• ตกฺกโพธิ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : prachuabnt67@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2009-02-28
  • จำนวนเรื่อง : 12
  • จำนวนผู้ชม : 21621
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
ประจวบ เฉลิมโชคเจริญกิจ
พุทธศาสนา ,หลักธรรม,ปริยัติ,ปฏิบัติ,และการดำเนินชีวิต
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/prachuab
วันอังคาร ที่ 22 มิถุนายน 2553
Posted by ตกฺกโพธิ , ผู้อ่าน : 1531 , 13:08:11 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สอนแม่(จีนแต้จิ๋ว อายุ 86) ปฏิบัติธรรม  ตอนที่ 1

         หลายปีที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสทำงานทางด้านพุทธศาสนา  เช่นจัดกิจกรรมฟังธรรม,จัดปฏิบัติธรรม ตลอดจนหลายๆครั้งบรรยายธรรมแบบง่ายๆให้ผู้ที่ยังไม่รู้จักพุทธศาสนา เข้าใจพุทธศาสนาในแง่มุมที่ถูกต้อง  ทั้งนี้เพราะทราบซึ้งในพระธรรม และ ในพระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระกรุณาธิคุณ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะทำแต่ทำได้ยากยิ่งคือการสอนแม่ให้รู้จักธรรมะ และปฏิบัติธรรม ทั้งนี้เพราะคุณแม่เป็นคนจีนแต้จิ๋ว อพยพมาจากประเทศจีน แม้จะอยู่เมืองไทยกว่า 60ปี ก็ยังฟังภาษาไทย และพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ ต้องสื่อสารเป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว ซึ่งผมก็พูดภาษาจีนแต้จิ๋วได้แบบงูๆปลาๆ แบบชาวบ้านๆ  ภาษาแต้จิ๋วแบบศัพท์แสงสูงๆ ก็พูดไม่ได้   ประกอบกับระยะหลังตั้งแต่มาเรียนหนังสือที่กรุงเทพตอนมัธยมปลาย และมาอยู่กรุงเทพนานกว่า 30 ปี   นานๆจะกลับไปเยี่ยมแม่ที่ต่างจังหวัดสักครั้ง ทำให้ภาษาจีนที่ใช้พูดกับแม่หลายๆคำมักมีภาษาไทยปนอยู่ด้วย   นับประสาอะไร จะพูดภาษาธรรมะเป็นภาษจีนแต้จิ๋ว  คำว่า  นิพพาน ,อริยสัจ , ทาน ศีล ภาวนา ,กรรม จะพูดเป็นภาษาจีนแต้จิ๋วได้อย่างไร  นึกไม่ออกเลย  ยกตัวอย่างว่า ถ้าจะพูด คำว่า “พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ 4  ซึ่งประกอบด้วยทุกข์,สมุทัย,นิโรธ,มรรคมีองค์ 8 ” โอ้ ! จะพูดอย่างไรนี่ ? หรือจะอธิบายเรื่องกรรม หรือ การเจริญสติด้วยการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4   ใครคิดออกบ้างว่า จะพูดเป็นภาษาจีนแต้จิ๋วอย่างไร  อีกทั้งคุณแม่ก็อายุ 86 ปี  คิดดูแล้วแทบเป็นไปไม่ได้  บางครั้งก็น้อยใจตนเองว่าทำไมหนอ  เราสอนธรรมะให้กับคนอื่นได้ แต่แม่ตัวเองกลับสอนไม่ได้  เวลาเห็นเพื่อนๆพาคุณพ่อคุณแม่ไปอินเดีย เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่รู้จักพุทธศาสนา มีธรรมะ ก็รู้สึกอิจฉา เพราะคุณพ่อผมก็เสียชีวิตไปกว่า 10 ปี ส่วนคุณแม่ก็อายุ 86 ไปอินเดียไม่ไหว  ผมคิดว่าในฐานะลูกคนหนึ่งสิ่งที่จะตอบแทนบุญคุณ คุณพ่อคุณแม่ได้ดีที่สุด ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าช่วยให้ท่านรู้จักธรรมะ และสามารถปฏิบัติธรรมได้  เพราะนั่นเท่ากับว่าเราช่วยให้ท่านมีต้นทุน มีเสบียง และรู้จักทางเดินไปสู่โคตรอริยะ ในระยะทางอันยาวไกลของสังสารวัฏ  นอกจากนี้ยังช่วยให้ท่านมีวิชาติดตัวในการทำให้ใจไม่ทุกข์ เวลาที่เจ็บป่วย หรือมีสติจนถึงวาระจิตสุดท้าย  เพื่อที่ว่าอย่างน้อยที่สุดช่วงนาทีทองของชีวิตจิตสุดท้ายหรืออาสัณณกรรม(กรรมสุดท้ายช่วงเสียชีวิต) จะนำไปสู่ชนกกรรม(กรรมก่อให้เกิดในภพภูมิใหม่)ที่เป็นสุขคติภูมิ  คือภพภูมิมนุษย์,สวรรค์หรือ พรหม  หรือ ดีกว่านั้นสามารถปฏิบัติธรรมต่อจนถึงซึ่งพระนิพพาน  นี่แหละคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ลูกคนหนึ่งพึงแสดงความกตัญญู กตเวทิตา ให้กับพ่อแม่ซึ่งเป็นพระอรหันต์ของลูก  ดีกว่าจะตอบแทนบุญคุณด้วยอาหารเลิศรส ทรัพย์สินเงินทอง หรือความสุขความสบายแบบโลกๆ อย่างเทียบกันไม่ได้ (แต่ก็ไม่ใช่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ดีนะ)

         หลังจากที่ใช้ความพยายามหลายปี ปัจจุบันผมสามารถสอนธรรมะและการปฏิบัติให้กับคุณแม่ได้เป็นที่น่าพอใจพอสมควร  โดยใช้คำพูดง่ายๆ แทนคำยากๆ ไม่ต้องใช้ศัพท์แสงทางธรรมอะไรมาก  เพราะธรรมะคือธรรมชาติ  ธรรมะคือกายกับใจ  การปฏิบัติคือการเรียนรู้กายใจ  และการธุดงค์ที่ดีที่สุดก็คือการธุดงค์ในมหานครกายใจของเรานั่นเอง  ฉะนั้น การสอนธรรมะให้กับผู้อื่น  ทุกท่านสามาถใช้คำง่ายๆ ให้เห็นภาพ โดยอาจจะอธิบายเปรียบเทียบกับชีวิตผู้คนในสังคมที่เห็นๆกันอยู่ในทุกวันนี้  จะทำให้การอธิบายหรือสอนธรรมะง่ายขึ้น  ไม่จำเป็นต้องใช้คำยากๆอย่างที่ผมกล่าวไว่ข้างต้นว่า ไม่รู้จะอธิบายเป็นภาษาจีนแต้จิ๋วได้อย่างไร  โดยเฉพาะผู้ใหญ่ หากใช้คำยากๆ ท่านอาจเบื่อเสียก่อน  อย่าว่าแต่ผู้ใหญ่เลย กับพวกเรากันเองบางครั้งใช้ศัพท์ธรรมะมากๆทำให้หลายคนไม่อยากฟังต่อและปิดใจที่จะรับเพราะรู้สึกว่า ธรรมะยากเกินไป  คงไม่เหมาะกับเรา พลอยทำให้ไม่สนไปเลย   ผมจึงถือโอกาสถ่ายทอดประสบการณ์ซึ่งอาจเป็นประโยชน์กับทุกท่านบ้างไม่มากก็น้อย  เผื่อจะใช้สอนคนที่เรารัก  แม้บางคนคุณพ่อคุณแม่เสียชีวิตแล้ว  ก็อาจใช้เทคนิคหรือคำพูดต่างๆช่วยเหลือญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงให้เข้าใจธรรมชาติของชีวิต  หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เป็นประโยชน์กับตัวเราเองนี่แหละ   เพราะในที่สุดแล้ว “อัตตาหิ  อัตโนนาโถ  ตนนั่นแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ”  จริงไหม?

       สิ่งแรกที่เราควรจะทราบก่อนคือ หลายคน เมื่อได้รู้จักและศึกษาพุทธศาสนา ได้ปฏิบัติธรรม  มักจะทราบซึ้งกับธรรมะของพระบรมศาสดา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนอยากจะให้คนที่เรารักและคนรู้จักโดยเฉพาะ คุณพ่อ คุณแม่ และญาติพี่น้อง ตลอดจนเพื่อนทุกคนที่รู้จัก ได้มีโอกาสศึกษาและปฏิบัติธรรมบ้าง เพราะรู้ดีว่าทางนี้คือทางเอก ทางเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้คนที่เรารัก รอดพ้นจากอบายภูมิ และมีโอกาสที่จะเข้าถึงพระนิพพานตามเหตุสมควรแก่ปัจจัย  แต่หลายครั้งที่เรารู้สึกหงุดหงิดเพราะธรรมะที่เราพยายามถ่ายทอด(จนบางครั้งกลายเป็นการยัดเยียด)ไปสู่บุคคลเหล่านั้น กลับไม่ได้การตอบสนองเท่าที่ควร หรือได้รับการสนองกลับในแง่ลบ และรู้สึกว่ายากมากที่จะสอนคนที่เรารู้จักโดยเฉพาะบุคคลที่เราใกล้ชิดและเคารพ เช่นคุณพ่อคุณแม่  ซึ่งตามความเป็นจริงการที่ผู้ใดจะสามารถรับธรรมะ ได้มากน้อย หรือเร็วช้าเพียงใดก็ขึ้นกับ

             1 เหตุและปัจจัยในอดีต หากอดีตชาติไม่เคยฟังธรรมหรือปฏิบัติธรรมมาก่อน ก็ยากที่บุคคลเหล่านี้จะสามารถ โอปนะยิโก (น้อมธรรมะเข้ามาใส่ตัว)ได้ ตรงกันข้ามหากผู้ที่จิตเคยสั่งสมธรรมะมาตั้งแต่อดีตชาติ พอได้มีโอกาสฟังธรรมจะสามารถเข้าใจอย่างรวดเร็ว และปฏิบัติธรรมก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วแต่หากท่านเหล่านั้นยังไม่สามารถรับธรรมะได้เท่าที่ควร  อาจเป็นเพราะยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม

                2 เวลาที่เหมาะสม แต่ละท่านอาจมีช่วงเวลาที่เหมาะสมต่างกัน ขึ้นกับจิตเคยสั่งสมธรรมะมามากน้อยเพียงใด ผู้ที่ในอดีตชาติเคยปฏิบัติธรรมมามาก ชาติถัดๆไปก็จะรู้จักธรรมะเร็วขึ้น เช่นหากชาตินี้เราเริ่มรู้จักและปฏิบัติธรรมตอนอายุ 30 และเราปฏิบัติธรรมต่อเนื่องจนถึงวาระจิตสุดท้ายของชีวิต ชาติหน้าเราอาจจะรู้จักธรรมะเร็วขึ้นกว่าชาตินี้ เช่น อาจรู้จักตอนอายุ 20  หรือต่ำกว่านี้ซึ่งขึ้นกับเหตุปัจจัยว่าชาตินี้เราปฏิบัติได้ถึงระดับไหน  เพราะทุกการกระทำหรือกรรมต่างๆที่เราทำ ย่อมมีผลต่อชาติถัดๆไปเสมอ  ฉะนั้น หากผู้ที่เราต้องการถ่ายทอดธรรมะ ยังไม่สามารถรับหรือเข้าถึงธรรมะจากเราได้ ก็อย่าเพิ่งท้อใจ เพราะบางคนอาจยังไม่ถึงเวลา เข้าทำนอง “ หากยังไม่เห็นทุกข์ก็ยังไม่เห็นธรรมหรือยังไม่สนใจศึกษาธรรมะ “ อย่างจริงจัง และอย่าลืมว่าแม้แต่เรากว่าจะรู้จักธรรมะ และเข้าถึงก็ต้องใช้เวลาพอสมควร บางคนก็หลายๆปี กว่าจะพบทางที่ใช่ (บางคนไปผิดทางก็ยังไม่รู้ ) ฉะนั้นหากเราปรารถนาดีกับท่านเหล่านั้นก็อย่าเพิ่งท้อใจ จงพยายามต่อไป

             3  LEAD BY EXAMPLE หมายความว่า เราก็ต้องนำหรือทำเป็นตัวอย่างด้วย  การที่เราจะถ่ายทอดธรรมะไปสู่คนรอบข้าง ปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างก็คือ เราเป็นตัวอย่างที่ดีแล้วหรือยัง หมายความว่าหากเรายังขี้โมโห เห็นแก่ตัว ตะหนี่ และไม่เคยเป็นผู้ให้ คิดแต่จะเอา  กิเลสไม่เบาบางลงเลย(เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีกิเลส)จนคนใกล้ชิดไม่เห็นความแตกต่างจากเราได้ชัดเจน   ก็คงไม่มีใครเชื่อเราและไม่เห็นว่าธรรมะจะดีที่ตรงไหน  ฉะนั้นเราคงต้องทำให้คนใกล้ชิดที่เราจะสอนหรือชวนให้เข้ามาสนใจธรรมะหรือฟังธรรม,ปฏิบัติธรรม  เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจากเราก่อนจริงไหม อย่าให้เขาว่าเราได้ว่า ”ดีแต่พูด แล้วดูตัวเองสิ”  ทั้งๆที่เราก็รู้ว่าเราดีขึ้นกว่าเดิมเยอะ ตั้งแต่มาปฏิบัติธรรมหรือสนใจธรรมะ แต่อย่าลืมว่า คนอื่นๆมองไม่ค่อยเห็นการเปลี่ยนแปลงของเราหรอก  หากการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ชัดเจนพอ และอย่าลืมว่า กิเลสที่แย่ๆของเรามักโผล่มาตอนที่เราไม่รู้เท่าทันจิต และคนอื่นมองเห็นได้ชัดเจนกว่าเราเสมอ เข้าทำนอง  “เราสามารถเห็นทุกอย่างที่ไกล แต่มักไม่เห็นสิ่งที่ใกล้ตาที่สุด คือขนตา” แปลว่าเรามักจะเห็นกิเลสคนอื่นแต่ไม่เห็นกิเลสตัวเอง  หรือ “มองเห็นไฟไหม้บ้านคนอื่น แต่ไม่รู้ว่าไฟกำลังไหม้อยู่บนหัวตัวเอง”

คนอื่นก็เช่นกัน  เขาไม่ค่อยรู้หรอกว่าเราลดกิเลสไปได้มากแค่ไหน  เขาเห็นแต่กิเลสของเราที่เผลอแสดงออกมา  ฉะนั้นถ้าหากเราต้องการให้คนอื่นเห็นการพัฒนาทางด้านจิตใจของเรา เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้คนอื่นเห็นได้ชัดเจน เช่นใจเราสงบลง  โมโหน้อยลง  มีเมตตา กรุณามากขึ้น  มีความสุขมากขึ้น ทุกข์น้อยลง

เขาเหล่านั้นก็จะยอมรับเรา และเห็นประโยชน์จากธรรมะ จนอยากจะเข้ามาศึกษาและปฏิบัติบ้าง

          (โปรดอ่านต่อตอน  2)





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
บรรยง วันที่ : 30/06/2010 เวลา : 19.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/banyong

ยินดีด้วยครับ สำหรับนักเขียนบล็อกหน้าใหม่ แล้วได้จำนวนคนอ่าน 100 ขึ้นไป ถือว่าใช้ได้ ยิ่งเป็นเรื่องศาสนาแล้ว ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีมาก ขอเป็นกำลังใจให้เผยแพร่ศาสนาได้มากๆนะครับ
บรรยง

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ภาษาไทย วันที่ : 23/06/2010 เวลา : 12.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/snowy

สวัสดีคะ
เข้ามาอ่าน น่าสนใจค่ะ แต่ตัวหนังสือใหญ่มากเดี๋ยวก๊อปไปอ่านที่เวิร์ดดีกว่า

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2010 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]