• หม้อแกงลิง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : s1-789@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-11
  • จำนวนเรื่อง : 55
  • จำนวนผู้ชม : 131115
  • ส่ง msg :
  • โหวต 33 คน
ดอกหม้อแกงลิง
ดอกหญ้าธรรมชาติ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/praprommonkalachan
วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน 2552
Posted by หม้อแกงลิง , ผู้อ่าน : 2751 , 18:11:06 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                   บัณฑิตมีกตัญญูรู้สนอง                      เป็นมิตรดีมั่นปองไม่มองเฉย

                                มิตรรับทุกข์ช่วยกิจอยู่ชิดเชย            สมควรเอ่ยดีกว่าโขในโลกา

ขอนอบน้อมแด่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นศาสดาเอกของโลก

ขอนอบน้อมแด่ พระธรรมอันเป็นคำสั่งสอนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว

ขอนอบน้อมแด่ พระอริยสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้สืบทอดพระธรรมคำสอน

ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว จนมาถึงเราชาวโลกจนปัจจุบันนี้

ขอคารวะระลึกถึงพระเดชพระคุณ พระพรหมมังคลาจารย์ ปัญญานันทะภิกขุ อดีตประธานสงฆ์วัดชลประทานรังสฤษฎ์

ขอคารวะพระเดชพระคุณ พระเทพปริยัติเมธี ประธานสงฆ์วัดชลประทานรังสฤษฎ์องค์ปัจจุบัน

ขอเจริญพร ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ที่ได้ติดตามรายการ พุทธสุภาษิตสะกิดใจ ที่มีอัตมาภาพ

พระมหาสำราญ จนฺทสโร แห่งวัดชลประทานรังสฤษฎ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ สำหรับพุทธสุภาษิตในวันนี้นั้นอัตมาภาพ จักได้นำเสนอพุทธสุภาษิตที่ว่า

                                อนตฺถํ ปริวชฺเชติ     อตฺถํ คณฺหาติ ปณฺฑิโต

ซึ่งมาใน องฺ.จตุกฺก ๒๑/๔๒

แปลความเป็นภาษาไทยว่า บัณฑิตย่อมเว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ถือเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์  เพราะฉะนั้นการที่เราจะเป็นบัณฑิตนั้น ก่อนอื่นเราก็ต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าบุคคลเช่นไรที่เรียกได้ว่าเป็นบัณฑิต ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตนั้นในมังคลัตทีปนี ได้กล่าวไว้ว่า ต้องเป็นผู้ที่มีความคิด การพูด การกระทำที่เป็นกุศล อันประกอบไปด้วยประโยชน์ฝ่ายเดียวทั้งของตนเอง และส่วนรวม ดำเนินชีวิตที่ประกอบไปด้วยปัญญารอบรู้ในเหตุและผลไปด้วยกัน บุคคลเช่นนี้แหละ จึงได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิต แม้ในอาคตสถานอื่น ได้กล่าวไว้ว่า บุคคลผู้เป็นบัณฑิตนั้นนะเป็นผู้พิจารณากรรมอันพึงกระทำด้วยกาย วาจา ใจ โดยรอบคอบทุกอย่าง และหยั่งรู้ในประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนเองและคนอื่น ไม่ต้องการในสิ่งที่ตัวเองไม่ควรได้ ไม่เสียใจในสิ่งที่หายไป และไม่ต้องการในสิ่งที่เป็นของคนอื่น บุคคลเช่นนี้แหละจึงได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิต

                เมื่อเราได้รู้จักกับบัณฑิตตามทรรศนะคติทางพระพุทธศาสนาแล้ว ทีนี้เราก็พอจับเค้าลางได้แล้วว่าบัณฑิตทางพระพุทธศาสนานั้นนะ มีคุณสมบัติเป็นเครื่องวัดภูมิบัณฑิต ซึ่งมีความหมายตรงข้ามกับบัณฑิตทางโลก ที่ถือเอาวิทยฐานะหรือปริญญาเป็นเครื่องวัดภูมิบัณฑิต เช่น เนติบัณฑิต รัฐศาสตร์บัณฑิตเป็นต้นความจริงค่าของคนที่เป็นบัณฑิตนั้นอยู่ที่การดำเนินชีวิตด้วยปัญญา และการบำเพ็ญประโยชน์เป็นสำคัญดังที่มีพระพุทธดำรัส ในอุโภอัตถสูตรว่า ธีรชนไม่ประมาท ดำเนินชีวิตด้วยปัญญาสอดส่อง ย่อมรับปฎิบัติประโยชน์ทั้งสอง คือประโยชน์ชาตินี้และประโยชน์ในชาติหน้าด้วย ให้บรรลุถึงประโยชน์ ท่านจึงเรียกว่าเป็นบัณฑิต

                และคนที่เป็นบัณฑิตนะเขาจะดำเนินชีวิตอย่างระมัดระวัง เมื่อเขามองไม่เห็นหน้าที่การงานอื่นที่เหมาะสำหรับเขาแล้ว เขาก็จะไม่ละทิ้งหน้าที่การงานเดิมของเขาเป็นอันขาดทีเดียว จะดำเนินชีวิตเขาไปทีละก้าว เมื่อตั้งตัวได้ก้าวหนึ่งแล้ว เขาจึงจะเดินก้าวต่อไปอีก ถึงแม้ว่าจะมีอุปสัคทำให้เดือดร้อนบ้าง เขาก็จะไม่ละทิ้งประโยชน์ที่เขาได้กระทำอยู่เป็นอันขาด เปรียบเหมือนช้างที่ได้ลงสู่สงครามแล้ว ก็ยังไม่ได้ทิ้งเยื้องกรายอันสง่างาม หรือเปรียบเหมือนอ้อยถึงแม้ว่าจะถูกหีบไปแล้วก็ยังไม่ทิ้งรสหวาน บุคคลเช่นนี้แหละจึงเรียกได้ว่าเป็นบัณฑิต

                ฉะนั้นบัณฑิตจะไม่ประมาทในชีวิตเขานึกถึงความผันแปรของโลกอยู่เสมอ เขามุ่งแต่จะรีบเร่งทำประโยชน์ ทำการงานที่เขาได้เริ่มทำเอาไว้อย่างไม่ชักช้า จะเขาไม่มีการผัดวันประกันพรุ่ง ทำงานให้เสร็จตามเวลาที่ได้กำหนดเอาไว้เสมอ เขาจะรู้จักดูแลรักษาทรัพย์ที่เขาหามาได้ไม่ให้เสื่อมสลายไปโดยไร้ประโยชน์ ทั้งยังทำให้ทรัพย์เหล่านั้นให้เกิดดอกออกผลมากยิ่งขึ้นด้วยซ้ำไป เลี้ยงชีวิตของตนไปตามสมควรกำลังทรัพย์ที่เขามีอยู่ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

                คนที่เป็นบัณฑิตนั้นนะ นอกจากเขาจะสร้างเนื้อสร้างตัวให้มีฐานะที่มั่นคงในชาตินี้แล้ว เขายังมีสำนึกในบาปบุญคุณโทษ ที่จะติดตามเขาไปในภพชาติต่อไปด้วย ดังนั้นเขาจึงได้คิดหาอุบายวิธีเพื่อป้องกันไม่ให้ตนไปสร้างบาป สร้างความชั่วได้ และยังคิดหาอุบายวิธี ในการที่จะสั่งสมคุณงามความดี และเพิ่มพูนบุญญาบารมีให้กับตนเองให้มากยิ่งขึ้น เพื่อที่เป็นเสบียงบุญ เป็นเครื่องมือในการที่จะสั่งสมคุณงามความดีในชาติต่อๆไปด้วย ด้วยวิธีการอบรมจิตใจให้มีศรัทธาความเชื่อในกรรม เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และเชื่อว่าผู้ที่ทำกรรมใดดีหรือชั่ว กรรมดีหรือชั่วนั้นจะเป็นของผู้ที่ทำ เขาจึงเป็นผู้ที่อบรมกาย วาจาเพื่อให้ตนเองมีศีลที่สะอาดและบริสุทธิ์ เขาจะยอมทุ่มเทเสียสะละเวลาอันเป็นส่วนน้อยเพื่อประโยชน์สุขส่วนใหญ่ ของเขาเอง เช่น เสียสละทรัพย์เพียงบางส่วนเพื่อช่วยผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ช่วยเด็กที่ด้อยโอกาสให้ได้รับศึกษาที่เหมาะสม ตลอดจนอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา และอบรมจิตใจให้เกิดปัญญา มีความฉลาดหลักแหลม มีสติฝึกตนเองให้มีความฉลาดเฉลียว รู้จักกระทำแต่ความดีที่สร้างสรรค์ประโยชน์ หลีกเลี่ยงการกระทำความชั่วความผิดที่มีแต่จะสร้างความทุกข์ให้กับตนเอง และผู้อื่นโดยรวม

                เมื่อเราได้รู้จักกับวิธีที่บัณฑิตเขาได้ใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิตด้วยเหตุด้วยผลแล้ว ทีนี้เรา ก็มาทำความเข้าใจกับอาการของบัณฑิต มี ๓ อย่างด้วยกัน คือ การคิด พูด ทำ ที่ได้ปรากฏในพาลบัณฑิตสูตรที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงเอาไว้ว่า  ๑. สุจินติตจินตี  แปลความเป็นภาษาไทยว่า คิดเรื่องที่ดีที่ตนเคยคิดมาโดยตลอด  ๒. สุภาสิตภาส  แปลความเป็นภาษาไทยว่า พูดถ้อยคำที่ตนเองเคยพูดมาเป็นปรกติ ๓. สุกตกัมมการี  แปลความเป็นภาษาไทยว่า ทำความดีที่ตนเคยทำมาเป็นปรกติ

                ตามพระพุทธดำรัสนี้ อาการที่รู้ตัวว่า เรื่องที่คิด กิจที่ทำ คำที่พูดนั้นจะนำไปสู่ความเบาใจของคนอื่นแล้ว จึงได้คิดพูดทำทุกทาง และจะไม่คิดพูดทำในสิ่งอันที่จะนำไปสู่ความหนักใจของคนอื่น นี่คืออาการ ของบัณฑิตที่ควรศึกษาเอาไว้ มี ๓ อย่างด้วยกัน

                อย่างที่ ๑  บัณฑิตลักษณะ คือ อาการที่แสดงออกแห่งอัธยาศัยของบัณฑิต  อันประกอบไปด้วยมโนกรรมที่ดีงาม ๓ ประการด้วยกัน อย่างที่ ๑  อโลภัชชาสัย คือ อัธยาศัยที่ไม่มีความโลภ ไม่มีความอยากได้อยากเป็นในสิ่งที่เกินของตน พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่เท่านั้น และยินดีในสิ่งที่ตนหาได้มาด้วยความชอบธรรม เห็นคุณค่าของความพอเพียง ทั้งยังมองเห็นโทษของความมักมาก ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความสม่ำเสมอ

                อย่างที่ ๒ อโทสัชชาสัย คือ อัธยาศัยที่ไม่โหดร้าย ประกอบไปด้วยความเมตตากรุณาโอบอ้อมอารี ไม่ใจจืด ไม่ใจดำ ไม่มีจิตใจที่แข็งกระด้าง ไม่มีความลำเอียง มีแต่ความหวังดีให้กับผู้อื่นเท่านั้น มีอุปนิสัยที่สุขุมเยือกเย็น เป็นเหมือนกับเทวดาอารักษ์ของบ้านเมือง ที่หวังให้เพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันมีแต่ความสุข  แผ่ความกรุณาไปถึงผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากให้พ้นจากความทุกข์ตามกำลังของตน

                อย่างที่ ๓ อโมหัชฌาสัย คือ อัธยาศัยที่ไม่ลุ่มหลง มีสติสัมปชัญญะเป็นตัวตั้ง พิจารณาหาเหตุผลให้รู้ผิดชอบชั่วดี หรือรู้บาปบุญคุณโทษ ไม่ลุอำนาจแก่ความลุ่มหลงเพลิดเพลิน และยังมีสัมมาทิฎฐิเข้ามาสนับสนุนเพื่อให้เห็นผิดเป็นผิด เห็นชอบเป็นชอบ มีความกตัญญูรู้บุญคุณ แก่ผู้ที่มีพระคุณกับตนเอง

                อย่างที่ ๒ บัณฑิตนิมิต เป็นอาการที่แสดงออกแห่งวจีกรรมของบัณฑิตที่หมายให้รู้ว่า วจีกรรมของบัณฑิตนั้น เป็นวจีกรรมที่มีความสุภาพดีงาม ๔ ประการด้วยกันเรียกว่าบัณฑิตนิมิต

                อย่างแรกนั้น คือ พูดคำจริง เป็นคำพูดที่แน่นอน เป็นคำพูดที่มีความคงที่แท้จริง เป็นคำพูดที่มีแต่เนื้อหาล้วนๆ โดยไม่มีการพูดเท็จหรือหลอกลวง ฉะนั้นความสำคุญของการพูดจริง อยู่ที่พูดตามความจริง และทำความจริงให้ปรากฏ

                อย่างที่ ๒ คำพูดสมานไมตรี คือ คำพูดที่ผูกมิตรไมตรี ประสานสามัคคี พูดแนะนำคนที่ยังไม่รู้จักให้รู้จักกัน พูดชักนำคนที่ไม่พอใจกัน ให้มีความชอบพอสนิทสนมกัน นี่เป็นคำพูดผูกมิตรไมตรีให้มีความสามัคคีปรองดองกัน

                อย่างที่ ๓  พูดคำไพเราะ เป็นคำพูดที่ดูดดื่ม และยังเป็นคำที่อ่อนหวาน ถ้อยคำที่พูดออกมานั้นออกมาจากน้ำใสใจจริงให้ผู้ที่รับฟังทำตามได้ไม่มีโทษแต่อย่างใด เป็นคำพูดที่เร้าใจผู้ฟังให้ถือเอาเป็นเยี่ยงอย่างได้ นี่คือคำพูดที่ดูดดื่ม ดุจน้ำหวาน ชูกำลังใจของผู้ดื่ม นี่คือคำพูดที่ไพเราะอ่อนหวาน

                อย่างที่ ๔ พูดคำที่มีประโยชน์ เป็นคำพูดที่มีเหตุมีผล ถ้อยคำที่อ้างเหตุผล เป็นคำพูดที่อ้างอิงพระธรรม อ้างอิงพระวินัย เป็นคำพูดที่มีหลักฐานยืนยัน ซึ่งแม้กระทั่งสัตตบุรุษก็ยังไม่สามารถคัดค้านได้เลย อย่างนี้แหละ คือ คำพูดที่มีเหตุมีผล เป็นคำพูดที่มีการปรารภแต่ความจริง ถูกกาล ถูกเวลา เป็นคำพูดที่ประกอบไปด้วยประโยชน์เหมาะกับภูมิธรรมของบุคคล นี่ คือคำพูดที่สมควร

                อย่างที่ ๓ บัณฑิตาปธาน  เป็นอาการที่แสดงออกแห่งพฤติกรรมไม่ขาดสายของบัณฑิต เปิดเผยให้เห็นว่ากายกรรมของบัณฑิตนั้นเป็นกายกรรมที่ดีงาม ๓ ประการเป็นไปติดต่อไม่ขาดระยะเรียกว่าบัณฑิตาปธาน มี ๓ อย่างด้วยกัน อย่างแรก คือ การเว้ณจากการฆ่า  บัณฑิตจะมีแต่ความเมตตา หวังดีต่อผู้อื่น แผ่เมตตาให้กับผู้อื่นอยู่เสมอ ฉะนั้นบุคคลใดก็แล้วแต่ที่มีความเมตตาให้กับผู้อื่นอยู่เสมอนั้นนะ ไม่มีความเป็นไปได้เลยที่เขาจะคิดร้ายต่อผู้อื่นได้เลย เขาคิดแต่จะทำประโยชน์ให้กับตัวเขาเองและส่วนร่วมอยู่เสมอ  ดังนั้นคนที่มีความเมตตานั้น จึงเป็นคนที่มีศีลที่บริสุทธิ์ในตัวอยู่แล้ว

                อย่างที่ ๒   เว้ณจากการลักขโมย และ การฉ้อฉลกัน ด้วยการมีสัมมาอาชีวะ คือ การหาเลี้ยงชีวิตในทางที่ชอบประกอบด้วยธรรม ไม่ใช้เล่อุบายหากินในทางที่ผิด เบียดเบียนผู้อื่น เช่นการลักขโมย กรรโชก หลอกลวง จี้ปล้น ฉ้อโกง ตระบัดสัต ยักยอก เบียดบัง ค้าของเถื่อน ค้าสิ่งเสพติด และยาพิษ เป็นต้นซึ่งเป็นกลอุบายในการทำลายผู้อื่นทั้งสิ้น

                อย่างที่ ๓ เว้ณจากการทำผิดประเวณี โดยอุปนิสัยของบัณฑิตนั้น จะไม่ลุแก่อำนาจแห่งความใคร่ ถ้าเป็นผู้ชาย เมื่อเห็นลูกเมียของผู้อื่น เขาก็จะมองเป็นเปรียบได้กับ แม่ของตนเอง ถ้าเป็นผู้หญิง เมื่อเห็นสามีของผู้อื่น เขาก็จะเห็นเปรียบได้กับพ่อของตัวเอง เขาถือคติว่า การกิน การนอน ความกลัว และการสืบพันธุ์เหล่านี้มีความเสมอกันทั้งคนและสัตว์ แต่คนนั้นมีภาวะที่แปลกกว่าสัตว์ คือตรงที่มีความซื่อสัตย์ไม่นอกใจกันไม่ทำชู้กับกับคู่ครองของผู้อื่น ถ้าปราศจากความซื่อสัตย์เหล่านี้ ก็เป็นเหมือนภาวะของสัตว์

                เมื่อเราแต่ละคนคิดดีมีบัณฑิตลักษณะอย่างนี้ มีจิตใจที่มีเมตตาไม่โลภ โกรธ หลง มีคำพูดที่เป็นวาจาสุภาพ เป็นวาจาที่สมานไมตรี วาจาไพเราะ วาจาที่มีประโยชน์ และทำดีเป็น วาจาปทาน เว้ณจากการ ฆ่า เว้ณจากการลักขโมย เว้ณจากการฉ้อฉล  เว้ณจากการทำผิดประเวณี อย่างนี้ชื่อว่าเป็นบัณฑิต

                สาเหตุอะไรที่เราควรจะประพฤติตัวเป็นบัณฑิต  เมื่อเราทราบถึงลักษณะ และอาการของบัณฑิตแล้วเนี้ยะเราก็ควรจะได้รู้ว่ามูลเหตุแห่งการประพฤติตัวบัณฑิต ที่มีอยู่ ๓ ประการ ดังต่อไปนี้

                อย่างที่ ๑ บัณฑิตไม่มีภัย เพราะว่าบุคคลที่เป็นบัณฑิตนั้น เขาจะไม่มีสิ่งที่หน้าสะดุ้งกลัวอยู่ในตัวตนเลย แต่เป็นบุคคลที่มีพวกพ้อง และเป็นมิตรต่อทุกคน มีอัธยาศัยที่โอบอ้อมอารีใบหน้าของเขาจะมีแต่ความอิ่มเอิบยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา เป็นคนที่มีวาจาที่ไพเราะอ่อนหวาน กิริยาท่าทางที่อ่อนน้อมถ่อมตน ทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกสบายใจเมื่อได้พบเห็น ไม่มีพิษภัยต่อผู้อื่น

                 อย่างที่ ๒ บัณฑิตไม่มีความอุบาทว์ คือไม่มีสิ่งที่เป็นอัปมงคล ไม่มีสิ่งอัปลักษณ์เสื่อมทราม ไม่มีสิ่งอัปรีย์น่าเกลียด ไม่มีความจัญไรชั่วร้ายอยู่ในตัวตนของบัณฑิต จะมีก็แต่สิ่งที่เป็นมงคลอยู่ในตัวของบัณฑิตเท่านั้น นับว่าไม่มีอุบาทว์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น        

                อย่างที่ ๓ บัณฑิตไม่มีอุปสรรค คือไม่มีเหตุขัดข้องอยู่ในตัว มีวิธีการในการดำเนินชีวิตที่ราบรื่นปลอดโปร่ง และไม่เป็นอุปสรรคทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น เปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับตนเอง ดำเนินกิจการได้สะดวกทุกวิถีทาง บัณฑิตนั้นนะเขาจะไม่แนะนำในสิ่งที่ไม่ควรแนะนำ ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่จะแนะนำในสิ่งที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ ฉะนั้นผู้ที่ได้คบค้าสมาคมกับบัณฑิตนั้น จึงเป็นคนที่โชคดียิ่งนัก

                เพราะแม้กระทั่งพระพุทธเจ้าเอง พระองค์ก็ยังตรัสรับรองเอาไว้ใน ติกนิบาตร อังคุตรนิกาย ว่า บรรดาภัยอุบาทว์ และอุปสรรคจะเกิดก็แต่คนพาล หาเกิดแต่บัณฑิตไม่ เพราะคนพลามีภัยอุบาทว์และอุปสรรคประจันหน้า ส่วนบัณฑิตหามีภัยอุบาทว์และอุปสรรคประจันหน้าไม่

                เมื่อเราทราบแล้วว่าเพราะอะไรเราจึงควรที่จะประพฤติตัวบัณฑิต ฉะนั้นเรามาศึกษากันดูว่าเราจะประพฤติตัวบัณฑิตได้อย่างไรบ้าง  คำว่า เสวนา หมายความว่า คบค้า คบหา คบคิด การร่วมชีวิตจิตใจ มีนิสัยใจคอตรงกัน  ทำกิจการร่วมกัน มีลักษณะของการเสพ 7 อย่างด้วยกัน ดังนี้

๑.      อุปสังกะมะนะ หมายความว่า การไปมาหาสู่

๒.    ปยิรุปาสนะ หมายความว่า การเข้าตีสนิทชิดชอบ

๓.     สัมปิยะ หมายความว่า ความรักใคร่กันอย่างจริงจัง

๔.     ภัตติ หมายความว่า ความนับถือซื่อตรงต่อกัน

๕.     สันทิฏฐะ หมายความว่า เป็นเพื่อนร่วมคิดร่วมเห็นด้วยกัน

๖.      สัมภัตตะ หมายความว่า เป็นเพื่อนร่วมกินร่วมอยู่

๗.     ทิฏฐานุคติ หมายความว่า ดำเนินตามอย่าง                                                                                               

                โบราณว่า สังสารวัฏไม่มีสาระอะไรเลย ถ้าบุคคล ประพฤติตัวเองให้ได้ ๓ สถาน คือ ๑ คบบัณฑิต

๒ ศรัทธาในกรรม ๓ ชำระล้างจิตใจในแม่น้ำ คือความสงบ ก็จะมีชีวิตอย่างเป็นสาระ จะมีนิพพานคือความสงบเย็นใจ นี่แหละคือผลแห่งการคบหากับบัณฑิต

                สรุปได้ว่า บัณฑิตนั้นเป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตด้วยปัญญาคติ รู้จักใช้ปัญญาสอดส่องไปด้วยกันในเหตุและผล บำเพ็ญประโยชน์ทั้งสอง มีจิตใจที่สุภาพเป็นลักษณะ มีวาจาที่สุภาพเป็นนิมิต มีกิริยาที่สุภาพพฤติกรรมที่ไม่ขาดสาย เป็นผู้ไม่มีภัย ไม่มีอุบาทว์ ไม่มีอุปสรรคในตัวเอง และต่อผู้อื่นทั้งสิ้นนับว่าเป็นบุคคลที่ควรคบหาสมาคมด้วยเป็นอย่างยิ่ง

                สำหรับรายการ พุทธสุภาษิตสกิตใจ ในวันนี้ อัตมาภาพขอยุติรายการเอาไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน

 http://www.watchol.or.th/ เป็นเวบวัดชลประทานรังสฤษฏ์




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ฟังคำสอน ของหลวงพ่อปัญญา

หลวงพ่อ ปัญญา นันทภิขุ ผู้ซึ่งเป็นพระที่พวกเราเคารพยิ่งเลยนำคำสอนของท่านมาให้ฟังกันเป็นครั้งสุดท้ายครับ

View All
<< กันยายน 2009 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]