วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตะลุยญี่ปุ่นเที่ยวที่ 2 คันไซ ตอนที่ 1 ร่วมรบกับซานาดะ ยูคิมุระ


       การเดินทางของผมเริ่มต้นขึ้นในวันศุกร์ที่ 1 เมษายน 2559 หลังจากที่ตรวจเช็คความเรียบร้อยทุกอย่างแล้ว  ผมจึงเตรียมตัวโทรตามแท็กซี่มารับไปสนามบิน  แต่แม่ของผมได้บอกว่าก่อนไปให้ไปเยี่ยมหลานก่อน   หลานของผมชื่อน้องมูฮำมัดวากิลเพิ่งเกิดเมื่อพฤศจิกายนที่ผ่านมา(พ.ศ.2558)นี่เองครับ  กำลังโตเลย  ผมเคยได้ยินว่าเด็กเล็กๆจะลืมหน้าคนได้ง่าย   ผมเลยคิดว่าถ้าไปเที่ยวตั้ง 15 วันกลับมาหลานคงลืมหน้าเราแน่ๆ  เดี๋ยวเจออีกทีเกิดร้องไห้จ้าขึ้นมาล่ะแย่เลย  ผมเลยแวะไปเยี่ยมหลานวากิลตามที่แม่บอกซะหน่อย   พอไปเยี่ยมหลานก็เลยได้เจอคุณลุงของผม(ปู่ของวากิล) กำลังอาบน้ำให้หลานอยู่พอดี   ผมบอกลุงว่าจะไปเที่ยวยาวเลยแวะมาหาหลานก่อนไปเที่ยว(ลุงรู้อยู่แล้วว่า  ผมจะไปญี่ปุ่นเพราะอากิฟท์ลูกของลุงจะตามไปสมทบกับผมทีหลัง) ลุงถามว่า "เครื่องออกกี่โมงล่ะ"  พอผมบอกว่าเครื่องออกบ่าย 2 โมง  ลุงก็บอกว่า  "งั้นเดี๋ยวแต่งตัวให้วากิลเสร็จแล้วจะขับรถไปส่งให้ที่สนามบิน อยากให้หลานได้ไปเปิดหูเปิดตาด้วย"  ผมกับแม่และหมีน้อยจึงได้นั่งรถไปสนามบินแบบสบายๆ(ส่วนคุณพ่อของผมไปทำงาน  ตอนไปญี่ปุ่นครั้งแรกเครื่องบินออกตอนดึก  ผมไม่อยากรบกวนพ่อกับแม่  เลยนั่งแท๊กซี่ไปสนามบินเอง)
                                                                                                               

                                                            หลานวากิลเองครับ

       เมื่อไปถึงสนามบินผมจัดการเช็คอินให้เรียบร้อย  ยังเหลือเวลาอีกพอสมควร  เราทุกคนจึงไปนั่งหาอะไรกินก่อน  คุณลุงผมแกก็พาหลานเดินดูโน่นดูนี่ไปเรื่อย   วากิลเองก็ดูตื่นเต้นมากๆ  คงเพราะไม่เคยเห็นที่กว้างๆและคนมากมายแบบนี้มาก่อน  หลายคนที่ผ่านไปมาก็มองหลานผมด้วยเพราะหลานของผมน่ารัก (555) ซึ่งลุงเองก็ไม่รอช้าที่จะเอาหลานไปอวดพวกเขา (เห่อหลานนั่นเอง 555) หลังจากนั้นไม่นานผมก็ต้องบอกลาทุกๆคนเพื่อออกเดินทางแต่เพียงลำพัง.....

                                                                                                            
                             คณะที่เดินทางมาส่งผมครับ หมีน้อย, คุณแม่, คุณลุง, คุณป้า และหลานวากิล :)

        พอถึงบ่าย 3 โมงก็ได้เวลาออกเดินทางเสียที (มีประกาศเลื่อนเวลาช้าไปอีก 1 ชั่วโมง) รอบนี้ผมบินตรงไปกับ Air Asia X ครับ  มุ่งตรงสู่สนามบินนานาชาติคันไซเลยทีเดียว แต่ก็มีผู้โดยสารมาสายอีก  สรุปเครื่องขึ้นราวๆบ่าย 3 ครึ่ง  เครื่องลงจอดที่สนามบินคันไซราวๆห้าทุ่มตามเวลาที่ญี่ปุ่น  ซึ่งความรู้สึกแรกที่ผมรู้สึกก็คือ หูอื้อครับ  หูอื้อแบบแรงมาก  เรียกได้ว่าแทบจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย  แถมยังรู้สึกปวดหูมากอีกต่างหาก  เมื่อมาถึงจุดตรวจคนเข้าเมืองก็พบฝูงชนต่อแถวยาวเหยียดขดไปมาเหมือนงูเลื้อยราวๆ 8 ขดเลยทีเดียว  กว่าผมจะผ่านต.ม.มาได้เวลาก็เลยมาเป็นเที่ยงคืนกว่าแล้ว  แถมพอออกมาเจอศุลกากรตรวจของ  ผมก็ฟังไม่รู้เรื่องอีกเพราะหูของผมอื้อมาก



                                   สนามบินคันไซต้องนั่งรถไฟออกมาจากเกทไปยังตรวจคนเข้าเมืองครับ         

        เมื่อออกมาเรียบร้อยแล้วผมจึงตรงไปที่ Airport Lounge เพราะดึกมากแล้วและผมไม่ได้จองโรงแรมไว้  แต่พอคิดดูอีกทีผมก็ตัดสินใจใช้แค่ตู้ล็อคเกอร์เอาไว้เก็บกระเป๋า  แล้วผมก็เอนกายลงนอนบนเก้าอี้ยาวแทน (เก็บเงินไว้เที่ยวดีกว่า อิอิ) สักพักมีพนักงานผู้หญิงมาเดินตรวจพาสปอร์ตเพื่อให้แน่ใจว่าพวกที่นอนอยู่ในสนามบินเหล่านี้เป็นนักท่องเที่ยวจริงๆไม่ใช่คนเร่ร่อนที่มานอนรับแอร์ฟรีๆ  พอเธอมาตรวจผมจึงได้โอกาสหยิบเอาทักษะภาษาญี่ปุ่น (ซึ่งน่าจะขึ้นสนิมไปแล้ว) ออกมาใช้   เธอบอกผมพูดญี่ปุ่นเก๊งเก่ง  สรุปแล้วภาษาผมยังใช้ได้อยู่ 5555 (หรือเธอแค่ยอผม) อ้อ!! ในสนามบินมีฟรีไวไฟด้วยนะครับ เร็วมากด้วย
                                                                                                                                                                                              

                                   สนามบินคันไซยามดึก นักท่องเที่ยวต่างก็นอนกันเกลื่อนเลยทีเดียว

        เนื่องจากผมนอนบนเก้าอี้แล้วไม่ชินเลยนอนได้แค่ 2 – 3 งีบเท่านั้น  พอตื่นขึ้นมาผมก็หายปวดหูแล้ว แต่ยังคงหูอื้ออยู่  ผมเดินไปกินข้าวหน้าเนื้อก่อนเป็นมื้อแรก  พอได้เวลาเช้าแล้วผมจึงออกไปยังสถานีรถไฟเพื่อเดินทางเข้าเมือง  รอบนี้ผมจองรถไฟความเร็วสูง HARUKA เอาไว้ครับ   เขามีแพ็คเกจลดราคาเมื่อจองร่วมกับบัตร ICOCA ซึ่งเป็น IC Card แบบเดียวกับ SUICA ที่ฝั่งคันโต  เวลาจองจะมีลายธรรมดา, ลายคิตตี้, และลายเทพฟูจิน, ไรจิน  ผมเลือกลายที่สามครับ  อย่างเท่เลย

                      
                                              Kansai Airport Express, HARUKA

         สำหรับ IC Card นั้นเป็นการ์ดแบบเดียวกับ Rabbit ของ BTS บ้านเราครับ   ที่ญี่ปุ่นการ์ดแบบนี้ใช้สะดวกสบายมาก  เราแค่เติมเงินเข้าไปก็สามารถนำไปใช้กับรถไฟ (ของทุกบริษัท), รถบัส, ร้านสะดวกซื้อ, ตู้ขายของ, ล็อคเกอร์ และอื่นๆอีกมากมายที่มีเครื่องอ่าน IC Card   แถมยังใช้แทนกันได้ทั่วประเทศอีก  เช่น ถ้าเรามี SUICA พอมาฝั่งคันไซก็ยังใช้ได้ ไม่ต้องเปลี่ยนเป็น ICOCA แต่อย่างใด

                                                                                                            
                             การ์ด ICOCA ของผมเป็นลายฟูจิน (เทพวายุ) และไรจิน (เทพสายฟ้า) เท่ดีมั้ยครับ

         ใช้เวลาชั่วโมงนิดๆ HARUKA ก็พาผมมาถึงสถานีเท็นโนจิในโอซาก้า  เมื่อออกมาก็เป็นเวลาสายแล้ว  บรรยากาศในเมืองค่อนข้างสงบ  อากาศเย็นแต่แดดค่อนข้างแรงนิดนึง  ผมฝากกระเป๋าไว้ที่ล็อคเกอร์ในสถานี  ก่อนจะออกไปยังสวนเท็นโนจิ  เพื่อตามหาต้นซากุระที่ผมยังไม่เคยเห็นดอกสีชมพูของมันด้วยตาตัวเองเลยสักครั้ง  บรรยากาศในสวนค่อนข้างเงียบครับ  ส่วนซากุระก็.....ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่
                                                                                                                                                                                      

                                                          ซากุระในสวนเท็นโนจิ  

         จากสวนเท็นโนจิ  ผมเดินทะลุไปทางด้านหลังจนเจอเข้ากับวัดอิชชินจิ  ที่นี่ซากุระบานสวยกว่ามากเมื่อเทียบกับในสวน  เนื่องจากวันนี้ (2 เมษายน) เป็นวันเสาร์  จึงมีผู้คนมาสักการะพระกันในที่แห่งนี้มากมาย
                                                                                                                                                                                                                                                                                      ซากุระในวัดอิชชินจิ

         จากวัดอิชชินจิ   ผมเดินข้ามแยกไฟแดงใหญ่มาเรื่อยๆ  สักพักก็มาถึงวัดชิเท็นโนจิ  วัดที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณนี้ (ถ้าใครเคยอ่านทริปญี่ปุ่นรอบที่แล้วของผมจะทราบดีว่าผมชอบวัดและศาลเจ้าของญี่ปุ่นมากครับ) วัดชิเท็นโนจินี้มีอาณาเขตกว้างขวางมาก และประกอบไปด้วยโบสถ์หลายๆหลัง และที่นี่ก็เป็นจุดชมซากุระที่เด่นๆอีกเช่นกัน
                                                                                                    
                                                 ซากุระในวัดเท็นโนจิ ซูมกันชัดๆไปเลย
                                                                                                                                                              

         ในวัดมีบ่อเต่าด้วยครับ  มีจังหวะหนึ่งพวกมันโดดลงน้ำพร้อมกันหมด  เกิดเป็นเสียงดังมากครับ (สงสัยว่ามันคงมีตัวหัวหน้าคอยกำกับ 1 2 3  เอ้า!! พวกเราโดด  555)
                                                                                                          
                                              ตรงนี้เป็นอาคารสักการะหลักของวัดนี้ครับ
                                                                                                                                                                        

            คุณลุงคุณป้าคู่นี้ค่อยๆเดินชมดอกไม้กัน 2 ต่อ 2  ดูอบอุ่นดีครับ แต่ผมไม่กล้าถ่ายภาพใกล้ๆครับกลัวไปรบกวนบรรยากาศสวีทของท่าน



                                          กงล้อแบบนี้เรียกว่า เท็นโปวริน ไว้หมุนเป็นสิริมงคลครับ

        จากวัดชิเท็นโนจิผมเดินกลับไปที่สถานีเพื่อจะไปยังที่อื่นต่อ   ระหว่างทางผมสะดุดเข้ากับศาลเจ้าเล็กๆแห่งหนึ่ง  เปิดแผนที่ดูก็ไม่พบชื่อศาลเจ้าแห่งนี้   ผมจึงเดินเข้าไปถามนักบวชที่คอยแนะนำผู้มาเยือนอยู่ข้างใน  ได้ความว่าสถานที่แห่งนี้คือ ศาลเจ้าโฮริโคชิ  เป็นศาลเจ้าสักการะเทพโซชุน  ก่อตั้งราวๆ ค.ศ. 593 นู่นเลย (เก่ากว่าศาลเจ้าฟุตาระซันที่นิกโก้ราวๆเกือบ 200 ปีเลยครับ) แม้ที่นี่จะเป็นศาลเจ้าริมทางเล็กๆ   แต่ผมรู้สึกได้ถึงความงดงามและความผูกพันระหว่างศาลเจ้ากับคนในพื้นที่ได้เลยครับ
                                                                                                      
                                                         ศาลเจ้าโฮริโคชิ

         จากนั้นผมได้นั่งรถไฟไปยังสถานีโมริโนะมิยะ  เพื่อไปเยี่ยมชมปราสาทโอซาก้า  ปราสาทที่ผมอยากไปมานานแสนนานแล้ว  ใครที่ได้อ่านทริปที่แล้วของผมคงทราบดีว่านอกจากวัดแล้วผมยังชอบประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นอีกด้วย  โดยเฉพาะยุคเซ็นโกคุนี่ชอบมาก  ซึ่งปราสาทโอซาก้าแห่งนี้เป็นสถานที่ๆสำคัญมากในยุคนั้น  สร้างขึ้นตามความต้องการของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ในปี ค.ศ. 1583  แต่เขาตายเสียก่อนที่จะแล้วเสร็จ  ปราสาทจึงตกเป็นของลูกชายนามฮิเดโยริ   ที่แห่งนี้ยังเคยเป็นสมรภูมิสุดท้ายในชีวิตของยอดขุนพลแห่งยุคอย่างซานาดะ ยูคิมุระอีกด้วย  กล่าวคือ เมื่อ ค.ศ. 1614 โทกุกาวะ อิเอยาสุ ผู้มีชัยชนะเหนือโทโยโทมิในสงครามทุ่งเซกิกาฮาระ  ได้ทำการปิดล้อมปราสาทโอซาก้าซึ่งเป็นที่มั่นสุดท้ายของโทโยโทมิ   แต่ไม่สามารถจัดการได้เด็ดขาดจนกระทั่งมิถุนายน ค.ศ. 1615 ยูคิมุระ แม่ทัพฝ่ายโทโยโทมิได้ตัดสินใจที่จะไม่ตั้งรับแต่จะนำทัพบุกทะลวงฝ่าวงข้าศึกเพื่อจัดการกับอิเอยาสุโดยตรง  ซึ่งเขาสามารถบุกทะลวงไปจนเกือบจะถึงตัวอิเอยาสุเลยทีเดียว   ทว่าเขาทนความบาดเจ็บจากการฝ่าข้าศึกมานับไม่ถ้วนไม่ไหวและสิ้นใจลงต่อหน้าอิเอยาสุ   หลังจากนั้นทัพโทโยโทมิก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ฮิเดโยริกระทำการเซ็ปปุกุ (คว้านท้องหรือฮาราคิรินั่นเอง) เป็นการปิดฉากตระกูลโทโยโทมิและเริ่มต้นอำนาจอันล้นพ้นของตระกูลโทกุกาว่าอย่างสมบูรณ์   ภายหลังอิเอยาสุได้กล่าวชื่นชมยูคิมุระเป็นอย่างยิ่งว่าเป็นยอดนักรบ   ว่ากันว่าอิเอยาสุหวาดผวาทุกครั้งเมื่อเขานึกถึงภาพยูคิมุระที่เกือบจะบุกมาสังหารเขาได้ในวันนั้น
                                                                                                                                                                               

                                                        ปราสาทโอซาก้าในปัจจุบัน

        ปราสาทโอซาก้ายังเคยเป็นคลังแสงผลิตอาวุธของกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และถูกฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดใส่อีกด้วย  ปัจจุบันปราสาทได้รับการบูรณะใหม่และกลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก   สวนบริเวณรอบปราสาทยังเป็นจุดชมซากุระยอดนิยมอีกด้วย
                                                                                             
                                                           ซากุระในสวนปราสาทโอซาก้า

        ผมเดินผ่านสวนที่มีผู้คนมาปูเสื่อนั่งชมซากุระกันมากมายเพื่อไปยังตัวปราสาท   ระหว่างทางพบธงตราสัญลักษณ์โรคุมนเซ็น (หกเหรียญ)  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลซานาดะอยู่ตลอดทาง   เมื่อไปถึงลานกว้างบริเวณด้านหน้าก็พบกับชายคนหนึ่งสวมชุดเกราะซามุไรสีแดงสด คาบุโตะ (หมวกเกราะของซามุไร) ของเขาประดับด้วยไม้รูปเขากวางและตราโรคุมนเซ็น  ไม่ผิดแน่เขาคือซานาดะ ยูคิมุระนั่นเอง  ที่แท้ในวันนี้(วันที่ผมไป)ก็มีงานรำลึกถึงซานาดะ ยูคิมุระนั่นเองครับ   ซึ่งเขาได้เปิดให้ทุกคนได้ถ่ายรูปคู่กับท่านแม่ทัพฟรีๆอีกด้วย  ผมจึงรีบเข้าไปถ่ายรูปด้วยซึ่งมีเจ้าหน้าที่ช่วยถ่ายให้   เมื่อได้เจอกับยูคิมุระผมจึงได้กล่าวว่า "เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมรบกับท่านในวันนี้" (555 อินครับ) ท่านแม่ทัพได้ถามผมว่า "ชื่นชอบท่านยูคิมุระอย่างนั้นหรือ "   ผมตอบว่า "ใช่"  เขาจึงทำหน้าดีใจเป็นอย่างมาก  บอกว่า  "ดีใจที่ชาวต่างชาติให้ความนับถือวีรบุรุษของพวกเขา"  จากนั้นเราก็ได้ถ่ายรูปร่วมกันที่หน้าปราสาทโอซาก้า



                                                         ผมกับท่านแม่ทัพซานาดะ ยูคิมุระ

        จากนั้นผมจึงเดินเข้าไปในตัวปราสาท  ภายในปราสาทแบ่งเป็นชั้นๆ มีการจัดแสดงสิ่งของในอดีต เช่น ดาบหรือชุดเกราะ   มีการเล่าถึงความเป็นมาของปราสาทแห่งนี้ และยังมีจดหมายของเหล่าขุนพลยุคเซ็นโกคุที่น่าสนใจอีกด้วย  เช่น จดหมายของโยชิทสึกุ โอทานิ ที่ส่งถึงอิเอยาสุในปี ค.ศ. 1599   เพื่อกล่าวชื่นชมสรรเสริญและมีนัยยะว่าต้องการเข้าร่วมเป็นมิตรด้วย   ที่น่าแปลกคือ ในปี ค.ศ. 1600 โอทานิ กลับเข้าร่วมทัพโทโยโทมิเข้าต่อสู้กับโทกุกาว่า   เขาได้ชื่อว่าเป็นแม่ทัพคู่ใจของอิชิดะ มิทสึนาริ ขุนพลใหญ่ของฝ่ายโทโยโทมิเลยทีเดียว   โอทานิจบชีวิตลงในสงครามทุ่งเซกิกาฮาระเช่นเดียวกับมิทสึนาริผู้เป็นนายของตน   บนยอดปราสาทสามารถมองเห็นวิวรอบๆได้   ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าหากผมอยู่ในเหตุการณ์การปิดล้อมปราสาทโอซาก้า   ทิวทัศน์ที่ผมมองออกไปนั้นจะเป็นอย่างไร
                                                                                                         

                                                ลานหน้าปราสาทเมื่อมองลงมาจากชั้นบนสุด

       เมื่อลงมาข้างล่างฟ้าก็เริ่มมืดแล้วครับ  ผมเดินจากปราสาทผ่านไปยังจุดชมซากุระอีกครั้ง  คราวนี้ร้านค้าต่างๆเริ่มคึกคักมากกว่าเดิม   ผู้คนต่างเริ่มพากันมาจับจองที่สำหรับโอฮานามิ (ชมดอกไม้) กันมากขึ้น   ผมซื้อเนื้อย่างกับขนมที่ชื่อว่า โอจิเซมเบ้ (แปลว่าเซมเบ้เจ้าชาย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม) กินเสร็จผมก็เดินกลับไปที่สถานีเพื่อไปหาของกินต่อ


                                  โอจิเซมเบ้ เซมเบ้ราดข้าวพองโปะหน้าด้วยไข่ดาว ราคา 300 เยน
                                                                                                   
                                                        เหล่าผู้คนที่มาโอฮานามิ

       จากสถานีโมริโนะมิยะ  ผมเดินทางกลับไปยังสถานีเท็นโนจิอีกครั้งเพื่อแวะร้านยามะจัง ทาโกะยากิ ใกล้ๆกับตึก Abeno Harukas  ร้านทาโกะยากิเจ้าดังที่ใครๆก็ต้องมาลองสักครั้ง (ข้อควรระวัง – ทาโกะยากิสุกใหม่ๆจะร้อนมากโดยเฉพาะข้างในที่เป็นแป้งเหลวๆ ถ้าเอาเข้าปากทีเดียวอาจทำให้ปากพองได้)
                                                                                   
                                                   Yamachan Takoyaki No.1

        เมื่ออิ่มแล้วผมจึงกลับไปที่สถานีเพื่อเอากระเป๋าที่ฝากไว้ตั้งแต่เมื่อเช้า  นั่งรถไฟต่อไปยังสถานีนัมบะเพื่อไปโฮสเทลที่ผมจองในคืนนี้   ซึ่งหายากมากครับขนาดเปิดกูเกิ้ลแมพเดินหายังไม่เจอเลย   สุดท้ายแล้วก็เจอโฮสเทลแห่งนี้เบียดตัวอยู่ในทางเดินแคบๆระหว่างตึกและต้องขึ้นลิฟต์ไปชั้น 3   เมื่อขึ้นไปก็พบว่าไม่มีพนักงานเลยครับ  มีแต่ประตูเหล็กกับป้ายเขียนว่าโปรดติดต่อพนักงานที่เบอร์นี้   พร้อมกับมีโทรศัพท์มือถือผูกไว้กับโซ่  ที่ตลกก็คือโทรศัพท์นั่นแบตหมดและผมก็ไม่ได้ทำโรมมิ่งด้วย (แต่ตอนนั้นผมตลกไม่ออกจริงๆ)  ผมเดินออกมารับลมข้างนอกและพยายามคิดหาหนทางแก้ปัญหาไปด้วย   ผมจดเบอร์โทรไว้และคิดว่าจะไปขอให้ตำรวจช่วยติดต่อให้  แต่คิดอีกทีผมน่าจะลองเอาเพาเวอร์แบงค์เสียบกับมือถืออันนั้นดูก่อน   ผมจึงกลับไปที่เดิมพอไปถึงผมก็พบว่าสายชาร์จของผมใช้กับโทรศัพท์เครื่องนี้ไม่ได้ (กรรม)   สักพักมีผู้หญิงคนหนึ่งตัวเล็กๆผมสั้นๆสวมสูทเดินออกมาจากลิฟท์ (บอกเลยว่าตอนแรกผมดูไม่ออกว่าเป็นหญิงหรือชาย) เธอชื่อจิฮารุ   ผมเล่าปัญหาให้ฟังเธอจึงเอามือถือออกมาโทรหาพนักงานและบอกว่าตอนนี้มีไกโกคุจิน (คนต่างชาติ) ยืนอยู่ด้วย   จากนั้นเธอก็ส่งมือถือให้ผมคุย   น้ำเสียงของคนในโทรศัพท์ดูสั่นเครือมากและพูดขอโทษแบบรัวๆ  เขาคงกลัวว่าผมจะโกรธมากๆ แต่พอเจอแบบนี้ผมก็โกรธไม่ลงแล้วล่ะครับเลยเตือนไปแค่เรื่องแบตโทรศัพท์หมด   เพราะนักท่องเที่ยวบางคนเขาไม่ได้ทำโรมมิ่งมา  คุยเสร็จผมก็คืนมือถือให้จิฮารุและกล่าวขอบคุณเธอ   ถ้าไม่มีเธอผมคงต้องเจอเรื่องยุ่งๆอีกมากหรืออาจจะต้องไปนอนที่สน.แทน   ผมไม่รู้จะตอบแทนเธอยังไงดีก็เลยเอากล่องขนมโยกุเรตให้เธอ (เป็นลูกอมรสโยเกิร์ตของญี่ปุ่น เป็นที่นิยมของเด็กๆสมัยก่อน) จิฮารุอุทานว่า นัทสึกาชี่ (คิดถึงจังเลย ประมาณนั้น) แต่เธอก็ไม่ได้รับไว้และขอตัวลงไปชั้น 2 ซึ่งเป็นห้องนอนหญิง (ถึงตรงนี้ผมจึงมั่นใจแล้วว่าจิฮารุเป็นผู้หญิง) ผมเข้าไปในห้องพบคนนอนอยู่ 2 – 3 คน  และก็พบว่าที่นี่มีแต่ห้องส้วม (อยู่นอกห้องข้างๆบันได) ไม่มีห้องอาบน้ำ   ผมรู้สึกไม่สบายตัวขึ้นมาทันทีเพราะตั้งแต่มาถึงญี่ปุ่นผมยังไม่ได้อาบน้ำเลย   อย่างไรก็ตามด้วยความที่ผมเหนื่อยมากผมจึงเผลอหลับไปแทบจะทันทีเมื่อหัวถึงหมอน


                           อ่านต่อตอนหน้านะครับ   ขอสลบแพร๊บบบ.....
                                                                     

                                                                 บันทึกโดย  พี่หมีใหญ่

โดย พี่หมีใหญ่

 

กลับไปที่ www.oknation.net