• ตกฺกโพธิ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : prachuabnt67@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2009-02-28
  • จำนวนเรื่อง : 12
  • จำนวนผู้ชม : 21637
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
ประจวบ เฉลิมโชคเจริญกิจ
พุทธศาสนา ,หลักธรรม,ปริยัติ,ปฏิบัติ,และการดำเนินชีวิต
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/prachuab
วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2554
Posted by ตกฺกโพธิ , ผู้อ่าน : 1740 , 17:08:25 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

         กรรมลิขิตคน  คนลิขิตกรรม

      ตอนที่ 2  “ศึกชิงภพ : นาทีทองของชีวิต”

กรรม12

หมวด ข. จำแนกตามลำดับการให้ผล                               

            ในวันหนึ่งๆเราทุกคนกระทำกรรมมากมาย ยิ่งถ้านับรวมตลอดชีวิตตั้งแต่เกิด  ก็ยิ่งมีปริมาณกรรมที่เรากระทำมานับไม่ถ้วน  และยิ่งนับรวมถึงชาติก่อนๆตลอดสังสารวัฏที่ผ่านมา คงไม่มีใครสามารถนับปริมาณกรรมทึ่เราทำได้  ถ้าพูดตามหลักคณิตศาสตร์ก็ต้องบอกว่าปริมาณกรรมที่เราทำมาเป็นอนันต์(infinity)   ซึ่งทุกๆการกระทำที่เราทำ จะส่งผลของกรรมที่เรียกว่า “วิบาก” แน่นอน  แล้วกรรมใดจะส่งผลก่อนหลัง 

          ในเรื่องลำดับการให้ผลของกรรมก่อนหลังนั้นเป็นกฏธรรมชาติเช่นเดียวกัน  โดยมีกฎว่า กรรมใดหนักจะส่งผลก่อน  กรรมใดเบาส่งผลทีหลัง  ไม่ว่ากรรมนั้นจะเป็กรรมดีหรือกรรมชั่ว(กุศลหรืออกุศล)หรือจะทำก่อนหรือหลังก็ตาม   ดังนั้นกรรมหนักที่ทำทีหลังก็จะส่งผลก่อนกรรมที่มีน้ำหนักเบากว่าที่ทำก่อน  การจัดลำดับตามน้ำหนักของกรรมนั้นไม่ต้องมีใครไปจัด  ธรรมชาติมันจัดของมันเอง

        1 ครุกรรม  กรรมหนัก ส่งผลแน่นอน   โดยจะส่งผลก่อนเป็นลำดับแรกก่อนกรรมอื่นๆ   ในกรณีที่เป็นอกุศลกรรม หรือกรรมชั่ว กรรมที่จัดเป็นครุกรรม มี 5 ชนิดคือ ปิตุฆาต(ฆ่าบิดา) , มาตุฆาต(ฆ่ามารดา ),อรหันตฆาต(ฆ่าพระอรหันต์) ,โลหิตุปบาท (ทำร้ายพระพุทธเจ้าตั้งแต่ทำให้เป็นห้อเลือดขึ้นไป )และ สังฆเภท (ทำให้สงฆ์แตกแยก ) ผู้ที่ทำกรรมทั้ง 5 ชนิดนี้ เมี่อตายไปจะต้องไปชดใช้กรรมในนรกอเวจีก่อนจนกว่าจะหมดกรรม แล้วจึงไปรับกรรมอื่น  

        ส่วนครุกรรมที่เป็นกุศลกรรมได้แก่ “สมาบัติ8”  คือ การบำเพ็ญภาวนาจนได้ระดับฌาณ ขั้น1-8 โดยอาจบรรลุขั้นใดขั้นหนึ่ง   เมื่อตายไปก็จะได้ผลกรรมดี เป็นพรหม หรือหากบรรลุอรหันต์ก็จะไม่ต้องกลับมาเกิดเพื่อรับกรรมอีก

        2 อาสันนกรรม      กรรมที่ทำใกล้ตาย   หากผู้ที่ไม่ได้สร้างครุกรรมเมื่อเสียชีวิตลง กรรมที่จะส่งผลก่อนก็คือ อาสันนกรรม(กรรมสุดท้ายหรือจิตสุดท้ายก่อนตายนั่นเอง)ซึ่งมีน้ำหนักรองลงมา   กรรมนี้จะส่งผลให้เกิดชนกกรรม (ข้อแรกของหมวดแรก)   เนื่องจากจิตเกิดดับอย่างรวดเร็ว(ชั่วลัดนิ้วมือ จิตเกิดดับแสนโกฏขณะ) จิตสุดท้ายตอนตาย(อาสันนกรรม)กับจิตดวงแรกตอนเกิดในภพภูมิใหม่(ชนกกรรม)จึงสืบเนื่องกัน  ดังนั้นนาทีทองของชีวิตจึงอยู่ที่อาสันนกรรม เพราะจะเป็นสิ่งที่กำหนดว่าเมื่อตายไปแล้วจะไปเกิดใหม่ในภพภูมิใด  กล่าวคือหากจิตดวงสุดท้ายหรืออาสันนกรรมเป็นอกุศล  ก็จะนำไปเกิดใหม่ในอบายภูมิ  เช่นจิตดวงสุดท้ายคิดถึงสุนัข ก็จะไปเกิดเป็นสุนัข, จิตดวงสุดท้ายมีโลภะ ห่วงสมบัติ,ห่วงลูกหลานก็จะไปเกิดเป็นเปรต  จิตดวงสุดท้ายมีโทสะก็จะไปเกิดในภพภูมิสัตว์นรก เป็นต้น  ตรงกันข้ามหากจิตดวงสุดท้ายเป็นกุศลจิต  ก็จะไปเกิดในสุคติภูมิ เช่น จิตสุดท้ายสงบ นิ่ง หรืออยู่ในฌาณ ก็จะไปเกิดเป็นพรหม  ทำนองเดียวกันหากจิตดวงสุดท้ายปราศจากกิเลสทั้งปวง  ก็ตรงเข้าสู่นิพพานไม่กลับมาเกิดอีก  ดังบทกลอน “ดับไม่เหลือ” ของท่านพุทธทาสภิกขุ

                         ดับไม่เหลือ                                   
                      ท่านพุทธทาสภิกขุ

                   อย่าเข้าใจ ไปว่า  ต้องเรียนมาก
              ต้องปฏิบัติ  ลำบาก  จึงพ้นได้
              ถ้ารู้จริง  สิ่งเดียว  ก็ง่ายดาย
              รู้ดับให้  ไม่มีเหลือ  เชื่อก็ลอง
                    เมื่อเจ็บไข้  ความตาย  จะมาถึง
              อย่าพรั่นพรึง  หวั่นไหว  ให้หม่นหมอง
              ระวังให้  ดีดี   นาทีทอง
              คอยจดจ้อง  ให้ตรงจุด  หลุดได้ทัน

                    หนึ่งนาที  สุดท้าย  อย่าให้พลาด
              ตั้งสติ  ไม่ประมาท  เพื่อดับขันธ์
              ด้วยจิตว่าง  ปล่อยวาง  ทุกสิ่งอัน
              สารพันนั้น  ไม่ยึดครอง  เป็นของเรา
                    ตกกระได  พลอยกระโจน  ให้ดีดี
              จะถึงที่  จุดหมาย  ได้ง่ายเข้า
              สมัครใจ  ดับไม่เหลือ  เมื่อไม่เอา
              ก็ดับเรา  ดับตน  ดลนิพพาน

            พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบว่า  ทุกๆการกระทำ(กรรม) ที่ทำในชาติหนึ่งๆ  เปรียบเหมือนการต้อนวัวแต่ละตัวเข้าคอก   กรรมสุดท้ายหรือจิตที่กระทำกรรมสุดท้ายเหมือนวัวตัวสุดท้ายที่ต้อนเข้าคอก  เมื่อคนเราตายเท่ากับปิดคอก(ภพชาติเก่า)   การเกิดใหม่เหมือนเปิดคอกเดิมออก  วัวตัวสุดท้าย(กรรมสุดท้ายที่ทำในภพชาติก่อน)จะออกจากคอกก่อน นั่นเอง 

ดังนั้นเมื่อคนเราใกล้ตาย จึงนิยมนำพระมาสวดหรือให้ผู้ป่วยบริกรรมพุทโธ  พุทโธ  หรือให้จิตน้อมถึงพระพุทธ,พระธรรม,พระสงฆ์เพื่อเป็นอนุสติ ให้จิตเป็นกุศล เพื่อชนกกรรมจะนำไปเกิดในสุคติภูมิ( มนุษย์,เทวดา,พรหม)  แต่สิ่งที่พึงระวังคือหากผู้ป่วยไม่คุ้นชินกับการฟังพระสวดหรือบริกรรมพุทโธ  ก็ใช่ว่าจะสามารถกำหนดจิตตามได้  ตรงข้ามอาจเกิดโทสะ,หงุดหงิด และจิตสุดท้ายนำไปเกิดในทุคติภูมิ(เดรัจฉาน,เปรต,สัตว์นรก,อสุรกาย)แทน  เราคงไม่สมารถทำให้ผู้ป่วยหรือผู้ที่ใกล้เสียชีวิตเปลี่ยนทัศนคติจากผู้ที่ไม่เชื่อไม่ศรัทธาในพระรัตนตรัยให้มาเชื่อและศรัทธาในเวลาสั้นๆ(จากประสบการณ์ส่วนตัว  เวลาไปเยี่ยมผู้ป่วยซึ่งไม่เคยสนใจธรรมะที่นอนใน ร.พ.นานๆ  แล้วนำซีดีธรรมะไปให้ฟังหรือนำหนังสือธรรมะไปให้อ่าน ผู้ป่วยจะไม่อ่านหรือฟังธรรมะแม้จะมีเวลาว่างๆทั้งวันใน

ร.พ.)    ดังนั้นการฝึกจิตให้คุ้นชินกับกุศลกรรม การหมั่นสวดมนต์,ถือศีล,บำเพ็ญภาวนา  จะทำให้จิตคุ้นชินซึ่งจะมีผลดีอย่างมากยามบั้นปลายหรือจิตสุดท้าย   ซึ่งเราสามารถเลือกเกิดในสุคติภูมิได้  

   3 อาจิณณกรรม      กรรมที่ทำเป็นนิจ   หลังจากที่อาสันนกรรมส่งผลให้ไปเกิดในภพภูมิใหม่แล้ว  อาจิณณกรรม หรือกรรมที่ทำต่อเนื่อง ,ทำเป็นประจำในภพชาติก่อนๆ จะส่งผลต่อเนื่องและหนักหน่วง   ดังนั้นอาจิณณกรรมจึงมีผลระยะยาว  ต่างจากอาสันนกรรมที่มีผลเฉพาะการสืบต่อภพชาติ   อาจิณณกรรมใหม่จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการดำรงชีวิต  แม้ว่าเราจะไม่สามารถย้อนอดีตกลับไปแก้กรรมเก่าได้  แต่เราสามารถสร้างกรรมใหม่ที่ดีได้ ด้วยการหมั่นสร้างกุศลกรรมใหม่นั่นเอง 

                คนบางคนสร้างกุศลกรรมมาตลอดชีวิต แต่ไปพลาดท่าตอนอาสันนกรรม หรือจิตสุดท้ายก่อนตาย  จิตสุดท้ายเป็นอกุศล เช่นห่วงสุนัข,คิดถึงสุนัข ตายแล้วไปเกิดเป็นสุนัข  แต่เนื่องจากชาติที่แล้วเคยสร้างอาจิณณกรรมที่เป็นกุศลกรรมมามาก  บุญเก่าจึงย้อนกลับมาส่งผลระยะยาว ได้เข้าไปอยู่ในสถานที่สิ่งแวดล้อมดี  อยู่ในบ้านที่ร่ำรวย เป็นสุนัขที่อยู่อย่างสุขสบาย มีคนคอยดูแลหรือคอยรับใช้  ตรงกันข้ามบางคนเกิดเป็นคนก็จริงแต่กรรมเก่าสร้างแต่อกุศลกรรม เช่นตระหนี่ถี่เหนียวก็เกิดเป็นคนที่ยากจน, ชอบทำร้ายสัตว์ให้ได้รับบาดเจ็บก็เกิดมาพิกลพิการ  หรือประสบแต่เคราะห์กรรมต่างๆนาๆ ซึ่งเป็นผลมาจากอาจิณณกรรมเก่าที่ไม่ดี

               อาจิณณกรรมนี้ยังมีผลต่ออาสันนกรรมโดยตรง  สำหรับผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติวิปัสสนาจนสามารถควบคุมจิตหรือตามรู้ดูจิตได้เก่งพอ (กล่าวคือเมื่อจิตเป็นอกุศลก็มีสติรู้ทันจน จิตพลิกเป็นกุศลในวาระจิตสุดท้าย  ก็พ้นภัยไปเกิดในสุคติภูมิ)ขณะนอนป่วยหรือใกล้ตาย จะไม่สามารถควบคุมจิตตัวเองได้  ตอนนี้เองที่อาจิณณกรรมที่ตนเองทำมาบ่อยๆตลอดชีวิต  จะแสดงเป็นนิมิตออกมาเรียกว่ากรรมนินิต ให้จิตสุดท้ายที่เรียกว่าคตินิมิต จับนิมิตนั้นไป เกิดเป็นสัตว์ภพภูมิต่างๆแล้วแต่อำนาจของกรรมซึ่งขณะนั้นไม่สามารถควบคุมได้  เช่นผู้ที่เคยฆ่าสัตว์บ่อยๆ  เมื่อจะเสียชีวิต ภาพที่เคยฆ่าสัตว์จะแสดงกรรมนิมิตออกมา  จิตจะจับนิมิตนั้น ( ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บางคนใกล้ตาย จะมีกริยาอาการ,ส่งเสียงคล้ายสัตว์ที่ตนเองฆ่าเป็นอาจิณออกมา ) แล้วไปเกิดเป็นสัตว์ประเภทนั้น  บางคนขณะมีชีวิตอยู่มีโทสะหรือโกรธเป็นอาจิณ  เมื่อจะเสียชีวิต ภาพ(กรรมนิมิต)ความโกรธจะแสดงออกมาให้จิตจับไปเกิดเป็นสัตว์ในนรกภูมิ   ผู้ที่เคยแต่ทำบุญ,สวดมนต์,บำเพ็ญภาวนาเป็นอาจิณ เมื่อใกล้ตายจิตจะจับเอากรรมนิมิตเสียงสวดมนต์,การทำบุญไปเกิดในสุคติภูมิ เช่น ไปเกิดเป็นเทวดา,พรหมหรือมนุษย์

                อนึ่ง จากที่กล่าวไว้ข้างต้นในเรื่องของอาสันนกรรม  คนบางคนขณะมีชีวิตอยู่ไม่เคยสวดมนต์,บำเพ็ญภาวนาเช่น พุทโธ จนเป็นอาจิณณกรรม เมื่อจะเสียชีวิต  ลูกๆหรือญาติพี่น้องพยายามเอาบทสวดมนต์มาให้ฟังหรือให้บริกรรม พุทโธ หรือให้ระลึกถึงพระพุทธ,พระธรรม,พระสงฆ์  ผู้ที่ใกล้ตายจะไม่สามารถทำได้เพราะหากไม่เคยทำเป็นอาจิณแล้วก็ยากที่จะทำ  สาเหตุเป็นเพราะก่อนตายกำลังของสติจะอ่อนมากจนไม่สามารถควบคุมได้  จิตจึงคุ้นเคยกับสิ่งที่เคยทำเป็นอาจิณมากกว่า  ฉะนั้นเพื่อความไม่ประมาท  ทุกคนจึงควรเจริญสติหรือเจริญภาวนา เช่นสวดมนต์,บริกรรมพุทโธให้เป็นอาจิณ หรือเป็นความเคยชินของจิต เพื่อใช้ประโยชน์ตอนวาระจิตสุดท้าย ที่เรียกว่า  “นาทีทองของชีวิต” หรือ “ศึกชิงภพ”  เพราะ ไม่มีใครรู้ว่าอายุของเราจะยืนยาวเท่าไหร่  สุภาษิตธิเบตบอกว่า “ ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ หรือ ชาติหน้า อะไรจะมาถึงก่อน” บางคนคิดว่ายังมีเวลาอีกนานหรือเอาไว้ทำตอนแก่ซึ่งไม่ทันกาล  ทุกคนคงยอมรับว่าหากอะไรที่เราไม่เคยทำเป็นอาจิณหรือทำจนติดเป็นนิสัย ก็ยากมากที่จะทำ

            สรุปแล้ว อาจิณณกรรมเป็นกรรมที่ทำบ่อยๆ,มากๆ ทำทุกวัน ถ้าไม่มีกรรมที่หนักกว่า  คือ ครุกรรมและอาสันนกรรมมาขวางหน้า  กรรมนี้จะส่งผลก่อนแน่นอนเพราะเป็นกรรมหนักรองลงมา

          4 กตัตตากรรม    กรรมเล็กน้อยสักแต่ทำ ไม่เจตนา   ปกติขึ้นชื่อว่า “กรรม” จะหมายถึง “เจตนา ” ยกเว้น กตัตตากรรม เป็นกรรมที่ไม่ได้เกิดจากเจตนา  คือกรรมที่ทำโดยไม่ได้ตั้งใจไว้ก่อนเช่น ขับรถทับหรือชนสัตว์จนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตโดยไม่เห็นหรือไม่เจตนา  กรรมประเภทนี้จะส่งผลทีหลัง ครุกรรม,อาสันนกรรม และ อาจิณณกรรม ตามลำดับ แต่ก็ยังต้องรับผลของกรรมอยู่ดี  แต่หากเป็นกตัตตากรรมที่เบาๆ มักจะกลายเป็นอโหสิกรรมคือไม่ส่งผลเพราะหมดเวลาที่จะส่งผลเสียก่อน

              ดัชนีชี้วัดน้ำหนักของกรรม

             จากที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า   เราทุกคนทำกรรมทั้งกุศล(กรรมดีหรือบุญ) และ อกุศล( กรรมชั่วหรือบาป)มากมายนับไม่ถ้วน ในทุกๆวัน ตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบันและนับรวมถึงอดีตชาติที่ผ่านมา      แล้วจะมีอะไรเป็นเครื่องชี้วัดว่ากรรมดีหรือกรรมชั่วที่เราทำ  กรรมใด มีความหนักเบามากหรือน้อย   ดัชนีชี้วัดมี 3 ตัวคือ

1)    เจตนา ในการทำกรรม  ถ้าประกอบกรรมด้วยเจตนาหรือจงใจแรง น้ำหนักจะมาก  เช่น หากประกอบกรรมชั่วด้วยแรงโลภะ,โทสะ,โมหะมาก กรรมชั่วจะมีน้ำหนักมาก  และหากกระทำกรรมดีเช่นทำบุญกุศลด้วยความศรัทธาหรือตั้งใจมากบุญกุศลก็มาก   ดังนั้นในการฆ่าสัตว์หรือทำบุญโดยไม่ประกอบด้วยเจตนาจึงเป็นกรรมที่น้ำหนักเบา

2)    ประโยค หรือความพยายาม  หากประกอบกรรมดีหรือกรรมชั่วโดยใช้ความพยายามมาก กรรมที่ทำจะมีน้ำหนักมาก หากใช้ความพยายามน้อยก็มีน้ำหนักน้อย   ดังนั้นการฆ่าสัตว์ใหญ่ เช่นวัว,ควาย กรรมจะมีน้ำหนักมากกว่าการฆ่าสัตว์ที่มีขนาดเล็กเช่น ยุง มด เพราะการฆ่าสัตว์ใหญ่ต้องใช้ความพยายามมากกว่า ใช้เวลามากกว่า  ยิ่งการฆ่ามนุษย์ ซึ่งต้องวางแผนใช้เวลาเป็นเดือน,เป็นปีกว่าจะทำได้สำเร็จ กรรมที่ทำย่อมหนักกว่ามาก  เช่นเดียวกับการผิดศีลข้ออื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการลักทรัพย์ ปล้นขโมย,การประพฤติในกาม ,การพูดเท็จ หากทำด้วยความพยายามอย่างมาก กรรมก็หนักมาก     ทำนองเดียวกันในด้านการทำกุศลหรือกรรมดี หากกระทำด้วยความพยายาม เช่นตั้งใจประดิษฐ์ประดอยของถวายพระ     ต้องใช้ความพยายามในการทำ    การทำบุญหรือการช่วยเหลือคนที่ต้องใช้เวลาใช้ความพยายามในการทำ น้ำหนักของบุญก็ยิ่งมาก

3)    วัตถุ  หมายถึง คน,สัตว์ ที่เราไปประกอบกรรม  หากผิดศีลในข้อปาณาติบาต  การฆ่าผู้มีคุณมาก เช่นพ่อแม่ซึ่งเปรียบเหมือนพระอรหันต์ จะเป็นครุกรรมตามที่กล่าวข้างต้น ต้องชดใช้กรรมตกนรกอเวจีก่อน  การฆ่าผู้มีคุณต่อส่วนรวม เช่นพระสงฆ์,ครูบาอาจารย์ก็ย่อมบาปมาก       หรือการฆ่า,ทำร้าย,ด่าทอ,ว่าร้ายผู้มีบุญคุณต่อเรา กรรมย่อมหนักกว่าการกระทำต่อโจร,ผู้ร้าย    หรือแม้แต่การฆ่าสัตว์ที่มีคุณต่อเราเช่น วัว,ควาย,สุนัขเฝ้าบ้าน กรรมก็หนักกว่าการฆ่าสัตว์ที่ไม่มีคุณเช่นแมลงสาบ,มด ,ยุง     ในศีลข้ออื่นๆก็เช่นกัน หากผิดศีลข้ออทินนา,กาเม,มุสาต่อผู้ที่มีคุณกับเรามาก น้ำหนักของกรรมจะมากกว่าที่เรากระทำต่อผู้ที่มีคุณต่อเราน้อย    ส่วนในการเสพสุราที่มีฤทธิ์รุนแรงทำให้ขาดสติได้ง่าย กรรมย่อมหนักกว่าการเสพสุราที่มีฤทธิ์รุนแรงหรือดีกรีน้อย        ในแง่กุศลกรรมหรือกรรมดีก็เช่นเดียวกัน หากเราทำบุญกับผู้มีคุณมาก จะได้บุญหนักหรือมาก โดยเรียงลำดับน้ำหนักบุญจากมากไปหาน้อยดังนี้คือ ทำบุญกับ พระพุทธเจ้า ,พระอริยสงฆ์,พระสงฆ์ทั่วไป,เณร,ชี,ผู้ที่ถือศีล5 ,คนไม่มีศีล ,สัตว์เดรัจฉาน ย่อมได้บุญที่มีน้ำหนักจากมากมาหาน้อยตามลำดับ  

สรุปแล้วน้ำหนักของกรรมดี(บุญ)หรือน้ำหนักของกรรมชั่ว(บาป) ขึ้นกับเจตนา(ความจงใจ,ตั้งใจ),ความพยามที่กระทำ,และผู้ที่ถุกกระทำ(คนหรือสัตว์)มีคุณมากน้อยเพียงใด  ในการกระทำความชั่ว,ผิดศีลในแต่ละข้อ น้ำหนักกรรมก็ขึ้นอยู่กับเจตนา,ความพยายามและคุณของผู้ถูกกระทำ  ในการทำความดีที่เป็นกุศลทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน น้ำหนักจะมากน้อยขึ้นกับเจตนา,ความพยายามและเนื้อนาบุญหรือผู้รับว่ามีคุณต่อส่วนรวมหรือต่อเรามากน้อยเพียงใด

         ศึกชิงภพ : นาทีทองของชีวิต เลือกเกิดได้  ถ้าตายเป็น

           โดยสรุปแล้วหากเราทุกคนเข้าใจบทบาทหน้าที่ของกรรมในหมวดที่ 2  จะช่วยให้เราสามารถบริหารชีวิตและกำหนดดวงชะตาชีวิต,วางแผนข้ามชาติได้  จริงอยู่กรรมในอดีตเราไม่สามารถกลับไปแก้ไขเปลี่ยนแปลง  แต่อาจิณณกรรมในปัจจุบันนั้นสำคัญกว่า   สิ่งที่น่าคิดก็คือเวลาที่เหลือของชีวิต ทำอย่างไรจึงจะสร้างเหตุที่เป็นกุศลกรรมได้มากพอจนเป็นกิจวัตรหรือเป็นอาจิณ  ซึ่งจะส่งผลที่สำคัญอย่างใหญ่หลวงต่ออาสันนกรรมและนำไปสู่ชนกกรรมของภพชาติใหม่  ลองคิดดูว่าหากเปรียบเทียบคน 2 คนซึ่ง ประสบความสำเร็จทางโลกร่ำรวยใกล้เคียงกัน  แต่สั่งสมกุศลกรรมแตกต่างกัน  โดยคนแรกหมั่นเจริญสติ,รักษาศีล,เจริญสมาธิและวิปัสสนา  ตลอดจนเจริญเมตตาภาวนา,มีความศรัทธามั่นคงในพระพุทธ,พระธรรม,พระสงฆ์  เวลาใกล้ตายจิตจะสงบ,มีสติ,ไม่หลงสติ ในช่วงนาทีทองสุดท้ายของชีวิต เขาย่อมชิงสุคติภูมิได้  และที่สำคัญกว่านั้น อาจิณณกรรมที่เขาทำดีเป็นกุศลมาตลอด จะสืบต่อในชาติถัดๆไป สร้างกุศลกรรมต่อไปเรื่อยๆและมีโอกาสเห็นแสงแห่งนิพพานเป็นแน่  เมื่อเปรียบกับคนที่ 2 ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจนร่ำรวยก็จริง  แต่ไม่เคยสนใจที่จะรักษาศีล,เจริญสมาธิและภาวนา  จิตใจมี่แต่กิเลสโลภะ,โทสะ,โมหะ,ฟุ้งซ่าน,เครียด เมื่อถึงนาทีสุดท้ายของชีวิตย่อมหลงสติ  หากจิตสุดท้ายเต็มไปด้วยโมหะ  ก็จะไปเกิดในเดรัจฉานภูมิ, หากจิตสุดท้ายมีโลภะก็จะไปเกิดเป็นเปรต และหากจิตสุดท้ายจับโทสะก็ไปเกิดในนรกภูมิ  กว่าที่จะพ้นจากนรกภูมิได้เกิดเป็นมนุษย์ใหม่ก็อีกนานแสนนาน  และเมื่อมีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้พบพระพุทธศาสนาอีกหรือไม่  คงไล่ตามคนแรกไม่ทัน  และหากถามคน100คนว่า “ถ้าชาตินี้ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี แล้วตายไปชาติหน้าตกนรกเอาไหม”  เชื่อแน่ว่า ร้อยทั้งร้อยต้องตอบว่า “ไม่เอา”   อย่าลืมว่าเงินทองชาตินี้ไม่สามารถนำติดตัวไปใช้ชาติหน้าได้  แต่บุญกุศลหรืออริยทรัพย์เท่านั้นที่จะติดตัวเราไปตลอด   ดังนั้นการที่เราประสบความสำเร็จในการค้าขายข้ามชาติ  คงสู้ประสบความสำเร็จในการข้ามภพไม่ได้   หลายๆคนอยากอายุยืนยาว  แต่จะมีประโยชน์อะไรหากเรามีชีวิตที่ยืนยาวแต่ไม่รู้จักการเจริญสติ  เมื่อแก่ตัวไป อายุมากๆกลับหลงๆลืมๆ,ขี้หงุดหงิด,ห่วงลูกหลาน,เต็มไปด้วยโทสะ,จิตไม่มีความสงบ  สุดท้ายก็ตายอย่างหลงสติไปสู่ทุคติภูมิ  ดังนั้น สิ่งที่สำคัญสำหรับทุกคนไม่ใช่จำนวนวันหรือเวลาที่มีอยู่บนโลกใบนี้  แต่คือคุณภาพของจิตที่ได้รับการพัฒนาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับนาทีทองสุดท้ายของชีวิตเพราะเราทุกคน เลือกเกิดได้ถ้าตายเป็น 

       โปรดติดตามอ่าน ตอนที่ 3  เหตุแห่ง “ ทำดีได้ดีมีที่ไหน  ทำชั่วได้ดีมีถมไป ” (หนังยังไม่จบม้วน  อย่าเพิ่งด่วนสรุปตอนจบ)

                 

                

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2011 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]