• ตกฺกโพธิ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : prachuabnt67@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2009-02-28
  • จำนวนเรื่อง : 12
  • จำนวนผู้ชม : 21642
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
ประจวบ เฉลิมโชคเจริญกิจ
พุทธศาสนา ,หลักธรรม,ปริยัติ,ปฏิบัติ,และการดำเนินชีวิต
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/prachuab
วันศุกร์ ที่ 9 กรกฎาคม 2553
Posted by ตกฺกโพธิ , ผู้อ่าน : 609 , 19:49:03 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

จิตวิวัฒน์   ชีวิตไม่วินาศ

      คงมีคนจำนวนมาก หรือแม้แต่ตัวเราเองที่หลายๆครั้งอดสงสัยไม่ได้ว่า  มนุษย์เรารวมทั้งสัตว์ในโลกทั้งหลายเกิดมาทำไม ? อยู่ไปเพื่ออะไร?  แล้วอนาคตเราจะไปไหน?  ในเมื่อทุกคนต้องตาย  สัตว์โลกทุกตัวต้องตาย  ตายแล้วก็แล้วกันหรือไร?  หลายคนอาจหาคำตอบต้องไม่พบ  หรือหลายๆคนอาจไม่เคยคิด ไม่เคยสงสัย แล้วก็ไม่รู้จะคิดหรือสงสัยไปทำไม  ทั้งๆที่คำตอบนั้นมีอยู่  และถ้าหากเรารู้คำตอบล่ะ    เราจะดำรงชีพไปวันๆจนกว่าจะตาย  ตายแล้วก็แล้วกันหรือไม่?  หรือเราน่าจะวางแผนชีวิตและอนาคตได้ดีกว่านี้   และเป็นไปได้ไหมว่าวิธีคิดของเราอาจกลับตาลปัตรจากที่เราเคยคิดเลยก็ได้

        ชาลส์  ดาร์วิน (CHARLES  DARWIN ) เป็นนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ผู้ทำการปฏิวัติความเชื่อเดิม ๆ เกี่ยวกับที่มาของสิ่งมีชีวิต และเสนอทฤษฎีซึ่งเป็นทั้งรากฐานของทฤษฎีวิวัฒนาการสมัยใหม่ และหลักการพื้นฐานของกลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ เขาตีพิมพ์ข้อเสนอของเขาในปี พ.ศ. 2402 (ค.ศ. 1859) ในหนังสือชื่อ The Origin of Species (กำเนิดของสรรพชีวิต) ซึ่งเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา การเดินทางออกไปยังท้องทะเลทั่วโลกกับเรือบีเกิล (HMS Beagle) และโดยเฉพาะการเฝ้าสำรวจที่หมู่เกาะกาลาปากอส เป็นทั้งแรงบันดาลใจ และให้ข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งเขานำมาใช้ในทฤษฎีของเขา   ทฤษฎีของชาลส์ ดาร์วิน โดยสังเขปมีดังนี้
1.
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่เกิดบนโลก เกิดจากปฏิกิริยาของสสารทางชีวเคมีโดยความบังเอิญ โดย ไม่มี     นามธรรมอื่นใด เช่น     วิญญาณ จิต หรือพระเจ้า มาเกี่ยวข้อง
2.
การวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเพื่อปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมซึ่งเป็นแบบช้าๆ นับพันล้านปี
3.
การวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นเพียงดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดและสืบเผ่าพันธุ์
4.
ธรรมชาติได้เลือกสรร ให้สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้นที่อยู่รอดได้ ส่วนผู้ด้อยกว่าย่อมถูกกำจัดทิ้งให้สูญพันธุ์ไปในที่สุด

       ทฤษฎีของชาลส์ ดาร์วิน  ถูกต้องในระดับหนึ่งเท่านั้น  เพราะชาลส์ ดาร์วิน ก็เฉกเช่นนักวิทยาศาสตร์ทั่วไป ที่อาศัยการสังเกตุ การรวบรวมข้อมูลจำนวนหนึ่ง  แล้วสรุปออกมาเป็นหลักการ หรือทฤษฎี    บ่อยๆครั้งเมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไปทฤษฎีหรือความเชื่อต่างๆก็ถูกลบล้างไปด้วยข้อมูลใหม่ๆ   โดยเฉพาะทฤษฎีวิวัฒนาการของชาลส์ ดาร์วิน  ยืนอยู่บนพื้นฐานทางชีวภาพ ธรรมชาติ และความรู้ความสามารถของมนุษย์ที่มีความสามารถจำกัดอยู่ในระดับ “รูป” หรือ “รูปธรรม” เท่านั้น  แต่ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหน รวมทั้ง ชาลส์ ดาร์วิน ที่มีความรู้ความสามารถด้าน “นาม”หรือ “นามธรรม”   นี่เองจึงเป็นข้อจำกัด และเป็นที่มาของทฤษฎีข้อแรกที่กล่าวว่า “สิ่งมีชีวิตทั้งหมด กำเนิดจากปฏิกิริยาของสสารทางชีวเคมีโดยความบังเอิญ ไม่มีนามธรรมอื่นใด เช่น วิญญาณ จิต หรือพระเจ้า มาเกี่ยวข้อง”  และ ก็เพราะ ทฤษฎีของชาลส์ ดาร์วิน มีอิทธิพลต่อความเชื่อและวิธีคิดของคนทั้งโลก ทั้งด้านการปกครอง,เศรษฐศาสตร์ มาหลายยุคหลายสมัย จนมาถึงยุค “ ทุนนิยม” ในปัจจุบัน  จึงทำให้มนุษย์ไม่แตกต่างอะไรกับสัตว์ทั่วไป  โดยเฉพาะทฤษฎีข้อที่ 1,3,4 หากเราลองอ่านและทบทวนอีกครั้ง เราคงไม่แปลกใจว่าทำไมหนอมนุษย์ในยุคนี้จึงแกร่งแย่ง,ต่อสู้,และเห็นแก่ตัว ไม่กลัวบาปกรรม โดยเฉพาะระบบ “ทุนนิยม” ในปัจจุบันนี้ยิ่งเห็นภาพชัดเจนว่า มนุษย์พร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อความอยู่รอดของตนเองโดยไม่สนใจว่าใครจะเป็นอย่างไร  และนี่คือเหตผลว่าทำไมทุกวันนี้โลกจึงเข้าสู่  “กลียุค” ทุกขณะ   โลกกำลังจะถูกทำลายด้วยน้ำมือของมนุษย์เอง  ด้วยความเชื่อผิดๆ  เพียงเพราะนักวิทยาศาสตร์และนักคิดทั้งหลาย  ไม่มีความรู้ด้าน “นามธรรม” โดยเฉพาะเรื่อง “จิต” หรือ”วิญญาณ” ที่สามารถจะรู้ได้ด้วยการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนาเท่านั้น 

                    หาก ชาลส์ ดาร์วิน มีความรู้ในระดับ “นามธรรม” ในเรื่อง “จิต”   (ซึ่งพระพุทธเจ้าเผยแผ่ มากว่า 2,500 ปี ในขณะที่ชาลส์ ดาร์วิน เพิ่งเสนอทฤษฎีวิวัฒนาการ เมื่อปี พ.ศ.2402 หรือเมื่อ 151 ปีที่แล้ว) แน่นอนได้เลยว่า ทฤษฎีทั้ง 4 ข้อคงต้องเปลี่ยนแปลงไป และหากมนุษย์ทั่วไปมีความรู้ในระดับ “นามธรรม”แล้ว  การดำเนินชีวิต การวางแผนชีวิตก็คงต้องกลับตาลปัตร  ไปจากปัจจุบันที่เป็นอยู่  มนุษย์จะกลัวบาปกรรม,มีความเมตตากรุณาต่อกัน  เอื้ออาทรต่อกัน  กิเลสลดลง  และแน่นอน เมื่อกิเลสลดลง  โลกจะถูกทำลายน้อยลง  สรรพชีวิตจะอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข

          ย้อนกลับไปเมื่อ  2,598 ปี (อีก 2 ปีคือปี พ.ศ.2555  เป็นปีที่จะมีการฉลอง “พุทธชยันโต” คือ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ครบ 2,600ปี) ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงมีพระญาณหยั่งรู้ได้ว่า สัตว์โลกมีกำเนิด 4 ประเภท

1  ชลาพุชะ  เกิดจากมดลูก  เช่นมนุษย์  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

2  อัณฑชะ  เกิดจากไข่  เช่น สัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน แมลง 

3  สังเสทชะ  เกิดในโคลนตม เช่นพวกสัตว์ทีอาศัยการแบ่งเซลล์ เชื้อโรคต่างๆ

4  โอปปาติกะ สัตว์ที่เกิดและเติบโตทันที ไม่ต้องอาศัยเวลาในการเติบโต ได้แก่สัตว์ในภพภูมอื่นๆทั้งหมด ได้แก่เทวดา,พรหม,เปรต,สัตว์นรกและอสุรกาย

         สัตว์โลกทั้งหลายจึงไม่ได้มีแค่มนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน(ซึ่งมีกำเนิดใน 3 ประเภทแรก) เท่านั้น     หากแต่ยังมีภพภูมิอื่นๆอีกที่มนุษย์มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า  ได้แก่สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะ   

        วิทยาศาสตร์ยังมีข้อจำกัดอีกมาก เพราะบางเรื่องความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ยังพัฒนาไปไม่ถึง  วิทยาศาสต์มุ่งเน้นสิ่งที่อยู่ในรูปสสาร และพลังงาน    ซึ่งในแง่มุมของศาสนา ทั้งสสารและพลังงานจัดอยู่ในประเภทเดียวกันคือ หมวด "รูป”  แต่หมวด “นาม” ในพุทธศาสนา  วิทยาศาสตร์ยังไปไม่ถึง  

        ทฤษฎีวิวัฒนาการของชาลส์  ดาร์วิน  จึงจำกัดเฉพาะ การวิวัฒนาการของสัตว์โลกที่มองเห็นได้ด้วยตาเหล่า ซึ่งก็คือสัตว์ที่มีกำเนิด 3 ประเภทแรก  ในขณะที่สัตว์ประเภทที่ 4 คือ โอปปาติกะ  วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถใช้เครื่องมือตรวจพบได้   และไม่มีทางเลยที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะไปถึงจุดนั้นได้

            ก็เพราะเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยความหมายของคำว่า “ตรัสรู้” ก็คือ

     1 ทรงมีญาณหยั่งรู้ ระลึกชาติของพระองค์เองย้อนหลังไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด (บุพเพนิวาสนุสสติญาณ)

     2 ทรงมีญาณหยั่งรู้การเวียนว่ายตายเกิด โดยระลึกชาติของสัตว์โลกทั้งหลายย้อนหลังไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด  (จุตูปปาตญาณ)

    3  ทรงมีญาณหยั่งรู้ การกำจัดกิเลสให้สิ้น (อาสวักขยญาณ)

          ญาณทั้ง 3 ที่พระพุทธจ้าทรงตรัสรู้นี่เอง ทำให้พระองค์เห็น การเวียนว่ายตายเกิดไม่เพียงแต่ของพระองค์เองแต่รวมทั้งสัตว์โลกทุกชนิด ที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏเป็นอเนกชาติ และทรงพบวิธีที่จะออกจากสังสารวัฏ ด้วยทางสายกลางหรือการปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 

       นอกจากพระพุทธเจ้าแล้ว  บุคคลอื่นทั้งยุคก่อนพระพุทธเจ้า หรือยุคหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานบางคน ก็สามารถเห็นการเวียนว่ายตายเกิดของตัวเองและคนอื่นได้หากปฏิบัติสมถกรรมฐาน ในระดับฌาน  และได้อภิญญา “บุพเพนิวาสนุสสติญาณ” (ญาณระลึกชาติ)  แต่อาจไม่สามารถระลึกชาติย้อนหลังได้ไม่มีที่สิ้นสุดเท่าพระพุทธเจ้า (ขึ้นกับกำลังของญาณ ) ดังนั้นคงจะไม่ผิดถ้าจะกล่าวว่า พระพุทธเจ้านี่แหละคือบิดาแห่งทฤษฎีวิวัฒนาการ ของสรรพสัตว์ ( ทั้ง 31 ภพภูมิ)ในจักรวาลอย่างแท้จริง  และพระองค์ทรงชี้ แนะสั่งสอนวิธีการวิวัฒนาการชีวิต ไปสู่ความหลุดพ้นจากสังสารวัฏ

         พระพุทธเจ้าทรงพบว่า การเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์  เป็นเพียงการเกิดดับของจิต  ที่เกิดดับอย่างรวดเร็วและสืบเนื่องกันไปเรื่อยๆ เป็นเหตุเป็นปัจจัย และเกิดผลกระทบไปเรื่อยๆ ซึ่งตรงตามหลักวิทยาศาสตร์  เป็นไปตามหลัก “กรรม” หรือ การกระทำ  “ ผลย่อมเกิดจากเหตุ  ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ในสังสารวัฏ “

       และหากเราทุกคนสามารถระลึกชาติได้ เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของตนเอง เป็นล้านๆชาติที่วนเวียนอยู่ใน 31 ภพภูมิ  เสวยสุขและทุกข์วนเวียนไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด จนเกิดความเบื่อหน่ายและต้องการหลุดพ้นจากวงจรนี้  แน่นอนว่าวิธีคิดในการดำเนินชีวิตต้องเปลี่ยนไปอย่างกลับตาลปัตร  และเราคงหาวิธีทางที่จะวิวัฒน์จิตตนเองไปสู่ความหลุดพ้น  เพราะไม่เห็นประโยชน์อะไรที่จะเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ  ซึ่งแม้แต่พระพุทธองค์เองยังตรัสว่า “ไม่มีนรกขุมไหนที่ในอดีตชาติพระองค์ไม่เคยอยู่”     วิธีวิวัฒน์จิตไปสู่ความหลุดพ้นนั้น  พระพุทธองค์ได้ค้นพบและสั่งสอนมาตลอดกว่า 2,500 ปี    แต่เพราะความไม่รู้ (อวิชชา)ของเราและนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ที่มีความสามารถในการศึกษาเฉพาะเรื่องของ “รูป” หรือ “สสารและพลังงาน ในวิทยาศาสตร์” เท่านั้น  ทำให้เราไม่เคยรู้คำตอบของการมีชีวิตว่าจะทำไมต้องเกิด?  แ ละมีชีวิต อยู่ไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร?   ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าทรงชี้นำทางมาตลอดว่าการเกิดเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนานั้นแสนยากเพียงไร  และใน31 ภพภูมิที่เราทุกคนเวียนว่ายตายเกิดอยู่นั้น  ภพภูมิมนุษย์เท่านั้นที่จะเป็นประตูไปสู่ความหลุดพ้น   ทั้งนี้เพราะมนุษย์เป็นภพภูมิเดียวที่เห็นไตรลักษณ์ (อนิจจัง,ทุกขัง,อนัตตา) ได้ง่ายกว่าภพภูมิอื่น  คือเห็นสุข,ทุกข์ ได้ง่ายและเกิดดับอย่างต่อเนื่อง  ในขณะที่ภพภูมิ เทวดา ก็เห็นแต่สุข และติดสุข ,   จิตของพรหมจะนิ่ง สงบ,   จิตของสัตว์ในอบายภูมิก็เห็นแต่ความทุกข์ ไม่เห็นสุข   ดังนั้นภพภูมิมนุษย์จึงเหมาะแก่การเจริญวิปัสสนา เห็นไตรลักษณ์ง่าย   การเจริญสติหรือวิปัสสนาจนเห็นไตรลักษณ์ จะทำให้จิตเข้าสู่ความเป็นกลาง  และเป็นต้นทางสู่การวิวิฒน์จิตเข้าสู่วิปัสสนาญาณ 16  จนจิตเบื่อหน่าย  คลายกำหนด และหลุดพ้นในที่สุด

               ฉะนั้นการที่เราเกิดมาพบพุทธศาสนา และศึกษาปฎิบัติเจริญสติปัฎฐาน 4 จึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของชีวิต  และถือว่าเป็นนาทีทองของสังสารวัฏที่เราเวียนว่ายตายเกิดมานับชาติไม่ถ้วน  เพราะชาติหน้ายังไม่รู้ว่าจะได้เกิดเป็นมนุษย์อีกหรือเปล่า   อาจต้องเวียนว่ายอยู่ในภพภูมิอืนๆอีกนานนับชาติไม่ถ้วน  หรือหากเกิดเป็นมนุษย์จะเกิดมาในประเทศที่นับถือศาสนาพุทธหรือเปล่า  และพระพุทธศาสนายังคงมีอยู่ในโลกหรือไม่

              มาถึงตรงนี้  หลายคนอ่านแล้วคงสงสัยว่า  แล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่า การเวียนว่ายตายเกิดเป็นเรื่องจริง  ภพภูมิมีจริง  กรรมมีจริง  ข้อนี้ไม่มีใครพิสูจน์ให้คนที่ไม่เชื่อเห็นได้  เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้ายังตรัสว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่อง “อจินไตย”  คือ เรื่องที่ไม่ควรคิด อยู่นอกเหนือความสามารถของมนุษย์ทั่วไปจะพึงรู้ได้   แต่ในฐานะนักวิทยาศาสตร์  อยากให้ท่านลองคิดพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลว่า มนุษย์ที่เราเห็นว่าเก่งแสนเก่งกว่าสัตว์โลกทั้งหลายนั้น  บางเรื่องก็มีความรู้ความสามารถน้อยกว่าสัตว์เดรัจฉานบางชนิด  เช่น ความสามารถในการดมกลิ่น  เราสู้สุนัขไม่ได้ เราไม่สามารถมองเห็นในความมืดเหมือนแมว เป็นต้น  เป็นต้น    แล้วถ้าเราจะบอกกับ นก ว่าใต้น้ำเป็นอย่างไร นกก็คงจินตนาการไม่ออก และไม่เชื่อว่าจะมีธรรมชาติต่างๆใต้น้ำจริง   หรือปลาก็คงจินตนาการไม่ถูกว่า บนบกนั้นมีลัษณะอย่างไร มีสัตว์หรือพืชอะไรบ้าง  ก็คงไม่ต่างจากคนเราที่จินตนาการไม่ออกว่าภพภูมิอื่นๆเป็นอย่างไร  ลักษณะของ “นาม” หรือ “จิต” เป็นอย่างไร  นอกจากต้องลองปฏิบัติและพิสูจน์ด้วยตนเอง  ซี่งหากเปิดใจรับฟังและลองศึกษาและปฎิบัติอย่างจริงจัง  ทุกท่านจะเชื่อได้โดยไม่ยาก

           หากเราเข้าใจกระบวนการของ “จิต” และ”การเวียนว่ายตายเกิด”   เราจะเข้าใจว่า เราจะวิวัฒน์จิตไปทำไม  ซึ่งหากรู้ว่า “ทำไม?”   เราจะวิวัฒน์จิตได้ “อย่างไร?”  ก็ง่ายขึ้น    เพราะมีตำรับตำราและสถานปฏิบัติธรรมมากมายที่รอเราอยู่   หลายคนมีชีวิตยืนยาวแต่ไม่วิวัฒน์จิต  ก็ไร้ค่าที่จะดำรงชีวิตอยู่  พระพุทธเจ้าตรัสว่าบุคคลเหล่านั้น “ เป็นเพียงโมฆะบรุษ " คือ ผู้เกิดมาแล้วเสียเปล่า  ไม่รู้ว่าจะเกิดมาทำไม  เพราะชื่อเสียง,เกียรติยศ,เงินทอง ก็เป็นเพียงสิ่งสมมุติทางโลก ซึ่งหนีไม่พ้นโลกธรรม 8 คือ มีลาภ,เสื่อมลาภ,มียศ,เสื่อมยศ,มีสรรเสริญ,มีนินทา,มีสุข,มีทุกข์  และก็ตายไป แล้วก็เกิดใหม่  วนเวียนอยู่ในสังสารวัฏไม่มีที่สิ้นสุด

           ผู้ที่รู้ว่าการที่เรามีโอกาสที่ดี ที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา และดำเนินมีชีวิตอยู่ในโลกนี้  อย่างมีวัตถุประสงค์เพื่อวิวัฒน์จิตตัวเองให้บริสุทธิ์จากกิเลสหรือเครื่องเศร้าหมอง  ย่อมพัฒนาชีวิตไปในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆและเมื่อจากโลกนี้ไปก็จะมีสุคติภูมิเป็นที่พึ่ง  ชีวิตย่อมไม่ดิ่งลงสู่ความวินาศ   ตรงกันข้าม ผู้ที่เกิดมาแล้วดำรงค์ชีวิตด้วยความประมาท ทำแต่เรื่องอกุศล ,ผิดศีล เต็มไปด้วย โลภะ,โทสะ,โมหะ และยึดมั่นในอัตตาตัวตน   แม้บุญเก่าที่สร้างสมมาในอดีตชาติ  จะทำให้ชาตินี้ยังคงมีความสุข หรือเสวยสุขอยู่ได้จนมองไม่เห็นหายนะในอนาคต   เมื่อบุญเก่าถูกใช้จนหมด   กรรมใหม่ที่สร้างขึ้นก็จะตามมาส่งผล  หากไม่ทันในชาตินี้ก็อาจทันในชาติหน้าหรือชาติถัดๆไป  แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือหากประมาทมากๆ ทำแต่เรื่องอกุศล  ผิดศีลเป็นอาจิณกรรมคือเป็นนิจ   เมื่อถึงวาระจิตสุดท้ายก่อนเสียชีวิต  อกุศลกรรมที่ทำเป็นอาจิณจะปรากฏเป็นนิมิต  ให้จิตสุดท้ายเกาะไปเกิดในภพภูมิใหม่ที่เป็นทุคติภูมิ ได้แก่ เปรต,สัตว์นรก หรือ อสุรกาย และชดใช้กรรมอีกนานแสนนาน ประสบความวินาศ  จนกว่าที่จะหมดกรรมแล้วกลับมาเป็นมนุษย์ใหม่  ซึ่งอีกนานเท่าไรก็ยังไม่รู้  และจะโชคดีพบพระพุทธศาสนาอีกหรือไม่ ก็ยังไม่ทราบ  เพราะหากหลักธรรมในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเสื่อมสลายไป   กว่าพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปคือพระศรีอริยเมตไตย จะมากำเนิดและเผยแผ่พุทธศาสนาใหม่ก็อีกนานแสนนาน 

            เวลาในชีวิตของเรายังเหลืออยู่  ยังไม่สายเกินไป  รีบเร่งศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ทั้งภาคปริยัติ หรือทฤษฎี (พระไตรปิฎก) และภาคปฏิบัติ(ศีล,สมาธิ,ปัญญา) แล้วเราอาจสงสัยตัวเองว่า  เรามัวไปทำอะไรอยู่    พุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาแห่งความเชื่อหรือศรัทธาอย่างงมงาย  แต่เป็นศาสนาแห่งการปฏิบัติ,พิสูจน์ได้และให้ผลไม่จำกัดกาลเวลา   มาร่วมกันพิสูจน์ และวิวัฒน์จิต ไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นๆไปเรื่อยๆ เป็นการวางแผนข้ามชาติ เพื่อชีวิตจะไม่พบกับความวินาศตลอดชาตินี้และชาติถัดๆไปจนถึงพระนิพพานเถิด

 

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2010 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]