• ตกฺกโพธิ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : prachuabnt67@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2009-02-28
  • จำนวนเรื่อง : 12
  • จำนวนผู้ชม : 21661
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
ประจวบ เฉลิมโชคเจริญกิจ
พุทธศาสนา ,หลักธรรม,ปริยัติ,ปฏิบัติ,และการดำเนินชีวิต
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/prachuab
วันพุธ ที่ 30 มิถุนายน 2553
Posted by ตกฺกโพธิ , ผู้อ่าน : 1382 , 13:24:27 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

  บันทึกคุยกับแม่  :  สอนแม่(คนจีนแต้จิ๋ว อายุ 86) ปฏิบัติธรรม  ตอนที่ 2

           ตอนที่แล้ว ผมได้เขียนถึงปัจจัย 3 ประการที่มีผลต่อการสอนหรือเผยแผ่พุทธศาสนา โดยเฉพาะต่อบุคคลใกล้ชิด เช่นคุณพ่อคุณแม่ ,ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนฝูง ซึ่งประกอบด้วย

1)     เหตุและปัจจัยในอดีต

2)     เวลาที่เหมาะสม

3)     LEAD BY EXAMPLE  นำหรือทำเป็นตัวอย่าง

ในข้อที่ 3 นี้มีความสำคัญมาก เพราะหากเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมมากจนผู้ใกล้ชิดเห็นการเปลี่ยนแปลงของเราได้ชัดเจนเช่นโกรธลดลง,ความเห็นแก่ตัวหรืออัตตาในตัวเราลดลง และเรามีความสุขมากขึ้น  เขาจะเชื่อและอยากทำให้ได้แบบเราบ้าง การชักนำหรือการสอนก็จะง่ายขึ้น

          สำหรับผมเอง ก่อนที่จะสอนแม่ทำภาวนาหรือปฏิบัติธรรม ผมจะสอนให้แม่ทำทาน ถือศีลก่อน ซึ่งเป็นพื้นฐานขั้นต้นก่อนที่จะไปถึงขั้นภาวนา     ทุกครั้งที่แม่มากรุงเทพ ผมจะพาแม่ไปใส่บาตรที่ตลาดสด ทุกเช้าวันอาทิตย์  ปกติวันอาทิตย์ผมมักตื่นไม่เช้ามากคือตื่นแบบสบายๆ แต่ถ้าแม่มากรุงเทพ ผมจะมีแรงบันดาลที่จะตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อพาแม่ไปใส่บาตรพระที่ตลาดสด  เพราะอยากให้แม่สร้างกุศลมากๆยามบั้นปลายของชีวิต   หลังจากใส่บาตรพระเสร็จ จะพาแม่ซื้อกับข้าว   ในตลาดสดมักมีขอทานและคนแก่จำนวนมากมานั่งขอเงิน   ผมจะเตรียมเหรียญ 5 หรือ เหรียญ 10 จำนวนมาก  เพื่อให้แม่มอบให้ขอทานทุกคนที่เราเดินผ่าน   วันหนึ่งๆก็หลายคนหลายสิบบาท  โดยเฉพาะคนแก่ที่มานั่งขอ  ผมจะบอกบอกแม่ว่าสงสารเขา  เขาแก่แล้วยังต้องลำบาก   ไม่มีลูกหลานดูแลและยากจน   แต่แม่สบายกว่าเยอะ  เป็นเพราะแม่มีบุญ   แม่จะรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้ให้เงินขอทาน (โดยปกติคนจะมีความสุขมื่อเห็นคนอื่นลำบากกว่าเรา) ผมพยามยามทำให้แม่สร้างกุศลด้วยทานบ่อยๆ  เวลาคุยกับแม่ก็จะคุยแต่เรื่องบุญเรื่องกรรม เรื่องกุศล ,เรื่องการปฏิบัติธรรม  จนแม่เห็นว่าเราไม่เหมือนคนอื่น  คนอื่นๆเวลาพูดคุยกับแม่จะคุยเรื่องทั่วไป  แต่เวลาผมคุยกับแม่จะคุยแต่เรื่องให้แม่ทำบุญทำทาน  ช่วยเหลือคน  จากการทำเช่นนี้บ่อยๆ ได้ประโยชน์ 2ทางคือ แม่เคยชินกับการทำบุญทำทาน และแม่เห็นว่าลูกเป็นคนดี (แม่ทุกคนนอกจากอยากเห็นลูกเก่งประสบความสำเร็จในการทำงานแล้วยังอยากเห็นลูกเป็นคนดี )  ระยะหลังแม่มารักษาตาที่กรุงเทพ ผมจะพาแม่ไปปล่อยโค ปีละ 1 ตัวๆละ 15,000บาท  จนแม่จะเคยชินที่จะช่วยเหลือคนที่ตกที่นั่งลำบากและทำบุญเองมากขึ้น

                  ในการสอนภาวนาให้แม่เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว ช่วงแรกๆไม่รู้จะสอนอย่างไร  ภายหลังตั้งแต่ได้ไปฝึกปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อปราโมทย์  ปราโมชโช ทำให้สอนภาวนาแม่เป็นภาษาจีนแต้จิ๋วได้ง่ายขึ้น โดยให้แม่ใช้การบริกรรมพุทโธ พร้อมใช้มือเคลื่อนลูกประคำ ( 1เส้นมี108ลูก)   ซึ่งแม่เคยใช้วิธีนี้ที่บ้านต่างจังหวัดมาก่อนหน้านี้แล้วโดยที่ผมไม่เคยทราบ  โดยในสมัยก่อนแม่จะบริกรรมพุทโธพร้อมเคลื่อนลูกประคำ วันละ 9 รอบ (แม่บอกว่าคนที่สอนกันต่อๆมาบอกว่า เพื่อความก้าวหน้า) แต่ผมบอกให้แม่บริกรรมพร้อมเคลื่อนลูกประคำไปเรื่อยๆ เป็นวิหารธรรม(เครื่องอยู่ของจิต) และสังเกตุการเคลื่อนของจิตไปด้วย ปัจจุบันแม่บริกรรมพุทโธ พร้อมเคลื่อนลูกประคำวันละ 200 รอบติดต่อกัน ( แม่บอกว่า เท่ากับแม่บริกรรมคำว่า พุท ,โธ พร้อมเคลื่อนลูกประคำถึง กว่า 20,000 ครั้ง แม่เป็นนักคำนวณที่เก่งมากเพราะผมยังไม่เคยคำนวณเลย) บางวันแม่สามารถบริกรรมพร้อมเคลื่อนลูกประคำได้ 300-400 รอบ

      ตลอดการสอนการพูดคุยกับแม่ ผมต้องพูดเป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แล้วบันทึกในรูปแบบ”บันทึกคุยกับแม่”ซึ่งนอกจากจะเป็นการแนะนำให้แม่ปฏิบัติธรรมแล้ว ในบันทึกยังสอนแม่เรื่องบุญ,กรรม,การเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งใน “บันทึกคุยกับแม่”นี้ผมต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการพูดป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว ซึ่งบางคำไม่สามารถพูดเป็นภาษาจีนแต้จิ๋วได้ตรงภาษา 100% แต่ก็ใช้ภาษาจีนแต้จิ๋วที่ใกล้เคียงหรือความหมายเดียวกัน ซึ่งแม่ก็เข้าใจ ประมาณ 80% และพัฒนาการปฏิบัติธรรมได้ดีพอสมควร   ถึงแม้จะไม่ถึงขั้น “เจริญสติ” หรือ “วิปัสสนา”  เต็มรูปแบบ  โดยอาจจะเป็น “สมถะ”บ้าง ก็คิดว่าดีที่สุดแล้วเพราะมีข้อจำกัดด้านภาษา อย่างน้อยที่สุดแม่จะมีวิชาติดตัวเมื่อยามเจ็บป่วย หรือเมื่อถึงวาระจิตสุดท้ายของชีวิตซึ่งถือว่าเป็นนาทีทองของชีวิตในการเคลื่อนของจิตไปสู่ภพภูมิใหม่ จะได้ไปสู่สุคติภูมิ

         โดยปกติ คนเรายามเจ็บป่วยและนอนอยู่ใน ร.พ.เฉยๆ หากไม่รู้จักการภาวนา จะทรมาณมาก เพราะบางคนไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ และหากเป็นโรคร้ายแรงบางโรค เช่น มะเร็ง อัมพฤกษ์,อัมพาต,หรือต้องเจาะคอ ฟอกไต  นอนบนเตียงนานๆ  จะเกิดความเจ็บปวดในร่างกายอย่างมาก   จิตจะกระสับกระส่ายทุกข์ทรมาณ  ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าเวลาแต่ละนาทีเดินไปอย่างเชื่องช้า ทำให้รู้สึกทรมาณ ( “มิติเวลา” จัดเป็น “มายา”  คือไม่มีอยู่จริง เวลาจะยาวหรือสั้นขึ้นกับจิต เวลาในภพภุมิต่างๆจะไม่เท่ากัน  ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ช่วงที่มีความสุข เวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว ช่วงที่มีความทุกข์ หรือนอนไม่หลับ เวลาจะผ่านไปช้ามาก) ดังนั้นหากไม่รู้จักการภาวนา  จะทุกข์ทรมาณ  และหากถึงวาระจิตสุดท้ายตอนตาย หากจิตไม่เคยชินกับการภาวนา เช่น พุทโธ หรือ เจริญสติ จะไม่สามารถภานา พุทโธหรือเจริญสติได้ ฉะนั้นคนป่วยที่กำลังจะตายแม้ญาติพี่น้องจะบอกให้บริกรรมพุทโธ ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผู้ป่วยจะไม่สามารถทำได้ หากไม่เคยฝึกฝนหรือจิตไม่เคยภาวนามาก่อน   และ กุศลจิตสุดท้ายอาจไม่เกิดขึ้น ตรงกันข้ามหากจิตสุดท้ายเป็นอกุศลจิต ก็จะไปปฏิสนธิในภพภูมิของอบายภูมิ

            ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท ในช่วงที่ยังสุขสบายจึงต้องฝึกฝนให้จิตเคยชินกับการภาวนา  เพราะผู้ที่เคยปฏิบัติธรรมมาบ้างแล้ว จะรู้เลยว่าการที่จะปฏิบัติธรรมโดยเจริญสติในชีวิตประจำวันไม่ใช่เรื่อง่าย  เพราะจิตเคยชินกับความหลงมานานเป็นอเนกชาติ  ดังนั้นจึงต้องหมั่นเจริญสติเนืองๆ จนกว่าจิตจะเคยชินกับการเจริญสติเองโดยไม้ต้องตั้งใจและเป็นธรรมชาติ 

                                                      “บันทึกคุยกับแม่”

วันที่ 22 พ.ย.52

        วันนี้ไปรับแม่ที่ ตลาดวิเศษชัยชาญ มากรุงเทพเพื่อมาตรวจเช็คตาที่ผ่าตัดเมื่อปีที่แล้ว

วันที่ 23 พ.ย.52

        เช้านี้มาหาแม่ พร้อมกับนำสายสร้อยลูกประคำหยก ที่ซื้อจากพม่ามาให้แม่ สีเขียวสวยงามเป็นหยกแท้แต่ราคาไม่แพง เข้ากับกำไลหยกที่เพิ่งซื้อจากปรเทศจีนมาให้แม่ แม่รู้สึกถูกใจจริงๆแล้วตั้งใจจะนำมาให้แม่บริกรรมพุทโธพร้อมกับเลื่อนลูกประคำ  แล้วจึงออกไปทำงาน

วันที25 พ.ย.52

มาหาแม่ที่บ้านน้องชายทุกเช้าเช่นเคย วันนี้เห็นแม่นั่งรออยู่พร้อมกับบริกรรมพุทโธและเลื่อนลูกประคำพอเห็นหน้าแม่ก็เล่าให้ฟังว่า “เช้านี้แม่บริกรรมพุทโธพร้อมเลื่อนลูกประคำได้ 100รอบแล้ว ใช้เวลาประมาณ 1ช.ม. เมื่อวานก็เช่นเดียวกัน  ตอนเช้าตื่นมาแม่จะสวดบูชาเจ้าแม่กวนอิมก่อนประมาณ 1ช.ม.โดยท่องประมาณ 20บท (แม่ความจำดีมาก ไม่เคยเรียนหนังสือ แต่สามารถอ่านภาษาจีนได้คล่องและยังสามารถจดจำบทกลอนจีนต่างๆได้มากมายทั้งที่บางบทยาวมาก   แม่ท่องจำได้ตั้งแต่ตอนเด็กที่อยู่ในประเทศจีน จนปัจจุบันอายุ 86แล้วก็ยังจำได้ดี จึงไม่แปลกที่แม่สามารถจดจำบทสวดมนต์ได้มากมายทั้งที่บางบทยาวมาก แม่สามารถท่องได้ด้วยปากเปล่าโดยไม่ต้องดูบท) หลังจากนั้นจะบริกรรมพุทโธและเลื่อนลูกประคำไปด้วย “    ผมบอกแม่ว่า “ดีๆๆ แม่ทำยิ่งบ่อยยิ่งดี  ตอนกลางวันถ้าแม่ว่าง แม่ก็บริกรรมพุทโธอีกนะ “  แม่รับคำเพราะแม่ว่างทั้งวัน

วันที่ 26พ.ย.52

       เช้านี้มาหาแม่ แม่คุยให้ฟังว่า เมื่อวานแม่บริกรรมพุทโธพร้อมเลื่อนลูกประคำได้ 300-400รอบ

ทำครั้งละ 100รอบ(ใช้เวลาประมาณ 1ช.ม.ต่อ100รอบ)  แม่บอกต่อว่า “บางที่บริกรรมพุทโธไปเลื่อนลูกปะคำไป คำบริกรรมหายไปเฉยๆ”    ผมฟังแล้วรู้สึกปิติมาก เพราะแสดงว่าใจแม่เริ่มสงบ และจิตเริ่มรวมผมสอนบอกแม่ต่อว่า   “เวลาที่แม่บริกรรม ถ้าแม่เผลอคิด ก็ให้รู้ว่าคิด แล้วกลับมาที่พุทโธและที่ลูกประคำใหม่”   แม่ตอบว่า”ระหว่างแม่บริกรรมพุทโธและเลื่อนลูกปะคำ แม่ไม่เคยคิดอะไรเลย เพราะใจแม่อยู่ที่พุทโธและลูกปะคำ “   ผมฟังแล้วยิ่งปิติขึ้นไปอีก เพราะจิตของแม่สงบจริงๆ แม่ไม่มีเรื่องอะไรให้คิดมากทำให้แม่ก้าวหน้าไปได้เร็ว

วันที่ 29 พ.ย.52                                                                   

      วันนี้พาแม่ไปไถ่ชีวิตโคที่ โรงงานเทศบาล จ.ปทุมธานี  ตั้งใจจะพาแม่ไปไถ่ชีวิตโคกระบือ ปีละตัว ราคาตัวละ 15,000 บาท ปีที่แล้วก่อนแม่เข้าผ่าตัดตา ประมาณเดือน ต.ค.2551 ได้พาแม่ไปไถ่ชีวิตโคเป็นครั้งแรก  เลยตั้งใจว่าจะพาแม่ไปไถ่ชีวิตโคทุกปี ปีละตัว  โดยตอนเช้า 7 โมงเช้าพาแม่ไปใส่บาตรที่ตลาดสี่แยกทศกัณฑ์ จำนวน 3รูป(ทุกครั้งที่แม่มากรุงเทพ จะพาแม่ไปใส่บาตรทุกวันอาทิตย์เช้า) และให้ทานคนยากจนทุกคนที่นั่งขอทานในตลาด 

       ระยะทางจากบ้านไปโรงไถ่ชีวิตโค ใช้เวลาประมาณ 40นาที จึงถือโอกาสคุยเรื่องธรรมะกับแม่ระหว่างทาง   ตอนแรกแม่ไม่อยากไปไถ่ชีวิตโค คงไม่อยากให้เราเสียเงิน จึงได้บอกแม่ว่า  “รายได้และเงินเก็บเราเยอะแยะใช้อย่างไรก็ใช้ไม่หมด ตายไปก็ไม่ได้ใช้ แบ่งเงินมาทำบุญก็ไม่เดือดร้อน  การไถ่ชีวิตสัตว์ใหญ่จะได้กุศลแรง ทำให้อายุยืน โรคภัยไข้เจ็บไม่มาเบียดเบียนเราต้องทำในขณะที่สุขภาพยังดีอยู่  บางคนสุขภาพดีๆไม่สนใจทำบุญ แต่พอสุขภาพไม่ดี อาการหนักใกล้ตาย จึงคิดจะมาไถ่ชีวิตโค ซึ่งไม่ทันการ  การทำบุญก็เปรียบเหมือนการทำงานเก็บเงิน  ตอนสุขภาพดีมีกำลัง ต้องรีบทำงานหาเงินเยอะๆ แล้วเก็บสะสมในธนาคาร เวลาอายุมากสุขภาพไม่ดี ทำงานไม่ไหวจะได้มีเงินไว้ใช้จ่าย  แต่ถ้าตอนสุขภาพดีๆไม่ขยันทำงาน   ไม่ขยันเก็บเงิน เวลาอายุมากเจ็บป่วยจะต้องใช้เงิน   ถ้าจะรีบทำงานหาเงินตอนนั้น ก็สายไปแล้วไม่มีกำลังที่จะทำ   เงินก็ไม่มีใช้ รอวันตายอย่างเดียว  การทำบุญก็เช่นเดียวกัน ต้องรีบทำตอนสุขภาพดี ต้องรีบสั่งสมบุญ เหมือนสั่งสมเงินไว้ในธนาคาร  เวลามีโรคภัยไช้เจ็บ อาการจะไม่รุนแรงเพราะเรามีบุญที่สั่งสมไว้คอยเกื้อหนุน ผ่อนหนักเป็นเบา แต่หากตอนสุขภาพดีๆ ไม่รีบสะสมบุญรอจนเกิดโรคภัยไข้เจ็บ ก็สายไป โดยเฉพาะหากเป็นโรคหนักๆเช่นมะเร็ง ถ้าไม่มีบุญเก่าที่สั่งสมไว้คอยเกื้อหนุน จะมารีบทำบุญ หรือไถ่ชีวิตโคปล่อยนกปล่อยปลาเพื่อยืดอายุ ก็สายเกินไปไม่ทันการ “  แม่ฟังแล้วเข้าใจและยอมรับโดยดุษฎี ไม่มีคำโต้แย้ง  จึงบอกแม่ต่อไปว่า

      “ ก่อนปล่อยโค ให้อธิษฐาน แม่จะอุทิศบุญส่วนนี้ให้ใครบ้าง พออธิษฐานเสร็จก็ปล่อย  ขณะปล่อยก็อธิษฐานอีก”   แม่ถามว่าจะอธิษฐานอย่างไรดี  บอกแม่ว่า “ให้บรรพบุรุษหรือญาติพี่น้องที่เสียชีวิตไปแล้ว มารับบุญ และให้เจ้ากรรมนายเวร คนหรือสัตว์ที่เราเคยทำร้าย ด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ดี ให้บรรดาสุกรที่เราเคยเลี้ยงเพื่อขาย มารับบุญและขออโหสิกรรม”

             แม่บอกว่า “ตั้งแต่เด็กแม่ไม่เคยฆ่าหรือทำร้ายใคร”    ผมบอกแม่ว่า “ชาตินิ้อาจไม่มี แต่ชาติก่อนๆ อาจจะมี  คนเราเวียนว่ายตายเกิด เราจำไม่ได้หรอกว่า เคยทำอะไรไว้บ้างในชาติก่อนๆ     บางคนเจ็บป่วยหนัก เกิดอุบัติเหตุ ทั้งที่ไม่เคยทำร้ายใคร นั่นก็เป็นเพราะกรรมหรือสิ่งที่เราเคยทำคนอื่นไว้ในชาติก่อนๆ  นอกจากนี้ก็อุทิศบุญให้เทวดาประจำตัวเราที่คอยปกปักรักษา ซึ่งเทวดาเหล่านี้ก็คือบรรพบุรุษของเราที่เมื่อตายไปแล้ว ไปเกิดในภพภูมิเทวดา   แต่เนื่องจากท่านยังห่วงใยเราจึงลงมาคอยคุ้มครองเรา(เรื่องเทวดานี้ คืนก่อนเพิ่งไปฟังธรรมจากหลวงปู่เณรคำ ท่านเทศน์ให้ฟัง จึงนำมาเล่าให้แม่ฟังต่อ) แล้วเรื่องบุญนี่ถ้าเราทำแล้ว ระลึกถึงบ่อยๆเราก็ได้บุญทุกครั้งไป  อย่างเรามาไถ่ชีวิตโคแล้ว หลังจากนั้นเราคิดถึงและปลื้มปิติทุกครั้งที่นึกถึง ก็เหมือนเราได้ไถ่ชีวิตโคทุกครั้ง   เช่นเดียวกับเวลาเราคิดถึงเรื่องไม่ดี เรื่องที่ทำให้เราทุกข์กังวลใจทุกครั้ง เราก็ทุกข์ทรมาณทุกครั้ง   บุญหรือบาปก็อยู่ที่ใจเรานั่นเอง  เพราะฉะนั้นให้แม่คิดถึงบุญที่ทำบ่อยๆ เรื่องไม่ดีอย่าไปคิด” 

              ตลอดทางที่นั่งรถไป แม่มีความสุข และปลื้มปิติ  ผมได้เล่าให้แม่ฟังต่อว่า “ผมไปเล่าให้หัวหน้า

และเพื่อนๆฟังว่า แม่ปฏิบัติธรรมท่องพุทโธพร้อมกับเลื่อนลูกปะคำ วันละหลายร้อยรอบ ทุกคนชมว่าแม่เก่ง ชื่นชมแม่”   แม่ยิ่งมีกำลังใจแล้วพูดว่า  “ถ้าแม่กลับไปบ้านที่วิเศษชัยชาญแล้ว จะปฏิบัติทั้งวัน เพราะแม่อยู่ว่างๆไม่มีอะไรทำ”  

                เมื่อถึงโรงงานเทศบาล จ.ปทุมธานี สถานที่ไถ่ชีวิตโค ผมได้ไปที่สำนักงานเพื่อแจ้งความประสงค์และชำระเงิน  ผมบอกแม่ว่า  ”เช้านี้มีคนมาปล่อยแล้ว 28 ตัว ตัวที่เราจะปล่อยนี้เป็นตัวที่ 29  ปีๆหนึ่งมีคนมาปล่อย 5,000      กว่าตัว  ขณะนั้นมีครอบครัวใหญ่มากันเกือบ 10คนมาไถ่ชีวิตโค 1ตัว  แม่พูดขึ้นว่า “คนที่เชื่อเรื่องบุญแล้วมาไถ่ชีวิตโค มีเยอะนะ”

            หลังจากชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ผมพาแม่ไปสถานที่ไถ่โคที่อยู่ใกล้ๆกัน  มีโค 10กว่าตัว  ที่รอผู้ใจบุญมาไถ่ชีวิต ผมให้แม่เลือกว่าจะไถ่ตัวไหน  ดูแม่ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกตัวใหนดีและคงสงสารตัวที่แม่ไม่ได้เลือก ผมจึงบอกแม่ไปว่า   “โคทุกตัวเดี๋ยวก็มีคนมาปล่อยหมด เพราะทางโรงงานเทศบาลไปซื้อมาจากโรงฆ่า เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนมาไถ่ชีวิต ”  แม่เลือกโคสีน้ำตาลแดง แล้วเอาเชือกสามสี ให้แม่ผูกคอโคตัวที่แม่เลือก  ระหว่างผูกแม่ก็อธิษฐาน แผ่บุญกุศล  หลังจากนั้นเป็นพิธีสงฆ์ โดยมีพระสงฆ์มาทำพิธีสวดตามพิธีให้

วันที่ 30พ.ย.52

         หลังกลับจากทำงานมามาคุยกับแม่ตามปกติทุกวัน  ถามแม่ว่าวันนี้สวดพุทโธและเลื่อนลูกประคำได้กี่รอบ แม่บอกว่าประมาณ 400 รอบ  แต่บางครั้งนับไปนับมาก็ลืม  ผมบอกว่าลืมก็ไม่เป็นไร  ถ้าลืมก็ให้รู้ว่าลืม  จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องเลื่อนลูกปะคำก็ได้  จะพูดบริกรรมคำว่าพุทโธอย่างเดียวก็ได้อยู่ที่ไหนๆก็สามารถทำได้ จะพุทโธไปพร้อมกับดูลมหายใจไปก็ได้   เวลาหายใจเข้าให้ “พุท” เวลาหายใจออกให้ “โธ”ทำได้ทุกขณะ  เวลานึกขึ้นได้ก็ให้พุทโธเลย ไม่ต้องทำนานก็ได้ แต่ให้ทำบ่อยๆ  แม่ถามว่า  “แล้วเวลานอนทำได้ไหม”   ผมบอกว่า “ทำได้ทุกขณะ จะนั่ง นอน เดิน ดูทีวี ล้างหน้า แปรงฟัน เข้าห้องน้ำ ให้พุทโธในใจก็ได้             พระป่าท่านพุทโธทั้งวันทั้งคืน บางทีท่านพุทโธทั้งคืนไม่ได้  นอน“    แม่ถามต่อว่า “ถ้านอนไม่หลับบริกรรมพุทโธก็น่าจะดี”  ผมตอบแม่ว่า “คนนอนไม่หลับเพราะคิดมาก ยิ่งนอนไม่หลับก็ยิ่งกังวลอยากจะนอนให้หลับ  ซึ่งก็ยี่งนอนไม่หลับ  จริงๆแล้วความทุกข์ ความกังวล ความกลัดกลุ้มใจทั้งหลาย เกิดจากความคิดทั้งนั้นคนเราถ้าไม่คิดอะไรเลย ปล่อยใจให้ว่างๆยิ่งมีความสุข ฉะนั้นถ้านอนไม่หลับให้บริกรรมพุทโธ จะได้ไม่ต้องคิดอะไร  ใจไม่ฟุ้งซ่าน ใจก็สงบ เดี๋ยวก็หลับเอง”   แม่พยักหน้าเห็นด้วย แล้วพูดว่า “ดีแล้วถ้ากลับไปบ้านที่วิเศษชัยชาญ  แม่จะทำทั้งวัน เพราะแม่ว่างทั้งวัน เวลาพุทโธแล้วเหมือนได้ทำงาน ไม่ว่าง”(แม่ยังยืนยันคำพูดเช่นเดียวกับเมื่อวานที่พูดว่า ถ้ากลับไปบ้านที่วิเศษชัยชาญจะทำทั้งวัน)

   วันที่ 6 ธ.ค. 52

              วันนี้เป็นวันอาทิตย์ พาแม่ไปใส่บาตรเช่นเคย ไปรับแม่แต่เช้า แม่พูดเปรยชมผมว่า จะหาลูกดีๆที่ใส่ใจแม่แบบนี้ได้ที่ใหน   ซึ่งผมคิดว่าผมโชคดีมากกว่าที่ได้แม่ที่ดีมากๆ สิ่งที่ผมทำให้แม่จริงๆแล้วก็มิได้มากมายอะไรเลย   ควรทำให้ได้มากว่านี้เสียอีก แต่เนื่องจากแม่เป็นแม่ที่ไม่เคยเรียกร้องอะไรกับลูก มีแต่ความรัก ความห่วงใย และเกรงใจลูก ไม่ค่อยรบกวนให้ลูกทำอะไรให้

         ช่วงบ่ายหลังกินอาหารกลางวันได้นั่งคุยกับแม่ต่อ   แม่เปรยเรื่องภาวนาพุทโธโดยเลื่อนลูกประคำไปด้วย  เวลานับเป็นรอบๆแล้วชอบนับจำนวนรอบผิด  แต่ถ้าไม่เลื่อนลูกประคำโดยภาวนา

พุทโธด้วยปากเปล่าเมื่อภาวนาได้สักพักก็ลืมภาวนา    ผมจึงบอกแม่ว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนที่ภาวนาจะเป็นแบบนี้   การภาวนาโดยเลื่อนลูกประคำไปด้วย ไม่ต้องกังวลว่าจะนับจำนวนรอบผิดหรือถูก นับผิดถูกไม่สำคัญ แต่ความสำคัญอยู่ที่ความรู้สึกตัวที่มือกำลังสัมผัสลูกประคำ  ให้ใจไปอยู่ที่ความรู้สึกที่มือกำลังเลื่อนลูกปะคำหรือใจไปอยู่ที่ปากที่กำลังพูดว่า พุทโธ  ส่วนถ้าภาวนาพุทโธด้วยปากเปล่า เป็นธรรมดาของทุกคนเมื่อภาวนาได้สักพัก ใจจะหลงไปทำอย่างอื่น  ใจของคนเราชอบท่องเที่ยวออกไปข้างนอกกาย โดยจะหลงไป เที่ยว 6ทาง คือทางตา ชอบดูสิ่งๆต่างๆ ,ทางหู ชอบฟัง ,ทางจมูก ชอบดม ,ทางลิ้น ชอบลิ้มรส ,ทางกาย ชอบสัมผัส และทางใจชอบคิดสิ่งต่างๆ (หลังจากที่ผมพูดว่าทางตา,หู,จมูก แม่เสริมต่อว่าทางลิ้น ,กาย ได้เอง แสดงว่า มีพื้นฐานหรือเคยฟังธรรมมาบ้าง แม่จึงเข้าใจง่าย)   ถ้าเมื่อไรที่ใจออกไปเที่ยว ให้กลับมาที่บ้านคือกายเรา ซึ่งก็คือให้กลับมาที่พุทโธ หรือรู้สึกตัวว่ามือกำลังเลื่อนลูกประคำ  ผมสอนแม่ต่อว่าการพาใจกลับมาบ้านหรืออยู่ที่ตัวเรามีหลายอย่าง อาจใช้วิธีดูลมหายใจก็ได้  แม่ลองหลับตาดู แล้วสังเกตุดูที่ลมหายใจ ให้ดูด้วยใจ ไม่ใช่ใช้ตาดู  เวลาลมหายใจเข้าก็รู้ว่าลมกำลังเข้าเวลาหายใจออก ก็รู้ว่าลมกำลังออก สังเกตุไหมครับว่า เวลาลมเข้าออกผ่านจมูกแต่ละครั้งสั้นยาวไม่เท่ากันและลมมีความเย็นร้อนไม่เท่ากัน ลมหายใจเข้าจะเย็น ลมหายใจออกจะร้อนกว่า

        แม่พูดต่อว่าเมื่อคืนฝันหลายเรื่อง ผมจึงอธิบายให้แม่ฟังว่า ความฝันกับความคิดก็เหมือนกัน  เกิดจากจิตหรือใจที่มันคิดได้เอง เราไม่ได้ตั้งใจคิด ถ้าเกิดเวลากลางคืนตอนเรานอนหลับ เราเรียกว่าฝัน แต่ถ้าเป็นกลางวัน เราเรียกว่า คิด  ซึ่งเกิดขึ้นเองโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ ฉะนั้นเวลาแม่ภาวนาพุทโธ หากคิดไปก็ให้รู้ว่าคิด นะครับแล้วกลับมาที่บ้านคือให้มีความรู้สึกอยู่ที่กายใหม่

         “ บันทึกคุยกับแม่” นี้   ผมเขียนหลังจากพูดคุยกับแม่ เมื่อปีที่แล้ว   ขณะนี้แม่อายุ 87 ยังคงปฏิบัติธรรมทุกวัน    เมื่อกลางเดือน มิ.ย.53 ที่ผ่านมา ผมได้รับแม่มาตรวจรักษาตาที่กรุงเทพอีกครั้ง และและสอนปฏิบัติธรรมให้กับแม่ต่อ  ปีนี้จะเน้นให้แม่เจริญสติมากขึ้น  และจะบันทึกคุยกับแม่เพิ่มเติม  ถ้ามีโอกาสจะส่งมาให้อ่านเพิ่มเติมครับ

             หวังว่าบันทึกชิ้นนี้คงเป็นประโยชน์บ้างสำหรับทุกท่าน  แม้จะไม่ได้ใช้สอนใครแต่ก็สามารถนำไปใช้ปฏิบัติด้วยตนเองได้   หากคิดว่าอาจเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ สามารถforward ต่อได้เลยครับ

ขออนุโมทนากับทุกท่าน  “ การให้ธรรมะเป็นทาน  ชนะการให้ทั้งปวง”





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2010 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]