น 54 แห่ง ทุกวันนี้มีรายงานว่าสถาบันการเงินถูกปิดกิจการไปแล้วกว่า 70 แห่ง มีการขายออกให้ต่างชาติจำนวนหนึ่ง

กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน นอกจากไม่สามารถช่วยฟื้นฟูกิจการสถาบันการเงินตามที่ตั้งใจไว้แล้ว ยังทำให้สถาบันการเงินล้มทั้งระบบ และก่อหนี้สาธารณะไว้อีกกว่า 1.44 ล้านล้านบาท

ทุกวันนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ได้ยุติบทบาทแห่งความไม่รู้ไปแล้ว

แล้วมีการตั้งสถาบันแห่งความไม่รู้อันใหม่ขึ้นมาแทน เรียกว่า "สถาบันประกันเงินฝาก"

2) ทำให้มูลค่าสินทรัพย์และหลักประกันลดต่ำลง

3) ทำให้ค่าเงินบาทลดลง (กราฟขวา) และไหลออกนอกประเทศ ทุนสำรองฯไหลออกแทบหมดประเทศ หมดหนทาง ไม่ทราบจะทำอย่างไร เลยต้องลอยค่าเงินบาท "ตลาดหุ้นตก ค่าเงินบาทก็จะตกตามมา" แต่ที่ไม่เห็นว่าค่าเงินบาทตกตามการพังทลายของตลาดหุ้นในช่วงแรก ก็เพราะมีการผูกค่าเงินบาทไว้ ทำให้ค่าเงินบาทแข็งเกินจริง จึงมีการขายบาทออกมา(ซื้อดอลลาร์) กระทั่งทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศ แทบเกลี้ยง จึงยอมลอยค่าเงินบาท จึงพบว่าเงินบาทเสียหายจริง  ค่าเงินบาทตกลง 54 เปอร์เซนต์

บอกได้ว่า การพังทลายของตลาดหุ้น คือต้นเหตุการพังทลายของค่าเงิน

หมายเหตุ กราฟขวา เป็นค่าเงินเหรียญสหรัฐ แสดงให้เห็นว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับบาท หรือก็คือบาทอ่อนค่า หรือเสียหายนั่นเอง

4) ทำให้ภาคการผลิตจริง ล้มลงแทบหมดประเทศ บริษัทในตลาดหุ้นต้องถูกประการแขวน หยุดการซื้อขาย เข้าโครงการณ์ปรับปรุงกิจการ (rehabco) ประมาณ 100 บริษัท จาก 400 บริษัท  สถาบันการเงินล้มลงในช่วงแรก 54 แห่ง ล่าสุดพบว่าสถาบันการเงินล้มลงแล้วกว่า 70 แห่ง หลังปี 1997 สถาบันการเงินที่กระทรวงการคลังไปควบกิจการมา ถูกขายให้ต่างชาติจำนวนมาก ธนาคารทหารไทย มีเพียงชื่อเท่านั้นว่าเป็นทหารไทย แต่ข้างในไม่เหลือความเป็นทหารไทยแล้ว

คนตกงานจำนวนมาก

5) ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ

6) ทำให้เกิดหนี้เสีย (Non Performing Loans / NPLS)


อีก 6 ปีถัดมา

เกิดการพังทลายแบบรุนแรงของตลาดหุ้นแนสแดกซ์

.

ปี 2000 ตลาดหุ้นแนสแดกซ์ พังลายเช่นกัน (กราฟซ้าย) ตลาดตก 78 เปอร์เซนต์

ทำให้เกิดกลไกความเสียหายเช่นเดียวกับที่เคยกับประเทศไทยในปี 1994 ทุกประการ

1) ทำให้สภาพคล่องเสียหาย สถาบันการเงินสหรัฐแก้ปัญหาการขาดสภาพคล่อง โดยออกเครื่องมือทางการเงินที่เรียกว่า CDO (Collateralized debt obligation) คล้ายกับการกู้เงินมาปล่อยกู้ต่อ

CDO ของอเมริกา ก็คล้ายๆกับกองทุนเพื่อการพัฒนาระบบสถาบันการเงินของประเทศไทย คือมีธุรกรรมเพื่อสนับสนุนสภาพคล่องแก่สถาบันการเงิน

สถาบันการเงินทั่วโลกต่างพากันไปลงทุนใน CDO รวมทั้งสถาบันการเงินจากประเทศไทยด้วย แต่ไม่ได้ช่วยให้สภาพคล่องของอเมริกาดีขึ้น ส่งผลให้สถาบันการเงินของอเมริกาล้มลงในที่สุด ผู้ที่ลงทุนไว้กับ CDO เสียหายกันทั่วหน้า รวมทั้งสถาบันการเงินของไทย

การพังทลายของภาคการผลิตจริง และภาคสถาบันการเงิน ของสหรัฐในปี 2007 - 2008 ก็ไม่ต่างอะไรกับการพังทลายของภาคการผลิตจริง และภาคสถาบันการเงินของไทยในปี 1997 - 1998 โดยมีต้นเหตุมาจากการพังทลายของตลาดหุ้นในเบื้องต้นนั่นเอง

ปัญหาของประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ได้มีปัญหาเรื่อง Subprime อย่างเดียว (รายย่อย) แต่เกิดปัญหากับ Superprime ด้วย (รายใหญ่) เช่น Bear Stern Layman Brother (หมายเหตุ Superprime เป็นคำศัพท์ที่ผู้เขียนตั้งขึ้นเอง)    

2) ทำให้มูลค่าสินทรัพย์และหลักประกันลดต่ำลง

3) ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐลดลง(กราฟขวา) และไหลออกนอกประเทศ ยกตัวอย่างเช่นค่าเงินเหรียญสหรัฐตกลงเทียบกับเงินยูโร (Euro/USD) เพราะว่า Euro ไม่ได้ผูกค่าไว้ จึงเห็นว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐ ตกลงพร้อมกับการพังทลายของตลาดหุ้น  ค่าเงินเหรียญสหรัฐตกถึงกลางปี 2008 หรือใช้เวลาตก 6-7 ปี เงินเหรียญสหรัฐตกถึง 46 เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับเงิน Euro และดูเหมือนว่าตั้งแต่กลางปี 2008 ค่าเงินเหรียญสหรัฐเริ่มปรับตัวสูงขึ้น

ยืนยัน (confirm) ได้ว่า การพังทลายอย่างรุนแรงของตลาดหุ้น คือต้นเหตุการพังทลายค่าเงิน

4) ทำให้ภาคการผลิตจริง และสถาบันการเงินล้มลง ไม่ว่า WorldCom Layman Brother ฯลฯ และคนตกงาน ปัญหา Subprime ก็เป็นผลต่อเนื่องจากการขาดสภาพคล่องของระบบ และเงินเฟ้อ อันเป็นผลมาจากการพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ที่เป็นผลมาจากการพังทลายของตลาดหุ้นแนสแดกซ์

5) ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ

6) ทำให้เกิดหนี้เสีย (Non Performing Loans / NPLS)

.

กราฟ Yuan/USD และ Ringgit/USD แสดงให้เห็นว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหายจริง แท้จริงแล้วค่าเงินเหรียญสหรัฐจะต้องตก หรือเริ่มตกตั้งแต่ปี 2000 หรือ 2001 แล้ว แต่ที่ไม่เห็นว่าค่าเงินเหรียญตกลง ตามการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ เพราะมีการผูกค่าเงินไว้กับเงินเหรียญสหรัฐนั่นเอง ส่งผลให้หยวนและริงกิตอ่อนค่าเกินจริง หรือหยวนกับริงกิตราคาถูกมาก จึงมีการเข้ามาซื้อ เข้ามาเก็บหยวนและริงกิต

เชื่อว่ามีการซื้อหรือเก็บหยวนและริงกิตตั้งแต่ปี 2000 - 2001 แล้ว (ตั้งแต่ตลาดแนสแดกซ์พังทลาย)

ได้มีการซื้อหยวนและริงกิต กระทั่งไม่สามารถยืนค่าเดิมไว้ได้ ส่งผลให้กลางปี 2005 (วงกลมในกราฟ) ค่าเงินหยวนและริงกิตพุ่งขึ้นมา (แสดงถึงการพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ) เรื่องดังกล่าวนี้ ส่งผลทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศ ของประเทศจีนและมาเลย์เซีย เพิ่มขึ้น (ในอัตราส่วนที่สูง)

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินหยวนและเงินริงกิต ก็ยังแข็งค่าไม่มาก เมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างๆ ส่งผลให้จีนและมาเลย์เซียส่งสินค้าออกได้ง่ายกว่าประเทศอื่นๆ

ค่าเงินเหรียญสหรัฐตกลง 18 เปอร์เซนต์เท่ากัน เมื่อเทียบกับหยวนและริงกิต

หมายเหตุ ตั้งกลางปี 2008 ค่าเงินเหรียญเริ่มแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างๆ จากกราฟทั้ง 2 พบว่า Yuan/USD ยืนค่าเดิมมาเป็นเวลา 3-4 เดือนแล้ว (sideway) แต่  Ringgit/USD แข็งขึ้น (ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้น) เกิดความแตกต่างแล้ว กลางปี 2005 พบว่า Yuan และ Ringgit แข็งค่าขึ้น แต่กลางปี 2008 Yuan sideway ที่ค่าเดิม แต่ Ringgit อ่อนค่าลงชัดเจน

น่าติดตามถึงความเปลี่ยนแปลง ที่แตกต่างกัน ของค่าเงินทั้ง 2 สกุลนี้ ว่าอนาคต จะเป็นอย่างไร ทำไมจึงมีความแตกต่างกันเช่นนี้ อาจจะเป็นการวัดวิสัยทัศน์ปรัชญาของธนาคารกลาง และรัฐมนตรีกระทรวงการคลังของทั้ง 2 ประเทศได้

.

Won/USD และ Rupiah/USD ระหว่างปี 2001 - กลางปี 2008 แสดงให้เห็นว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าและเสียหายเช่นกัน แต่หลังกลางปี 2008 พบว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นรวดเร็วและรุนแรงมาก  เรื่องนี้น่าติดตามผลระยะยาวเช่นกัน

.

ไทย อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ เป็นประเทศที่ประสบภาวะวิกฤติระหว่างปี 1994 - 1998 (2537 - 2541) และต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟด้วยกันทั้ง 3 ประเทศ

กราฟทั้ง 2 แสดงการพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐระหว่างปี 2001 - ต้นปี 2008 เช่นกัน

แต่หลังต้นปี-กลางปี 2008 ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าช้าเมื่อเทียบกับบาท ผิดกับเมื่อเทียบกับรูเปี๊ยะ(และวอน) ที่แข็งค่าขึ้นแรงและเร็วมาก เพราะอะไร ?

.

Asean Dollar คือค่าเฉลี่ยเงินอาเซียน 6 ประเทศ ได้แก่ Singapore Dollar, Ringgit, Baht, Rupiah, Philippine Peso และ Dong เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ที่ผู้เขียนพัฒนาขึ้น

แสดงให้เห็นถึงการอ่อนค่า และแข็งค่า ของค่าเงินเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของเงินอาเซียน

.

ที่มา : https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/

ตารางที่นำเสนอนี้ คือเรียงลำดับ 25 ประเทศ ที่ทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศสูงสุด ณ.วันสิ้นปี 2007 (2550)

สกุลเงินเหรียญสหรัฐ เป็นสกุลเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อเกิดความเสียหาย ก็ไม่มีความเชื่อมั่นในเงินเหรียญสหรัฐ ทำให้มีการทิ้งสกุลเงินเหรียญสหรัฐ แล้วไปถือเงินสกุลอื่น ทำให้ทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศสูงขึ้นแทบทุกประเทศ หรือทำให้เกิดภาวะเงินทุนท่วมโลก ของประเทศจีนสูงเป็นอันดับ 1 ญี่ปุ่นสูงเป็นลำดับที่ 2 รัสเซียสูงเป็นอันดับ 3 อินเดียสูงเป็นลำดับที่ 4

พบว่าทุนของโลก ไหลมาอยู่ในภูมิภาคเอเซียประมาณ 70 เปอร์เซนต์ ไหลเข้าภูมิภาคยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยุโรปตะวันออก 23 เปอร์เซนต์ ผู้เขียนเชื่อว่ามีการไหลเข้าจีน ฮ่องกง และมาเลย์เซีย เป็นอัตราส่วนที่สูง ทั้งนี้เพราะมีการผูกค่าเงินไว้ตายตัวในช่วงแรกนั่นเอง กระทั่งกลางปี 2005 ไม่สามารถผูกค่าคงตัวไว้ได้ ค่าเงินดังกล่าวจึงพู่งสูงขึ้นทันที

พบว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนตัวเลขเป็น 2 หลัก หรือเกือบ 2 หลัก หลายปีติดต่อกัน 

ช่วงดังกล่าวเงินทุนได้ไหลเข้าประเทศไทยเช่นกัน จากกลางปี 2540 (1997) เดือนที่ลอยค่าเงินบาท ทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศของไทยเหลือเพียง 1,144 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ปลายปี 2007 (ตามตาราง) ทุนสำรองการเงินของประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 87,460 ล้านเหรียญสหรัฐ

ถึงกลางปี 2008 ประเทศไทยมีทุนสำรองฯ สูงถึง 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

การที่ตัวเลขทุนสำรองฯ ของประเทศต่างๆสูงขึ้น อาจจะเป็นผลจากการสูงขึ้นของราคาทองคำด้วย เพราะประเทศต่างๆมีการเก็บทองคำไว้เป็นทุนสำรองฯ ด้วย

สิ้นปี 2007 ทุนสำรองฯ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีเพียง 70,570 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น อยู่ลำดับที่ 21 ต่ำกว่าของประเทศไทย ซึ่งอยู่ลำดับที่ 15

เงินทุน ที่ไหลเข้าประเทศไทยแรง  ส่งผลให้ไทยสามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมดในปี 2003 (2546) ใช้หนี้หมดก่อนกำหนด 2 ปี

การที่ประเทศไทยสามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ หมดก่อนกำหนด ไม่ใช่ความสามารถของใคร 

แต่เป็นไปเพราะมีเงินทุนไหลเข้าประเทศต่างๆรวมทั้งไทย  ที่เป็นผลมาจากค่าเงินเหรียญสหรัฐไม่ได้รับความเชื่อมั่นนั่นเอง

การไหลเข้าออกที่รุนแรงของเงินทุน ไม่ได้เป็นไปตามการนำเข้าหรือส่งออกตามปกติ แต่ เป็นไปตามความไม่เชื่อมั่น หรือไม่เชื่อมั่น ต่อสกุลเงิน แล้วเข้ามาลงทุนหรือเข้ามาเก็งกำไรในตลาดเงิน และตลาดทุนมากกว่า และมากกว่าการลงทุนทางตรง

เงินทุนไหลเข้าแรง ก็อาจจะไหลออกแรงได้ อาจจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังได้

........................................................................

ด้วยเหตุของทุนท่วมโลก ระหว่างปี 2000 - ต้นปี 2008  เป็นผลทำให้

1) ค่าเงินประเทศต่างๆสูงขึ้น
2) ตลาดหุ้นประเทศต่างๆสูงขึ้น  ตลาดหุ้นโลกสูงขึ้น
3) โลหะ ทองคำ ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี เหล็ก แพลตินั่ม ฯลฯ ราคาสูงขึ้น
4) พลังงานเช่น น้ำมัน  ถ่านหิน เคมีภัณฑ์ ฯลฯ ราคาสูงขึ้น
5) ราคาสินค้าเกษตร ข้าว ข้าวโพด น้ำตาล ถั่ว งา มันสัมปะหลัง และ ยางพารา ฯลฯ ราคาสูงขึ้น
6) ค่าการบริการต่างๆสูงขึ้น

การที่ราคายางพาราสูงขึ้น ไม่ใช่เป็นความสามารถของใคร

แต่เป็นไปตามกลไกแห่งความเสียหายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ

ต่อไป เมื่อค่าเงินเหรียญสหรัฐกลับมาแข็งขึ้น รายการที่นำเสนอไว้ 6 ข้อ ก็จะเป็นไปในทางตรงกันข้าม เช่นราคาสินค้าเกษตรก็จะตกต่ำลง

ผลที่เกิดขึ้นจากเงินทุนท่วมโลก ข้อมูลบางส่วนนำเสนอข้างต้นแล้ว และข้อมูลบางส่วนต่อไปนี้

.

ราคาทองคำและราคาน้ำมันระหว่างปี 2000 - ต้นปี 2008 สูงขึ้น ราคาทองคำสูงขึ้น 286 เปอร์เซนต์ ราคาน้ำมันสูงขึ้น 732 เปอร์เซนต์

จากนั้นราคาปรับตัวลง

.

ตลาดหุ้นจีนสูงขึ้น หลังจาก Hedge Fund ได้รับชัยชนะจากการไล่ซื้อ Yuan ช่วงกลางปี 2005 แล้ว ก็เริ่มมาไล่ซื้อหุ้น จะเห็นว่าดัชนีตลาดหุ้น Shanghai SE A Share Index สูงขึ้น ดีชนีสูงขึ้น 499 เปอร์เซนต์ แล้วตกลง รุนแรง รวดเร็ว 72 เปอร์เซนต์ เป็นรูปแบบของการสวมรอยปั่น (โจมตี) เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับตลาดแนสแดกซ์ในปี 2000

.

ตลาดหุ้นรัสเซียปี 2000 - 2008 พุ่งขึ้นแรงถึง +2,353 เปอร์เซนต์ แต่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นรัสเซียพังทลายไปแล้ว 78 เปอร์เซนต์ ทุกข์เข็ญลำเค็ญ อย่างแสนสาหัส จะต้องเกิดขึ้นกับคนท้องถิ่นรัสเซียแน่นอน

ช่วงเวลาเดียวกัน ตลาดหุ้นยูเครนพุ่งสูงขึ้นประมาณ 2,800 เปอร์เซนต์ ขึ้นได้สูงกว่าประเทศรัสเซียเสียอีก

ตอนนี้ยุโรปหลายประเทศ โดยเฉพาะยุโรปตะวันออก ได้เข้าขอความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟแล้ว เช่นโปแลนด์ ยูเครน และ ฮังการี เป็นต้น

สาธารณะโซเวียตรัสเซียเพิ่งล่มสลายจากระบบคอมมูนิสต์ ทำให้ประเทศแตกสลายเป็นประเทศเล็กประเทศน้อยหลายประเทศ แล้วประเทศเหล่านั้นได้เข้ามาอยู่ในระบบทุนนิยมยุคใหม่ ที่มีตลาดหุ้นเป็นองค์ประกอบในระบบเศรษฐกิจ กลับต้องมาล่มสลายกับระบบทุนนิยมอีก

พบแล้ว โลกยุคใหม่ ไม่มีระบบเศรษฐกิจใดดีเลย ไม่ว่าระบบคอมมูนิสต์ หรือระบบทุนนิยม เพราะต่างล่มสลายด้วยกันทั้งสองระบบ

เวรกรรม !!!

ระบบเศรษฐกิจที่ดีที่สุดมีอยู่แล้ว เกิดขึ้นมากว่า 2551 ปี คือ "ระบบเศรษฐกิจบุญนิยม" แห่งองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า

.

ช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไอซ์แลนด์สูงขึ้น 712 เปอร์เซนต์ จากนั้นก็ปรับตัว และตกแรงที่สุดในโลก ช่วงการตกลงของตลาดหุ้นในเดือนตุลาคม 2551 มีการพักการซื้อขายหุ้นติดต่อกัน 3 วัน ทำให้เกิดความกังวล เมื่อมีการเปิดตลาดหุ้นมา ทำให้มีการเทขายหุ้นอย่างรุนแรง ตกในวันเดียว 77 เปอร์เซนต์ รวมแล้วตกถึง 93 เปอร์เซนต์ ไอซ์แลนด์ไม่ได้เข้าอยู่ในประชาคมเศรษฐกิจยุโรป ยังใช้เงิน Krona ของตนเอง

.....................................................................................

ดัชนีตลาดหุ้นโลกและตลาดหุ้นภูมิภาค

G81 Index (ดัชนีตลาดหุ้นโลก) พัฒนาขึ้นจากดัชนีชี้นำตลาดหุ้นแต่ละประเทศ 81 ประเทศ

6-7 ปีที่ผ่านมา ดัชนีสูงขึ้น 463 เปอร์เซนต์ ตอนนี้ตกไปแล้ว 53 เปอร์เซนต์

.

ASIA24 Index พัฒนามาจากดัชนีชี้นำของดัชนีตลาดหุ้น 24 ประเทศ (รวมประเทศอาเซียน) 6-7 ปีที่ผ่านมา ดัชนีภูมิภาคเอเซียสูงขึ้น 460 เปอร์เซนต์ ตอนนี้ตกลงแล้ว 43 เปอร์เซนต์

.

ASEAN6 Index พัฒนามาจากดัชนีชี้นำของดัชนีตลาดหุ้นอาเซียน 6 ประเทศ

6-7 ปีที่ผ่านมา ดัชนีกลุ่มประเทศอาเซียนสูงขึ้น 339 เปอร์เซนต์ ตอนนี้ตกลงไปแล้ว 51 เปอร์เซนต์

Thailand (สีแดง) คือจุดสูงสุดของ SET Index ในรัฐบาลทักษิณ อยู่ในช่วงต้นปี 2004 (ต้นปี 2547) หลังจากนั้น SET Index ไม่เคยมีจุดสูงสุดกว่าต้นปี 2004 อีกเลย ในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ SET Index สูงกว่ารัฐบาลทักษิณเล็กน้อย จากนั้นก็ปรับตัวลงในช่วงรัฐบาลนายสมัคร เรื่องนี้นำเสนอให้ทราบว่า แม้จะเห็นว่าตลาดหุ้นของประเทศไทยในรัฐบาลทักษิณสูงขึ้น แต่เมื่อเปรียบเทียบตลาดรวมอาเซียนแล้ว ตลาดหุ้นไทยด้อยกว่าตลาดหุ้นอาเซียนค่อนข้างมาก

เชื่อว่าทักษิณและเพื่อนพ้องมีการหาประโยชน์จากตลาดหุ้นอย่างดุเดือด ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยด้อยกว่าตลาดหุ้นอาเซียน และของโลกโดยรวม

.

EUROPE34 Index  พัฒนามาจากดัชนีชี้นำของตลาดหุ้นยุโรป 34 ประเทศ ดัชนีภูมิภาคยุโรปสูงขึ้น 356 เปอร์เซนต์  ตอนนี้ตกไปแล้ว 65 เปอร์เซนต์ โดยเฉพาะตลาดหุ้นทางยุโรปตะวันออก ตกแรงมาก

.

AMERICA12 Index เป็นดัชนีตลาดรวมภูมิภาคอเมริกา 12 ประเทศ 6-7 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นภูมิภาคอเมริกาสูงขึ้นมา 498 เปอร์เวนต์ และตอนนี้ตกไปแล้ว 48 เปอร์เซนต์

.......................................................................................

สรุป..

มีคนได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก แต่ปรากฎว่า เศรษฐกิจของหลายประเทศ ของอเมริกา และของโลก พังพาบราบเรียบ ศาสตร์ดังกล่าวน่าจะไม่ใช่ปัญญาจริง น่าจะเป็นรางวัลโนเบล "อวิชชาศาตร์"

7-8 ปีที่ผ่านมานี้ ยังไม่มีใครนำเสนอถึง "ต้นเหตุ" การพังทลายของโลกทุนนิยมโดยรวม

แสดงว่าไม่มีใครทราบถึงต้นเหตุการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจของโลก แม้แต่คนอเมริกันทุกระดับชั้น

การพังทลายของตลาดหุ้นสหรัฐเกิดขึ้นในปลายสมัยรัฐบาลคลินตัน ส่งผลให้เงินไหลออกจากสหรัฐตลอด 7-8 ปีที่ผ่านมา มันจึงกลายเป็นความโชคร้ายรัฐบาลจอร์จบุช ที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเป็นประวัติการณ์เกิดขึ้นในรัฐบาลตน

ชัยชนะจากการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นของ นายบารัค โอบามา เป็นผลมาจากความเลวร้ายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในรัฐบาลบุช

อเมริกันชน ไม่รู้หรอกว่า บารัค โอบามา จะมาแก้ปัญหาให้พวกเขาได้หรือไม่ แต่พวกเขามีความต้องการเปลี่ยนตัวผู้นำประเทศอย่างรุนแรง เรื่องเช่นนี้เคยเกิดขึ้นที่ประเทศไทยบ่อยครั้ง แต่เปลี่ยนผู้นำหรือรัฐบาลแล้ว ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น รัฐบาลไหนมา ก็ "ถูกด่า ถูกไล่" ทุกรัฐบาล

เป็นไปได้ว่า การมาของรัฐบาล บารัค โอบามา สภาพคล่องทางการเงินของอเมริกาจะดีขึ้น จะทำให้เศรษฐกิจของอเมริกาคล่องตัวขึ้น เห็นได้จากค่าเงินเหรียญสหรัฐเริ่มแข็งค่าขึ้นตั้งแต่ปี 2008

การที่เศรษฐกิจของอเมริกาดีขึ้น เป็นเพียงเหตุหลทางเทคนิค ทางพื้นฐานไม่มีได้มีการเปลี่ยนแปลง

เงินเหรียญสหรัฐตกต่ำมาเป็นเวลา 7 - 8 ปีแล้ว ในทางเทคนิคก็มีสิทธิที่จะฟื้นตัวได้

Hedge Fund ผู้คุมกลไกเศรษฐกิจโลกตัวจริงจะเป็นผู้ขับเคลื่อนกลไกนี้  หรือได้เวลาปั่นตลาดเงินและตลาดทุนอเมริกาขึ้น

"บารัค โอบามา" ก็ไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับอเมริกา "คนที่รับรางวัลโนเบิลไพร์ซ" ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับอเมริกา

คำว่า Change เป็นคำที่ดี ต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

เมื่อไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน แล้วจะแก้ปัญหาได้อย่างไร จะไปเปลี่ยนตรงไหน ?

หากความไม่รู้ยังคงอยู่เช่นทุกวันนี้ บารัค โอบามา ก็ไม่สามารถเปลี่ยนให้อเมริกาดีขึ้นได้

ตอนนี้โลกทุนนิยม รวมทั้งไทยและอเมริกา กำลังเผชิญปัญหาในสิ่งเดียวกัน ดังที่ผู้เขียนนำเสนอในบทความนี้

สงสาร ทั้งคนอเมริกัน ประเทศอเมริกา และ ทั้งสงสารประธานาธิบดี บารัค โอบามา

เวทนาและสงสารคนของโลกทุนนิยม

"ตลาดทุน" คือสิ่งผิดปกติของโลกทุนนิยม มีการปั่นหุ้นทุกวัน ไม่ปั่นขึ้น ก็ปั่นลง มีทั้งปั่นแบบระยะสั้น ปั่นระยะแบบยาว Hedge Fund มั่งคั่ง คนท้องถิ่นตาย

@@@

pictures../currency


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
indexthai วันที่ : 19/03/2009 เวลา : 19.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai

โอบาม่าแถลงเรื่องโบนัส AIG

วันที่ 19 มีนาคม 2552 19 08:48 น.
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=369666&lang=&cat=

ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่าของสหรัฐ เปิดแถลงข่าวที่เมืองคอสตา เมซ่า รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯเมื่อวันพุธ เพื่อแสดงความรับผิดชอบในฐานะประธานาธิบดี กรณีการจ่ายเงินโบนัสจำนวนมหาศาลของบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ AIG หลังได้ขอรับเงินช่วยเหลือไม่ให้ล้มละลายจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ซึ่งกำลังสร้างความไม่พอใจเป็นอย่างมากให้ชาวอเมริกันและสภาคองเกรส เขา

กล่าวว่าการจ่ายโบนัสดังกล่าวเป็นอาการป่วยไข้ของวัฒนธรรมทางการเงินแบบไร้ความรับผิดชอบที่ทำให้เศรษฐกิจอันแข็งแกร่งของสหรัฐฯประสบวิกฤต ในขณะที่พรรครีพับลิกันกับเดโมแครตต่างโทษว่าเป็นความผิดของอีกฝ่าย เขาขอรับผิดชอบและจะทำทุกสิ่งที่ทำได้เพื่อแก้ไขปัญหานี้

ก่อนออกเดินทางจากกรุงวอชิงตัน ดีซี ไปหาเสียงสนับสนุนกฏหมายกระตุ้นเศรษฐกืจของเขาที่รัฐแคลิฟอร์เนีย นายโอบาม่าได้กล่าวปกป้องนายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลัง ผู้กำลังถูกโจมตีอย่างหนักเรื่องรับมือกับ AIG รวมทั้งความพยายามอื่นๆของรัฐบาลที่จะจำกัดหนี้เสียของสถาบันการเงิน โดยยืนยันว่าเขาไว้ใจอย่างเต็มที่ในตัวนายไกธ์เนอร์และทีมเศรษฐกิจ เขายืนยันว่าไม่มีใครทำงานหนักกว่าไกธเนอร์ ผู้ทำสิ่งอย่างได้ถูกต้อง ในความพยายามทำให้ทุกอย่างกลับเข้าที่เข้าทาง

เขากล่าวด้วยว่า รัฐบาลกับสภาคองเกรสกำลังหาหนทางนำเงินโบนัส 165 ล้านดอลลาร์กลับคืนมา แต่จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่จะช่วยให้เขาไม่ต้องมีแค่สองทางเลือกคือ ช่วยกู้ชีพ AIG หรือ ไม่ช่วยลและเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบต่อระบบการเงินที่ใหญ่กว่านั้น คณะทำงานของเขาจะหารือกับสภาคองเกรสเพื่อเร่งตั้งหน่วยงานที่คล้ายกับบรรษัทรับประกันเงินฝากของรัฐบาลกลาง เพื่อทำการแยกสินทรัพย์ที่ดีออกจากที่เสียในสถาบันการเงินต่างๆที่กำลังอ่อนแอเพราะวิกฤตเศรษฐกิจ

ด้านนายสเตอนี่ โฮเยอร์ ผู้นำเสียงข้างมากของเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สภาจะลงมติในวันพฤหัสบดีนี้ เรื่องร่างกฏหมายที่จะเก็บภาษีร้อยละ 90 จากเงินโบนัสที่พนักงานได้รับเกิน 250,000 ดอลลาร์ (ราว 8 ล้าน 7 แสนบาท)จากบรรดาบริษัทที่รับเงินช่วยไม่ให้ล้มละลายจากรัฐบาลเกิน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1 ล้าน 7 แสนล้านบาท)

นายโฮเยอร์คาดหวังว่าจะมีผู้ลงมติสนับสนุนอย่างท่วมท้นเพื่อแสดงความไม่พอใจและรังเกียจต่อการที่บรรดาผู้บริหารบริษัทการเงิน จะให้รางวัลตัวเองที่บริหารบริษัทล้มเหลว และเมื่อผู้สื่อข่าวถามเรื่องเงินโบนัสอีกร้อยละ 10 ที่เหลือ นายชาร์ล แรนเกล สมาชิกสภาของเดโมแครต หัวหน้าคณะกรรมาธิการภาษีและสวัสดิการแห่งรัฐของสภาล่าง กล่าวว่า ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลระดับรัฐและระดับท้องถิ่น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 23/01/2009 เวลา : 23.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

ศิษยืเก่าจุฬาฯนี่น่า..เด็กจุฬา บ้านผมเพิ่งมาถึงบ้านเมื่อกี้เอง

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ซันญ่า วันที่ : 21/01/2009 เวลา : 06.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  

http://www.oknation.net/blog/sonyaUSA/2009/01/20/entry-1

อาจารย์ขาคนเข้ามอ่าน ตรึม....

เลย....ชื่นใจที่สุดเลย....

อย่างนี้คน ไทยฉลาด ไม่หยุด ไม่หย่อนค่ะ

ด้วยจิตคาราวะ

...............

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
NN1234 วันที่ : 20/11/2008 เวลา : 17.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nn1234

ขอบคุณครับ ที่ต่อเข้ามาในบล็อคเรื่อง oil price

nn1234

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
indexthai วันที่ : 17/11/2008 เวลา : 05.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


ปี 2546 (1003) ดาวโจนส์ อยู่ระหว่าง 7500 - 10,500 จุดครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
KK-rich วันที่ : 17/11/2008 เวลา : 02.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kk-rich

ตอนปี46 DJI อยู่ประมาณ 3000 ใช่เปล่าครับ สบู่ยังไงก็คงต้องแตก แต่เด้งขึ้นมาให้เล่นรอบหน่อยก็ดีนะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน