*/
  • praputtamon
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2015-03-17
  • จำนวนเรื่อง : 261
  • จำนวนผู้ชม : 190256
  • จำนวนผู้โหวต : 36
  • ส่ง msg :
  • โหวต 36 คน
วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน 2560
Posted by praputtamon , ผู้อ่าน : 552 , 06:49:57 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน นายยั้งคิด โหวตเรื่องนี้

กรรมและผลของกรรม

ถ้าผู้ใดกระทำอกุศลกรรมไว้ ย่อมได้รับอกุศลวิบาก ถ้าอกุศลวิบากนั้นให้ผล เขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ รู้ไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ต้องรับผลของอกุศลวิบากนั้น เสมือนเป็นทายาทของกรรมเท่านั้น

ส่วนผู้ใดกระทำมหากุศลกรรมไว้  ย่อมได้รับมหาวิบาก ถ้ามหาวิบากนั้นให้ผล ย่อมนำมาซึ่งความสุข ดังทายาทแห่งกรรมเท่านั้น

อนึ่ง ผลทุกข์ ผลที่ไม่ดี ของอกุศลกรรมใด หรือผลดี ผลแห่งความสุขของมหากุศลกรรมใด ไม่เพียงแต่ให้ผลโดยตรง (มุขยผล) สำหรับผู้กระทำกรรมนั้น แต่ยังให้ผลโดยอ้อม สำหรับคนที่ใกล้ชิดกับผู้กระทำกรรมนั้นด้วย (นิสันทผล) ดังเรื่องโลสกติสสะเป็นตัวอย่าง

 " ผู้ใดบุคคลกล่าวสอนอยู่ไม่ทำตามคำสอนของผู้ปรารถนาประโยชน์ผู้อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูลผู้นั้นย่อมเศร้าโศกเหมือนมิตตพินทุกะจับเท้าแพะเศร้าโศกอยู่ฉะนั้น."

 

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภ พระโลสกติสสเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า " โยอตฺถกามสฺส" ดังนี้.

พระเถระผู้มีชื่อว่า โลสกะ ท่านเป็นบุตรของชาวประมง ในแคว้นโกศล เป็นผู้ทำลายตระกูลวงศ์ของตน ไม่มีลาภ มาบวชในหมู่ภิกษุ 

ได้ยินมาว่า ท่านจุติจากที่ที่ท่านเกิดแล้ว ถือปฏิสนธิในท้องของหญิงชาวประมงนางหนึ่ง ณ หมู่บ้านชาวประมงตำบลหนึ่ง ซึ่งอยู่ร่วมกันถึงพันครอบครัว ในแคว้นโกศล ในวันที่ท่านถือปฏิสนธิ ชาวประมงทั้งพันครอบครัวนั้น พากันถือข่ายเที่ยวหาปลา ในลำน้ำและบ่อบึง ไม่ได้แม้แต่ปลาตัวเล็ก ๆ สักตัวหนึ่ง และนับแต่วันนั้นมา พวกชาวประมงเหล่านั้น ก็พากันเสื่อมลาภทีเดียว เมื่ออยู่ในท้องมารดานั้น บ้านชาวประมงเหล่านั้น ก็ถูกไฟไหม้ถึง ๗ ครั้ง ถูกพระราชาปรับสินไหม ๗ ครั้ง โดยนัยนี้ ชาวประมงเหล่านั้น จึงถึงความลำบากโดยลำดับ

พวกเขาคิดกันว่า เมื่อก่อนเรื่องทำนองนี้ ไม่เคยมีแก่พวกเราเลย แต่บัดนี้พวกเราพากันย่ำแย่ ในระหว่างพวกเราต้องมีตัวกาลกิณีคนหนึ่ง พวกเราจงแบ่งเป็นสองพวกเถิด ดังนี้แล้ว แยกกันอยู่ฝ่ายละ ๕๐๐ ครอบครัว แต่นั้นมารดาบิดาของเขาอยู่กลุ่มใด กลุ่มนั้นก็แย่ อีกกลุ่มหนึ่งเจริญ พวกที่แย่นั้น ก็แยกกลุ่มกันอีกโดยแยกกันออกเป็น ๒ กลุ่มอีก แยกกันไปโดยทำนองนี้ กระทั่งตระกูล (ของเขา) นั่นแหละ เหลือโดดเดี่ยว (เพียงตระกูลเดียว) เขาทั้งหลายจึงรู้ว่าคนนั้นเป็นกาลกิณี ก็รุมกันโบยตี แล้วไล่ออกไป

ครั้งนั้นมารดาบิดาของเขา เลี้ยงชีพมาโดยแร้นแค้นพอท้องแก่ก็คลอด ณ ที่แห่งหนึ่ง ธรรมดาท่านผู้เป็นสัตว์เกิดมาในภพสุดท้าย ใครไม่อาจทำลายได้ เพราะมีอุปนิสัยแห่งอรหัตผลรุ่งเรืองอยู่ในหทัยของท่าน เหมือนดวงประทีปภายในหม้อ ฉะนั้น มารดาเลี้ยงเขามา จนถึงในเวลาที่เขาวิ่งเที่ยวไปมาได้ ก็เอากะโล่ ดินเผาใบหนึ่งใส่มือให้พลางเสือกไสด้วยคำว่า ลูกเอ๋ย เจ้าจงไปสู่เรือนหลังนั้นเถิดดังนี้ แล้วหลบหนีไป จำเดิมแต่นั้นมา เขาก็อยู่อย่างเดียวดาย เที่ยวหากินไปตามประสา หลับนอน ณ ที่แห่งหนึ่ง ไม่ได้อาบน้ำ ไม่ได้ปรนนิบัติร่างกาย ดูเหมือนปีศาจคลุกฝุ่นเลี้ยงชีวิตมาได้โดยลำเค็ญ เขามีอายุครบ ๗ ขวบ โดยลำดับ เลือกเม็ดข้าวกินทีละเม็ด เหมือนกา ในที่สำหรับเทน้ำล้างหม้อใกล้ประตูเรือนแห่งหนึ่ง

ครั้งนั้น พระธรรมเสนาบดี เที่ยวบิณฑบาตอยู่ในเมืองสาวัตถี เห็นแล้วรำพึงว่า เด็กคนนี้น่าสงสารนัก เป็นชาวบ้านที่ไหนหนอ แผ่เมตตาจิตไปในเขายิ่งขึ้น จึงเรียกว่า มานี่เถิดเด็กน้อย เขามาไหว้พระเถระแล้วยืนอยู่ ลำดับนั้น พระเถระถามเขาว่า เจ้าเป็นชาวบ้านไหน พ่อแม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน? เขาตอบว่า ท่านขอรับ กระผมไร้ที่พึ่ง พ่อแม่ของกระผม พูดว่า เพราะกระผมทำให้ท่านต้องลำบาก จึงทิ้งกระผมหนีไป พระเถระถามว่า เออก็เจ้าจักบวชไหม? เขาตอบว่า ท่านขอรับ กระผมอยากบวชนัก แต่คนกำพร้าอย่างกระผมใครจักบวชให้ พระเถระกล่าวว่า เราจักบวชให้เขากล่าวว่า สาธุ ท่านขอรับ โปรดอนุเคราะห์ให้กระผมบวชเถิด พระเถระจึงให้ของเคี้ยว ของบริโภคแก่เขาแล้วพาไปวิหาร อาบน้ำให้เอง ให้บรรพชา จนอายุครบจึงให้อุปสมบท

ในตอนแก่ท่านมีชื่อว่า "โลสกติสสเถระ" เป็นพระ
ไม่มีบุญ มีลาภน้อย เล่ากันว่า แม้ในคราว อสทิสทาน ท่านก็ไม่เคยได้ฉันเต็มท้อง ได้ขบฉันเพียงพอจะสืบต่อชีวิตไปได้เท่านั้น เพราะเมื่อใครใส่บาตรท่านเพียงข้าวต้มกระบวยเดียว บาตรก็ปรากฏเหมือนเต็มเสมอขอบแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น คนทั้งหลายก็สำคัญว่า บาตรของภิกษุรูปนี้เต็มแล้ว เลยถวายองค์หลัง ๆ บางอาจารย์กล่าวว่า ในเวลาถวายยาคูในบาตรของท่าน ข้าวยาคูในภาชนะของท่าน ก็หายไป ดังนี้ก็มี แม้ในปัจจัยอื่นมีของควรเคี้ยวเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน

โดยสมัยต่อมาท่านเจริญวิปัสสนา แม้จะดำรงในพระอรหัต อันเป็นผลชั้นยอด ก็ยังคงมีลาภน้อย ครั้นเมื่ออายุสังขารของท่านล่วงโรยทรุดโทรมลงโดยลำดับ ก็ถึงวันเป็นที่ปรินิพพานท่านพระธรรมเสนาบดี คำนึงอยู่ ก็รู้ถึงการปรินิพพานของท่าน จึงดำริว่า วันนี้พระโลสกติสสเถระ นี้จักปรินิพพาน ในวันนี้ เราควรให้อาหารแก่เธอจนพอ ดังนี้แล้ว พาท่านเข้าไปเมืองสาวัตถี เพื่อบิณฑบาต เพราะพาท่านไปด้วย พระเถระเลยไม่ได้แม้เพียงการยกมือไหว้ ในเมืองสาวัตถี อันมีคนมากมาย พระเถระจึงกล่าวว่า อาวุโส เธอจงไปนั่งคอยอยู่ที่โรงฉันเถิดดังนี้แล้วส่งท่านกลับ

พอพระเถระมาจากที่นั้นเท่านั้น พวกมนุษย์ก็พูดกันว่า พระผู้เป็นเจ้ามาแล้ว นิมนต์ให้นั่งเหนืออาสนะ ให้ฉันภัตตาหาร พระเถระก็ส่งอาหารที่ได้แล้วนั้นไป โดยกล่าวกับคนเหล่านั้นว่า พวกเธอจงให้ภัตนี้แก่พระโลสกติสสเถระ คนที่รับภัตนั้นไป ก็ลืมพระโลสกติสสเถระ พากันกินเสียเรียบ จนเวลาที่พระเถระเดินไปถึงวิหาร พระโลสกติสสเถระ ก็ไปนมัสการพระเถระ พระเถระหันกลับมายืนถามว่า อาวุโส ท่านได้อาหารแล้วหรือ? ท่านตอบว่า ไม่ได้ดอกครับ พระเถระถึงความสลดใจ ดูเวลา กาลยังไม่ล่วงเลย พระเถระจึงกล่าวว่า ช่างเถิดผู้มีอายุ คุณจงนั่งอยู่ที่เดิมนั่นแหละ ครั้นให้พระโลสกติสสเถระนั่งรอในโรงฉันแล้ว ก็ไปสู่พระราชวังของพระเจ้าโกศล พระราชารับสั่งให้รับบาตรของพระเถระ ทรงกำหนดว่า มิใช่กาลแห่งภัต จึงรับสั่งให้ถวายของหวาน ๔ อย่าง จนเต็มบาตร

 

พระเถระรับบาตรกลับไปถึง จึงเรียกพระโลสกติสสเถระว่า มาเถิด ผู้มีอายุ ติสสะ ฉันของหวาน ๔ อย่างนี้เถิด แล้วถือบาตรยืนอยู่ ท่านพระโลสกติสสเถระยำเกรงพระเถระ จะไม่ฉัน ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะท่านว่า มาเถิดน่า ท่านผู้มีอายุติสสะ ผมจะยืนถือบาตรไว้ ท่านจงนั่งฉัน ถ้าผมปล่อยบาตรจากมือ บาตร ต้องไม่มีอะไร ลำดับนั้น ท่านพระโลสกติสสเถระ เมื่อพระธรรมเสนาบดีผู้เป็นอัครสาวกยืนถือบาตรไว้ให้ จึงนั่งฉันของหวาน ๔ อย่าง ของหวาน ๔ อย่างนั้น ไม่ถึงความหมดสิ้น ด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ของพระเถระ พระโลสกติสสเถระ ฉันจนเต็มความต้องการ ในเวลานั้น ในวันนั้นเอง ท่านก็ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับในสำนักของท่าน ทรงรับสั่งให้กระทำการปลงสรีระ เก็บเอาธาตุทั้งหลาย ก่อพระเจดีย์ บรรจุไว้

ในเวลานั้น ภิกษุทั้งหลาย ประชุมกันในธรรมสภา นั่งสนทนากันว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย น่าอัศจรรย์จริง ท่านพระโลสกติสสเถระ มีบุญน้อย มีลาภน้อย อันผู้มีบุญน้อย มีลาภน้อย เห็นปานดังนี้ บรรลุอริยธรรมได้อย่างไร พระบรมศาสดาเสด็จไปธรรมสภา มีพระดำรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้พวกเธอประชุมกันด้วยเรื่องอะไรเล่า? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย โลสกติสสะผู้นี้ ได้ประกอบกรรม คือ ความเป็นผู้มีลาภน้อย และความเป็นผู้ได้อริยธรรม ด้วยตนเอง เนื่องด้วยครั้งก่อนเธอกระทำอันตรายลาภของผู้อื่น จึงเป็นผู้มีลาภน้อย เป็นผู้บรรลุอริยธรรมได้ ด้วยผลที่บำเพ็ญวิปัสสนา คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนี้แล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล ครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ ภิกษุรูปหนึ่ง อาศัยกฎุมพีผู้หนึ่งอยู่ในอาวาสประจำหมู่บ้าน เป็นผู้เรียบร้อย มีศีล หมั่นบำเพ็ญวิปัสสนา ครั้งนั้น มีพระขีณาสพรูปหนึ่ง อยู่ในป่าหิมพานต์ ได้มาถึงบ้านที่อยู่ของกฎุมพีผู้อุปัฏฐากภิกษุนั้นโดยลำดับ กฎุมพีเลื่อมใสในอิริยาบถ ของพระเถระ จึงรับบาตร นิมนต์เข้าสู่เรือน ให้ฉันภัตตาหารโดยเคารพ สดับพระธรรมกถาเล็กน้อย แล้วไหว้พระเถระ กล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นิมนต์พระคุณเจ้าไปสู่วิหารใกล้ บ้านของกระผมก่อนเถิด ต่อเวลาเย็น พวกกระผมจึงจะไปเยี่ยมพระเถระจึงไปสู่วิหาร นมัสการพระเถระเจ้าอาวาส ทักถามกันแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ท่านเจ้าอาวาสก็ทำปฏิสันถารกับท่านแล้วถามว่า ผู้มีอายุ ได้รับภัตตาหารแล้วหรือ ?ท่านตอบว่า ได้แล้วครับ ท่านได้ที่ไหนเล่า? ได้ที่เรือนกฎุมพีใกล้ ๆ วิหารนี้แหละ

 

ครั้นบอกอย่างนี้แล้วก็ถามถึงเสนาสนะของตน จัดแจงปัดกวาด เก็บบาตรจีวรไว้เรียบร้อย พลางก็นั่งระงับยับยั้งอยู่ด้วยความสุขในฌาน ด้วยความสุขในผลสมาบัติ พอเวลาเย็น กฎุมพีก็ให้คนถือเอาพวงดอกไม้ และน้ำมันเติมประทีปไปวิหาร นมัสการพระเถระเจ้าอาวาส แล้วถามว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ มีพระเถระอาคันตุกะมาพักรูปหนึ่งมิใช่หรือ ? ท่านตอบว่า จ้ะ มีมาพัก คฤหบดี ถามว่า เดี๋ยวนี้ท่านพักอยู่ที่ไหนขอรับ ? ตอบว่า ที่เสนาสนะโน้น

กฎุมพีไปสู่สำนักของท่าน นั่ง ณ ที่สมควร ฟังธรรมกถาจนถึงค่ำ จึงบูชาพระเจดีย์ และต้นโพธิ์ จุดประทีปสว่างไสว แล้วนิมนต์ภิกษุทั้งสองให้รับบาตรในวันรุ่งขึ้น แล้วกลับไป ฝ่ายพระเถระผู้เป็นเจ้าอาวาส คิดว่า กฎุมพีนี้ ถูกพระอาคันตุกะ ยุให้แตกกับเราเสียแล้ว ถ้าเธอจักอยู่ในวิหารนี้ไซร้ ที่ไหนกฎุมพีจะนับถือเรา เกิดความไม่พอใจในพระเถระ คิดว่า เราควรแสดงอาการ ไม่ให้เธอยู่ในวิหารนี้ ดังนี้แล้ว ในเวลาที่ท่านมาปรนนิบัติก็ไม่พูดด้วย พระเถระขีณาสพ ทราบอัธยาศัยของภิกษุผู้เป็นเจ้าอาวาสแล้วคำนึงว่า พระเถระนี้ไม่ได้ทราบถึงการที่เรา ไม่มีความห่วงใยในตระกูล ในลาภ หรือในหมู่ แล้วกลับไปที่อยู่ของตน ยับยั้งอยู่ด้วยความสุขในฌาน และความสุขในผลสมาบัติ

ถึงวันรุ่งขึ้น ท่านเจ้าอาวาสก็ตีระฆังด้วยหลังเล็บ เคาะประตูด้วยเล็บ แล้วไปสู่เรือนของกฎุมพี กฎุมพีรับบาตร นิมนต์ให้นั่งเหนืออาสนะที่ปูลาดไว้ แล้วถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระอาคันตุกะเถระไปไหนเสียเล่า ? ท่านเจ้าอาวาสตอบว่า ข้าพเจ้า ไม่ทราบความประพฤติของพระผู้ใกล้ชิดสนิทสนมของโยม อาตมาตีระฆัง เคาะประตู ก็ไม่อาจปลุกให้ตื่นได้ เมื่อวานฉันโภชนะอันประณีตในเรือนของโยมแล้ว คงอิ่มอยู่จนวันนี้ บัดนี้ก็ยังนอนหลับอยู่นั่นเอง เมื่อท่านจะเลื่อมใส ก็เลื่อมใสในภิกษุผู้มีสภาพเห็นปานนี้ทีเดียว ฝ่ายพระเถระผู้ขีณาสพ กำหนดเวลาภิกษาจารของตนแล้ว ก็ชำระสรีระของตนแล้ว ทรงบาตรจีวร เหาะไปในอากาศ (แต่) ได้ไปเสียในที่อื่น

กฎุมพีนิมนต์พระเถระเจ้าอาวาส ฉันข้าวปายาสที่ปรุงด้วยเนยใส น้ำผึ้ง น้ำตาลกรวดแล้ว รมบาตรด้วยของหอม ใส่ข้าวปายาสจนเต็ม แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระเถระนั้นเห็นจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า พระคุณเจ้าจงนำข้าวปายาสนี้ไปให้ท่านด้วยเถิด แล้วถวายบาตรไป พระเถระเจ้าอาวาสไม่ห้ามเสียทันที คงรับบาตรมา เดินไปคิดไป ถ้าภิกษุนั้นได้ข้าวปายาสนี้ไซร้ ถึงเราจะจับคอฉุดให้ไป ก็จักไม่ไป ก็ถ้าเราจักให้ข้าวปายาสนี้แก่มนุษย์ กรรมของเราก็จักปรากฏ หากเททิ้งลงในน้ำเล่า เนยใสก็จักปรากฏเหนือน้ำได้ ถ้าทิ้งบนแผ่นดิน ฝูงกาจักรุมกันกิน กรรมของเราก็จักปรากฏ ควรทิ้งข้าวปายาสนี้ที่ไหนดีหนอ เห็นนากำลังไหม้อยู่แห่งหนึ่ง ก็คุ้ยถ่านขึ้น เทข้าวปายาสลงไป กลบด้วยก้อนถ่าน แล้วจึงไปวิหาร ครั้นไม่เห็นภิกษุรูปนั้น จึงคิดได้ว่า ชะรอยภิกษุนั้นจักเป็นพระขีณาสพ รู้อัธยาศัยของเราแล้ว จักไปเสียที่อื่นเป็นแน่ โอ เพราะท้องเป็นเหตุเราทำกรรมไม่สมควรเลย ทันใดนั้นเองความเสียใจอย่างใหญ่หลวง ก็เกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น จำเดิมแต่วันนั้นไปทีเดียว ท่านก็กลายเป็นมนุษย์เปรต อยู่มาไม่นาน ก็ตายไปเกิดในนรก

ภิกษุนั้นหมกไหม้อยู่ในนรกหลายแสนปี เศษของผลกรรมยังนำให้ไปเกิดเป็นยักษ์ถึง ๕๐๐ ชาติ ไม่เคยได้กินอาหารเต็มท้องสักวันเดียว (จนถึงวันจะตายจึงได้กินอิ่ม) คือได้กินรกคนเต็มท้องอยู่วันหนึ่ง (ถัดจากเกิดเป็นยักษ์) ก็ไปเกิดเป็นหมา ๕๐๐ ชาติ แม้ในกาลที่เป็นหมานั้น ก็ได้กินรากเต็มท้องวันเดียวเท่านั้น ส่วนในกาลที่เหลือไม่เคยได้กินเต็มท้องเลย ตลอดเวลาที่เป็นหมา ๕๐๐ ชาติ จุติจากหมาแล้ว ก็มาเกิดในตระกูลคนเข็ญใจตระกูลหนึ่ง ในแคว้นกาสี ตั้งแต่วันที่เขาเกิด ตระกูลนั้นก็ยิ่งยากจนหนักลงไปทีเดียว แม้แต่น้ำและปลายข้าวครึ่งท้องก็ไม่เคยได้

เขาได้มีนามว่า มิตตพินทุกะ พ่อแม่ของเขาไม่สามารถจะทนทุกข์อันเกิดแต่ความอดอยากได้ ก็พูดว่า ไปเถิดอ้ายลูกกาลกิณี ไล่ตีเขาให้ออกไป มิตตพินทุกะไม่มีที่พำนักท่องเที่ยวไปจนถึงเมืองพาราณสี ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ บอกศิลปะแก่มาณพ ๕๐๐ ในเวลานั้น ชาวเมืองพาราณสีให้ทุนแก่คนเข็ญใจ ให้ศึกษาศิลปะแม้เด็กมิตตพินทุกะนี้ ก็ได้ศึกษาศิลปะในสำนักของพระโพธิสัตว์ มิตตพินทุกะเป็นเด็กหยาบคาย ไม่เชื่อฟังโอวาท เที่ยวชกต่อยเกะกะไป แม้พระโพธิสัตว์จะสั่งสอนก็ไม่เชื่อฟังโอวาท อาศัยเหตุนั้น ความเจริญเติบโตของเขาจึงเป็นคนโง่เขลา ครั้งนั้นเขาเกิดทะเลาะกับพวกเด็ก ๆ ทั้งไม่เชื่อฟังคำสอน เลยหนีเที่ยวไปถึงบ้านชายแดนตำบลหนึ่ง รับจ้างเขาเลี้ยงชีวิต เขาได้เสียกับหญิงเข็ญใจคนหนึ่งในหมู่บ้านนั้น นางเกิดบุตรกับเขา ๒ คน

พวกชาวบ้านได้มอบงานส่งข่าวให้ทำว่า เจ้าพึงบอกข่าวดี ข่าวร้ายแก่พวกเรา ให้ค่าจ้างและปลูกกระท่อมให้อยู่ที่ประตูบ้าน ก็เพราะอาศัยมิตตพินทุกะนั้นเป็นต้นเหตุให้พวกชาวบ้านชายแดนนั้น ถูกราชทัณฑ์เจ็ดครั้ง ไฟไหม้บ้านเจ็ดครั้ง บ่อน้ำพังเจ็ดครั้ง

 

พวกเขาจึงปรึกษากันว่า แต่ก่อนเมื่อมิตตพินทุกะผู้นี้ยังไม่มาพวกเราไม่เคยมีเรื่องอย่างนี้เลย บัดนี้นับแต่มิตตพินทุกะมาอยู่แล้ว พวกเราแย่ลงไปตาม ๆ กันจึงช่วยกันรุมตี ขับเขาออกไป เขาก็พาลูก ๒ คน (และเมีย) ไปที่อื่น ผ่านเข้าไปสู่ดงที่อมนุษย์ยึดครองแห่งหนึ่ง พวกอมนุษย์รุมกันจับลูกและเมียของเขาฆ่ากินเนื้อเสียในดงนั้นเอง ตัวเขาเองหนีรอดไปได้ ท่องเที่ยวไปเรื่อย ๆ ลุถึงท่าเรือแห่งหนึ่ง ชื่อคัมภีระ ประจวบเป็นวันที่เขาจะปล่อยเรือทีเดียวก็สมัครเป็นกรรมกรลงเรือไป เรือแล่นไปในสมุทรได้ ๗ วันถึงวันที่ ๗ หยุดอยู่กลางทะเล เหมือนใครมาฉุดดึงไว้ ชาวเรือเหล่านั้นก็จับสลากกาลกรรณีกัน สลากกาลกรรณีตกถึงมิตตพินทุกะคนเดียวถึงเจ็ดครั้ง พวกชาวเรือจึงโยนลูกบวบไม้ไผ่ให้เขาแพหนึ่ง แล้วช่วยกันจับมือมิตตพินทุกะโยนลงทะเลเสีย พอโยนมิตตพินทุกะลงทะเลแล้ว เรือก็แล่นต่อไปได้

มิตตพินทุกะนอนเหนือแพไม้ไผ่ลอยไปในทะเล ด้วยผลที่ได้รักษาศีลไว้ในศาสนาของพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้พบเทพธิด า ๔ นาง อันอยู่ในวิมานแก้วผลึกหลังหนึ่งในทะเลเสวยสุขสำราญอยู่ในสำนักเทพธิดาเหล่านั้นตลอด ๗ วัน ก็นางเหล่านั้นเป็นเปรตมีวิมานอยู่ เสวยสุขได้ ๗ วัน เสวยทุกข์ ๗ วันหมุนเวียนไป เมื่อนางจะไปเสวยทุกข์ ๗ วัน ก็สั่งมิตตพินทุกะไว้ว่า ท่านจงอยู่ที่นี้อย่าไปไหน จนกว่าพวกฉันจะมา แล้วก็พากันไป ครั้นนางพากันไปแล้ว มิตตพินทุกะ ก็ลงนอนในแพไม้ไผ่ลอยต่อไปข้างหน้า ได้เทพธิดา ๘ นางในวิมานเงิน เทพธิดาเหล่านั้น ก็เป็นเปรตมีวิมานเช่นเดียวกัน มิตตพินทุกะลอยต่อไปได้เทพธิดา ๑๖ นางในวิมานแก้วมณี แล้วก็ลอยต่อไป ได้เทพธิดา ๓๒ นางในวิมานทอง เขามิได้ฟังคำของเทพธิดาเช่นเดียวกันจึงลอยต่อไปข้างหน้า ก็ได้พบเมืองยักษ์เมืองหนึ่งอยู่ในระหว่างเกาะ ในเมืองนั้น มียักษินีตนหนึ่ง แปลงกายเป็นแม่แพะเที่ยวอยู่มิตตพินทุกะไม่ทราบว่า แม่แพะเป็นยักษินี คิดแต่ว่าเราจักกินเนื้อแพะ โดดจับมันที่เท้า นางยักษ์ก็ยกมิตตพินทุกะขึ้นสลัดไปด้วยอานุภาพของยักษ์ มิตตพินทุกะถูกนางยักษ์สลัดข้ามทะเลไป ตกที่พุ่มไม้หนามพุ่มหนึ่ง ข้างคูเมืองพาราณสี แล้วก็กลิ้งตกลงไปที่แผ่นดิน

ก็ในครั้งนั้นแม่แพะของพระราชาหลายตัวเที่ยวหากินอยู่เหนือคันคูนั้น ถูกพวกโจรลักไป พวกคนเลี้ยงคิดกันว่า พวกเราต้องจับโจรให้ได้ พากันซุ่มอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งมิตตพินทุกะ กลิ้งตกลงมายืนอยู่ที่พื้นดินได้แล้ว เห็นแม่แพะเหล่านั้นก็คิดว่า เราจับแม่แพะตัวหนึ่งในเกาะแห่งหนึ่ง กลางทะเลถูกมันดีดกระเด็นมาตกที่นี้คราวนี้ ถ้าเราจับแม่แพะตัวหนึ่งที่เท้ามันคงดีดเรากระเด็นกลับไปถึงสำนักเทพธิดา ผู้มีวิมานอยู่ในทะเลดังก่อน เขาเข้าใจเอาเองอย่างนี้ โดยไม่ไตร่ตรองให้แยบคายดังนี้แล้วก็โดดจับแม่แพะตัวหนึ่งที่เท้า พอมันถูกเขาจับเท้าเท่านั้น ก็ร้องเอ็ดอึง พวกคนเลี้ยงแพะก็พากันกรูเข้ามาโดยรอบ ต่างร้องว่า คอยมานานแล้ว ไอ้ขโมยกินแม่แพะในราชสกุลนี้ ไอ้นี่เอง ดังนี้แล้วรุมซ้อม แล้วจับมัดพาไปสู่พระราชวัง

ในขณะนั้น พระโพธิสัตว์ แวดล้อมไปด้วยมาณพ ๕๐๐ ออกจากเมืองไปอาบน้ำ เห็นมิตตพินทุกะก็จำได้ จึงพูดกะคนเหล่านั้นว่าพ่อคุณทั้งหลาย คนผู้นี้เป็นลูกศิษย์ของเรา พวกท่านจับเขาเพราะเหตุไร ? คนเหล่านั้นตอบว่า พระคุณท่านขอรับ เขาเป็นคนร้ายขโมยแม่แพะของหลวง จับแม่แพะตัวหนึ่งที่เท้า เหตุนั้น พวกผมจึงจับเขา พระโพธิสัตว์ขอร้องว่า ถ้าเช่นนั้นจงให้เขาเป็นทาสของพวกเราเถิด เขาจักได้อาศัยพวกเราเลี้ยงชีวิตไป คนเหล่านั้นรับคำว่า ดีแล้วขอรับ พระคุณท่าน พลางปล่อยเขา แล้วก็พากันไป ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ จึงไตร่ถามมิตตพินทุกะว่า ตลอดเวลาที่หายหน้าไปนั้น เจ้าไปอยู่ที่ไหนเล่า ? มิตตพินทุกะก็เล่าเรื่องที่ตนกระทำทั้งหมดให้ฟัง พระโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า คนที่ไม่กระทำตามถ้อยคำของผู้ที่หวังดี ย่อมได้ทุกข์อย่างนี้ แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า

" บุคคลผู้ใดเมื่อท่านผู้หวังดีเอ็นดูจะเกื้อกูลสั่งสอนมิได้กระทำตามที่ท่านสอนบุคคลนั้นย่อมเศร้าโศกเหมือนมิตตพินทุกะจับขาแพะแล้วเศร้าโศกอยู่ฉะนั้น " ดังนี้

พระเถระนั้นเคยได้อาหารเต็มท้องในอัตภาพทั้ง ๓ คือ ครั้งเป็นยักษ์ได้กินรกอิ่มวันหนึ่ง ครั้งเป็นหมาได้กินอาเจียนอิ่มวันหนึ่ง ครั้งสุดท้ายในวันปรินิพพาน ได้ฉันของหวาน ๔ อย่างอิ่ม ด้วยอานุภาพของพระธรรมเสนาบดี ขึ้นชื่อว่า การกระทำอันตรายแก่ลาภของผู้อื่น พึงทราบว่า มีโทษใหญ่หลวงอย่างนี้ ก็พระโพธิสัตว์ผู้เป็นอาจารย์ และมิตตพินทุกะในครั้งนั้นก็ไปตามกรรม

พระบรมศาสดา ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระโลสกติสสเถระนั้น ได้กระทำความเป็นคนมีลาภน้อย และความเป็นผู้ได้อริยธรรม ด้วยตนเอง อย่างนี้แล ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า มิตตพินทุกะในกาลนั้น ได้มาเป็นพระโลสกติสสเถระในกาลนี้ อาจารย์ทิศาปาโมกข์ในกาลนั้น คือเราตถาคตฉะนี้แล

จบอรรถกถาโลสกชาดก

 

กรรมและผลของกรรมของท่านโลสกติสสะเถระ

          ผลของกรรมที่เป็นบารมี อดีตของท่านโลสกติสสะ เคยได้สร้างมหากุศลคือบารมีทั้ง ๑๐ ประการมาจนบริบูรณ์ จนถึงชาติสุดท้าย ท่านก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วปรินิพพานพ้นจากทุกข์นั่นเป็นผลของบารมี ๑๐ ของท่าน

          ส่วนอกุศลของท่านโลสกติสสะนั้น อดีตเคยเป็นเจ้าอาวาสได้กีดกันอาหาร แล้วทิ้งอาหารของพระอรหันต์ จนชาติสุดท้ายจึงได้อดอยาก นั่นเป็นผลของอกุศล


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 25/09/2017 เวลา : 10.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

สาธุ .............

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน