• version_piano*
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : lunapink_pink@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-04-06
  • จำนวนเรื่อง : 4
  • จำนวนผู้ชม : 99321
  • ส่ง msg :
  • โหวต 3 คน
Religions and Thai Traditions**
ศาสนาและประเพณีไทย บันทึกเทศกาล วันสำคัญทางศาสนา~~
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/praewpan18
วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน 2552
Posted by version_piano* , ผู้อ่าน : 49911 , 01:25:39 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เทศกาลทางศาสนา

**เทศกาลวันอีสเตอร์ >> วันแห่งการฉลองชัย


       วันอีสเตอร์  คือวันระลึกถึงวันเป็นขึ้นมาจากความตาย ขององค์พระเยซูคริสต์ ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ คำว่า "อีสเตอร์ " ที่นำมาใช้สำหรับการฉลองนั้นมาจากคำว่า "EOSTRE" ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งฤดูใบไม้ผลิตของพวกทูโทนิค เป็นเทพเจ้าแห่งการฟื้นคืนชีพ เพราะก่อนถึงฤดูนี้ ต้นไม้ ใบหญ้า ดอกร่วงหล่นเหลือแต่ซาก พอถึงฤดูใบไม้ผลิมันจะกลับผลิดอกออกใบมีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นฤดูใบไม้ผลิ จึงถูกนำมาเปรียบกับการเป็นขึ้นมาจากความตาย ของพระเยซูด้วย จึงเรียกวันนี้ว่า "อีสเตอร์" 

สมัยก่อน คริสตจักรต่างๆ จัดฉลองวันอีสเตอร์ในวันอาทิตย์ที่ไม่ตรงกัน จนถึงปี ค.ศ.325 สภาไนเซียหรือสภาผู้นำคริสตจักรทั่วโลกได้ประชุม และมีมติให้กำหนดแน่นอน ให้คริสตจักรทั่วโลกฉลองเทศกาลอีสเตอร์ให้ตรงกัน โดยกำหนดวันอีสเตอร์คำนวนตามระบบจันทรคติ ทั้งนี้เนื่องจากต้องการให้การฉลองวันที่พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย ตรงกับเหตุการณ์ในครั้งแรกจริงๆ

วันอีสเตอร์ ( วันเฉลิมฉลองการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ ) คือวันไหนของปีกันแน่ ? 
         
เนื่องจากในแต่ล่ะปี กาเฉลิมฉลองวันอีสเตอร์ของคริสเตียนนั้นจะไม่ตรงกันซึ่งแตกต่างกันกับวันคริสมาสอย่างสิ้นเชิง  ซึ่งจะเฉลิมฉลองกันในวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี  ซึ่งเหตุผลที่ทำให้การเฉลิมฉลองวันอีสเตอร์ในแต่ล่ะปีไม่ตรงกันนั้น คงเป็นเหตุเพราะเนื่องจากว่า ในพระคัมภีร์ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า  สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์นั้น ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดนั่นเอง

           สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์นั้น  ได้เกิดขึ้น ในอาทิตย์เดียวกันกับ อาทิตย์ที่ชาวยิวจะเฉลิมฉลองปัสกา ในเดือนไนซานนั่นเอง  ดังนั้นวีธีการคำนวนวันอีสเตอร์ของคริสเตียน  จึงอิงกับการคำนวนวันเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกาของชาวยิวนั่นเอง

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า วันอีสเตอร์แต่ล่ะปี คือวันไหน??

การคำนวนง่าย ๆ คือ

1.นำปีปัจจุบัน + 1  เช่น  2005 + 1  จะเท่ากับ 2006

2.นำผลลัพธ์นั้น หารด้วย 19  จะได้เศษ 0 - 18

3. นำเศษ  0 - 18  มาเทียบกับวัน

คำว่า “อีสเตอร์” นี้ไม่มีอยู่ในพระคัมภีร์ แต่เรื่องราวความหมายและความสำคัญของคำๆนี้ ปรากฎชัดอยู่มากมายในพระคัมภีร์  คำว่า “อีสเตอร์” ที่ถูกนำมาใช้เรียก “เทศกาลเฉลิมฉลองการที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย” นี้ได้มาจากนามของ “เทวี หรือพระแม่เจ้าแห่งฤดูใบไม้ผลิ” ของพวกแองโกล-แซกซอน ที่มีนามว่า “Eastre”  เข้าใจว่าการฉลองการเป็นขึ้นมาจากความตายหรือการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์นั้นมาเกี่ยวข้องกับฤดูใบไม้ผลิ เพราะ

1. วันอีสเตอร์ อยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (ระหว่างเดือนมีนาคม และ เมษายน)

2. ฤดูใบไม้ผลิ เป็นสัญญลักษณ์ของชีวิตใหม่ เพราะต้นไม้ใบหญ้าที่ดูเหมือนตายไปแล้วในฤดูหนาวกลับผลิใบออกดอกดุจเกิดใหม่ นับเป็นภาพที่เหมาะสมกับการพรรณนาถึงการคืนพระชนม์ของพระคริสต์

แต่ตัวเทศกาลนี้ จริงๆแล้วได้พัฒนามาจากเทศกาล “ปัสกา” (Passover) ของยิว ช่วงสุดท้ายของชีวิตพระเยซูคริสต์ก็อยู่ในช่วงเทศกาลปัสกาดังกล่าว เทศกาลปัสกา(Passover) เป็นเทศกาลที่ชาวยิวระลึกถึงการที่พระเจ้าทรงนำพวกเขาออกมาจากการเป็นทาสในอียิปต์ เมื่อฟาโรห์ปฏิเสธที่จะปล่อยชาวอิสราเอล พระเจ้าให้ทูตมรณะเข้าไปในครัวเรือนของอียิปต์และปลิดชีพบุตรหัวปียกเว้นบ้านของชาวยิวที่นำโลหิตของแกะมาทาที่ประตูบ้านทูตมรณะจะผ่านเว้นไป

ดั้งเดิมแล้ว วันอีสเตอร์ ได้ถือปฏิบัติกันในวันปัสกา (วันที่ 14 เดือนนิสาน) จนกระทั่งในกลางศตวรรษที่ 2 คริสเตียนบางกลุ่มเริ่มเฉลิมฉลองวันอีสเตอร์นั้น ในวันอาทิตย์หลังจากวันที่ 14 เดือนนิสาน โดยถือเอาวันศุกร์ก่อนหน้าเป็นวันที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึงสิ้นพระชนม์ สุดท้ายก็เกิดการโต้เถียงในเรื่องวันที่ถูกต้องในการฉลองอีสเตอร์

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 197 วิคเตอร์ แห่งโรม ได้บีบพวกคริสเตียนที่ยังยืนกรานที่จะฉลองอีสเตอร์ในวันที่ 14 เดือนนิสาน ให้ออกไปจากหมู่คณะ แต่การถกเถียงยังคงดำเนินอยู่ต่อไป จนกระทั่งมาถึงต้นศตวรรษที่ 4 จักรพรรดิ คอนสแตนติน ทรงบัญชาให้ถือรักษาวันอีสเตอร์เป็นวันอาทิตย์ หลังวันที่ 14 เดือนนิสาน แทนการฉลองในวันที่ 14 เดือนนิสานเหมือนที่เคยปฏิบัติมาแต่เดิม

ด้วยเหตุนี้เอง วันอีสเตอร์จึงได้รับการเฉลิมฉลองในวันอาทิตย์แรกหลังจากคืนวันเพ็ญแรก ที่ตามหลังวัน “วสันตวิษุสวัต” (Vernal equinox) ซึ่งเป็น “วันที่กลางวันเท่ากับกลางคืน” ตรงกับวันที่ 21 มีนาคม พูดง่ายๆก็คือจากวันนี้มาจนถึงวันนี้ วันอีสเตอร์จะต้องมาหลังจากวันที่ 21 มีนาคมของทุกปีซึ่ง ต่อมาในปี คศ.320 คริสตศาสนจักรได้ประกาศให้วันของอีสเตอร์ คือวันอาทิตย์แรกหลังวันเพ็ญใกล้ฤดูใบไม้ผลิ (ต่อมาเป็นวันที่ 21 มีค.) ซึ่งจะตรงกับวันอาทิตย์ใกล้วันปัสกา (วันที่14 เดือนนิสาน) ซึ่งจะอยู่ช่วงระหว่างวันที่ 21 มีค.-25 เมย.ของทุกปี

จึงสรุปได้ว่า เมื่อตอนเริ่มแรกนั้น อีสเตอร์ เป็นงานเลี้ยงเฉลิมฉลองที่ผูกพันใกล้ชิดกับวันปัสกา ซึ่งเตือนให้ระลึกถึงเหตุการณ์ที่พระเจ้าทรงนำชาวอิสราเอล ให้อพยพรอดออกมาจากการเป็นทาสในอียิปต์ และเหตุการณ์ที่พระเยซูคริสต์ทรงถูกตรึงตายไถ่ผู้ศรัทธาในพระองค์ให้รอดพ้นจากโทษบาป  จนกระทั่งในศตวรรษที่ 4 อีสเตอร์ จึงแยกออกมาเป็นการเฉลิงฉลองเพื่อระลึกถึง “การเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์” หลังจากที่พระองค์ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปของมนุษย์และการฉลองนี้จะอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่เคยเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองฤดูใบไม้ผลิของชาวยุโรป

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเฉลิมฉลองวันอีสเตอร์ จำดำเนินมายาวนานนับพันปีแล้ว แต่สำหรับชาวไทยนั้น วันอีสเตอร์ยังนับว่าเป็น สิ่งใหม่ที่ไม่คุ้นเคย หวังว่า จากนี้ไป อีสเตอร์ จะกลับกลายเป็นเทศกาลที่คนไทยตื่นเต้นที่จะร่วมเฉลิมฉลองด้วยความเข้าใจ


ความสำคัญของวันอีสเตอร์


 คริสเตียนถือว่า วันที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย เป็นวันที่สำคัญที่สุด เป็นหัวใจของข่าวประเสริฐ เพราะถ้าไม่มีวันอีสเตอร์ วันคริสตมาสหรือวันศุกร์ประเสริฐ ก็ไม่มีความหมาย เพราะถ้าพระเยซูเสด็จมาเกิด และสิ้นพระชนม์โดยไม่ได้เป็นขึ้นมาใหม่ พระองค์ก็จะเป็นพระเจ้าที่ตายแล้ว ไม่สามารถช่วยเราได้ แต่เมื่อพระองค์ได้ชัยชนะเหนือความตาย บรรดาผู้เชื่อจึงมีความหวังที่แน่นอน ที่จะเป็นขึ้นจากความตาย มีชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์สถานกับพระเจ้า ได้มีความมั่นใจในชีวิตนิรันดร์หลังความตาย สิ่งนี้ได้ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ว่า หลังจากพระเยซูคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตาย พระองค์ได้ไปปรากฏในที่ต่างๆ หลายแห่ง ท่ามกลางสาวก และได้อยู่กับสาวกเป็นเวลา 40 วัน จึงได้ เสด็จสู่สวรรค์ท่ามกลางพยานถึง 500 คน เมื่อพระองค์ตรัสสั่งสาวกให้ไปประกาศข่าวประเสริฐ จนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก (มัทธิว 28:18-20) และพระองค์ทรงสัญญาว่าจะอยู่กับพวกเขาจนกว่าจะสิ้นยุด และยังสัญญาว่าจะกลับมารับพวกเขาไปอยู่กับพระองค์ พวกสาวกจึงได้ออกไปประกาศข่าวนี้ โดยไม่กลัวอันตรายใดๆ บ้างก็ถูกต่อต้าน ถูกจับทรมาน ถูกฆ่าตาย แต่พวกเขาก็ไม่หยุดยั้ง เพื่อยืนยันถึงสัจธรรมที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นความจริง โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ยิ่งนับวัน ผู้คนติดตามพระองค์ก็มีมากขึ้น พระองค์ได้สถาปนาอาณาจักรของพระองค์ด้วยความรัก ที่สละได้แม้ชีวิตของพระองค์เอง ที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นความจริง

 สัญลักษณ์ของวันอีสเตอร์
         
สัญลักษณ์ของวันอีสเตอร์ นั้นได้แก่สิ่งที่สื่อถึงความสุข สมหวัง ชัยชนะ ความอบอุ่น ความสดใส

ไข่ สื่อถึงชีวิตใหม่ ไข่ ถือเป็นสัญลักษณ์ของการบังเกิดใหม่หรือมีชีวิตใหม่ กางเขนและอุโมงค์ที่ว่างเปล่า เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ มีคนกล่าวว่าคริสเตียนแท้มักจะดำเนินชีวิตโดยยึดหลักการที่ว่า พระเยซูคริสต์ได้สิ้นพระชนม์ในวันศุกร์ประเสริฐเพื่อเราเมื่อวานนี้  และทรงเป็นขึ้นมาจากความตายในวันอาทิตย์อีสเตอร์  และทรงสถิตอยู่กับเราในวันนี้   และพระองค์จะทรงเสด็จกลับมารับเรา (ผู้เชื่อ) ในวันพรุ่งนี้

 



ผีเสื้อ สื่อถึงชีวิตใหม่ เหมือนผีเสื้อที่ออกมาจากดักแด้และบินสู่ท้องฟ้าเช่นเดียวกับ พระเยซูคริสต์ที่สิ้นพระชนม์ และอยู่ในอุโมงค์ หลังจากนั้น 3 วัน จึงฟื้นคืนพระชนม์

กระต่าย  สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ เป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิ


สวนดอกไม้ สื่อความหมายถึง ความสุขสมหวัง ดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของวันอีสเตอร์ คือดอกลิลี่ หรือดอกพลับพลึงขาวบริสุทธิ์

คำอวยพรและของที่ระลึก

คำอวยพรในการ์ดสำหรับเทศกาลอีสเตอร์ สำหรับคริสตชน จะอวยพรกันในประโยคที่ว่า "ขอให้พระพรแห่งการฟื้นคืนพระชนม์เป็นของคุณ"

            
ของที่ระลึกสำหรับเทศกาลนี้ นิยมมอบช็อกโคเล็ดรูปไข่ หรือ ตุ๊กตาช็อคโกเล็ครูปกระต่าย ,ไข่ต้มย้อมสี หรือวัสดุรูปไข่ที่ประดิษฐ์ด้วยงานศิลป

กิจกรรมในวันอีสเตอร์  การฉลองวันอีสเตอร์ โดยทั่วไปจะเริ่มตั้งแต่เช้ามืดของวันอาทิตย์ คริสตชนจะไปรวมตัวกันที่โบสถ์ หรือที่สุสาน หรือในทุ่งกว้าง หรือตามป่าเขา ร้องเพลงนมัสการพระเจ้าตั้งแต่ยังมืดอยู่ พอดวงอาทิตย์ค่อยๆ โผล่ขึ้นจากขอบฟ้า เสียงเพลง "เป็นขึ้นแล้ว" ก็จะดังกระหึ่มขึ้น เขาจะร้องเพลง อธิษฐานโมทนาพระคุณพระเจ้า และสรรเสริญพระองค์ที่ทรงเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ได้มีชัยชนะเหนือความตาย และทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ หลังจากนั้นก็ บรรยายถึงการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ หนุนใจให้คริสตชนดำเนินชีวิตอย่างมีชัย เหนือความบาป และความตาย ยืนหยัดอยู่ในความเชื่อศรัทธาที่มีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า จากนั้นส่วนใหญ่ก็จะรับประทานอาหารเช้าร่วมกัน เสร็จแล้วบางแห่งก็จะมีการเล่นเกมส์สนุกๆ หลายแห่งนิยมเอาไข่มาระบายสีต่างๆ ให้ดูสวยงาม และนำไปซ่อนให้เด็กๆ หรือหนุ่มสาวค้นหาอย่างสนุกสนาน คนโบราณในประเทศตะวันตก เชื่อกันว่าไข่เป็นสัญลักษณ์ของชีวิต เพราะกำลังจะมีชีวิตใหม่เกิดขึ้น จึงได้มีการใช้ไข่เป็นสัญลักษณ์ของวันอีสเตอร์ด้วย

ความเชื่อ

เทศกาลอีสเตอร์ คือ เทศกาลของคริสเตียนที่ระลึกถึงการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซู ซึ่งตรงกับเทศกาลปัสกาของชาวยิว เทศกาลปัสกา(Passover) เทศกาลที่ชาวยิวระลึกถึงการที่พระเจ้าทรงนำพวกเขาออกมาจากการเป็นทาสในอียิปต์ เมื่อฟาโรห์ปฏิเสธที่จะปล่อยชาวอิสราเอล พระเจ้าให้ทูตมรณะเข้าไปในครัวเรือนของอียิปต์และปลิดชีพบุตรหัวปียกเว้นบ้านของชาวยิวที่นำโลหิตของแกะมาทาที่ประตูบ้านทูตมรณะจะผ่านเว้นไป (Passover - ภาษาไทย =ปัสกา)

              
หลังจากนั้นอีกประมาณ 1500 ปีพระเยซูเสด็จมาประสูติในโลก (คริสต์มาส)และทำพันธกิจของพระองค์ในแผ่นดินโลกจนมาถึงช่วงเทศกาลปัสกา พระเยซูก็ถูกจับไปทรมาน และสิ้นพระชนม์บนกางเขน (วันศุกร์ประเสริฐ)โลหิตพระองค์เปรียบเสมือนเลือดแกะที่ช่วยชีวิตคนให้รอด เหมือนคืนวันปัสกาหลังจากนั้นในเช้าวันที่สาม พระองค์ฟื้นขึ้นจากความตาย ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ (วันอีสเตอร์)

“  คริสเตียนเชื่อว่าพระคริสต์ประสูติในวันคริสต์มาส

ทรงสิ้นพระชนม์ในวันศุกร์ประเสริฐ เพื่อเราในอดีต

ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย ในวันอาทิตย์อีสเตอร์

ทรงสถิตกับเราในวันนี้ และจะเสด็จกลับมารับเราในอนาคต ”


สรุปความคิดเห็นของผู้เขียน

                เทศกาลอีสเตอร์ หรือวันอีสเตอร์ถือว่า เป็นวันที่มีความสำคัญอย่างมาก คือเป็นวันที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย หลังจากวันที่พระองค์ถูกตรึงบนไม้กางเขน 3 วัน ดังที่ได้เสนอในเนื้อหาข้างต้น  เทศกาลของวันอีสเตอร์จึงถือว่าเป็นวันที่ระลึกถึงการประกาศชัยชนะของพระเยซูคริสต์เหนือความตายนั่นเอง สำหรับคริสเตียนกิจกรรมที่ทำในวันอีสเตอร์หรือเรียกอีกอย่างนึงว่าวันศุกร์ประเสริฐ ซึ่งตัวฉันเองคุ้นเคยเป็นอย่างดี ก็คือการอธิษฐานโต้รุ่ง การอธิษฐานโต้รุ่งเป็นการร่วมกันอธิษฐานของสมาชิกภายในโบสถ์หรือคริสจักรทั่วโลก ที่จะขอบพระคุณพระเจ้า ถึงความรักของพระองค์ที่ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาตายเพื่อเราบนไม้กางเขน และด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่หลั่งเพื่อมนุษย์ทุกคนนั้น ทำให้เราเป็นไท หรือได้รับการปลดปล่อยจากความบาป ซึ่งการอธิษฐานนี้ เราก็จะเริ่ม ร้องเพลง อธิษฐานตั้งแต่เย็นหรือหัวค่ำจนเช้า ซึ่งนึกไปถึงตอนเด็กๆฉันก็อดขำตัวเองไม่ได้ เพราะนาฬิกายังไม่บอกเวลาครึ่งคืนหรือเที่ยงคืนเลย ตาก็ปิดแล้ว เลยจำต้องเดินไปหาที่นอนทุกครั้งไป พอฉันโตขึ้นก็เริ่มจะอยู่ถึงเช้าได้ แต่ก็แบบง่วงๆ อ่ะนะคะ การอธิษฐานสำหรับฉันไม่เป็นเรื่องน่าเบื่อ หรือง่วงเลย เพราะการอธิษฐานในวันศุกร์ประเสริฐหรือ ช่วงอีสเตอร์นี้ เราก็จะอธิษฐานไป ร้องเพลงไป ใครง่วงก็ไปพัก ใครยังสนุก หรือไม่ง่วงก็อยู่อธิษฐานต่อ บรรยากาศเป็นแบบสบายๆมีเสรีภาพ เป็นเหมือนการชุมนุมของคนในครอบครัวเดียวกัน เอ่อ..เกือบลืมที่จะบอกผู้อ่านไปเลยค่ะ ว่าที่เรียกวันอีสเตอร์อีกชื่อว่าวันอีสเตอร์เนี่ย เพราะว่า พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเราทั้งหลายบนไม้กางเขนในวันศุกร์ และเป็นขึ้นมาในวันที่3 ก็คือวันอาทิตย์ ซึ่งกิจกรรมที่ฉันคิดว่าสนุก อบอุ่น ที่ได้ทำร่วมกันกับทุกคนในโบสถ์ก็คือสิ่งที่ทำในเช้าวันอาทิตย์นี่แหละนะคะ คือในตอนเช้าของวันอาทิตย์อีสเตอร์ ซึ่งเป็นหลังจากคืนที่เราอธิษฐานโต้รุ่งกัน เช้ามาก็จะทำกิจกรรมหาไข่กัน เมื่อตอนเด็กๆ ฉันก็จะเป็นคนหาไข่กับเพื่อน พี่ๆ อย่างสนุกสนาน คือเหมือนเกมส์ ถ้าใครได้จำนวนไข่มากที่สุดก็จะได้รางวัลหรือเสียงปรบมือ หรือความรู้สึกชนะประมาณนี้ล่ะค่ะ แต่พอโตขึ้นก็เปลี่ยนบทบาทจากผู้หาไข่เป็นซ่อนไข่ให้ทุกคนได้หากันบ้าง โดยฉันและเพื่อนๆพี่กลุ่มหนึ่ง ก็จะนำไข่ไปต้ม แล้วก็มาระบายสี เพ้นท์เป็นรูปต่างๆ แล้วตอนกลางคืนก็จะเอาไปซ่อน บริเวณก็มิใช่ที่ไหนก็รอบๆโบสถ์นี่ล่ะค่ะ สรุปว่าเป็นคนหาก็สนุก เป็นคนซ่อนก็ลุ้นว่าเค้าจะเจอรึป่าวนะ ^^ กิจกรรมนี้สื่อให้เราเห็นถึงความสุข สมหวัง ชัยชนะ ความอบอุ่น ที่เกิดจากการทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้เราระลึกถึงสัญลักษณ์ของวันอีสเตอร์ที่ชัดเจนที่สุด ก็คือ ไข่ ซึ่งก็ได้ให้ความหมายไว้ข้างต้นอีกแล้วเช่นกัน ไข่เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่ การบังเกิดใหม่ ดังสิ่งที่ได้ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ว่า หลังจากพระเยซูคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตาย พระองค์ได้ไปปรากฏในที่ต่างๆ หลายแห่ง ท่ามกลางสาวก และได้อยู่กับสาวกเป็นเวลา 40 วัน จึงได้ เสด็จสู่สวรรค์ท่ามกลางพยานถึง 500 คน เมื่อพระองค์ตรัสสั่งสาวกให้ไปประกาศข่าวประเสริฐ จนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก (มัทธิว 28:18-20) และพระองค์ทรงสัญญาว่าจะอยู่กับพวกเขาจนกว่าจะสิ้นยุด และยังสัญญาว่าจะกลับมารับพวกเขาไปอยู่กับพระองค์ พวกสาวกจึงได้ออกไปประกาศข่าวนี้ โดยไม่กลัวอันตรายใดๆ บ้างก็ถูกต่อต้าน ถูกจับทรมาน ถูกฆ่าตาย แต่พวกเขาก็ไม่หยุดยั้ง เพื่อยืนยันถึงสัจธรรมที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นความจริง โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ยิ่งนับวัน ผู้คนติดตามพระองค์ก็มีมากขึ้น พระองค์ได้สถาปนาอาณาจักรของพระองค์ด้วยความรัก ที่สละได้แม้ชีวิตของพระองค์เอง ที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นความจริง

          ซึ่งเชื่อได้ว่าสำหรับฉันและคริสเตียนทุกคนทั่วโลก เทศกาล ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น เทศกาลที่มีความสำคัญ ถือเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงความรักอันยิ่งใหญ่ และเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายอย่างมากก็คือ การที่เราได้ระลึกถึงการวายพระชนม์พระองค์บนไม้กางเขนเพื่อฉันและเพื่อเราทั้งหลาย จะพ้นจากความบาป และนั่นคือ เทศกาลที่สำคัญทางศาสนาของฉัน ~ เทศกาลวันอีสเตอร์~

 

-  บทความโดย ศาสนาจารย์ ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

-  แหล่งอ้างอิง: http://www.dek-d.com/content/view.php?id=511 
โดย นางสาววรญา อุระแสง (
sss27078)

-  หนังสือ อีสเตอร์ โดย อ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

-  หนังสืออีสเตอร์ วันแห่งการฉลองชัย โดย  ศจ.จักรพันธ์ ชูเกียรติวงศ์กุล

              

ขอขอบคุณ




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

Long Live The King Of Thailand

long live the king of Thailand.

View All
<< เมษายน 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    



[ Add to my favorite ] [ X ]