• ตกฺกโพธิ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : prachuabnt67@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2009-02-28
  • จำนวนเรื่อง : 12
  • จำนวนผู้ชม : 21649
  • ส่ง msg :
  • โหวต 10 คน
ประจวบ เฉลิมโชคเจริญกิจ
พุทธศาสนา ,หลักธรรม,ปริยัติ,ปฏิบัติ,และการดำเนินชีวิต
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/prachuab
วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม 2554
Posted by ตกฺกโพธิ , ผู้อ่าน : 1481 , 15:33:56 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                            กรรมลิขิตคน  คนลิขิตกรรม 

 ตอนที่ 4 บทสรุป : คนล่าฝัน กรรมล่าคน

 กรรมลิขิตคน

 จากการศึกษาเรื่อง กรรม 12  คงจะทำให้เราเข้าใจกระบวนการทำงานและการให้ผลของกรรม ซึ่งพอที่สรุปได้ว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างที่มากระทบต่อกายและใจของคุณในปัจจุบันขณะเป็นผลมาจากการกระทำในอดีต(ทั้งอดีตจากชาติปัจจุบันและชาติที่แล้ว) ”  หรือกล่าวได้ว่า “ กรรมลิขิตคน” นั่นเอง ซึ่งอาจจะปรากฏอยู่ในรูปลักษณ์ต่างๆกัน เช่นในรูปของ ผัสสะ (สิ่งที่มากระทบทางตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ) ซึ่งเป็นวิบากหรือผลของกรรมที่ทำมาในอดีต และ สิ่งแวดล้อมทางวัตถุ, กายภาพ,ชีวภาพ, หรือวัฒนธรรม ล้วนเป็นผลจากกรรมในอดีตทั้งสิ้น

) รูปร่าง,หน้าตา,สีผิว,ลักษณะทางพันธุกรรมต่างๆ ที่ปรากฏตั้งแต่เกิด เป็นชนกกรรม ซึ่งมีผลมาจากกรรมในอดีตชาติ ส่วนหลังจากโตแล้วมาผ่าตัดเสริมสวย,เสริมหล่อ แก้ไขสิ่งบกพร่องนั้น จะแก้ไขได้ผลหรือไม่ก็ขึ้นกับกรรมเก่าเช่นกัน  หากกรรมเก่าที่เกี่ยวข้องกับรูปร่างหน้าตาผิวพรรณที่ไม่ดีอ่อนกำลังลงและกรรมดีกำลังจะส่งผล การผ่าตัดเสริมสวยก็จะเป็นผลสำเร็จ  บางกรณีหากกรรมเก่ามีกำลังมากและยังส่งผลอยู่ นอกจากการผ่าตัดแก้ไขจะไม่สามารถช่วยให้ดีขึ้นแล้วกลับทำให้ผิดรูป เช่นจมูกเบี้ยว หรือ บางอวัยวะผ่าตัดแล้วเน่า เป็นต้น

)  ฐานะ เป็นเศรษฐี ร่ำรวย หรือ ยากจน เป็นผลมาจาก อดีตชาติเคยบริจาคทานมากเพียงไร หากอดีตชาติเคยบริจาคทานใหญ่ๆ เกิดชาตินี้ก็จะร่ำรวยเป็นเศรษฐี ซึ่งบางคนชนกกรรมส่งผลให้รวยมาแต่เกิด แต่บางคนชนกกรรมอาจไม่ส่งผลให้มาเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย ตรงกันข้ามเกิดมายากจน แต่เมื่อโตขึ้นมาร่ำรวยภายหลังก็เป็นได้ ซึ่งขึ้นกับการส่งผลของกรรมนั่นเอง บางคนต้องเกิดมาเป็นขอทาน อดอยาก เช่น ชาวเอธิโอเปีย เป็นเพราะอดีตชาติไม่เคยบริจาค นอกจากนี้ยังเป็นผลของกรรมหรือการกระทำในชาติปัจจุบันด้วย หากที่ผ่านมาไม่ขยันขันแข็ง ไม่อดทน ก็สร้างตัวสร้างฐานะไม่ได้ เช่นกัน

) สิ่งแวดล้อมภูมิประเทศที่อยู่ ก็เป็นผลมาจากกรรมลิขิต เช่นกัน ทำไมบางคนเกิดมาในภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ อากาศดีตลอดปี แต่บางคนเกิดมาในภูมิประเทศที่ร้อนจัด,หนาวจัด,แผ่นดินไหว,น้ำท่วม,ประสบภัยพิบัติบ่อยๆ,บางคนเกิดอยู่ในดินแดนทุรกันดารอดอยาก

) วัฒนธรรมและประเพณี,ความเชื่อของคนในสังคม บางคนมีอิสระภาพในการใช้ชีวิต ,บางคนถูกบีบบังคับคลุมถุงชน,บางคนต้องประสบกับปัญหาครอบครัวหย่าร้าง ,ต้องทนอยู่กับสามีหรือภรรยาด้วยความทุกข์ เพราะวัฒนธรรมทางสังคม ผู้หญิงบางคนเกิดมาในประเทศที่ต้องปกปิดหน้าเวลาออกนอกบ้าน เป็นต้น

 จ)  ผัสสะที่มากระทบ ไม่ว่าจะเป็น

 - รูป ( สวยงามชวนมอง,สยดสยอง ไม่สวยงามไม่ชวนมอง) ที่มากระทบทางตา

 - เสียง(ไพเราะเสนาะหู,หนวกหูน่ารำคาญ)ที่มากระทบทางหู

 - กลิ่น(หอม,เหม็น)ที่มากระทบทางจมูก

 - รส(อร่อย, ไม่อร่อย) ที่มากระทบทางลิ้น 

 - สัมผัส( เย็น ร้อน อ่อน แข็ง นุ่ม ) ที่มากระทบทางกาย และ

 - ธรรมารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบทางใจ ( ความสุข,สนุกสนาน, เครียด,หดหู่, เศร้า , 

                  ใจว้าวุ่น ,ทุรนทุราย,สงบ)

 ทั้งหลายนี้คือวิบากหรือผลของกรรมในอดีต(ทั้งชาตินี้หรือชาติก่อนๆ) เคยลองสังเกตุไหม ทำไมบางคนได้รับแต่ผัสสะที่ดีๆ ตลอดชีวิต หรือส่วนใหญ่ของชีวิต เช่น เห็นแต่ของสวยๆงามๆ ,ลิ้มรสแต่อาหารที่เอร็ดอร่อย , อยู่ในบ้านสวยๆ,ได้ยินได้ฟังแต่คำพูดเพราะๆเสนาะหู,มีคนคอยบริการ แต่บางคนต้องอยู่ในที่ๆผัสสะแย่ๆตลอด เช่น บ้านอยู่ใกล้โรงกำจัดขยะ , อยู่ในที่อึกทึกหนวกหู เป็นต้น

      ฉ) ความสมบูรณ์ของศีล  กรรมของการรักษาศีลหรือผิดศีลเป็นประจำ ส่งผลต่อชีวิตปัจจุบัน คือ 

 ศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ หากอดีตชาติรักษาศีลข้อนี้ เกิดมาจะมีอายุยืนยาว ผู้ที่ฆ่าสัตว์เป็นประจำ เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์จะมีอายุสั้น บางคนตายตั้งแต่อยู่ในท้อง บางคนอายุ 1 ขวบ , 5 ขวบ, 10 ขวบ,20 ขวบ, 30 ก็เสียชีวิต หรือหากทำร้ายสัตว์เป็นนิจ อาจเกิดมาเป็นโรคภัยไข้เจ็บ มีโรคประจำตัว รักษาไม่หาย หรือพิกลพิการ

 ศีลข้อ 2 ไม่ลักทรัพย์ หากอดีตชาติรักษาศีลข้อนี้ ทรัพย์สินที่หามาได้จะยังคงอยู่ตลอดไป ไม่สูญหายหรือสูญเสียไปทางหนึ่งทางใด ผู้ที่เก็บเงินไม่อยู่ มีเท่าไหร่ก็หมด ถูกลักทรัพย์ จี้ปล้น ในอดีตชาติมักจะผิดศีลข้อนี้

 ศีลข้อ 3 ไม่ประพฤติผิดในกาม หากอดีตชาติรักษาศีลข้อนี้ ชีวิตครอบครัวมั่นคง ไม่หย่าร้าง ผู้ที่ในอดีตชาติเคยผิดศีลข้อนี้ ผลกรรมทำให้ได้ครอบครัวที่หย่าร้างอยู่กันไม่ยืด 

 ศีลข้อ 4 ไม่พูดเท็จ หากชาติก่อนไม่ผิดศีลข้อนี้เมื่อพูดจากับใครก็มีแต่คนเชื่อถือ มีเครดิต สังคมให้การยอมรับ เป็นผู้นำทางสังคม หากผิดศีลข้อนี้จะส่งผลให้พูดจาไม่มีคนเชื่อถือ ไม่มีใครคบหาสมาคมด้วย

 ศีลข้อ 5 ไม่ดื่มสุราของมึนเมา ผลของการรักษาศีลข้อนี้ในอดีตชาติทำให้เกิดมามีสติปัญญาดี จดจำได้แม่น ผู้ที่ผิดศีลข้อนี้มักสุขภาพไม่ค่อยดี,เจ็บป่วยบ่อย สติปัญญาไม่ดี เกิดมาปัญญาอ่อน

 ช) พฤติกรรมต่างๆของคนเรา เช่นนิสัยใจคอ เช่น มีความเมตตา กรุณา ขี้โกรธ ขี้โมโห หงุดหงิด ขยันหมั่นเพียร ขี้เกียจ เอาจริงเอาจัง ไม่ยอมแพ้ อดทน เป็นต้น เหล่านี้เป็นผลจากการสั่งสมอุปนิสัยในปัจจุบันชาติและในอดีตชาติ ที่ทำหรือประพฤติเป็นอาจิณณกรรม ทั้งสิ้น 

 กรรม7 คู่ ในจูฬกัมมวิภังคสูตร 

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน   อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี  เขตพระนครสาวัตถี  สุภมาณพ  บุตรของโตเทยยพราหมณ์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ    ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  อะไรหนอแล  เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลวและความประณีต คือ มนุษย์ทั้งหลายย่อมปรากฏ มีอายุสั้น มีอายุยืน   มีโรคมาก มีโรคน้อย  มีผิวพรรณทราม มีผิวพรรณงาม มีศักดาน้อย มีศักดามาก มีโภคะน้อย มีโภคะมาก เกิดในสกุลต่ำ เกิดในสกุลสูง   ไร้ปัญญา มีปัญญา ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลว และความประณีต ?
   พระพุทธเจ้าทรงตรัสตอบว่าดังนี้ ( สรุปโดยย่อ)
  1
เหตุที่ อายุยืน  เป็นเพราะอดีตชาติ ไม่เคยฆ่าสัตว์
     
เหตุที่ อายุสั้น.    เป็นเพราะอดีตชาติ ฆ่าสัตว์เป็นนิจ
  2
เหตุที่มีโรคน้อย (สุขภาพดี)  เป็นเพราะอดีตชาติ ไม่เคยทรมาณสัตว์
     
เหตุที่มีโรคมาก (ขี้โรค)     เป็นเพราะอดีตชาติ ชอบทรมาณสัตว์
  3
เหตุที่ผิวพรรณงาม.   เป็นเพราะอดีตชาติ ไม่เคยโกรธ
     
เหตุที่ผิวพรรณทราม (หยาบ, ขี้เหร่)  เป็นเพราะอดีตชาติ เป็นคนขี้โกรธ
  4
เหตุที่มีโภคะมาก(ร่ำรวย)  เป็นเพราะอดีตชาติ ให้ทานเป็นนิจ
     
เหตุที่มีโภคะน้อย(ยากจน ) เป็นเพราะอดีตชาติ ตระหนี่ ไม่เคยให้ทาน
  5
เหตุที่เกิดในสกุลสูง   เป็นเพราะอดีตชาติ นอบน้อมถ่อมตน
     
เหตุที่เกิดในสกุลต่ำ เป็นเพราะอดีตชาติ ไม่นอบน้อม
 6 
เหตุที่มีศักดามาก (มีอำนาจ ) เป็นเพราะอดีตชาติ ไม่ขี้อิจฉา ไม่ผูกพยาบาท
   
 เหตุที่มีศักดาน้อย(ไม่มีอำนาจ)  เป็นเพราะอดีตชาติ ขี้อิจฉาผูกพยาบาท
 7
เหตุที่มีปัญญา เป็นเพราะอดีตชาติ เข้าพบพราหมณ์ คุยเรื่องกุศล,อกุศล
   
เหตุที่ไร้ปัญญา   เป็นเพราะอดีตชาติ ไม่เคยเข้าพบพราหมณ์

 จะเห็นว่า สิ่งต่างๆที่รวมกันเป็นองค์ประกอบของตัวเรา ทั้งหมดทั้งปวงก็คือวิบากหรือเป็นผลมาจากกรรมในอดีตทั้งอดีตจากชาติปัจจุบันหรืออดีตจากชาติก่อนทั้งสิ้น โดยอยู่ภายใต้  “กฏแห่งกรรม” 6 ประการ 

 กฏแห่งกรรม 6 ประการ

 กฏข้อที่ 1. กัมมัสสะกา มีกรรมเป็นของตัวเอง เราอยากให้เราเป็นอะไร เราก็จะเป็นอย่างนั้น คือ เราสามารถเลือกได้ เช่น เราอยากเป็นพระก็ไปบวช, อยากเป็นโจรก็ไปปล้น, เราทำบุญทำทานเราก็ได้บุญเอง จะยกให้คนอื่นไม่ได้, เรากินเราก็อิ่ม จะให้คนอื่นอิ่มแทนไม่ได้ เราเลือกได้ “กรรมลิขิตชีวิตคน ยากดีมีจนมีกรรมเป็นวิถี”

 กฏข้อที่ 2. กัมมะทายาท มีกรรมเป็นมรดก หมายถึง เราเป็นผู้รับผลของกรรม จะถ่ายโอนให้คนอื่นไม่ได้ ถ้าของเราหายบ่อยๆ แสดงว่าชาติก่อนเราเคยลักขโมยของคนอื่น คนอายุสั้นก็เพราะชาติก่อนฆ่าสัตว์เป็นนิจ กรรมนี้ไม่ใช่กรรมจากชาติก่อนอย่างเดียว แต่เป็นกรรมที่สร้างในปัจจุบันชาติด้วย 

          (กฏข้อที่ 1 ใครทำคนนั้นเป็นเจ้าของ กฏข้อที่ 2 ใครทำคนนั้นเป็นผู้รับผล)

 กฏข้อที่ 3. กัมมะโยนี มีกรรมเป็นกำนิด เราจะเกิดเป็นคน ,เป็นสัตว์,สะสวย,ฉลาด,โง่,ผิวพรรณดี หรือทราม,เป็นชายหรือหญิง เกิดมาเป็นลูกใครครอบครัวไหน เพราะมีกรรมเป็นผู้กำหนดให้ไปเกิด ถ้าเราถือศีล 5 ครบถ้วนเมื่อชาติก่อน ชาติใหม่จะเกิดมาครบบริบูรณ์

 -  ถ้าชาติก่อน ศีลข้ออทินนา(ลักขโมย) บกพร่อง จะเกิดมาจะรักษาทรัพย์ไว้ไม่ได้หรือถูกจี้ปล้น 

-   ถ้าชาติก่อน ศีลข้อปาณาติบาต(ฆ่าสัตว์,ทำร้ายหรือทรมาณสัตว์)บกพร่อง จะเกิดมาขี้โรค ร่างกาย

    พิการ อายุสั้น 

 - ถ้าชาติก่อน ศีลข้อกาเมสุมิฉาจารา(ประพฤติผิดในกาม มีชู้, มีกิ๊ก)บกพร่อง เกิดมาจะไม่มั่นคงทาง ครอบครัว , หย่าร้าง เป็นต้น

 กฏข้อทึ่ 4. กัมมะพันธู มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เป็นพวกพ้อง เราสร้างกรรมประเภทไหน พันธุ์ไหน เราก็เป็นเผ่าพันธุ์ของกรรมที่เราสร้างหรือสั่งสมไว้  เหมือนเราปลูกพืชพันธุ์ไหนเราก็ได้พันธุ์นั้น ปลูกมะม่วงพันธ์เขียวเสวย ย่อมออกผลเป็นมะม่วงเขียวเสวย ไม่ออกผลเป็นมะม่วงอกร่อง

 กฏข้อที่ 5. กัมมะปฏิสะระณา มีกรรมเป็นเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมที่ทำให้เกิดเป็นมนุษย์ เราก็มีชีวิตแบบมนุษย์ เราทำกรรมที่ทำให้เกิดเป็นเทวดา เราก็มีชีวิตแบบเทวดา เราทำงานแค่ไหน เราก็ได้รายได้เท่านั้น เราทุกคนแล่นไปตามกรรมหรือรางของกรรมที่เราสร้างไว้

  กฏข้อที่ 6 ทำกรรมใดไว้ดีหรือชั่ว จะต้องได้รับผลของกรรมนั้น บุคคลหว่านพืชชนิดใดย่อมได้รับผลชนิดนั้น หว่านข้าวต้องได้ข้าว หว่านถั่วต้องได้ถั่ว 

 แม้ว่า “ ปัจจุบันคือวิบากหรือผลกรรมจากอดีต ” แต่ “ อนาคตก็คือวิบากหรือผลกรรมของปัจจุบัน ” ฉะนั้น แม้ว่า “ กรรม(ในอดีต)จะลิขิตคน ” แต่ “ คนก็คือผู้ลิขิตกรรม(ในปัจจุบันและอนาคต) ” นั่นเอง                                  

 คนลิขิตกรรม

 แม้ว่า กรรมเก่าที่เราทำมาแต่อดีต ไม่มีทางที่จะกลับไปแก้ไขได้ และทุกคนต้องรอผลของกรรมก็ตาม แต่กรรมที่เราทำในปัจจุบันสำคัญกว่า เพราะจะเป็นตัวกำหนดโชคชะตาในอนาคต และที่จริงแล้ว การส่งผลของกรรมทั้งหลาย เกิดจาก “กรรมเก่า”และ ”กรรมใหม่” ทำงานร่วมกัน  ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในเรื่อง อุปถัมภกกรรม(กรรมอุดหนุน) และ อุบปีฬกกรรม (กรรมบั่นทอน) ที่ว่า หากกรรมที่ไม่ดี(อกุศลกรรม) เปรียบเหมือนเกลือ และกรรมดี(กุศลกรรม)เปรียบเหมือนน้ำ เนื่องจากเราไม่รู้เลยว่า อดีตเราได้สร้างเกลือหรือน้ำมากน้อยเพียงใด และไม่มีประโยชน์ที่จะไปนึกถึง เนื่องจากไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ หน้าที่ของเราคือ ทำอย่างไรจึงจะสร้างน้ำใหม่ให้มีปริมาณมากๆ หรือสร้างกรรมดี(กุศลกรรม)มากพอเพราะหากกรรมเก่าของเราเป็นอกุศลกรรมหรือเกลือมากๆ น้ำ(กุศลกรรม)จำนวนมากที่เราสร้างใหม่จะไปช่วยบั่นทอนหรือลดความเค็มของเกลือลง (ไม่สามารถทำให้เกลือหายไปได้) แต่หากกรรมเก่าของเราเป็นน้ำ (กุศลกรรม)เสียส่วนใหญ่ น้ำหรือกุศลกรรมใหม่ที่ทำขึ้นก็จะไปช่วยเสริมอุดหนุนให้กุศลกรรมมากขึ้น  

 หากเราสังเกตุผู้คนในสังคมหรือผู้คนรอบข้างเรา ไม่ว่าจะเป็นญาติมิตร,เพื่อนฝูง หรือ เพื่อนร่วมงาน เราจะพบว่าแต่ละคนมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงและไม่มีใครที่เหมือนกันในทุกๆด้านแม้แต่คนเดียว ลองสังเกตุคนในครอบครัวโดยเฉพาะพี่น้องของเรา แม้ว่าจะได้รับการอบรมสั่งสอนและได้รับการดูแลจากพ่อแม่เหมือนๆกัน แต่ทำไมจึงไปคนละทิศคนละทาง ทั้งความสามารถในวิชาที่ถนัดหรือสาขาที่เลือกเรียน ,ลักษณะอุปนิสัยใจคอ, งานที่ทำ , แนวความคิด ,ทัศนคติ การดำรงชีวิต ก็ไปคนละทิศคนละทาง ทั้งนี้เป็นเพราะแต่ละคนมีกรรมเก่าและกรรมใหม่ที่ทำมาแตกต่างกัน นั่นเอง แม้แต่ฝาแฝดจากไข่ฟองเดียวกัน ถึงแม้จะมีรูปร่างหน้าตา(รูปขันธ์))เหมือนกันก็จริง แต่ก็ไม่เหมือน 100 % ยิ่งถ้าเป็นเรื่องของจิตใจ(นามขันธ์)แล้วยิ่งแตกต่างกันมาก ตัวอย่างเช่น ฝาแฝดอินจัน ถึงแม้ตัวติดกัน แต่กรรมเก่าและกรรมใหม่ของ อิน และ จัน ก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง กล่าวคือในเรื่องของกรรมเก่า อินและจันก็มาจากจิตคนละดวงมาปฏิสนธิ(เกิด) และถ้าจะพูดถึงกรรมใหม่ ก็ยิ่งแตกต่างกัน เพราะแม้ว่า อิน และ จัน จะมีลำตัวติดกัน แต่ใบหน้าของ อิน และ จัน ก็หันไปคนละทิศทาง ซึ่งทำให้ได้รับ ผัสสะที่แตกต่างกันในทุกๆขณะ ซึ่งมีผลต่อกรรมใหม่( เจตนาในจิต) ที่ต่างกันไปด้วย ปัจจุบันนักวิทยาศาตร์กำลังคิดทำโคลนนิ่ง และประสบความสำเร็จแล้วกับสัตว์บางชนิด มีคำถามว่า ถ้าอนาคตสามารถโคลนนิ่งคนได้สำเร็จ เช่น ต้องการโคลนนิ่ง ไอสไตน์ จะได้ไอสไตน์คนใหม่ ทั้งรูปร่างหน้าตา , ความรู้ความสามารถ และจิตใจ หรือไม่ คำตอบคือ เป็นไปไม่ได้ จริงอยู่การทำโคลนนิ่งอาจได้รูปร่างหน้าตาที่เหมือนเดิม แต่จิตวิญญาณไม่มีทางจะเหมือนเดิมได้ เพราะกระบวนการเวียนว่ายตายเกิดเป็นการเกิดดับของจิตและเกี่ยวเนื่องกับกรรม เราก็จะได้เพียงคนที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนไอสไตน์แต่จิตวิญญาณจากไหนมาปฏิสนธิก็ไม่รู้ 

 ศาสนาแห่งการพึ่งพาตนเอง

 พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการพึ่งพาตนเอง ปฏิเสธการอ้อนวอนขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ , ไม่เชื่อว่าจะมีเทพยดา,พระเจ้า หรือผู้มีฤทธิ์เดชอำนาจใดๆมาดลบันดาลให้ชีวิตคนเราเจริญขึ้น,เสื่อมลง, หรือสามารถแก้ไขกรรมต่างๆที่เราเป็นผู้กระทำด้วยการแลกเปลี่ยนกับคำบนบานที่คนเราจะมอบให้ เช่น ของเซ่นไหว้ ,การรำถวาย , การมอบตุ๊กตาสัตว์ต่างๆ หรือน้ำอัดลมเพื่อเป็นการตอบแทนในความช่วยเหลือ   เพราะผู้มีคุณธรรมระดับเทพ,พรหม ท่านเสพอาหารทิพย์และของทิพย์ คงไม่ต้องการของที่เราบนบานดังกล่าว แต่ท่านคงอยากให้เราประพฤติปฏิบัติแต่กรรมดี มีหิริ(เกรงกลัวต่อบาป),โอตัปปะ(ละอายที่จะทำบาป) ซึ่งเป็นคุณธรรมของเทวดา หรือให้เรามี พรหมวิหาร 4 คือ มีความเมตตา (อยากให้ผู้อื่นมีความสุข),กรุณา(อยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์) ,มุทิตา (ยินดีเมื่อคนอื่นได้ดี) และอุเบกขา (วางใจเป็นกลาง) ซึ่งเป็นคุณธรรมของพรหม มากกว่าที่จะแก้ไขกรรมให้เราด้วยการแลกเปลี่ยนกับของบนบานที่คนเราจะมอบให้ พุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่มุ่งเน้นให้เราเป็นผู้แก้กรรมด้วยการกระทำของเราเอง โดยการหมั่นประกอบแต่กรรมดี ดั่งคำพูดที่ว่า "ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว" ไม่มีใครบันดาลทั้งสิ้น

 บทสรุป : คนล่าฝัน กรรมล่าคน

  อดีต ปัจจุบัน และอนาคต มีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันด้วย “กรรม” เราทุกคนมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ด้วยการมี “อวิชชา ” หรือ “ความไม่รู้ ” ครอบงำ กล่าวคือทุกขณะที่มีอารมณ์ภายนอกมากระทบทางทวารทั้ง 6 คือ ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย และใจ จิตของเราจะปรุงแต่ง(สังขาร) ให้เกิดเวทนา (ชอบ,ไม่ชอบ,เฉยๆ) ซึ่งเป็นกิเลส แล้วจึงเกิดตัณหา (ความทะยานอยาก) และเกิดอุปาทาน(ยึด)สิ่งนั้นไว้ จิตจึงทำกรรม ( มโนกรรม-กรรมทางใจ ,วจีกรรม-กรรมทางวาจา ,และกายกรรม-กรรมทางกาย) ตลอดทุกเวลานาที วงจรนี้จะเกิดต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด 

 เพราะอวิชชา หรือความไม่รู้ เราทุกคนจึงไขว่คว้าหาความฝันในชีวิต(เป้าหมายชีวิต) โดยหารู้ไม่ว่า ความฝันที่เราต้องการไม่ว่าจะเป็นลาภ(ทรัพย์สมบัติ,เงินทอง) ยศ ,สรรเสริญ, หรือแม้กระทั่งความสุข ล้วนเป็นสิ่งสมมุติและเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง เราไม่สามารถครอบครองสิ่งนั้นได้ตลอดไป ทั้งหมดทั้งสิ้นย่อมตกอยู่ภายใต้โลกธรรม 8 (มีลาภ,เสื่อมลาภ,มียศ,เสื่อมยศ,มีสรรเสริญ,มีนินทา,มีสุข,มีทุกข์ ) ทั้งหมดจึงเป็นเช่น “ความฝัน ”(ยามหลับ) ก็เพราะความฝันในชีวิตนี่แหละที่ทำให้ คนเรากระเสือกกระสน ดิ้นรน พยามยาม และใช้กลวิธีต่างๆนานา ทั้งทางกาย,วาจา,ใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งความฝัน ซึ่งเป็นเหตุให้คนเราประกอบกรรมต่างๆมากมายทั้งดีชั่ว ทุกเวลานาที ซึ่งล้วนเป็นอกุศลกรรมทั้งสิ้นเพราะทุกสิ่งที่ต้องการล้วนเป็นไปเพื่อความยึดติด ไม่ปล่อยวางจากสังขารทั้งปวง ทุกครั้งที่คนล่าฝันจึงมักประกอบอกุศลกรรม ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งอกุศลกรรมที่เราทำก็จะเกิดวิบากกรรมที่จะตามล่าเรา และให้ผลของกรรมในรูปแบบต่างๆตามที่กล่าวข้างต้น

 สรุปแล้ว เราทุกคนต้องวางแผนต่อว่า แล้วชีวิตที่เหลืออยู่ ในชาตินี้ เราจะวางแผนอย่างไร แน่นอนเราทุกคนต้องเร่งสร้างกุศลกรรมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยการเร่งประกอบกรรมดี กุศลกรรมบถ10, ทาน ,ศีล,ภาวนา เพื่อที่ว่า หากเราเคยทำกรรมเก่าที่ไม่ดีไว้มากในอดีตซึ่งกำลังตามล่าเราอยู่ เหมือนหมาไล่เนื้อ กรรมใหม่นี้จะช่วยผ่อนหนักเป็นเบา แต่หากเราไม่เคยทำกรรมเก่าที่ไม่ดี กรรมใหม่นี้จะเป็นต้นทุนให้นำชีวิตที่เหลืออยู่ และ ชีวิตในชาติหน้า ไปสู่ความเจริญ จนกว่าจะถึงซึ่งพระนิพพาน หนทางสู่การพ้นทุกข์อย่างถาวร

  กรรมใด ใครก่อไว้         กรรมนั้นไซร้ ใช้ก่อคืน 

  จำใจ จำกล้ำกลืน                   ฝืนรับกรรม ก่อทำมา

 กฎกรรมคือกฏเกณฑ์     เวรก่อทำ กรรมย้อนหา

  กรรมใด ใครก่อมา             กรรมรักษา กฏเวรกรรม

 กงกรรม คือกงเกวียน     เวียนย้อนกลับ ทับผู้ทำ

 ใครใด ใคร่ก่อกรรม                ควรคิดย้ำ ทำกรรมดี

 กฎเกณฑ์ ก็ควรจำ          คือกฏกรรม นำชีวี

 ทำดี ต้องได้ดี                          มีประจำ กฏกรรมเวร

 

 

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2011 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]