• ตกฺกโพธิ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : prachuabnt67@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2009-02-28
  • จำนวนเรื่อง : 12
  • จำนวนผู้ชม : 21652
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
ประจวบ เฉลิมโชคเจริญกิจ
พุทธศาสนา ,หลักธรรม,ปริยัติ,ปฏิบัติ,และการดำเนินชีวิต
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/prachuab
วันพุธ ที่ 28 กรกฎาคม 2553
Posted by ตกฺกโพธิ , ผู้อ่าน : 1049 , 19:41:08 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

มาวางแผนข้ามชาติกันเถอะ

           คนจำนวนมากไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในชีวิตเพราะไม่เคยวางแผนชีวิต  และไม่เคยรู้ด้วยว่า จะวางแผนชีวิตอย่างไร? ขณะที่คนอีกจำนวนมากเคยวางแผนชีวิต โดยแบ่งเป็นเป้าหมายชีวิต ระยะสั้น,ระยะกลาง และระยะยาว  แต่ก็เป็นเพียงการวางแผนชีวิตเฉพาะชีวิตนี้หรือชาตินี้เท่านั้น  อาจเป็นเพราะไม่เชื่อ หรืออาจไม่แน่ใจว่าชาติหน้า จะมีจริงหรือเปล่า    ในขณะที่หลายๆคนอาจเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดและเชื่อว่าชาติหน้ามีจริง แต่ก็ไม่เคยได้ยินหรือได้ฟังคำว่า “วางแผนชีวิตข้ามชาติ” มาก่อน 

           หากเราที่เป็นชาวพุทธ และเชื่อเรื่อง “กฏแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด”  แล้วละก็  เราต้องหันกลับมาคิดกันใหม่ว่าเราทุกคนเกิดมาเป็นมนุษย์ไม่ไช่เรื่องบังเอิญ  แต่เป็นเพราะบุญบารมีที่เราเคยสั่งสมไว้  การเกิดเป็นมนุษย์ เป็นโอกาสที่ดีที่สุดเพราะมนุษย์เป็นภพภูมิเดียวที่จะสามารถพัฒนาจิต หรือวิวัฒน์จิต ไปสู้ความหลุดพ้น หรือพระนิพพานได้  เนื่องจากเป็นภพภูมิที่สามารถปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน  หรือเจริญสติปัฏฐาน 4 ให้เห็นไตรลักษณ์ (อนิจจัง,ทุกขัง,อนัตตา)ได้ง่าย  เพราะมีความสุข,ความทุกข์ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้เห็นตลอดเวลา  ในขณะที่จิตเทวดามักเห็นแต่สุขไม่เห็นทุกข์   จิตของพรหมมักจะติดสงบนิ่ง   ส่วนจิตของเปรต,สัตว์นรก,อสุรกายซึ่งอยู่ในทุคติภูมิ ก็มีแต่ทุกข์  ไม่มีความสุขให้เห็น    การเกิดเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนาและได้ปฏิบัติธรรมเจริญสติปัฏฐาน 4 ด้วยแล้ว จึงถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของชีวิตและเป็นเสมือน นาทีทองของชีวิตที่เวียนว่ายตายเกิดมาในสังสารวัฏนับภพชาติไม่ถ้วน   เราจึงไม่ควรปล่อยให้โอกาสดีๆเช่นนี้ผ่านไปโดยไม่คิดไม่วางแผนชีวิตอะไรเลย เพราะจริงๆแล้วนี่คือโอกาสที่เราจะ “วางแผนชิวิตข้ามชาติ “ นั่นเอง

           ทำไมต้องวางแผนชีวิตข้ามชาติ ? 

         วัตถุประสงค์ของการวางแผนชีวิตข้ามชาติ เพื่อเป็นหลักประกันว่า ต่อแต่นี้ไปหากยังต้องเวียนว่ายตายเกิด เราจะเกิดในสุขคติภูมิ เท่านั้น และหากเกิดเป็นมนุษย์ ชีวิตของเราจะเจริญรุ่งเรืองมีความสุขมากขึ้นไปเรื่อยๆตลอดชาตินี้,ชาติหน้าและชาติถัดๆไปจนถึงพระนิพพาน    

          คนจำนวนมากคิดว่าตายแล้วก็แล้วกัน  หรือตายแล้วสูญ ทำให้ขาดการยับยั้งชั่งใจในการกระทำ แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตร่ำรวยมีเงินทอง แต่ได้มาโดยใช้วิธีที่ผิดๆ เช่น โกงกิน ,เอารัดเอาเปรียบ ,ทำให้คนอื่นเดือดร้อน  ประสบความสำเร็จบนความทุกข์ยากของผู้อื่น หรือ ประมาทในชีวิต ไม่เคยประกอบกุศลกรรม เช่น ทาน,ศีล,ภาวนา เมื่อตายไป กลับต้องไปรับกรรมเกิดในภพภูมิที่ไม่ดี หรือต้องมารับวิบากหรือผลกรรมที่ตนเองเคยทำมาก่อนในอดีต เข้าทำนอง ประสบความสำเร็จชาตินี้ แต่ล้มเหลวชาติหน้า บางคนต้องไปตกอยู่ในอบายภูมิ เช่น สัตว์เดรัจฉาน,เปรต,สัตว์นรก,อสุรกาย ชดใช้กรรมอีกนานแสนนาน  นอกจากนี้บางคนมีชีวิตในชาตินี้อย่างสุขสบายมาตลอดทำให้ประมาทกับชีวิต แต่เมื่อถึงวัยแก่เฒ่าเจ็บป่วยหนัก มีชีวิตอย่างทรมาณ จิตต้องทนทุกข์เป็นเวลานาน เมื่อถึงวาระจิตสุดท้ายของชีวิตก่อนตายจิตสุดท้ายเป็นอกุศล ก็จะทำให้ไปเกิดใหม่ในอบายภูมิ เช่นกัน  ใครจะรู้ได้ว่า ละครชีวิตที่เราแสดงเป็นตัวเอกอยู่นั้น สั้นหรือยาวเพียงใด และจะจบแบบ Happy  Ending หรือจบแบบโศกนาฏกรรม  ฉะนั้น  ประสบความสำเร็จในการค้าข้ามชาติ  จึงสู้ประสบความสำเร็จในการข้ามภพไม่ได้  เพราะชีวิตนี้น้อยนักหรือสั้นนักเมื่อเปรียบเทียบกับเวลาในสังสารวัฏที่เรายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกนับชาติไม่ถ้วน    การวางแผนชีวิตข้ามชาติจึงเป็นสิ่งที่ผู้ไม่ประมาทในชีวิตควรกระทำ

 

         การวางแผนชีวิตข้ามชาติทำได้ด้วยหรือ?

      ทำได้แน่นอน  เพราะ กระบวนการเวียนว่ายตายเกิด เป็นไปตามหลักกรรมซึ่งเป็นกฏของธรรมชาติ เป็นกระบวนการสืบเนื่องเกิดดับของจิต  ที่เกิดดับอย่างรวดเร็ว (พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ชั่วลัดนิ้วมือหรือเศษ 1ส่วน 4 วินาที จิตเกิดดับแสนโกฏขณะ  ซึ่งเท่ากับว่า จริงๆแล้วคนเราเกิดตายทุกขณะจิต  ) จิตดวงสุดท้ายในชาตินี้ ก็จะสืบเนื่องกับจิตดวงแรกในชาติหน้าหรือภพหน้า โดย “กรรม “(หมายถึงเจตนา)ที่กระทำทุกขณะจิตจะถูกบันทึกไว้ในภวังจิตทั้งหมด และส่งผลในอนาคตที่เราเรียกว่า “ วิบาก "   ฉะนั้นทุกๆการกระทำกรรม( เจตนา )ไม่ว่าเป็นกุศล หรือ อกุศล ก็จะส่งผลเป็นวิบากเสมอ กล่าวคือ หากทำ กุศลกรรม ก็จะได้รับ กุศลวิบาก (ผลกรรมดี)  และหากทำอกุศลกรรม ก็จะได้รับ อกุศลวิบาก (ผลกรรมที่ไม่ดี)  ดังนั้นหากเราต้องการกุศลวิบาก หรือ ผลกรรมดี ก็ต้อง วางแผนที่จะประกอบแต่กรรมดี  และงดเว้นกรรมชั่ว นั่นเอง

       การวางแผนชีวิตข้ามชาติเขาทำกันอย่างไร?

       พระพุทธเจ้าได้ทรงชี้แนะการวางแผนชีวิตข้ามชาติให้กับมนุษยชาติ มากว่า 2,500 ปี แต่มักไม่ค่อยมีใครสนใจหรือให้ความสำคัญ  หลายคนคงเคยได้ยินได้ฟังคำว่า “มงคล 38 “ แต่จะมีกี่คนที่เคยอ่านและศึกษาอย่างจริงจัง  ทั้งๆที่เรื่อง “มงคล”ซึ่งแปลว่า “ทางแห่งความเจริญ”  มนุษย์และเทวดาในยุคกาลก่อน ต่างมีความสงสัยและต้องการหาคำตอบว่า อะไรคือมงคลของชีวิต? แต่ก็ไม่มีใครตอบได้ ต่างถกเถียงกันต่างๆนาๆเพื่อหาคำตอบ  จนกระทั่งพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกและเหล่าเทวดาได้มาทูลถามพระพุทธเจ้า ณ .วัดเชตวันมหาวิหาร กรุงพาราณสี   พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบเรื่องมงคล 38    ซึ่งก็คือทางแห่งความเจริญ 38 ประการ ซึ่งครอบคลุมทั้งทางแห่งความเจริญทั้งชาตินี้ ,ชาติหน้า จนถึงพระนิพพาน นั่นเอง ผู้ที่สนใจไปหาอ่านได้ไม่ยาก  แต่มงคลข้อที่จะขอกล่าวในที่นี้นั้น คือมงคลข้อที่ 6 “ตั้งตนชอบ”  ซึ่งความหมายของ”ตั้งตนชอบ” ก็คือการตั้งเป้าหมายหรือวางแผนชีวิต นั่นเอง 

        วางแผนชีวิตข้ามชาติ  3 ระยะ

      1 เป้าหมายชีวิตขั้นต้นหรือระยะสั้น  คือการตั้งเป้าหมายชีวิตเพื่อประโยชน์ในชาตินี้ เป็นการตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องตั้งตัวตั้งฐานะให้ได้ ด้วยการประกอบอาชีพที่สุจริต ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม จะเป็นอาชีพอะไรก็ตามแต่ความถนัดของแต่ละบุคคล จะเป็นนักธุรกิจ แพทย์ วิศวกร ชาวนา ชาวไร่ หรืออื่นๆ ได้ทั้งนั้น ขอแต่เพียงให้เป็นอาชีพสุจริตและเป็นสัมมาอาชีพ ไม่เป็นโทษกับคนอื่น ( อาชีพที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม เพราะไม่เป็นสัมมาอาชีพคือ อาชีพที่ต้องฆ่าสัตว์หรือเลี้ยงสัตว์ให้เขานำไปฆ่า , ค้ามนุษย์,ค้าอาวุธ,ค้ายาพิษ เช่นสิ่งเสพติด สิ่งมึนเมา )  และเมื่อตั้งเป้าหมายชีวิตไว้แล้ว ก็มุ่งมั่นฝึกฝนตนเองสร้างตัวให้บรรลุเป้าหมายชีวิตนั้นให้ได้  ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นหรือเป็นภาระกับคนอื่น กล่าวคือต้องมีความมั่นคงในชีวิต  พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรื่องความสำเร็จในชีวิตว่า ต้องสามารถสงเคราะห์ ได้ 3 ระดับ คือ

1         สงเคราะห์ตัวเองได้  คือสามารถเลี้ยงชีพได้ด้วยตนเองตลอดชีวิต  มีความมั่นคงในชีวิต  ในอนาคตไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เช่น เจ็บป่วยหนัก, ทำงานไม่ได้  เราก็คงมีเงินใช้จ่าย ไม่ต้องเป็นภาระให้คนอื่น  ลองถามตัวเองว่าขณะนี้ เรามีความมั่นคงเพียงพอหรือยัง  หากยังต้องรีบเร่งสร้างตัวสร้างฐานะ

2         สงเคราะห์ญาติพี่น้องได้  นอกจากเราต้องสงเคราะห็ตนเองให้ได้แล้ว ถ้าจะให้ดีไปกว่านั้นคือ เราสามารถสงเคราะห์ ญาติพี่น้องได้ เป็นที่พึงของคนอื่นได้

3         สงเคราะห์สังคมได้  เป็นระดับที่ดีที่สุด คือมีเงินมากพอที่จะช่วยสังคมในวงกว้าง เช่น สงเคราะห์ผู้ยากไร้,ขาดที่พึ่ง,เด็กกำพร้า  ช่วยบริจาคเงินสร้างวัด,สาธารณะประโยชน์ เป็นต้น จะได้เป็นทุนหรือเสบียงไว้ภพหน้า

    2 เป้าหมายชีวิตระยะกลาง คือการตั้งเป้าหมายชีวิตเพื่อประโยชน์ในชาติหน้า เป็นการตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ว่า นอกจากจะพยายามตั้งฐานะของตนให้ได้แล้ว ก็จะตั้งใจสร้างบุญกุศลอย่างเต็มที่ในทุกๆ โอกาสที่อำนวย ซึ่งได้แก่

          2.1 ทาน  การให้ทาน เพื่อสะสมเป็นทุนเป็นเสบียงในภพชาติต่อไป ทรัพย์สมบัติที่เรามีอยู่ทั้งหมดนั้น เมื่อตายไปไม่สามารถนำติดตัวไปได้แม้แต่บาทเดียว เราจึงต้องแปลงสินทรัพย์เป็น “บุญ” ก่อน จึงจะสามารถนำติดตัวไปใช้ในภพชาติหน้าได้  การให้ทานเป็นนิจ จะทำให้ชีวิตที่เกิดใหม่มีฐานะ ไม่ขัดสน

           2.2 ศีล  อย่างน้อยถือศีล 5 ครบ จึงจะการันตีได้ว่า ชาติหน้าเราจะได้เกิดเป็นมนุษย์อีก เพราะคุณธรรมของการได้เกิดเป็นมนุษย์คือ ศีล 5   การถือศีล 5 อย่างเคร่งครัด ยังเป็นการการันตีว่าเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งชาตินี้และชาติหน้า  เพราะศีล 5 คือหลักประกันชีวิตอย่างแท้จริง

                  ศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์  คือหลักประกันที่ทำให้ชีวิตมีอายุยืนยาว  ผู้ที่ฆ่าสัตว์เป็นประจำ เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์จะ   มีอายุสั้น พิกลพิการ

                 ศีลข้อ 2 ไม่ลักทรัพย์ คือหลักประกันทรัพย์สิน ทรัพย์สินที่หามาได้จะยังคงอยุ่ตลอดไป ไม่สูญหายหรือสูญเสียไปทางหนึ่งทางใด  ผู้ที่เก็บเงินไม่อยู่ มีเท่าไหร่ก็หมด ถูกลักทรัพย์ จี้ปล้น ในอดีตชาติมักจะผิดศีลข้อนี้

                 ศีลข้อ 3 ไม่ประพฤติผิดในกาม คือหลักประกันครอบครัว ชีวิตครอบครัวมั่นคง  ไม่หย่าร้าง   ผู้ที่ในอดีตชาติเคยผิดศีลข้อนี้  ผลกรรมทำให้ได้ครอบครัวที่หย่าร้างอยู่กันไม่ยืด 

                 ศีลข้อ 4 ไม่พูดเท็จ คือหลักประกันสังคม  เมื่อพูดจากับใครก็มีแต่คนเชื่อถือ มีเครดิต  สังคมให้การยอมรับ  หากผิดศีลข้อนี้จะส่งผลให้พูดจาไม่คนเชื่อถือ ไม่มีใครคบหาสมาคมด้วย

                ศีลข้อ 5 ไม่ดื่มสุราของมึนเมา  คือหลักประกันสุขภาพและสติปัญญา  ผู้ที่ผิดศีลข้อนี้มักสุขภาพไม่ค่อยดี,เจ็บป่วยบ่อย  สติปัญญาไม่ดี  ปัญญาอ่อน

                การรักษาศีล 5 จึงเป็นการวางแผนเพื่อพัฒนาชีวิตทั้งชาตินี้และชาติหน้าโดยตรง

      3เป้าหมายชีวิตขั้นสูงสุดหรือเป้าหมายระยะยาว  คือการตั้งเป้าหมายชีวิตเพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง ได้แก่ การบำเพ็ญ ภาวนา ตั้งใจปฏิบัติธรรมทุกรูปแบบเพื่อปราบกิเลสให้หมดสิ้นแล้วเข้านิพพานตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์ทั้งหลาย จะได้มีแต่ความสุขอันเป็นอมตะ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป 

           บทสรุป

     หลายๆคน เกิดมาและดำเนินชีวิตอย่างไร้ทิศทางและไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม  ทำไมต้องเกิด แล้วเราจะไปไหน  ทั้งนี้เป็นเพราะ ไม่มีความรู้เรื่องหลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด  ทำให้ใช้ชีวิตอย่างประมาท  พระพุทธเจ้าทรงแบ่งคนเป็น 4 ประเภทคือ

         1 มืดมา มืดไป  คือบุคคลที่เกิดมาในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี ไม่ธรรมะ ไม่มีครื่องช่วยพัฒนาสติปัญญาให้เห็นแสงสว่าง  และจากโลกนี้ไปด้วยความไม่รู้อะไรเลย  ไม่สามารถพัฒนาสติปัญญาให้เห็นแสงสว่างแห่งการหลุดพ้นได้

          2 มืดมา สว่างไป   คือบุคคลที่แม้เกิดมาในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี  ไม่มีโอกาส  แต่ก็ไม่ประมาทกับชีวิต เรียนรู้ที่จะพัฒนาสติปัญญาให้เห็นแสงสว่างแห่งความหลุดพ้น ด้วยการประกอบ ทาน ศีล ภาวนา  และจากโลกนี้ไปพร้อมแสงสว่างแห่งปัญญา

          3 สว่างมา มืดไป   คือบุคคลที่เกิดมาในสิ่งแวดล้อมที่ดี  มีโอกาสพัฒนาสติปัญญา แต่กลับมีมิจฉาทิฏฐิ  ดำเนินชีวิตด้วยความประมาท  และสุดท้ายประสบชะตากรรมล้มเหลวในการใช้ชีวิต  แม้ประสบความสำเร็จทางโลก แต่ก็ล้มเหลวทางธรรม จากไปด้วยความไม่รู้อะไรเลยหรือลงสู่อบายภูมิ 

          4 สว่างมา สว่างไป  คือบุคคลที่เกิดมาในสิ่งแวดล้อมที่ดี หรือมีการพัฒนาปัญญามาแต่อดีตชาติ แล้วมาต่อยอด พัฒนาชีวิตให้ยิ่งๆขึ้นไปจนถึงความหลุดพ้น

        หากเราดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท  ประกอบแต่กุศลกรรม  ทำแต่ความดี  ด้วยการ คิดดี,พูดี,ทำดี  ประกอบทาน,ศีล,ภาวนา แน่นอนว่า เราคงจากโลกนี้ไปพร้อมแสงสว่างแห่งปัญญา , มีแต่สุคติภูมิ เป็นที่จุดหมาย และ มีพระนิพพานเป็นปลายทางอย่างแน่นอน

          





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2010 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]