• ตกฺกโพธิ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : prachuabnt67@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2009-02-28
  • จำนวนเรื่อง : 12
  • จำนวนผู้ชม : 21653
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
ประจวบ เฉลิมโชคเจริญกิจ
พุทธศาสนา ,หลักธรรม,ปริยัติ,ปฏิบัติ,และการดำเนินชีวิต
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/prachuab
วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม 2554
Posted by ตกฺกโพธิ , ผู้อ่าน : 1130 , 16:28:24 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                         กรรมลิขิตคน คนลิขิตกรรม

 ตอนที่ 3  ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป : หนังยังไม่จบม้วน อย่าด่วนสรุปตอนจบ

หมวด ค. จำแนกตามเวลาการให้ผล

  การส่งผลของกรรม หรือเรียกว่า วิบาก นั้น มีระยะเวลาการส่งผลแตกต่างกัน ในขณะที่เราทำกรรมต่างๆไม่ว่ากรรมดีหรือกรรมชั่ว ในแต่ละครั้ง จะมีขณะจิตแล่นไป 17 ขณะจิต หรือ17ดวง ( อ่านรายละเอียดการทำงานของจิต 17 ขณะ ในบทเสริมตอนท้ายของบทความ)

  ใน 17 ขณะจิต มีจิตชนิดหนึ่งที่เกียวข้องกับการให้ผลของกรรม ซึ่งก็คือจิตที่เสพอารมณ์(ทำกรรม)หรือ ชวนจิต (ชะวะนะจิต) 7ขณะหรือ 7 ดวง โดยกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่เรียกว่าบุญหรือบาปนั้นจะเกิดขึ้นในช่วง 7 ขณะจิตนี้ ไม่เกิดช่วงขณะจิตอื่น ( มรรคจิตและผลจิต ขณะบรรลุธรรมก็เกิดขึ้นใน ชวนจิต 7ขณะนี้ อ่านเสริมได้ใน บทเสริมตอนท้ายของบทความ) 

 ผู้ใดทำกรรมด้วยชวนจิตดวงที่ 1 กรรมนั้นเป็นกรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน

 ผุ้ใดทำกรรมด้วยชวนจิตดวงที่ 7 กรรมนั้นเป็นกรรมที่ให้ผลในชาติหน้า

 ผู้ใดทำกรรมด้วยชวนจิตดวงที่ 2-6 กรรมนั้นเป็นกรรมที่ให้ผลในชาติถัดๆไป (ชาติที่ 3 จนถึงนิพพาน)

 แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า กรรมที่เราทำในแต่ละครั้งเราทำด้วยชวนจิตดวงที่เท่าไร เราไม่มีทางทราบ เพราะการเกิดดับของจิตเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่มนุษย์ปุถุชนธรรมดาอย่างเราจะเห็นได้ทัน(พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่เห็นได้) ถามว่าทำไมจึงเป็นอย่างนั้น คำตอบคือทั้งหมดนี้เป็นกฏธรรมชาติ ไม่มีใครบัญญัติ,ไม่มีใครตั้งกฏเกณฑ์ 

 ดังนั้นกรรมที่เราทำทุกๆขณะจึงส่งผลในกาลเวลาที่แตกต่างกัน เปรียบเหมือนการปลูกต้นไม้   ต้นไม้บางชนิดปลูกวันนี้แล้วได้ดอกผลปีนี้เลย ( เปรียบเมือนกรรมส่งผลชาติปัจจุบัน) ต้นไม้บางชนิดปลูกวันนี้ ได้ดอกผลปีหน้า (เปรียบเหมือนกรรมส่งผลชาติหน้า) และต้นไม้บางชนิดปลูกวันนี้ กว่าจะได้ดอกผล ปีที่3 เป็นต้นไป และได้ดอกผลไปเรื่อยๆหลายปี (เปรียบเหมือนกรรมส่งผลในชาติที่ 3 เป็นต้นไป) ถามว่าทำไมต้นไม้แต่ละชนิดจึงให้ดอกผลในระยะเวลาที่ไม่เหมือนกัน ใครตอบได้บ้าง ก็เพราะมันเป็นกฏธรรมชาติของมัน เช่นเดียวกับการส่งผลของกรรมตามกาลเวลา มันเป็นธรรมชาติของมัน

 การจำแนกกรรมตามเวลาการให้ผล มีดังนี้คือ

  1 ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ให้ผลชาติปัจจุบัน กรรมชนิดนี้จะส่งผลในชาติปัจจุบันชาติเดียว (หากไม่ส่งผลชาติปัจจุบัน จะไม่ส่งผลอีก) เห็นผลหรือกฏแห่งกรรมชัดเจน  เช่นทำร้ายคนอื่นก็ถูกจับติดคุกติดตาราง  โกรธหรืออาฆาตแค้นคนอื่นก็มีจิตใจที่เร้าร้อน หาความสุขไม่ได้ ขยันขันแข็ง อดทน ก็มีเงินมีฐานะ หรือแม้แต่เรื่องกฏแห่งกรรมต่างๆที่เคยได้ยินได้ฟังหรือชมทางทีวี  ที่เห็นผลในชาติปัจจุบันเลย เป็นต้น

 2 อุปปัชชเวทนียกรรม ให้ผลชาติที่ 2 หรือชาติถัดไป กรรมชนิดนี้จะยังไม่ส่งผลในชาติปัจจุบัน แต่จะส่งผลในชาติถัดไปเพียงชาติเดียวเท่านั้น จึงทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิด  คิดว่ากรรมไม่มีจริง และพูดติดตลกว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดี มีถมไป” พลอยทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ ไม่เชื่อเรื่อง “ กฏแห่งกรรม” ทั้งที่จริงแล้ว คนบางคนแม้ทำชั่ว ทำความผิด แต่ยังเสวยสุขอยู่ได้ เป็นเพราะ กุศลกรรม (บุญ) เก่าในอดีตที่มีกำลังแรงยังคงส่งผลอยู่ ตราบเมื่อเสวยผลบุญจนกำลังบุญอ่อนลง ตอนนั้นแหละกรรมใหม่ที่ทำจะส่งผลซึ่งอาจไม่ทันชาตินี้

 หลายๆคนเกิดคำถามมากมายว่า เราขยันแล้วทำไมไม่รวย ทำอะไรก็มีอุปสรรคไปหมด ท้อถอย เลยพลอยไม่ทำความดี ต้องเข้าใจว่าบางครั้งกรรมเก่าที่ไม่ดี ยังส่งผลอยู่ก็เป็นได้ ฉะนั้นจงเร่งสร้างกุศลกรรมใหม่ให้มากพอเพื่อจะมีกำลังพอที่จะแซงหน้าอกุศลกรรมเก่า หาไม่แล้วเราก็ต้องรับอกุศลวิบากอยู่ร่ำไป

   3 อปราปริยเวทนียกรรม ให้ผลชาติที่ 3 จนถึงนิพพาน กรรมชนิดนี้ จะไม่ส่งผลชาตินี้หรือชาติถัดไป แต่จะส่งผลตั้งแต่ชาติที่ 3จนถึงนิพพาน  คือส่งผลหลายชาตินั่นเอง เปรียบได้กับสุนัขไล่ล่าเนื้อ วิ่งไล่ทันเมื่อไหร่ก็ฉกกัดขย้ำเมื่อนั้น  เป็นเพราะกำลังของกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่แรงมากๆ จึงส่งผลหลายๆชาติ เช่น ชาดกในสมัยพุทธกาล เด็กคนหนึ่งถูกแม่ทิ้ง พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า เป็นผลมาจากกรรมเก่า ซึ่งตัวเองเคยทิ้งลูกในอดีตชาติ เมื่อเกิดมาจึงถูกแม่ทิ้งหลายๆชาติ หรือ คนที่เคยฆ่าตัวตาย จะต้องรับผลกรรม ต้องฆ่าตัวตายอีก 500 ชาติ หรือชาวนาคนหนึ่งเตรียมอาหารกลางวันไว้รับประทานตอนเที่ยงในทุ่งนา ระหว่างเดินไปทำนา พบพระธุดงค์รูปหนึ่ง อยู่กลางทุ่ง ด้วยจิตที่มีกุศล ได้นำข้าวกลางวันใส่บาตรพระภิกษุรูปนั้น โดยหารู้ไม่ว่า พระภิกษุรูปนั้น เป็นพระอรหันต์ ผลบุญจากการใส่บาตรพระอรหันต์ทำให้ เมื่อเกิดมาชาติใหม่ ถุกลอตเตอรี่ รางวัลที่ 1 หลายชาติ เป็นต้น

  4 อโหสิกรรม ไม่ให้ผลอีกเลย กรรมชนิดนี้ไม่ส่งผลแล้ว เกิดจาก 3 กรณี

  1 กรรมที่ให้ผลเสร็จแล้ว

 2 กรรมที่รอให้ผลอยู่แต่ไม่มีโอกาส อาจเป็นเพราะมีกรรมอื่นที่มีน้ำหนักมากกว่ามาแซงหน้า และเมื่อหมดวาระของกรรม ก็กลายเป็นอโหสิกรรม เช่นกรรมที่ส่งผลชาตินี้ชาติเดียว เมื่อกำลังมันไม่พอจะส่งผล หมดวาระชาตินี้ ก็กลายเป็นอโหสิกรรม หรือกรรมที่เป็นกตัตตากรรม (กรรมที่ไม่เจตนา) ซึ่งมีน้ำหนักน้อย ส่งผลทีหลัง มักจะกลายเป็นอโหสิกรรม

 3 กรรมที่ติดตามบุคคลไปเพื่อส่งผลชาติที่ 3 เป็นต้นไป เมื่อบุคคลนั้นปฏิบัติวิปัสสนนาจนเป็นพระอรหันต์และเข้าสู่นิพพาน ไม่กลับมาเกิดอีก จึงไม่สามารถส่งผลได้ กรรมนั้นก็กลายเป็นอโหสิกรรมไป ตัวอย่างเช่นองคุลิมาล ฆ่าคนมากมายเพื่อตัดนิ้วมือมาทำมาลัยคล้องคอด้วยความเข้าใจผิด เพราะได้อาจารย์ที่สอนผิดๆ แต่หลังได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจนบรรลุอรหันต์ แม้ว่าขณะยังมีชีวิตอยู่ ได้รับผลกรรมที่ก่อไว้ คือเวลาออกบิณฑบาต จะถูกชาวบ้านทำร้ายด้วยการกว้างหินใส่จนได้รับบาดเจ็บทุกวัน แต่หลังจากนิพพานไปแล้ว ไม่กลับมาเกิดอีก กรรมทั้งหลายจึงเป็นอโหสิกรรม 

 อนึ่ง ในความหมายคนทั่วไปใช้กันว่า ขออโหสิกรรม หรือให้อโหสิกรรม เวลาโกรธเคืองกัน เป็นคนละความหมายกับอโหกิกรรมตามหลักพุทธศาสนา เพราะหลักกรรมเป็นหลักธรรมชาติ ไม่มีผ่อนปรนเหมือนคนเราที่ชอบผ่อนปรนกฎเกณฑ์ต่างๆ

 หนังยังไม่จบม้วน อย่าเพิ่งด่วนสรุปตอนจบ

         เนื่องจากการส่งผลของกรรม ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง อาทิ ทำกรรมด้วย ชวนจิตดวงที่เท่าไหร่, ความหนักเบาของกรรม และปริมาณอาจิณณกรรมที่ทำ (ทั้งกุศลและอกุศล) จึงทำให้ผลของกรรมส่งถึงผู้กระทำในเวลาที่ต่างกัน เช่นอาจเห็นผลทันทีทันใด , เห็นผลปีหน้า , เห็นผลในอีก10ปีหรือ20,30ปีข้างหน้า, เห็นผลในบั้นปลายชีวิต , ไม่ทันเห็นชาตินี้แต่ไปส่งผลชาติหน้า หรือส่งผลชาติถัดๆไป ดังนั้นผู้ที่ไม่เข้าใจ ก็มักด่วนสรุป และนำสิ่งที่ตนเองเห็นในระยะเวลาหนึ่งมาเป็นข้อสรุป หากเห็นผลของกรรมทันตาก็สรุปว่า บาปกรรมมีจริงและศรัทธาในเรื่องกฏแห่งกรรม แต่หากยังไม่เห็นผลของกรรม ก็ด่วยสรุปว่า กรรมไม่มีจริง เหมือนดูหนังแค่ครึ่งๆกลางๆหรือดูได้นิดหน่อยแล้วด่วนสรุปตอนจบ ซึ่งอาจไม่เป็นดังที่เราคิด เพราะหนังแต่ละเรื่องสั้นยาวไม่เท่ากัน และบางเรื่องอาจหักมุมตอนจบ   บางคนจึงเห็นว่าหนังเปรียบได้กับชีวิตคนเรา ชาติหนึ่งๆเปรียบเหมือนหนังเรื่องหนึ่ง แต่ละคนต่างเป็นพระเอกนางเอกของเรื่อง อายุของแต่ละคนก็สั้นยาวต่างกันเปรียบเหมือนหนังเรื่องสั้นเรื่องยาว แต่หากมองในความเป็นจริงที่แต่ละคนต่างเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏเป็นอเนกชาตินับไม่ถ้วน เปรียบได้กับหนังเรื่องเดียวกันหรือเรื่องเดิม แต่ละชาติก็เปรียบเหมือนแต่ละตอนของหนัง พอชาตินี้ตายหนังก็จบตอน ชาติหน้าเกิดใหม่ก็เหมือนตอนใหม่ แต่เป็นหนังเรื่องเดิม หากทุกคนเข้าใจดังนี้จะเห็นว่าหนังเรื่องนี้ยาวมาก และมีท่าทีว่าจะไม่มีวันจบ จนกว่าจะเข้าสู่พระนิพพานไม่กลับมาเกิดอีก หนังชีวิตเรื่องนี้จึงจบบริบูรณ์ กฎแห่งกรรมเป็นกฏธรรมชาติ ผู้ที่จะเห็นกฏแห่งกรรมได้ถูกต้องตามความเป็นจริงจึงต้องอาศัยเวลาอันยาวนาน หากระลึกชาติได้ไม่มีประมาณดั่งพระพุทธเจ้า ก็จะเห็นกฏแห่งกรรมชัดเจน ดังนั้นหากหนังยังไม่จบเราคงไม่สามารถด่วนสรุปได้  คนบางคนสุขสบายตลอดชีวิต แต่ยามแก่เฒ่ากลับต้องผจญโรคภัยไข้เจ็บทุกข์ทรมาณ บางคนพิกลพิการเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต หรือ หมดเนื้อหมดตัว,ครอบครัวล่มสลาย เราไม่มีทางรู้เลยว่า หนังที่เราแสดงเป็นตัวเอกของเรื่อง(ชีวิตเรา) จะสั้นยาวขนาดไหน และจบแบบ แฮปปี้เอนดิ้ง หรือ จบแบบโศกนาฏกรรม  เราจึงต้องตั้งชีวิตอยู่ในความไม่ประมาท หมั่นสร้างกุศลกรรม เพราะเราไม่อาจทราบได้ว่าชาติก่อนๆเราเคยทำกรรมหนักอะไรไว้บ้าง และจะส่งผลวิบากต่อชีวิตเราตอนไหน การหมั่นสร้างกุศลกรรมจึงเปรียบเหมือนเกราะป้องกันอันตรายทั้งปวง หากมีอกุศลกรรมเก่าที่หนักก็จะช่วยผ่อนวิบากจากหนักเป็นเบา หากอกุศลกรรมเก่ามีน้อยหรือบางเบาก็จะช่วยให้เราสามารถเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างสะดวก,ราบรื่น ปราศจากอุปสรรคทั้งปวงนั่นเอง 

 โปรดอ่าน “กรรมลิขิตคน คนลิขิตกรรม ”ต่อ ตอนที่ 4

บทเสริมการทำงานของจิต 17ขณะ

การส่งผลของกรรม หรือเรียกว่า วิบาก นั้น มีระยะเวลาการส่งผลแตกต่างกัน ในขณะที่เราทำกรรมต่างๆไม่ว่ากรรมดีหรือกรรมชั่ว ในแต่ละครั้ง จะมีขณะจิตแล่นไป 17 ขณะจิต (หรือ17ดวง) เริ่มตั้งแต่

 ขณะจิตที่ 1 ภวังคจิต จิตเก็บข้อมูล ซึ่งทำหน้าที่รักษาภพชาติ คือรักษาผลของกรรมที่ทำมาในภพ

                              ชาตินั้นๆ 

 ขณะจิตที่ 2 ภวังคจลนหรือ จุติจิต เป็นภวังคจิตที่เคลื่อนไหว เริ่มคลายจากอารมณ์เก่า เนื่องจาก

                             มีอารมณ์ใหม่มากระทบ แต่จิตยังไม่ขึ้นวิถี 

 ขณะจิตที่ 3 ภวังคุปัจเฉทะ หรือ ปฏิสนธิจิต  เป็นภวังคจิตที่ตัดขาดจากอารมณ์เก่า เตรียมขึ้นวิถี

 ขณะจิตที่ 4 ปัญจทวาราวัชชนะ จิตรับอารมณ์ใหม่ที่มากระทบทางทวารทั้ง 5 ให้รู้ว่าอารมณ์ที่

                             มากระทบมาจากทวารไหน เพื่อเป็นปัจจัยให้สัญญาณแก่ทวารนั้น ถือว่าเป็นจิตที่

                             รับอารมณ์ใหม่ในปัจจุบันครั้งแรก จึงนับเป็นจิตดวงแรกที่ขึ้นสู่วิถีหนึ่งๆ

 ขณะจิตที่ 5 ทวิปัญจวิญญาณ จิตรู้กระทบ ได้เห็น,ได้ยิน,ได้กลิ่น,ได้รส,ได้สัมผัสทางกาย 

 ขณะจิตที่ 6 สัมปฎิจฉันนะ จิตรับอารมณ์ 

 ขณะจิตที่ 7 สันตีรณะ จิตพิจารณาอารมณ์ ให้รู้ว่าดีหรือไม่ดี

 ขณะจิตที่ 8 โวฎฐัพพน จิตตัดสินอารมณ์ ให้เป็นกุศลหรืออกุศล

 ขณะจิตที่ 9-15  ชวนจิต (7ขณะ) จิตเสพอารมณ์ที่เป็นกุศลหรืออกุศล

 ขณะจิตที่16-17 ตฑาลัมพนจิต (เกิด 2 ขณะ ) จิตรับอารมณ์ที่เหลือจากชวนจิตเพื่อหน่วงอารมณ์ลง

                              สู่ภวังคจิตตามเดิม 

  หลังจากครบ17ขณะแล้วจะเริ่มเข้าสู่ การจัดเก็บข้อมูล( ภวังคจิต)ใหม่โดยวนเวียนไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่าจะนิพพาน 

 มรรคผลจิตในชวนจิต 7 ขณะ
          
มรรคจิต เมื่อเกิดขึ้น เหนี่ยวเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ กำหนดทุกข์ ละสมุทัย ทำนิโรธให้แจ้ง เจริญมรรคให้เกิดขึ้น ทำกิจในสัจจะทั้ง4อยู่ เกิดขึ้นทำลายกิเลสคือโลภะ โทสะ โมหะ และสังโยชน์3 สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ขาดเป็นสมุทเฉทปหาน ตามกำลังของตน เกิดขึ้นขณะจิตเดียว
           
ผลจิต หน่วงเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ เกิดขึ้นต่อจากมรรคจิตนั้น ผลจิตเกิดขึ้น 2ขณะบ้าง 3ขณะบ้าง แล้วตกลงภวังค์
     ในมรรคชวนวิถี ชวนจิตแล่นไป7ขณะดังนี้
 - กุลบุตรผู้ตรัสรู้ช้า
       ชวนจิตแรก ชื่อบริกรรม 
       ชวนจิตที่2  ชื่ออุปจาร
       ชวนจิตที่3  ชื่ออนุโลม
       ชวนจิตที่4  ชื่อโคตรภู
      ชวนจิตที่5  เป็นตัวมรรค
       ชวนจิตที่6และ7สองตัวนี้เป็นตัวผล
    - กุลบุตรผู้ตรัสรู้เร็ว
       ชวนจิตแรก ชื่ออุปจาร
       ชวนจิตที่2.  ชื่ออนุโลม
       ชวนจิตที่ ชื่อโคตรภู
       ชวนจิตที่4  เป็นตัวมรรค
       ชวนจิตที่5,6และ7สามตัวนี้เป็นตัวผล
  อาศัยเหตุนี้จึงกล่าวว่า ผลจิตเกิดขึ้นในลำดับ(ต่อจาก)มรรคจิต  2ขณะบ้าง,3ขณะบ้างแล้วตกลงสู่ภวังค์

  





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2011 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]