• Preedee
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : preedee75@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-07-23
  • จำนวนเรื่อง : 59
  • จำนวนผู้ชม : 80575
  • ส่ง msg :
  • โหวต 500 คน
A house in Dusit district.
ยินดีต้อนรับครับ - ขอเชิญเข้าร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและบอกต่อ เพื่อสร้างสังคมออนไลน์ที่มีคุณภาพ!
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/preedee
วันอังคาร ที่ 14 สิงหาคม 2550
Posted by Preedee , ผู้อ่าน : 319 , 14:27:27 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                คงต้องพยักหน้ายอมรับกันหงึกๆ กับปรากฏการณ์ที่ครองใจมหาชนมาได้สามสี่ปีติดต่อกันแล้ว และมีทีท่าว่าเส้นกราฟจะพุ่งขึ้นไปเรื่อยๆ – จตุคามรามเทพ เครื่องรางของขลังวงกลมที่มีความเชื่อกันอย่างกว้างขวางว่า เมื่อมีไว้แล้วไม่จน จะมีน้ำใจ เป็นคนดี ฯลฯ  ในช่วงพ.ศ.นี้ จะเดินไปทางใด หันไปทางไหนท่ามกลางสาธารณชน อย่างน้อยก็จะมีใครห้อยองค์จตุคามฯ วงกลมขนาดเขื่องห้อยคอคล้ายกับพวกวัฒนธรรมฮิปฮอปในอเมริกา ที่ชอบเอาอะไรใหญ่ๆมาแขวนคอกัน แล้วที่สำคัญ หากแขวนเอาไว้ในเสื้อคงจะดูไม่ขลัง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแขวนออกมาไว้นอกเสื้อเพื่อให้ท่านแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์กันอย่างสะดวกโยธิน

            ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเงินสะพัดกว่าหมื่นล้านบาท ถือเป็นจำนวนร้อยละ 1.5 ของรายได้ประชาชาติมวลรวม (GDP) และเท่าที่ประมาณกันเอาไว้ว่า มีองค์จตุคามฯกว่า 60 ล้านองค์ ถูกเช่ากันอยู่ในตลาดในเวลานี้-โดยค่าเฉลี่ย นั่นหมายความว่า ในคนไทยเกือบทุกๆหนึ่งคน ต่างมีจตุคามฯกันคนละองค์!

            สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมเป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมันได้เกิดขึ้นในสังคมไทยในยุคโลกาภิวัฒน์ที่ความเชื่อทางไสยศาสตร์ได้ถูกท้าทายอย่างมาก จริงอยู่ การจะอธิบายเพียงว่ามันเป็นความ “งมงาย” ก็ดูจะเป็นการสรุปรวมที่ฟังดูง่ายเกินไป ดังนั้นปรากฏการณ์นี้จึงเป็นที่น่าสนใจในฐานะที่มันได้สร้างกระแส “จตุคามฯ ฟีเวอร์” ขึ้น และที่สำคัญ-มีกว่า 10 ชีวิตแล้ว ที่ถูกสังเวยไปกับกระแสความนิยมของพระเครื่องนามมหัศจรรย์นี้...

            ผมมีข้อสังเกตบางประการเพื่อแลกเปลี่ยนครับ

            เรื่องเครื่องรางของขลังในประเทศไทยนั้น มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 แล้ว โดยเครื่องรางจะมีจุดประสงค์ในการศึกสงคราม หากจะจำกันได้ ตัวอย่างของชาวบ้านบางระจัน ที่มีพระอาจารย์ธรรมโชติเป็นผู้มีอาคมแก่กล้า ได้ปลุกเสกผ้าประเจียดตะกรุดพิสมรแจกจ่ายให้แก่นักรบผู้กล้าบ้านระจันแห่งนี้ ก็ถือเป็นตัวอย่างเครื่องรางของขลังในช่วงแรกๆ ดังนั้น เครื่องรางของขลังจึงเกิดขึ้นเพื่อป้องกันตนเอง ทำให้หนังเหนียว อยู่ยงคงกระพัน ฯลฯ กระทั่งล่วงเข้าสู่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มาสู่สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ในเวลานั้นมีผู้เผยแพร่ศาสนาเข้ามาในสยามเป็นอันมาก มีการทำรูปจำลอง หรือมีการทำเครื่องหมายต่างๆ เช่นรูปไม้กางเขน เพื่อให้ผู้ที่นับถือสามารถนำติดตัวไปเคารพบูชาได้ เหตุการณ์เช่นนี้สั่นคลอนความมั่นคงของพุทธศาสนาในเวลานั้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจากผู้นำ ซึ่งพุทธศาสนาเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงเอาความจงรักภักดีเข้ามาสู่ชนชั้นของตนเอง

            การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีสองชนิดในรัชสมัยนี้ คือ เทคโนโลยีการถ่ายรูป และเทคโนโลยีการปั๊ม ดังนั้นเครื่องรางของขลังของฝ่ายชาวพุทธจึงเกิดขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสันเป็นต้นมา แม้เรื่องเครื่องรางของขลังจะมีอยู่ทั่วโลก ทุกศาสนาก็ตามที แต่เป็นที่น่าสังเกตอย่างยิ่งว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่เครื่องรางของขลังพัฒนาไปสู่การพาณิชย์อย่างเป็นระบบสมบูรณ์มาก ยกระดับไปถึงขั้น “อุตสาหกรรม” และเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจของประเทศไปโดยปริยาย นอกจากนี้เรื่องเครื่องรางยังถูกยกระดับกลายเป็น “ศาสตร์” แขนงหนึ่งทีเดียว เราจะเห็นตำราการดูพระเครื่อง ตำราสอนการเป็นเซียนพระ หรือคู่มือ how-to จากหลายสำนัก หลายศิษย์ หลายอาจารย์ มากมายไปหมด

            เรื่องพระเครื่องจึงอยู่คู่กับสังคมไทยยุคร่วมสมัยเสมอมา และวันดีคืนดีก็จะมีพระบางรุ่น ที่ได้รับการปลุกเสกจากเกจิอาจารย์ชื่อดัง เป็นพระเครื่องมีค่า คนไขว่คว้าหาทั่วบ้านทั่วเมือง สร้างกระแสได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง จนกระทั่งมาสู่กระแสจตุคามรามเทพอย่างในปัจจุบันนี้ ซึ่งได้รับความนิยมสูงที่สุดกว่าพระเครื่องใดๆ ในประวัติศาสตร์ทีเดียว

            ย่อมจะมีคำถามถึงการที่องค์จตุคามฯ มาได้ไกลถึงเพียงนี้ ทั้งที่จากประวัติศาสตร์แล้ว ที่มาของจตุคามรามเทพยังเป็นคำถามที่ค้างคาใจนักประวัติศาสตร์หลายต่อหลายท่านว่า พระเครื่องที่สร้างกระแสอยู่ในเวลานี้มีที่มาจากความเชื่อใดๆ กันแน่ ต่างจากพระเครื่องที่โด่งดังกันมาก่อนหน้านี้ ซึ่งจะมีที่มาให้คนได้เลื่อมใสศรัทธากันอย่างชัดเจน

ผมมองว่าจตุคามรามเทพ มาได้ “ถูกที่ ถูกเวลา” เสียจริง

ในยุคแห่งลัทธิบริโภคนิยมเต็มขั้นที่แทรกซอนชอนไชเข้าไปในทุกอณูของสังคมไทยนี้นั้น บทบาทและอิทธิพลของ “สื่อ” ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ รวมไปถึงสื่ออิเลกทรอนิกส์ ได้เติบโตขึ้นอย่างมาก และมีอำนาจในการจะชี้นกให้เป็นนก ชี้ไม้ให้เป็นไม้ได้อย่างสะดวก จตุคามรามเทพมาพร้อมๆกับการตลาดที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง มีการโหมโฆษณาในสื่อทุกแขนง ทุกประเภท มองไปทางไหนก็จะพบพระเครื่องวงกลมขนาดใหญ่ทั่วบ้านทั่วเมืองไปหมดส่งผลให้มหาชนเข้าถึงความโด่งดังของเครื่องรางนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ลองนึกย้อนไปถึงความโด่งดังของศิลปินอย่างเอลวิส เพรสลี่ย์ หรือกลุ่มศิลปินนามอุโฆษอย่างเดอะ บีเทิลส์ พวกเขาสร้างชื่อเสียงตลอดศตวรรษที่ 20 ผ่านการกำเนิดของ “สื่อ” ที่มีอิทธิพลสูงสุดอย่างโทรทัศน์นี่เอง

จะเห็นได้ว่าปรากฏการณ์จตุคามรามเทพเกิดขึ้นผ่านช่องทางเดียวกัน

            แต่ผลพวงจากกระแสที่เกิดขึ้น กลับทำให้เราต้องกลับมาพิจารณาพื้นที่ของ “พระพุทธศาสนา” ในใจของคนไทยกันเสียแล้ว ว่าไปอยู่ที่ใดกันหมด?

            การที่คนไทยจำนวนมากหันมาพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในปัจจุบัน ย่อมแสดงให้เห็นถึง “ความไม่มั่นคง” ที่เกิดขึ้นในสังคม และพุทธศาสนาเองไม่สามารถก่อให้เกิดความมั่นคงขึ้นในจิตใจคนไทยได้

            คนจึงหันไปพึ่งเครื่องรางของขลังกันเสียหมด

            ประการสำคัญคือ ความเชื่อเรื่องจตุคามรามเทพขัดแย้งกับหลักพุทธศาสนาอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว-หลักที่องค์สมเด็จพระสัมสัมพุทธเจ้าได้แสดงเอาไว้ว่า อตฺตาหิ อตฺโนนาโถ-ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนั้น กลับหัวกลับหางไป เนื่องจาก “มีกูไว้ไม่จน” หมายความถึงว่า “ไม่ต้องพึ่งตนเอง พึ่งจตุคามฯดีกว่า ไม่มีทางจน” ซึ่งสนองตอบกับบริโภคนิยม ว่าคนกลับเอาตัวตนไปผูกกับวัตถุและบริโภค “สัญญะ” ที่มาจากวัตถุนั้นอย่างไม่บันยะบันยัง ยกตัวอย่างเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่ง มีคำโปรยว่า “ความสุขที่คุณดื่มได้” หมายความถึงสิ่งที่ผู้บริโภคดื่ม “ความสุข” ซึ่งเป็นสัญญะที่ผู้ขายต้องการเสนอ มากกว่าต้องการดื่มไอ้ของเหลวนั้นโดยตรง-จตุคามรามเทพก็เช่นกัน ผู้บริโภคห้อยเอาไว้ที่คอ เพื่อสกัดกั้นความจนของตนเองออกมา เพราะบอกเอาไว้ว่า “มีกูไว้ไม่จน”

ลักษณะนี้เป็นการออกห่างจากเนื้อของพุทธศาสนาอย่างรุนแรงทีเดียว คำถามที่ต้องถามกันต่อไปคือ พุทธศาสนาล้มเหลวหรืออย่างไร? เหตุใดจึงไม่สามารถสร้างความมั่นคงขึ้นในจิตใจของคนได้อีกต่อไป?

ทั้งทางฝ่ายสงฆ์และฆราวาสควรจะต้องมีการทบทวนเป็นการใหญ่ ว่าจะมีวิธีการเช่นไร ที่จะยึดเอาพื้นที่แห่งพุทธศาสนาในจิตใจคนกลับมา มากกว่าจะมานั่งถกเถียงกันว่า ควรจะบรรจุคำบางคำเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ได้ให้หลักประกันผลอันเป็นรูปธรรมอย่างไรเลย

            คนไทยในเวลานี้กลับไม่ได้เข้าวัดเมื่อมีความสุขแล้ว พวกเขาไปวัดเนื่องจากมีความทุกข์เสมอ ไปทำบุญ ถวายสังฆทาน เพื่อหวังว่าจะ “พ้นซวย” ได้เสียที นอกจากนี้ คนเดินเข้าวัดส่วนใหญ่กลับกลายเป็น “ไม้ใกล้ฝั่ง” ที่มีจุดประสงค์เพื่อเข้าไป “ปลงตก” อยู่ในวัดเท่านั้น

            เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย?!?

            ดังนั้นสิ่งที่ทั้งสงฆ์ทั้งคฤหัสถ์จะต้องปรึกษากัน คือจะผนึกกำลังสร้างความเข้าใจในพุทธศาสนาให้มากขึ้นได้อย่างไร แทนที่จะปล่อยให้ไสยทำหน้าที่ในการสร้างความมั่นคงในใจคนอย่างที่ผ่านมา หรือเลิกทำการ “หากิน” ด้วยการโหนกระแสจตุคามฟีเวอร์ ปลุกเสกพระเครื่องออกมาขายโดยไร้จิตสำนึกใดๆทั้งสิ้น

            แน่นอนว่า ผู้ที่ห้อยจตุคามฯที่เป็นผู้สุจริต ทำมาหากิน ขยันขันแข็ง ดำรงตนอยู่ในศีลธรรม ย่อมจะประสบความสำเร็จ แต่ในสังคมตามกระแสอย่างในทุกวันนี้ จะเหลืออยู่สักเท่าใดกัน? พุทธศาสนาที่แท้จริงเท่านั้น ที่จะช่วยคนพ้นออกจากวิกฤตนี้

           

ขึ้นอยู่กับว่า เราจะ “ตื่น” ขึ้นเมื่อใด

           

ปล. จตุ แปลว่า สี่

คาม แปลว่า ที่อยู่อาศัย, บ้าน

รามเทพ แปลว่า พระราม

จตุคามรามเทพ = พระรามสี่บ้าน?!?





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน