*/
  • indexthai
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : indexthai2@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-04-26
  • จำนวนเรื่อง : 219
  • จำนวนผู้ชม : 477321
  • จำนวนผู้โหวต : 256
  • ส่ง msg :
  • โหวต 256 คน
<< มีนาคม 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม 2552
Posted by indexthai , ผู้อ่าน : 7268 , 21:45:08 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

.

การแก้ปัญหา โดยไม่คำนึงถึงต้นเหตุของปัญหา คิดใช้แต่เงินทุ่มเข้าไปแก้ปัญหา ยิ่งแก้ ก็ยิ่งเหมือนลิงแก้ตาข่ายดักปลา ยิ่งแก้ก็ยิ่งพันตัวเองให้ยุ่งยากมากขึ้น

ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jone Industrial Average (DJIA)) เป็นดัชนีเก่าแก่ที่คนทั่วโลกรู้จักมากที่สุด  เปิดตัววันแรก ในช่วงบ่ายของวันที่ 26 พฤษภาคม 1896 หรือเมื่อประมาณ 113 ปีมาแล้ว โดยคำนวณเป็นเฉลี่ยจากราคาปิดของหุ้น 12 ตัว เป็นดัชนีที่คำนวนจากราคาหุ้น จึงจัดประเภทดัชนีนี้ว่าดัชนีราคา (Price Weighted Index) วันแรกดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 40.94 จุด ทุกวันนี้เหลือหุ้น "General Electric" ตัวเดียว จากทั้งหมด 12 ตัว ที่ยังเป็นตัวประกอบในการคำนวณ และทุกวันนี้ DJIA ใช้หุ้น 30 ตัวในการคำนวณดัชนี   http://www.mdleasing.com/djia.htm



Charles Henry Dow

Charles Henry Dow (November 6, 1851 – December 4, 1902) was an American journalist who co-founded Dow Jones & Company with Edward Jones and Charles Bergstresser.Dow also founded The Wall Street Journal, which became one of the most respected financial publications in the world. He also invented the famous Dow Jones Industrial Average as part of his research into market movements. Furthermore he developed a series of principles for understanding and analyzing market behavior which later became known as Dow theory, the groundwork for technical analysis. Born in Sterling, Connecticut, Dow never finished high school. He died in Brooklyn, New York. (Wikipedia)

ชาร์ตที่ 1 DJIA ระหว่าง 1928 - 2008

DJIA ย้อนหลัง 80 ปี

ตลาด NASDAQ เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1971 หรือเมื่อประมาณ 38 ปีมาแล้ว Nasdaq Index มีอายุน้อยกว่า DJIA 75 ปี ตลาดแนสแดกซ์เป็นตลาดซื้อขายด้วยระบบอีเล็คโทรนิค แห่งแรกของโลก มีหุ้นทำการซื้อขายในวันแรกกว่า 2,500 ตัว ปัจจุบันนี้มีบริษัทจดทะเบียนในตลาด NASDAQ ประมาณ 3,200 บริษัท Nasdaq Index เป็น Market capitalization weighted index

ตลาด NASDAQ มีขนาดประมาณ 0.35 เท่า ของตลาด NYSE

ชาร์ตที่ 2 Nasdaq Index ระหว่าง 1971 - 2009

Nasdaq Index ย้อนหลัง 38 ปี (ย้อนหลังตั้งแต่วันแรกของดัชนี)

SET Index เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการพร้อมกับตลาดหุ้นไทย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 1975 (2518) หรือเมื่อประมาณ 34 ปีมาแล้ว ช่วงแรกมีหุ้นซื้อขายประมาณ 10 กว่าตัว ทุกวันนี้มีหุ้นสามัญจดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นไทย 475 ตัว

SET Index เป็นน้อง Nasdaq Index 4 ปี แต่หากนำไปเทียบกับ DJIA แล้ว SET Index เป็นหลานหรือเหลน ของ  DJIA

SET Index อายุน้อยกว่า DJIA 79 ปี

SET Index เป็น Market Capitalization Weighted Index เช่นเดียวกับ Nasdaq Index

ชาร์ตที่ 3 SET Index ระหว่าง 1975 - 2009

SET Index ย้อนหลัง 34 ปี (หรือตั้งวันแรกที่เกิด SET Index)

วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศไทย เกิดครั้งแรก เนื่องจากการพังทลายของตลาดหุ้นในปี 1978 (2521) SET Index ตก 62 เปอร์เซนต์

วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศไทย เกิดครั้งที่ 2 เนื่องจากการพังทลายของตลาดหุ้นในปี 1994 (2537) SET Index ตก 88 เปอร์เซนต์

SET Index ตกหนัก  2 ครั้ง ทำให้ประเทศประสบวิกฤติเศรษฐกิจ 2 ครั้ง และเข้าโครงการณ์ไอไอ็มเอฟทั้ง 2 ครั้ง

วิกฤติเศรษฐกิจครั้งแรก และครั้งที่ 2 ของประเทศไทย ห่างกัน 16 ปี

ประเทศที่มีตลาดหุ้นอย่าง  ฟิลิปปินส์ ไทย อินโดนีเซีย ทำให้ประเทศต้องเข้าไอเอ็มเอฟมาแล้ว

เวียตนาม มาเลย์เซีย และสิงค์โปร  ..ยังไม่เคยเข้าไอเอ็มเอฟ ..รอดู

ลาว เขมร พม่า ไม่มีตลาดหุ้น ไม่เคยต้องเข้าไอเอ็มเอฟ

การเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ คือการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าไฟไหม้ประเทศ ไหม้ทั้งสิ่งที่อยู่บนดิน และไหม้ทั้งที่ดิน

จินตนาการดู เหมือนกับไฟไหม้บ้านของคนธรรมดา บ้านและทรัพย์สินที่ถูกไฟไหม้ ไม่สามารถเอากลับคืนมาได้ หมดตัว ประเทศไทยเข้าโครงการณ์ไอเอมเอฟมา 2 ครั้ง ประเทศไทยถูกเผามา 2 ครั้งแล้ว ภาคการผลิตจริง และภาคการเงินที่ล้มลง ประหนึ่งถูกไฟไหม้ ไม่มีอะไรเอาคืนมาได้จากการที่ถูกไฟไหม้ 

ประเทศไทยตั้งปรส.(รัฐบาลชวน2) และบสท.(รัฐบาลทักษิณ) มาฌาปนกิจสินทรัพย์ของสถาบันการเงินและภาคการผลิตจริงของตนเอง

ประเทศชาติจะอยู่กันได้อย่างไร หากประเทศต้องถูกไฟไหม้ทุก 15-20 ปี 

ช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเกิดใหม่หลายประเทศ ส่วนใหญ่จะถูกเล่นงานจนบอบช้ำในช่วงแรก ทุกตลาด ยกตัวอย่างเช่นตลาดหุ้นไทยที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1975 (2518) ถูกลากขึ้นไปเชือดช่วงปลายปี 1978 (2521) แล้วถล่มขายตกลงมาถึง 62 เปอร์เซนต์ ทำให้สภาพคล่องและค่าเงินบาทมีปัญหา ประเทศไทยต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟครั้งแรก และต้องลดค่าเงินบาทถึง 3 ครั้ง 

วิกฤติครั้งแรกของประเทศไทย ทำให้สถาบันการเงินมีปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก ทางการต้องเข้าไปควบกิจการไฟแนนซ์และเครดิตฟองซิเอร์ถึง 25 แห่ และใช้เวลา 10 ปี ทยอยคืนเงินฝากแก่ผู้ฝากเงินกับสถาบันการเงินที่ประสบปัญหาดังกล่าว คนที่ขอลดดอกเบี้ยรับ หรือคนที่ไม่รับดอกเบี้ย ขอเงินต้นอย่างเดียว ก็ได้เงินฝากคืนเร็วกว่า

หลังการเกิดวิกฤติครั้งแรก ประเทศไทยเตรียมการป้องกันการเกิดวิกฤติครั้งต่อไปอย่างเต็มที่ โดยตั้ง "กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน" ขึ้นในปี 1985 (2528) โดยเชื่อในวิสัยทัศน์ว่า หากมีเงินอัดฉีดสภาพคล่องให้แก่สถาบันการเงิน ในช่วงที่สถาบันการเงินขาดสภาพคล่อง ก็จะทำให้สถาบันการเงินมั่นคงอยู่ได้ และไม่ล้ม

"กองทุนเพื่อการฟื้นฟูเพื่อพัฒนาสถาบันการเงิน" คือความผิดพลาดต่อเนื่องอย่างใหญ่หลวงของประเทศไทย เพราะวิสัยทัศน์ที่ผิดพลาดนี้ นำมาซึ่งการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งที่ 2 ที่รุนแรงกว่าครั้งแรก อย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้

กองทุนฯ ทำการอัดฉีดสภาพคล่อง แก่สถาบันการเงินในช่วงที่ขาดสภาพคล่องอย่างเต็มที่ เงินไม่มี ก็ไปกู้มา ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเพิ่มขึ้นอย่างเหลือเชื่อ ถมเท่าใดก็ไม่รู้จักเต็ม สุดท้ายยอมยกธงขาว พ่ายแพ้อย่างหมดรูป

กองทุนฯ พ่ายแพ้ถึง 3 อย่าง
1) ไม่สามารถฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน ตามสมมุติฐานแห่งปรัชญาที่ตั้งใจไว้
2) ทำให้สถาบันการเงินล้มลงทั้งระบบ รุนแรงกว่าการเกิดวิกฤติครั้งแรก 
3) ก่อให้เกิดหนี้สาธารณะกว่า 1.44 ล้านล้านบาท

วิกฤติเศรษฐกิจครั้งที่ 2 ประเทศไทยพ่ายแพ้ 3 ด้าน พ่ายแพ้แบบหมดประเทศ
1) พ่ายแพ้ทางตลาดทุน มีการบังคับขายหุ้นของคนไทยอย่างทารุณ ทำให้ SET Index ตกลงถึง 88 เปอร์เซนต์ หุ้นและสินทรัพย์ของคนในชาติก็คือสมบัติของชาติ การบังคับขายหุ้น หรือสินทรัพย์ของคนในชาติ ก็คือการบังคับขายชาติ
2) พ่ายแพ้ทางตลาดเงิน ..สถาบันการเงินล้มทั้งระบบ
3) พ่ายแพ้ทางตลาดเงินตรา ..ค่าเงินบาทเสียหายยับเยิน ต้องลอยค่าเงินบาทในที่สุด

ต้นเหตุการเกิดวิกฤติของทุกประเทศ "เกิดที่ตลาดทุน"  แล้ว "มาจบที่ตลาดเงิน และตลาดเงินตรา" ทุกครั้ง

ประเทศไทย ก็ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุของปัญหา

การตั้ง "กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน" คือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

การนำระบบ Maintenance margin & forced sell มาใช้ในตลาดหุ้น  ก็เป็นสาเหตุการพังทลายของตลาดหุ้นไทยครั้งที่ 2 ที่สำคัญเช่นกัน

การพังทลายของตลาดหุ้น จะทำให้สภาพคล่องและค่าเงินเสียหาย ทุกครั้ง ทุกประเทศ

การพังทลายของตลาดหุ้นไทยครั้งที่ 2 รุนแรงมาก แต่ประเทศไทยไม่ทราบว่า การพังทลายของตลาดหุ้น ทำให้ค่าเงินบาทเสียหาย จึงเข้าทำการปกป้องค่าเงินบาทอย่างเต็มที่ ในที่สุดต้องพ่ายแพ้ต่อการปกป้องค่าเงินบาท ประเทศไทยจนมุมอย่างน่าอนาจ ต้องลอยค่าเงินบาท และต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟเป็นครั้งที่ 2

World Fund ได้กำไรจาก 2 ตลาดเสมอ ได้กำไรทั้งจากตลาดหุ้น และได้กำไรทั้งจากตลาดเงินตรา แต่คนไทยและประเทศไทยเสียหายแต่ฝ่ายเดียว

ประเทศไทยเสียหายจากการพังทลายของตลาดหุ้นแบบไหน อย่างไร ศึกษาได้จาก Link ข้างล่างนี้  บทความนี้ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้ทุกประเทศทั่วโลก การพังทลายของตลาดหุ้น ทำให้คนท้องถิ่น และประเทศท้องถิ่นได้รับความเสียหายแบบย่อยยับ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศหัวขบวนทุนนิยม อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2009/01/29/entry-1

ข้อมูลที่แสดงว่าประเทศไทย เข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟมาแล้ว 2 ครั้ง
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/06/12/entry-1

................................................................................................................
การพังทลายตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาครั้งแรก

เกิดขึ้นที่ตลาด NYSE ในปี 1929
................................................................................................................

ชาร์ตที่ 4 DJIA ระหว่าง 1920 - 1930

จุดสูงสุด ของ DJIA Index ปิดที่ 381.17 จุด เมื่อวันที่ 30 กันยายน 1929
จุดต่ำสุด ของ DJIA Index ปิดที่ 41.22 จุด เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 1932

ระยะเวลา 33 เดือน DJIA ตก 89.19 เปอร์เซนต์ 

นำมาซึ่งการถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เป็นที่โจษจันกันมาจนทุกวันนี้

1929 Wall Street Stock Market Crash
http://www.youtube.com/watch?v=RJpLMvgUXe8&feature=related

.

ชาร์ตที่ 5 DJIA ระหว่าง 1940 - 1950

สูงสุดของ DJIA Index ในปี 1929 คือ 381.17 จุด

DJIA เริ่มมีจุดสูงสุดใหม่ประมาณปี 1954 โดยดัชนีได้ขึ้นทะลุจุดสูงสุดเดิมดังกล่าว

ดัชนีมีจุดสูงสุดใหม่ เมื่อเวลาผ่านไป 25 ปี

สงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่ระหว่างปี 1939 -1945 หลังการพังทลายตลาด NYSE 10-16 ปี

ผู้คนเชื่อกันว่า การเข้าสงครามทำให้เศรษฐกิจอเมริกาฟื้นตัว ผู้เขียนไม่เห็นด้วย

สหรัฐทำสงคราม ในเวียตนาม คูเวต อิรัก ก็ไม่ได้ทำให้อเมริกามั่งคั่งขึ้น

อเมริกาเริ่มจนลงตั้งแต่วันแรกที่ตั้งตลาดหุ้นแล้ว

................................................................................................................
การพังทลายตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาครั้งที่ 2

เกิดขึ้นที่ตลาด Nasdaq ในปี 2000
................................................................................................................

ชาร์ตที่ 6  Nasdaq Index 2000

แสดงให้เห็นถึงการโจมตีตลาด NASDAQ

ตลาด NASDAQ ถูกลากขึ้นสูงอย่างรวดเร็วจากต้นปี 1999 แล้วถล่มทุบลงมาอย่างรวดเร็วในต้นปี 2000 กระทั่งถึงปลายปี 2002 Nasdaq Index ตกถึง 78 เปอร์เซนต์ การที่ตลาดหุ้นตกขนาดนี้ ย่อมกระทบกระเทือนถึงสภาพคล่อง และค่าเงินเหรียญสหรัฐแน่นอน เงินเหรียญสหรัฐไม่ได้รับความเชื่อมั่น ระบบหันไปถือสกุลเงินอื่น และถือสินทรัพย์สกุลเงินอื่นหมด ทำให้อเมริกาประสบปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก ก่อให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจรุนแรง เห็นชัดเจนระหว่างปี 2005 - 2009 ภาคการผลิตจริง และภาคการเงิน ในสหรัฐอเมริกา ล้มฟุบลงแบบหมดประเทศ

จากจุดสูงสุด ถึงจุดต่ำสุด ใช้เวลาตก 31 เดือน

ช่วงปลายปี 2001 มีผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบิน บินมาชนตึก World Trade Center ในกรุงนิวยอร์ค ทำให้ตึกแฝดถล่มลง กองกับพื้นทั้ง 2 ตึก (Ground Zero) สหรัฐคิดกอบกู้ศักดิ์ศรีคืน โดยยกกองทัพไปตีอิรักในต้นปี 2003

อเมริกาเข้าใจผิดมากกว่า การโจมตีตลาด Nasdaq ต่างหาก ที่ทำความเสียหายให้แก่อเมริกามากที่สุด ทางที่ดีควรหาทางจัดการกับการถูกโจมตีตลาดทุนดีกว่า ดีกว่าการยกกองทัพไปโจมตีอิรัก หรืออาฟกานิสถาน

การพังทลายตลาดหุ้น NYSE ในปี 1930 มีคนทราบว่าพังทลาย และรู้สึกสลดหดหู่กันทั่วทั้งโลก

หลังจากปี 1930 ..มีคนรับรางวัลโนเบิลไพร๊ซ สาขาเศรษฐศาสตร์ จำนวนมาก

แต่การพังทลายตลาดหุ้น Nasdaq ในปี 2000 ไม่มีใครรู้สึกแม้แต่น้อย ..เป็นเรื่องเหลือเชื่อ

มีผู้เขียนเต้นแร้ง เต้นกา เรื่องนี้เพียงผู้เดียว เป็นตัวตลกในหมู่คนที่พอรู้จัก ..ไม่มีใครสนใจ

วันนี้ก็ไม่มีใครระแคะระคายถึงผลร้ายจากพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ แม้การล้มลงของเอกชนสหรัฐระหว่างปี 2005 - 2009 ก็ไม่ทราบว่าต้นเหตุมาจากไหน อย่างไร ก็ได้แต่อัดฉีดสภาพคล่องให้กับเอกชนที่ขาดสภาพคล่องเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเช่นกัน

ผู้เขียนนำเสนอไว้เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา "สหรัฐอเมริกาสมาชิกประเทศยากจนใหม่"
http://www.oknation.net/blog/indexthai/2008/11/25/entry-2

สิ่งที่เกิดขึ้น ..เป็นไปตาม ข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจ ของผู้เขียนเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เบี่ยงเบน

แท้จริง ต้นเหตุของปัญหา มาจากการพังทลายของตลาดหุ้น (ตลาดแนสแดกซ์) ในปี 2000 ทำให้เงินเหรียญสหรัฐเสียหาย ไม่ได้รับความเชื่อมั่น ไหลออกไปท่วมประเทศต่างๆทั่วโลก และท้ายที่สุดก็พบว่าสถาบันการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกาพังทลายลงในปี 2008 - 2009

สหรัฐอเมริกา แก้ปัญหาการขาดสภาพคล่องด้วยการออกเครื่องมือทางการเงินที่เรียกว่า CDO (Collateralized debt obligation) คือการที่สถาบันการเงินกู้เงินจากทั่วโลกมาปล่อยกู้ต่อ ธนาคารของประเทศไทยหลายแห่ง ได้ไปลงทุนใน CDO เช่นกัน และก็เจ็บตัวกันทั่วหน้าไปแล้ว

เปรียบเทียบ ปรัชญากันแล้ว "CDO ของสหรัฐอเมริกา" กับ "กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ของประเทศไทย" ก็ไม่ได้แตกต่างกันแต่อย่างใด คือวิธีการที่จะเสริมสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินนั่นเอง และก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

ดังนั้น การเกิดวิกฤติทั้ง 2 ครั้ง ของประเทศไทย และของประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ได้แตกต่างกันแต่อย่างใด "ต้นเหตุ" และ "ผลเสียหาย" คล้ายกันทุกประการ แตกต่างกันเพียง ประเทศไทยต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ แต่สหรัฐอเมริกา ไม่ต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ เท่านั้น

ตลาดหุ้น คือความคิดเอารัดเอาเปรียบระบบแต่แรก

เอาหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น จากค่าบุค 1 บาทต่อหุ้น (Book value) จะกลายเป็น 5-10 บาทต่อหุ้นทันที หรือมั่งคั่งเพิ่มขึ้น 5 - 10 เท่าทันที

ความเสียหายจากสิ่งผิดปกติของโลกทุนนิยม นับวันจะรุนแรงมากขึ้นตลอดเวลา เนื่องจากมีการพัฒนาตลาดหุ้นไปในทางที่ทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบระบบมากขึ้นไปอีก เช่น ESOP (Employee Stock Ownership) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตั้งตลาดตราสารอนุพันธ์ (derivatives)

ตลาดหุ้นและ SET Index โดยตัวมันเอง คือสิ่งที่เบี่ยงเบน คือสิ่งที่ผิดปกติ คือสิ่งอันตรายของระบบทุนไทยอยู่แล้ว ยิ่งมาเพิ่มเครื่องมือที่ผิดปกติ ให้มีการเอารัดเอาเปรียบ ให้มีการปั่นได้ง่าย ยิ่งทำให้ตลาดหุ้นก่ออันตรายให้ระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น

หลังการเกิดวิกฤติครั้งแรก
ประเทศไทยได้เพิ่มสิ่งผิดปกติให้ระบบเศรษฐกิจ 2 อย่าง คือ
1) กองทุนเพื่อการฟื้นฟูเพื่อพัฒนาสถาบันการเงิน ในปี 1985 (2528) (ตลาดเงิน ตลาดเงินตรา)
2) Maintenance margin & Forced sell ในปี 1993 (2536) (ตลาดทุน)

หลังการเกิดวิกฤติครั้งที่ 2
ประเทศไทยได้เพิ่มตลาดตราสารอนุพันธ์ (Derivatives market) เข้ามาในระบบ
1) ตลาดตราสารอนุพันธ์ SET50 Futues และสินค้าเกษตรล่วงหน้า(ยาง ข้าว) ในรัฐบาลพลเอก สุรยุทธ จุลานนท์
2) ตลาดตราสารอนุพันธ์ Gold Futures ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

การพังทลายของตลาด Nasdaq ในปี 2000 ทำให้ World Fund มั่งคั่งเพิ่มขึ้น อย่างเหลือเชื่อ ความมั่งคั่งดังกล่าว นำมาไล่ซื้อทรัพย์สินทั่วโลก (เงิน หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์) ทำให้ราคาสินทรัพย์ทั่วโลกพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง 

กลางปี 2005 Yuan ของจีน และ Ringgit ของมาเลย์เซีย ถูกกระหน่ำซื้อ จนไม่สามารถยืนค่าเดิมได้ แสดงว่ามีเงินทุนเกิดขึ้นจากการพังทลายของตลาด Nasdaq มหาศาล

ช่วง 6 ปีที่ผ่านมา 2001 - 2007 ตลาดหุ้นโลกเพิ่มขึ้นถึง 463 เปอร์เซนต์(G83 Index) ..ภายใต้การปั่นของ World Fund

ขึ้นแรง ก็ตกแรง

ปลายปี 2007 - ต้นปี 2009 ตลาดหุ้นโลก(G83) ตกไปแล้ว 62 เปอร์เซนต์

ปี 2008 เงินสกุลต่างๆ ต่างตกลงทั่วหน้า เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ

เป็นกลไกที่ผู้เขียนนำเสนอมาโดยตลอด ..ว่าเมื่อตลาดหุ้นตกหนัก จะมีผลอะไรตามมา ? ...นั่นเอง

ซีดเซียวกันทั้งโลก โลกทั้งโลกขาดความเชื่อมั่น ..นำเข้า - ส่งออก ลดลงทั่วโลก คนตกงานทั่วโลก แบบเฉียบพลัน

.

ชาร์ตที่ 7 Nasdaq VS DJIA (1996 - 2000)

ปรับฐาน Nasdaq Index และ DJIA เมื่อวันที่ 2 มกราคม 1996 ให้เท่ากันที่ 100 เพื่อการเปรียบเทียบ

แสดงให้เห็นว่า Nasdaq Index เคลื่อนไหวอย่างผิดปกติจริง เมื่อเปรียบเทียบกับ DJIA

................................................................


คนทั่วไปเชื่อว่า ความเป็นไปของตลาดหุ้น เป็นไปตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ

หากพื้นฐานดี หุ้นก็ขึ้น ถ้าพื้นฐานไม่ดี หุ้นก็ตก

เป็นความจริงเพียง 20-25 เปอร์เซนต์ แต่อีก 75-80 เปอร์เซนต์เป็นไปตามปัจจัยของการสวมรอยปั่น (Manipulate)  

ตลาดหุ้นโดยปกติที่ไม่มีตราสารอนุพันธ์ ก็ทำการปั่นได้อยู่แล้ว ยิ่งมีตราสารอนุพันธ์ ยิ่งจูงใจให้เกิดการปั่นมากขึ้นไปอีก ก็ต้องปั่นให้ขึ้นแรง เพื่อที่มันจะได้ตกแรง

ยิ่งตลาดขึ้นแรงเท่าใด ก็ยิ่งได้กำไรมากเท่านั้น และทำนองเดียวกัน ยิ่งตลาดตกแรงเท่าใด ก็ยิ่งได้กำไรมากเท่านั้น เช่นเดียวกัน

ตลาดตราสารอนุพันธ์ (Derivatives - Futures / Options ) คือการซื้อขายตัวเลขดัชนี หรือตัวเลขราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หรือตัวเลขราคาหุ้น ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการซื้อตัวเลขหวยบนดิน หรือหวยใต้ดิน หรือซื้อตัวเลขสลากกินแบ่งรัฐบาล

แต่ก่อให้เกิด Capital gain ได้แน่นอนกว่า และมากกว่าการซื้อขายหวย เกิดความมั่งคั่งกว่าถูกสลากกินแบ่งรางวัลที่ 1 เป็นพันเป็นหมื่นเท่า

อุปมาอุปมัย ตลาดตราสารอนุพันธ์ ไม่ต่างอะไรกับการทำบ่อน้ำมัน ทำเหมืองทอง ทำเหมืองโลหะ ดำนา ปลูกยาง ปลูกข้าวโพด ปลูกถั่วเหลือง "ในอากาศ" หรือ "ในห้องแอร์" ตลาดทุนเบี่ยงเบน กำไรเพิ่มขึ้นแต่อย่างเดียว (Capital gain)

World Fund ซึ่งเชี่ยวชาญในเรื่องนี้อยู่แล้ว จึงไม่มีทางขาดทุนจากธุรกรรมเช่นนี้ มีแต่กำไรอย่างเดียว และกำไรอย่างเหลือล้นอีกต่างหาก

ตลาดหุ้นโดยธรรมดา เป็นอบายมุข

ตลาดตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) ยิ่งทำให้ตลาดหุ้นเป็นบายมุขกองโต ขึ้นไปอีก 

ซื้อก่อน(Long) แล้วขายทีหลัง(Short) หรือขายก่อน(Short) และซื้อกลับทีหลังได้(Long) สามารถทำกำไรได้ทั้งตลาดเป็นขาขึ้น และขาลง แล้วจะเอาช่วงไหนไปขาดทุน

ก่อให้เกิด ทุนท่วมโลก ทุกวันนี้..

อย่างไรก็ดี  กองทุนทุนที่ไม่ประสีประสา ก็อาจจะขาดทุนแบบหมดตัวได้ เช่นกองทุนของประเทศไทยในอดีต ประมาณ 70 กองทุน หมดตัวจนไม่มีเหลือแม้ทุกวันนี้

เกิดเป็นเป็นตำนานนายช่วย คชสิทธิ์ ใช้อุจจาระราดตัวเอง มาทวงคืนเงินต้นกับกองทุนรวมออมสิน แต่ก็ไม่ได้อะไร เพราะเงินได้มลายไปหมดแล้ว

ไม่เข็ด และไม่จดจำกัน

กองทุน กบข.ของข้าราชการไทย ทุกวันนี้ทำให้ข้าราชการไทยใจห่อเหี่ยวกันมาก โดยเฉพาะข้าราชการที่จะเกษียณช่วงนี้ คงได้เงินคืนกันไม่เท่าใด เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาขาดทุนกว่า 74,000 ล้านบาท บริหารกองทุนล้มเหลว แต่ผู้บริหารก็ยังได้รับโบนัสปลายปี     

นายกทักษิณ ถูกข้าราชการที่ร่ำรวยโดยไม่รู้สาเหตุ กระทรวงการคลัง แนะนำให้ตั้ง "กองทุนวายุภักษ์ 1" ในปี 2007 ..ไหนว่าทักษิณเป็นคนฉลาด 

ปี 2551 กองทุนวายุภักษ์ 1 ขาดทุน 5,300 ล้านบาท
http://www.oknation.net/blog/rivermoon/2009/02/26/entry-2

...........................................

ทุนสำรองเงินตราของประเทศต่างๆ ที่อยู่ตามธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ไม่ใช่เป็นสินทรัพย์ของประเทศใด แต่เป็นสมบัติของบรรดา World Fund นำมาฝากไว้ เขาจะเอามาเพิ่ม หรือเขาจะถอนออกเมื่อใดก็ได้

ทุนสำรองฯของประเทศต่างๆ หรือของโลก (ของ World Fund) เกิดจาก 2 ส่วน

1) จากส่วนของธุรกรรมการผลิตและการพาณิชย์จริง (Real sectors) เช่น การผลิต การนำเข้า การส่งออก การท่องเที่ยว ฯลฯ ให้น้ำหนักประมาณ 20-25 เปอร์เซนต์ เป็นธุรกรรมของเอกชนประเทศต่างๆ อาจจะมีกำไร และอาจจะขาดทุนได้ การเบี่ยงเบนของในระบบทุนนิยมโลก จะทำให้ธุรกรรมส่วนนี้เสียหาย ลดความมั่นคงลง และโลกจะขาดเสถียรภาพมากทางเศรษฐกิจมากขึ้น ผู้คนของโลกจะยากจน ทุกข์เข็ญลำเค็ญจะเพิ่มขึ้น

2) เกิดจากส่วนของธุรกรรม"นอก"การผลิตและพาณิชย์จริง (Non real sectors) เช่นธรุกรรมในตลาดทุน และตลาดพันธบัตร ธุรกรรมส่วนนี้มีน้ำหนักประมาณ 75-80 เปอร์เซนต์ เป็นธุรกรรมของบรรดา World Fund (Hedge Fund)


ทุนสำรองฯเมื่อเดือนกรกฎาคม 1997 (2540) เดือนที่มีการลอยค่าเงินบาท มีเพียง 1,144 ล้านเหรียญสหรัฐ

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาสินค้าและบริการ อยู่ในเกณฑ์ดี ไม่มีปัญหา ประเทศไทยได้เปรียบดุลการค้ารวม 27,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคำนวณเป็น 12 ปี จะทำให้ได้ตัวเลขได้ดุลการค้า 32,400 ล้านเหรียญสหรัฐ

แต่ต้นปี 2009 ประเทศไทยมีทุนสำรองฯถึง 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มากเป็นลำดับที่ 15 ของโลก ???

ถามว่า ..ทุนสำรองฯของไทย ที่เพิ่มเป็น 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มาจากไหน

ตอบว่า ..มาจากส่วนของธุรกรรม "นอก" การผลิต และพาณิชย์จริง (Non real sectors) ..เป็นสำคัญ

ทุนสำรองโลก

ปี 2007 ทุนสำรองฯโลกมี 6.898 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ปี 2008 ทุนสำรองฯโลกมี 7.635 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

เพิ่มขึ้น  0.737   ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (7.37 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) ...

หรือเพิ่มขึ้น 10.68 เปอร์เซนต์

ระบุได้ว่า ทุนสำรองโลก ที่เพิ่มมหาศาลนี้  เกิดจากส่วนของธุรกรรม "นอก" การผลิต และพาณิชย์จริง (Non real sectors) ..เช่นเดียวกัน

ปี 2008 ตลาดหุ้นทั่วโลก ตกตลอดปี

แต่ทุนสำรองโลกฯ เพิ่มกว่า 10 เปอร์เซนต์ เป็นไปได้อย่างไร ..ขัดแย้งกัน

ทุนสำรองฯ ท่วมโลก แต่โลกเดือดร้อนทั้งโลก

โลกกำลังผิดปกติอย่างหนัก

โลกเบี่ยงเบนสุดกู่...

ที่มา:
http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2009/02/12/entry-1


เงินทุนท่วมโลก...

ทุนของ World Fund แบ่งออกเป็นมี 2 ส่วน

ส่วนที่ 1 เก็บไว้กับธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ที่เรียกว่า ทุนสำรองเงินตราของประเทศต่างๆ

ส่วนที่ 2 อยู่ในระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ (อยู่นอกทุนสำรองฯ) ทำให้ดอกเบี้ยทั่วโลก ลดต่ำลงอย่างมาก

เป็นไปได้.. ต่อไป ธนาคารจะเก็บดอกเบี้ยจากผู้ฝากเงิน

......................................................................

ศัตรูที่ร้ายกาจของคน ไม่ใช่ใครที่ไหน คือโลภะ โมหะ และโทษะในตัวตนของคนนั้นๆ นั่นเอง

ศัตรูของประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศพม่า หรืประเทศกัมพูชา

ศัตรูของประเทศรัสเซีย ไม่ใช่จีน หรืออเมริกา

ศัตรูของอเมริกา ก็ไม่ใช่ ประเทศรัสเซีย หรือประเทศจีน 

ศัตรูของทุกประเทศ หรือของโลกทั้งโลก อยู่ในตัวประเทศของแต่ละประเทศ หรือในโลก ..นั่นเอง

ผู้เขียนบอกไว้แล้ว ..ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ?

......................................................................

"การพังทลายของตลาดหุ้นสหรัฐ และตลาดหุ้นไทย" ตามที่จั่วหัวเรื่องไว้ ..สัมพันธ์กันตรงไหน ?

ขนาดเศรษฐกิจไทยเล็ก ตลาดหุ้นไทยก็เล็ก เงินบาทก็เล็ก การพังทลายของตลาดหุ้นในปี 1994 (2537) ทำให้ค่าเงินบาทไม่ได้รับความเชื่อมั่น ไหลออกนอกประเทศ จึงไม่มีผลต่อประเทศใด

เศรษฐกิจของอเมริกามีขนาดใหญ่ ตลาดหุ้นสหรัฐก็ใหญ่ เงินเหรียญมีปริมาณมาก การพังทลายของตลาดหุ้นในปี 2000 ทำให้ค่าเงินเหรียญไม่ได้รับความเชื่อมั่น ไหลออกนอกประเทศ จึงมีผลต่อประเทศต่างๆอย่างมาก ทำให้เงินท่วมประเทศต่างๆ ทำให้เงิน หุ้น ประเทศต่างสูงขึ้นรุนแรงทั่วหน้า รวมทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์

ขึ้นแรง ก็ตกแรง (โดยมี World Fund สวมรอยปั่นอยู่ข้างหลัง)

เป็นที่มาของวิกฤติเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดของโลกปี 2008 - 2009 


@@@
(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท)


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ซำมะแจะ วันที่ : 17/03/2009 เวลา : 19.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keepitup

ตามมาอ่านคอมเม้นต์เจ้า อธิบายง่ายดีเจ้า แทงยูหลายๆ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
มุสิกะตะวัน วันที่ : 16/03/2009 เวลา : 21.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mataharee

ขอบคุณครับสำหรับทุกข้อมูล

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
ซำมะแจะ วันที่ : 16/03/2009 เวลา : 20.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keepitup

สำบายดีเจ้า


econ ซำมะแจะได้ C เจ้า ...

.
.
แต่ถ้าเรียนกับคุณindexthai อาจจะได้ เอ ก็ได้เจ้า

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
indexthai วันที่ : 16/03/2009 เวลา : 17.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


วิสัยทัศน์ ปรัชญาทีเบี่ยงเบน นำประเทศชาติลงเหว ทำไม่ถูกต้อง แล้วยังมาให้ร้ายประชาขน ซ้ำเติมประชาชน

ชงรับประทานกันเอง เป็นส่วนใหญ่..

ชงสูตรแก้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ
http://www.oknation.net/blog/rivermoon/2009/03/16/entry-1

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
chronomist วันที่ : 16/03/2009 เวลา : 12.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prompzy

อยากขอคำแนะนำถึงทางออกของวิกฤตครั้งนี้
รัฐบาลไทยควรจะต้องทำอย่างไร
คนไทยต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง
เตรียมรับมือและแก้ไขด้วยวิธีไหน

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
สายฟ้าขี้สงสัย วันที่ : 16/03/2009 เวลา : 12.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ligthning
มีบางอย่างอยู่ในสายฟ้า ที่มักจะออกมาถามคุณเพื่อคลายสงสัย

น่าเศร้าจัง ทางแก้คงไม่มี เพราะถ้าปิดตลาดหุ้นเลย คงมีปัญหาน่าดู ไอ้ครั้นจะควบคุมการไหลเวียนของเงินทุน ก็คงเป็นแค่การประวิงเวลาบวกโดนต่างประเทศด่าอีก

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
คมเย็น วันที่ : 16/03/2009 เวลา : 11.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/komyen

ช่างขยันและมีข้อมูลมากมายจริงๆ
น่าชื่นชม ผมอ่านข้ามๆยังเหนื่อยเลย
ขอบคุณที่ขยันนำความรู้มาเผยแพร่

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
indexthai วันที่ : 16/03/2009 เวลา : 11.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/indexthai


คุณเซ็งเป็ด (คห.4)

indexthai ได้นำข้อมูลมาให้ชม มากมาย ..เหตุเกิดที่ตลาดหุ้นก่อน แล้วตลาดเงินตรา และตลาดเงินจึงพังทลายตามมา

การพังทลายของตลาดหุ้นไทยในปี 2537 นำมาซึ่งการพังทลายของตลาดเงินและตลาดเงินตรา เพียงแต่มีการ FIX ค่าเงินไว้ จึงไม่เห็นว่า

เงินบาทพังทลาย ต่อเมื่อลอยค่าเงินบาท จึงพบว่าบาทพังทลาย

การพังทลายของตลาดหุ้นสหรัฐในปี 2000 นำมาซึ่งการพังทลายของตลาดเงินและตลาดเงินตรา เพียงแต่มีการ FIX ค่าเงินไว้กับ Yuan จึง

ไม่เห็นว่า USD เสียหายเมื่อเทียบกับ Yuan ...แต่หากดูที่ Euro ที่ไม่ได้ FIX กับ USD ..จะพบว่า USD เสียหายจริง

ตลาดเงินมีมาก่อนตลาดทุน

เมื่อก่อนไม่มีตลาดทุน ..โลกก็ปกติ

แต่เมื่อมีตลาดทุนขึ้นมา ..ส่งผลให้ตลาดเงินเบี่ยงเบน และผันผวนไปด้วย

ค้นคำว่า.. Great depression ใน Google ..บอกว่าเกิดขึ้นในปี 1929 (หลังการเกิดมีตลาดหุ้น)

Great depression ก็เกิดจากการพังทลายของตลาดหุ้นในเบื้องต้น ..ในปี 1929

1929 Wall Street Stock Market Crash ...ลองดู
http://www.youtube.com/watch?v=RJpLMvgUXe8&feature=related

สิ่งที่เกี่ยวข้องกับ เศรษฐกิจ ปั่นได้ ..ตลาดหุ้นก็ปั่นได้ ..ราคาข้าว อ้อย น้ำตาล ฯลฯ ปั่นได้

ข่าวทักษิณ.. ก็ปั่นได้

แต่ ..ข้าว ..อ้อย ..น้ำตาล ..ข่าว "มีมูลค่าน้อย" ..ส่งผลกระทบเฉพาะเรื่อง

แต่ตลาดหุ้น ใหญ่กว่า ใหญ่เท่าระบบ ..เมื่อถูกปั่น ..ก็กระทบทั้งระบบ

ปั่นหุ้นประเทศไทย ตลาดหุ้นไทยเล็ก ..ก็กระทบเฉพาะประเทศไทย

ปั่นหุ้นอเมริกา ตลาดหุ้นอเมริกาใหญ่ ใหญ่ใกล้เคียงโลก ..จึงส่งผลกระทบทั้งโลก

คนท้องถิ่นไทย และคนท้องถิ่นอเมริกา ..เสียหายเช่นเดียวกัน ..ไม่มีข้อยกเว้น

แต่ ..มั่งคั่ง ร่ำรวย ฝ่ายเดียวคือ .. World Fund

..........................................................................

คิดให้เป็นระบบ (ไม่ใช่คิดมาก)

ต้องดู ..อะไรเกิดก่อน ? อะไรเกิดหลัง ?

ประเด็นที่นำเสนอนี้.. ไม่ได้บอกว่า ตลาดทุน หรือตลาดเงิน อะไรเล็กใหญ่กว่ากัน

แต่บอกว่า ..ทั้ง ตลาดทุน หรือตลาดเงิน ถูกควบคุมโดย World Fund แล้ว

ไม่อยู่ที่ใครจะเล่นหุ้น หรือไม่เล่นหุ้น

คนไม่ได้เล่นหุ้นก็ถูกกระทบ

คนขอทาน.. ก็ได้รับผลกระทบด้วย

หุ้นตก..

สภาพคล่องเสียหาย ธุรกิจเสียหาย คนตกงาน

ค่าเงินเสียหาย(เงินเล็กลง) เงินเฟ้อสูงขึ้น(เงินเล็กลง)

คือข้าวของแพงขึ้น ค่ายารักษาโรคสูงขึ้น ค่าความเป็นอยู่สูงขึ้น

ที่บอกว่า ..คนเล่นหุ้นมีจำนวนน้อย ..ตลาดหุ้นเป็นอย่างไร ก็ไม่กระทบ ..ก็ไม่จริง

เมื่อก่อนขอทานได้ 25 บาท ยังซื้อข้าวกินได้ 1 มื้อ

ตอนนี้ขอทานมาได้ 25 บาท ..ไม่พอที่จะซื้อข้าวกินได้ 1 มื้อแล้ว...

จะบอกว่าตลาดหุ้น ไม่กระทบชีวิตคนทั่วไป ไม่ได้..

..........................................................................

ค่าเงินบาทพังทลายในปี 2540 (ตามการพังทลายของตลาดหุ้น)

สถานฑูตไทยตามประเทศต่างๆ ..ต้องลดเจ้าหน้าที่ลง

เพราะเงินบาทมันเล็กลง

ค่าใช้จ่ายสถานทูต (สมมุติ) .. 25 ล้านบาทต่อเดือน...

จาก 25 ล้านบาท .. เคยแลกได้ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (25 บาท/ดอลล่าร์)

เงินบาทตกไปที่ 50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

25 ล้านบาท เหมือนเดิม ..แลกได้ 0.50 ล้านเหรียญสหรัฐ

ก็ต้องลดค่าใช้จ่าย ต้องลดเจ้าหน้าที่

ก็ได้รับผลกระทบจากความเสียหายของตลาดหุ้นเช่นกัน

..........................................................................

ตลาดหุ้นจึงเป็น "ต้นเหตุ" ของความเสียหาย

ตลาดหุ้นไม่ใช้ "ผล" จากความเสียหาย

@@@

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
tutu วันที่ : 16/03/2009 เวลา : 11.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tutu
...tutu...


เฮ้อออออ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ดินดำน้ำชุ่ม วันที่ : 16/03/2009 เวลา : 10.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/derreiser
เพื่อชาติ และเป็นคนดีของชาติ

ติดตาม โลก ติดตามประเทศ ติดตามตัวผมเอง จากบล๊อกของท่านครับ

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
นักฆ่าเงินเฟ้อ วันที่ : 16/03/2009 เวลา : 10.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dome
FLATION   KILLER

สงคราม เศรษฐกิจ ที่แท้จริง

......!!!!

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
chronomist วันที่ : 16/03/2009 เวลา : 10.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prompzy

market cap ตลาดหุ้นไทยเล็กมาก
เทียบกับตลาดโลก
พวกเฮดฟันจ้องมองและทุ่มเก็งกำไรทุกครั้งที่มีโอกาส
ดังนั้น
คนไทยต้องตระหนักว่า ตลาดหุ้นเป็นตลาดเก็งกำไร

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
neti วันที่ : 16/03/2009 เวลา : 10.13 น.

ประเทศไทยเป็นประเทศเล็กอาศัยการส่งออกเป็นหลักเพื่อการบริโภค ตลาดหุ้นไทยเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดเงิน แต่ในระบบทุนนิยมสามานย์ ไม่ว่าการผลิตจริง ไม่ว่าการเก็งกำไรในตลาดทุน ตลาดเงิน เดี๋ยวนี้ก็เพิ่มตลาดสินค้าล่วงหน้า(คือการเก็งกำไรล่วงหน้านั่นเอง เหมือนตลาดหุ้น) ทั้งหมดไม่ว่าใหญ่หรือเล็กมันมีความสัมพันธ์กัน เกี่ยวข้องถึงกันหมด ไม่ว่าส่วนไหนที่มีปัญหามันก็มีปัญหาไปทั้งหมด หากคนที่บริหารไม่มีฝีมือ เพราะเงินที่ใช้มันมาจากแหล่งเดียวกันหมดคือธนาคาร ใครว่าธนาคารไทยมั่นคง ลองดูอีกสักพักหากเดือน 2 เดือน ปัญหาเข้ามาเต็มที่ ธนาคารก็อยู่ไม่รอดเช่นกัน ตลาดทุนหรือหุ้นคือคาสิโนใหญ่ที่สุดในโลก เป็นแหล่งปั่นทุนให้เป็นเงินเร็วที่สุดในโลก ตลาดหุ้นเป็นแหล่งมายาไม่จริง เป็นการสร้างจินตนาการทั้งหมด ให้คนที่มีความโลภ เชื่อหลง สิ่งที่ไม่ใช่ความจริง ตลาดหุ้นสร้างนักวิเคราะห์โกหกพกลมเอาวิชาการมาพูดให้คนเชื่อโดยเฉพาะบอกว่าด้านเทคนิคที่สร้างความฝันให้ คนโง่ที่เข้าไปในตลาดหุ้นในที่สุดก็ตกเป็นเหยื่อคนฉลาด ตลาดหุ้นคล้ายแชร์ปั่นเงินเป็นฟองสบู่ ตลาดหุ้นหากเป็นอยู่อย่างนี้ ในรอบระยะเวลามันก็ต้องตกไปสู่พื้นฐานของการผลิตจริง แล้วแต่ว่าจะปั่นให้ฟองสบู่มากขนาดไหน หากมากมันก็กระทบส่วนอื่นพังได้ แต่หากหุ้นมันขึ้นไปตามการผลิตจริง มันก็ไม่ตกมาก ส่วนอื่น ๆ ก็จะไม่กระทบมาก เราต้องยอมรับว่าอเมริกาตั้งตลาดหุ้นขึ้นมาเป็นกาสิโนใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งภายในประเทศไม่พอยังบีบบังคับให้ทั่วโลกตั้งตาม และให้ทุกประเทศเปิดเสรี โดยขณะนี้มีระบบอินเตอร์เนทด้วย นั่งอยู่ที่บ้านไม่ว่าที่ไหนก็ปั่นหุ้นได้ ขอให้มีเงินเยอะเท่านั้น แล้วมันจะไม่พังได้ไง

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ฉันท์ชนก วันที่ : 16/03/2009 เวลา : 08.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/juab77
oe!l

ข้อมูลเท่ๆอีกแล้ว

อ่านบล็อกคุณนี่ผมต้องเรียนรุ้ ศัพเฉพาะเยอะเลยนะครับเนี่ย

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
เป็ดเซ็ง วันที่ : 16/03/2009 เวลา : 07.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/set-in-the-blog

คิดมากไปป่าวคับ ตลาดหุ้นเล็กกว่าตลาดเงินตั้ง 4 เท่า ละก็มีคนเล่น(ทางตรง)ไม่ถึง 4 แสนคนเลย แต่ถ้ารวมทางอ้อมจากกองทุนประกันสังคม, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก็อาจจะหลายล้านคนได้อยู่ แต่อย่างไรก็ดีตลาดทุนยังเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดเงิน ผมมองว่าตลาดหุ้นเป็นผลลัพธ์มากกว่าสาเหตุครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
หมูสนาม วันที่ : 16/03/2009 เวลา : 04.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/attawut08

การเก็งกำไรเป็นเชื้อโรคร้ายที่แฝงตัวอยู่ในระบบทุนนิยมมาตั้งแต่เริ่ม ถ้ามนุษย์ยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบนี้ก็ต้องได้รับผลแบบนี้ หนีไม่พ้น
ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่ชัดเจนแบบนี้

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
chedtha วันที่ : 16/03/2009 เวลา : 02.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chedtha
http://www.oknation.net/blog/chedtha3 (ภาพที่สวยงามในความทรงจำ)

สวัสดีครับ อาจารย์ indexthai

ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูล

"การเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ คือการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าไฟไหม้ประเทศ ไหม้ทั้งสิ่งที่อยู่บนดิน และไหม้ทั้งที่ดิน"

ขอบคุณสำหรับ "ที่มาของวิกฤติเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดของโลกปี 2008 - 2009 "

+1 โหวตให้ครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
MrTote วันที่ : 15/03/2009 เวลา : 22.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/MrTote
MrTote : OK Nature - Save Nature, Save Life! - นายโต๋เต๋

ตลาดหุ้นไทยพังเพราะรัฐเอาเงินคนทั้งชาติอุ้มตลาดหุ้นเพื่อไม่ให้ตนเองและพวกพ้องที่ถือหุ้นอยู่เจ๊ง ฝรั่งที่มีเงินถังจึงโจมตีตลาดหุ้น ทำให้เศรษฐกิจและสถาบันการเงินล้มระเนระนาด ผู้ที่รับกรรมคือประชาชน

คนไทยเพิ่งเล่นหุ้นไม่กี่สิบปีมานี่ เงินน้อยแต่อยากมีตลาดหุ้น อยากเล่นหุ้น อ้างว่าเป็นการระดมทุน ในความเป็นจริงคือบ่อนการพนันถูก กม. เปิดตลาดใหม่ ๆ คนฆ่าตัวตายไปกี่คน หมดเนื้อหมดตั้วไปเท่าไหร่ ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ มีสักกี่คนที่ไปซื้อหุ้นในตลาด ฯ หวังเงินปันผล

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน