*/
  • ปรัศนีย์01
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : il_fit14268@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-07-18
  • จำนวนเรื่อง : 47
  • จำนวนผู้ชม : 55233
  • จำนวนผู้โหวต : 43
  • ส่ง msg :
  • โหวต 43 คน
วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน 2552
Posted by ปรัศนีย์01 , ผู้อ่าน : 1571 , 14:18:04 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เด็กปอเนาะ

                การคุยถึงปอเนาะทำให้ไก่สงสัยว่าปอเนาะเป็นอย่างไร  เลาะห์บอกว่าคนที่จะเล่าเรื่องนี้ให้ไก่ฟังได้ดีน่าจะเป็นอาเยาะของเขา  เมื่อไก่แวะมาบ้านเลาะห์เลาะห์ขอให้อาเยาะอธิบายให้ไก่ฟังว่าปอเนาะคืออะไร

                อาเยาะบอกว่าเราจะได้ยินคำว่าปอเนาะใช้เรียกสถานศึกษาศาสนาอิสลาม  2  แบบ  ในอดีตปอเนาะคือสำนักเรียนศาสนาที่มีบ้านของเจ้าของปอเนาะเป็นศูนย์กลาง  มีกระท่อมของผู้เรียนตั้งอยู่ล้อมรอบ  คนมุสลิมจะเข้าเรียนที่ปอเนาะเมื่ออายุเท่าใดก็ได้  ต่อมาปอเนาะบางส่วนเปลี่ยนสถานภาพเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม  ในขณะที่บางส่วนยังคงเป็นปอเนาะแบบดั้งเดิม  ดังนั้นคนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หลายคนจึงเรียกสถาบันการศึกษาทั้งสองแบบนี้ว่า  ปอเนาะ

                ปัจจุบันปอเนาะแบบดั้งเดิมได้ชื่อว่าเป็นสถาบันการเรียนรู้ตามอัธยาศัย  ที่อาจเป็นมากกว่าสถาบันการเรียนรู้  เพราะชุมชนมุสลิมบางแห่งเกิดขึ้นมาจากปอเนาะ  คือปอเนาะไปตั้งแล้วมีผู้ไปเรียน  เมื่อเรียนจบก็ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ ๆ ปอเนาะ  เหมือนกับกำปงแห่งหนึ่งที่ญาติของเลาะห์อยู่  ชื่อว่ากำปงฮูมอลานัส  ที่ตำลเจ๊ะเห  จังหวัดนราธิวาส  แต่ก่อนบริเวณนั้นมีสภาพเป็นป่า  ต่อมามีชาวมาเลเซียมาแต่งงานกับคนไทยชาวเกาะสะท้อน  แล้วข้ามฝั่งมายังฮูมอลานัสมาตั้งรกรากถิ่นฐานพร้อมสร้างปอเนาะขึ้นมาแห่งหนึ่ง  หลังจากนั้นก็มีคนอื่นเริ่มมาปลูกบ้านใกล้ ๆ ปอเนาะมากขึ้น  จนขยายใหญ่และกลายเป็นชุมชนที่เป็นอย่างนี้  มีหลายคนบอกว่าเพราะอยู่ใกล้ปอเนาะแล้วอุ่นใจดี  ถ้ามีข้อข้องใจเกี่ยวกับศาสนาเมื่อไรก็ไปหาบาอบ  เพื่อถามข้อข้องใจนั้น ๆ

                อาเยาะพูดต่อว่าบาบอคือเจ้าของปอเนาะ  คำนี้บางคนอาจใช้เรียกโต๊ะครูผู้สอนศาสนาด้วย  นอกจากสอนศาสนา  บาบอบางคนยังช่วยพัฒนาชุมชนด้วยเช่นที่ชุมชนบือติงหะยีแม  (อยู่ริมแม่น้ำปัตตานี  อำเภอเมือง  จังหวัดปัตตานี)  เมื่อประมาณร้อยกว่าปีมาแล้วมีชาวยะหริ่งคนหนึ่งชื่อหะยีแมมาแต่งงานกับคนในชุมชน  หะยีแมจบการศึกษาจากนครมักกะฮฺ  และเป็น  เบอร์กัต  (ศิริมงคล)  จึงได้รับความเคารพนับถือจากคนในหมู่บ้าน  หะยีแมสร้างปอเนาะขึ้นมาแห่งหนึ่ง  ซึ่งมีผู้คนจากในชุมชน  รวมทั้งจากจังหวัดอื่นเช่นนครศรีธรรมราช  สุราษฎร์ธานี  กรุงเทพฯ  มาเรียนลูกศิษย์ของท่านเมื่อจบการศึกษาแล้วก็ไปตั้งปอเนาะหลายแห่ง  ทุกสัปดาห์หะยีแมจะนำลูกศิษย์และชาวบ้านละหมาดฮายัดกลางลานชุมชน  เพื่อขอพรต่ออัลลอฮฺ  (ซ.บ.)  ให้ชุมชนมีความสงบสุขและร่มเย็นเวลาที่หะยีแมเอ่ยปากขอให้คนในชุมชนทำอะไรเช่นขอบริจาคที่ดินเพื่อทำเป็นกุโบร์  (สุสาน)  ชาวบ้านก็ยินดีบริจาคให้  นอกจากนี้หะยีแมยังเป็นผู้นำและดูแลชุมชนโดยใช้หลักการทางศาสนาด้วยการดะวะห์  คืออบรมตักเตือนสั่งสอนให้ดำเนินชีวิตในแนวทางของศาสนาอิสลาม

                แบการิม  ลูกพี่ลูกน้องของเลาะห์  แม้จะไม่เคยเรียนที่ปอเนาะ  แต่เคยไปปอเนาะมาหลายครั้ง  เพราะมีเพื่อนเรียนอยู่ที่นั่น  บางครั้งแบการิมยังไปนอนค้างที่กระท่อมของเพื่อน  แบการิมเคบเล่าให้เลาะห์ฟังว่าความเป็นอยู่ของเด็กปอเนาะก็ไม่ต่างจากความเป็นอยู่ของเด็กโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอย่างเขามากเท่าไร  ความต่างที่เห็นได้ชัดคือที่ปอเนาะไม่มีหอพักที่เป็นอาคารขนาดใหญ่  มีแต่กระท่อมที่ปลูกสร้างไว้รอบบ้านของบาบอ  พื้นที่ส่วนนี้เรียกว่าปอเนาะลูวาหรือปอเนาะนอก  ส่วนที่พักของนักเรียนหญิง  คนที่มีครอบครัวแล้ว  รวมถึงผู้สูงอายุ  เรียกว่าปอเนาะดาแล  หรือปอเนาะใน

                บาบอหรือเจ้าของโรงเรียนเป็นทั้งครูสอนศาสนาและพ่อของ  โต๊ะปาแก  หรือเด็กปอเนาะ  บาบอปกครองโรงเรียนโดยใช้หลักการของศาสนาอิสลามบ้านของบาบอมักมีผู้มาเยี่ยมเยียนเสมอ  คนในชุมชนจะมาปรึกษาเรื่องต่าง ๆ เช่น  การแต่งงาน  การหย่าร้าง  การแบ่งมรดก  ปัญหาในครอบครัว  หรือปัญหากับเพื่อนบ้าน  บาบอจึงเป็นผู้ที่คนในชุมชนเคารพนับถือ  ส่วน  มามา  หรือ  ภรรยาของบาบอจะทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุข  รวมทั้งสอนศาสนาให้แก่เด็กหญิง

                ที่สำคัญการเรียนที่ปอเนาะไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน  ดังนั้น  บาบอและมามาจึงไม่มีรายได้จากการสอนหนังสือ  บาบอที่มีที่ดินที่ได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ  จะมีรายได้จากผลผลิตในเรือกสวนไร่นา  รายได้อีกทางของบาบอมาจากการ  ซะกาต  (บริจาค)  ซึ่งส่วนมากจะเป็นข้าวเปลือก  ครั้งหนึ่งอาเยาะของเลาะห์พาแบการิมไปหาบาบอ  ระหว่างที่อาเยาะคุยกับบาบอก็มีชาวบ้าน  2 – 3  คนนำขนม  ผลไม้  มาให้บาบอ  แบการิมจำได้ว่าบาบอพูดกับเขาว่าเป็นครูปอเนาะไม่รวยแต่ก็ไม่เคยอด

                เพราะอย่างนี้  โต๊ะปาเกจึงต้องเตรียมข้าวสารอาหารแห้งไปจากบ้านเอาไปทำกินกับ    เพื่อน ๆ ที่อยู่ด้วยกัน  จนมีคำกล่าวว่า  “มะนาวจากภูเขา  ปลาจากทะเล  สุดท้ายมาลงหม้อเดียวกัน”  หมายถึงไม่ว่าใครจะมาจากที่ไหน  ก็มารู้จัก  กิน  อยู่  ผูกพันกันในปอเนาะ  บางวันถ้าเข้าขี้เกียจทำกับข้าวเอง  เด็ก ๆ ก็จะไปซื้อที่ร้านใกล้ ๆ ปอเนาะ  ร้านส่วนใหญ่จะขายข้าวให้โต๊ะปาเกในราคาไม่แพงเพราะถือว่าโต๊ะปาเกกำลังอยู่ในระหว่างการทำความดี  ทำหน้าที่ต่อพระเจ้า  (คือแสวงหาความรู้)  จึงอยากสนับสนุนการทำความดีนั้นด้วย)

                แต่ละวันนักเรียนปอเนาะจะต้องตื่นประมาณ  4.30  น.  แล้วขึ้นไปสมาแยซูโบ๊ะ  (ละหมาดซุบหฺ)  คือละหมาดเวลาย่ำรุ่งก่อนฟ้าสางร่วมกันที่บนบาลาเซาะห์  ซึ่งเป็นทั้งที่เรียนและทำกิจกรรมของปอเนาะ

                บางปอเนาะ  โต๊ะครูจะไปปลุกโต๊ะปาเกให้ขึ้นไปละหมาด  จากนั้นจะแบ่งเป็นกลุ่มละ  10 – 15  คน  เพื่อเรียนศาสนาอ่านคัมภีร์อัลกุรอานกับรุ่นพี่ซึ่งเรียนอยู่ในชั้น  10  (ชั้นสูงสุด)  โดยโต๊ะปาเกจะผลัดกันอ่านพระคัมภีร์  จากนั้นทุกคนจะมารวมกันเพื่อเรียน  กีต๊ะยาวี  (กีตาบยาวี)  กับบาบอประมาณ  15 – 30  นาที  การเรียนการสอนในปอเนาะไม่มีหลักสูตรหรือวิธีการที่ตายตัว  แต่ขึ้นอยู่กับโต๊ะครูแต่ละคน

                กิจวัตรประจำวันของเด็กปอเนาะ  คือ  ประมาณ  6.45  น.  จะลงจากบาลาเซาะห์เพื่อมาหุงหาและกินอาหารเช้า  เข้าแถวแล้วอ่านดอออ  (ดุอาร์)  ตอน  7.45  น.  จากนั้นก็เริ่มเรียนตั้งแต่เวลา  8.00  น.  ไปจนถึง  11.30  น.  พักกลางวัน  1  ชั่วโมง  แล้วจึง  สมาแยโซโฮ  (ละหมาดดุฮฺริฮฺ)  การเรียนภาคบ่ายเริ่มตอน  13.00  น.  จนถึงเวลา  สมาแยอาซา  (ละหมาดอัสริอฺ)  เมื่อละหมาดเสร็จก็เรียนต่อไปจนถึงเวลา  สมาแยงอเระ  (ละหมาดมักริบ)  พอหลังสมาแยอีซอ  (ละหมาดอีซา)  ก็ถึงเวลากินอาหารเย็น  บางปอเนาะอาจจะเรียนต่อจนถึงประมาณ  22.00  น.  จึงเลิกเรียน

                สำหรับวิชาที่เด็กปอเนาะต้องเรียน  มีภาษามลายู  อักษรยาวี  และภาษาอาหรับ  บางปอเนาะมีการสอนมลายูโดยใช้อักษรโรมัน  หรือภาษารูมีด้วย  เหตุที่เด็ก ๆ ต้องเรียนภาษาก็เนื่องจากว่าตำราที่ใช้สอนศาสนาเขียนเป็นภาษามลายูและอาหรับ  โต๊ะปาเกจึงควรมีความรู้ทั้งสองภาษา  เพื่อให้สามารถทบทวนและศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมได้ด้วยตัวเองในภายหลัง

                วิชาที่เกี่ยวกับศาสนา  แบ่งเป็นวิชา  ฟิกฮ์  คือนิติศาสตร์อิสลามข้อกฎหมาย  บทบัญญัติ  และการดำเนินชีวิตตามครรลองของศาสนา  วิชา  ตะเซาวุฟ  ที่ว่าด้วยหลักการพัฒนาจิตใจ  วิชาประวัติศาสตร์นบี  วิชา  เตาฮีด  ว่าด้วยหลักเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า  วิชา  ฮะดีษ  ที่กล่าวถึงวจนะและแนวทางการปฏิบัติของศาสดา  วิชา  ศ็อต  หรือศิลปะการเขียนตัวอักษรอาหรับ

                ทุกวิชามีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมี  อากีดะห์  หรือหลักการศรัทธาที่ถูกต้อง

                นอกจากการจัดการเรียนการสอนในแต่ละปอเนาะจะต่างกันแล้ว  โต๊ะครูของปอเนาะ    ต่าง ๆ ยังมีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันด้วย  นี่คือเหตุผลว่าทำไมโต๊ะปาเกบางคนเมื่อเรียนที่ปอเนาะหนึ่งจนรู้สึกว่ามีความรู้แล้ว  ก็อาจจะย้ายไปเรียนที่อีกปอเนาะหนึ่ง  เพื่อศึกษาความรู้ที่โต๊ะครูในปอเนาะนั้นมีความเชี่ยวชาญบางครั้งโต๊ะปาเกจากปอเนาะหนึ่งยังอาจขออนุญาตไปเรียนบางวิชา  ในบางวันที่ปอเนาะอื่นได้

                โต๊ะปาเกที่เปลี่ยนที่เรียนแบบนี้  ส่วนใหญ่เป็นโต๊ะปาเกที่เรียนในระดับสูงการแสวงหาความรู้ในลักษณะนี้ไม่ได้มีแต่ในหมู่นักเรียนเท่านั้น  นักวิชาการศาสนาเองก็อาจจะเดินทางไปสวงหาความรู้จากผู้เชี่ยวชาญศาสนาด้านต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน

                ตำราเรียนที่ใช้ในปอเนาะส่วนใหญ่เป็น  กีต๊ะยาวี  และหนังสือตำราอาหรับโต๊ะครูและบาบอกเป็นผู้เลือกว่าจะใช้เล่นไหน  วิธีการสอนก็คือโต๊ะครูจะอ่านกีต๊ะยาวี  หรือหนังสือ  ทีละประโยค  แล้วอธิบายความหมายของประโยคนั้นโต๊ะครูบางคนเน้นการอธิบาย  แต่บางคนอธิบายสลับการถาม-ตอบ

                สำหรับการเรียนภาษาอาจใช้วิธีท่องจำ  โดยโต๊ะครูจะเลือกตำราตามความสามารถและระดับความรู้ของโต๊ะปาเก  ส่วนการวัดผลใช้วิธีการถาม-ตอบระหว่างเรียน  โต๊ะปาเกคนไหนตอบคำถามได้ถูกต้อง  หรือโต๊ะครูประเมินแล้วว่าสามารถเรียนรู้เนื้อหาในหนังสือได้ด้วยตนเอง  โต๊ะครูก็จะแนะนำให้ไปเรียนกับโต๊ะครูคนอื่นต่อไป

                โต๊ะปาเกในปอเนาะจะอายุเท่าไรก็ได้  ผู้ที่มีครอบครัวแล้วหรือสูงอายุก็มาเรียนได้  ในกรณีที่เป็นผู้ใหญ่ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนทุกวิชา  และสามารถเลือกเวลาเรียนเมื่อว่างจากภารกิจประจำวัน  หรือเรียนในเวลากลางคืนก็ได้

                  

                                      ประสบการณ์จริง


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน