วันที่ อาทิตย์ สิงหาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พุกาม 2010 .. ทะเลเจดีย์ที่พุกาม ท่ามกลางอาทิตย์อัสดง ณ เจดีย์ชเวซานดอร์ (Shwesa


พุกาม 2010 .. ทะเลเจดีย์ที่พุกาม ท่ามกลางอาทิตย์อัสดง ณ เจดีย์ชเวซานดอร์ (Shwesandaw Zedi)

หากคุณมาเยือนพุกาม กิจกรรมที่ต้องไม่พลาด คือ การไปชมอาทิตย์อัสดงที่ทุ่งทะเลเจดีย์ สถานที่ที่คุณจะได้ชมดวงอาทิตย์ยามจูบลาผืนโลกได้งดงามที่สุด ท่ามกลางแสง และสีที่น่าประทับใจ

ในอดีตทางการพุกามอนุญาตให้ไปเฝ้าดูแสงอาทิตย์สุดท้ายของวันได้ที่ "มังกาลาเจดีย์"

แต่เมื่อไม่นานมานี้ มังกาลาเจดีย์มีสภาพทรุดโทรม และยังไม่ได้รับการบูรณะให้ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทางการของพุกามในปัจจุบัน จึงให้นักท่องเที่ยวไปดูที่ เจดีย์ชเวซานดอ

เมื่อใกล้เวลาพระอาทิตย์ตก เราจะเห็นภาพผู้คนเดินทางมาที่นี่ ด้วยพาหนะหลากหลาย ...

มีทั้งมาด้วยการโดยสารรถยนต์ ปั่นจักรยานมาด้วยพลังสองขา

ในขณะที่หลายคนเดินทางมาด้วยเกวียนเทียมวัว หรือ นั่งรถม้าที่เก๋ไก๋

 

ใกล้ๆกับพระเจดีย์องค์นี้ มีวิหารขนาดเล็ก ข้างในประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ชินปินตาเลียวความยาว 18 เมตร

 

หากดูที่ภาพสเก็ตด้านบนจะเห็นว่าอาคารคับแคบมากสำหรับพระพุทธรูปขนาดนี้ ...

ไม่ทราบว่าทำไมจึงสร้างอาคารเล็กๆคลุมเอาไว้

 

การถ่ายรูปพระพุทธรูปในวิหารแห่งนี้ยากและลำบากที่จะได้ภาพที่สวยงามโดยปราศจากการเตรียมสิ่งประกอบอื่นๆให้ภาพดูน่าสนใจ

ภาพของเณรน้อยที่กำลังไหว้พระบูชา และเทียนที่ถูกจุดส่องประกายของแสงที่ช่วยให้ภาพดูมีชีวิตชีวา

พระพุทธรูปที่มีคนถ่ายเอาไว้งดงามด้านบน เป็นรูปจาก Internet

เรามาถึงที่นี่ก่อนเวลาพระอาทิตย์ตกดินมากพอควร และก่อนที่กองทัพนักท่องเที่ยวจะเดินทางมาที่นี่

เราจึงมีเวลาเหลือเฟือที่จะเข้าไปอุดหนุน พูดคุยทักทายกับสาวพม่าและเด็กๆที่ขายเครื่องดื่มอยู่ในบริเวณเจดีย์

สาวน้อยทั้งสองคนหน้าตาน่ารัก ผิวพรรณดี ... ฉันจึงถามถึงการใช้ "ทานาคา" ว่าพวกเธอใช้ชะโลมใบหน้ากันวันละกี่ครั้ง และตอนไหนบ้าง

"คนพม่าจะใช้ทานาคาชะโลมใบหน้าทุกวัน วันละ 2 ครั้ง และปล่อยไว้อย่างนั้นตลอดวัน" สาวน้อยตอบ

"แล้วผู้คนจะเห็นใบหน้าสวยๆ ผิวที่นวลละเอียดได้เมื่อไหร่ล่ะคะ หากใช้ทานาคาตลอดทั้งวัน" ฉันป้อนคำถามให้กับเธอทั้งสองอีก

"ตอนเช้ามืด หลังที่เราล้างหน้าล้างตา เตรียมใช้ทานาคาอีกครั้ง" เป็นคำตอบของสาวพม่า ที่ฉันต้องแอบคิดในใจว่า คงไม่มีใครได้เห็น นอกจากคนที่เป็นสามี ...

เจดีย์ชเวซานดอ ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางที่ราบใหญ่ องค์เจดีย์เป็นรูประฆังคว่ำ ตั้งอยู่บนฐานซ้อนกัน 5 ชั้น ทางขึ้นเป็นบันไดสูงชันชนิดคอตั้งบ่าเลยทีเดียว

เจดีย์แห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโนรธา เมื่อปี ค.ศ. 1057 หลังจากที่พระองค์ตีเมืองมอญได้ไม่นาน

ชเวซานดอร์ โดยความหมาย สื่อถึงเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ หากแปลตามตัว มีความหมายถึง "เจดีย์ทองที่บรรจุเส้นเกศาของพระพุทธเจ้าเชื่อว่ากันว่าเป็นพระธาตุที่ได้มาจากการตีเมืองมอญ

เจดีย์แห่งนี้ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่ครั้งที่พม่ายังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ แต่แล้วก็พังทลายลงมาอีกเพราะแผ่นดินไหวเมื่อปี ค.ศ. 1975 แต่ก็ได้รับการบูรณะขึ้นอีกครั้งในสมัยของนายพลเนวิน

เราปีนบันไดที่ทั้งสูง ทั้งแคบและชันของเจดีย์

ความแคบของบันได ทำให้เราต้องก้มตัวต่ำ เพื่อให้แต่ละก้าวย่างสมดุล ไม่เสียหลักตกลงมา ซึ่งฉันว่าเป็นความฉลาดและเป็นกุศโลบายที่แยบยลของคนโบราณ ที่ต้องการให้ทุกคนค้อมหัวให้กับสถานที่ เป็นการแสดงความเคารพต่อบริเวณที่กำลังจะขึ้นไปเยือน

หากจะให้เห็นภาพคงต้องเทียบกับปราสาทนครวัดในเขมร เหมือนๆกับเวลาที่เราปีนบันไดที่ชั้นสูงสุดของนครวัดในช่วงที่รัฐบาลเขมรยังอนุญาตให้ขึ้นไปได้ (ตอนนี้ห้ามขึ้นค่ะ) จะต่างกันนิดหน่อยที่ ที่นี่มีราวบันไดให้เกาะ แต่ที่ปราสาทนครวัดไม่มี หรืออีกที่หนึ่ง คือที่พระปรางค์วัดอรุณฯ ..

ขาลงต้องถอยหลังลงเพื่อความปลอดภัย และลดทอนความหวาดเสียวลงค่ะ

 

แต่ละชั้นบนเจดีย์แห่งนี้สามารถเดินด้วยเท้าเปล่าได้โดยรอบ

จึงมีคนนิยมไปเดินจงกรมโดยรอบแต่ละชั้น เชื่อว่าจะได้บุญและจิตใจเบิกบาน ด้วยแต่ละชั้นเป็นที่สิงสถิตของเทพในคติของศาสนาฮินดู คือ พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ

แต่สิ่งที่ดีที่สุดของเจดีย์ชเวซานดอร์ คือเมื่อปีนบันไดอิฐแคบๆขึ้นไปถึงชั้นสูงสุด คือชั้นที 5 แล้ว จะมองเห็นภาพเมืองพุกามแบบ พาโนรามา กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว

สายลมเย็นที่พัดผ่านบนลานชมวิวทำให้ความเหนื่อยและกล้ามเนื้อขาที่ตึงเครียดบรรเทาลง

ที่นี่เราสามารถมองเห็นทัศนียภาพเมืองพุกามในมุมที่สวยที่สุดได้สุดลูกหูลูกตา

ทุ่งเจดีย์นับพันองค์ที่แทรกตัวอยู่ตามป่าละเมาะ และทุ่งโล่งเบื้องหน้า สะท้อนแสงยามเย็นระยิบระยับ มองเห็นได้ไกลถึงแนวภูเขาอาระกัน และฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเอยาวดี

เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่า พม่า เป็นแผ่นดินที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธาของมนุษย์ อย่างที่ยากจะหาที่ไหนมาเปรียบเทียบ โดยสิ่งที่บ่งบอกถึงความศรัทธาอันใหญ่หลวงนี้ก็คือ เจดีย์ ที่กระจายอยู่ทั่วแผ่นดินนี่แหละ

 

ฉันเดินไปรอบๆลานด้านบนขององค์เจดีย์หามุมสวยๆถ่ายภาพ

เจดีย์เล็กใหญ่ในทุ่งเจดีย์ ส่วนใหญ่ได้รับการบูรณะ ซ่อมแซมจนสวยงาม ประณีต โผล่ผุดขึ้นมาทุกแง่ทุกมุม

เหนือเจดีย์เหล่านี้คือท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ เปรียบเสมือนจักรวาลที่โอบคลุมพื้นปฐพีไว้ใต้อำนาจ ตัวเราเป็นสิ่งเล็กกระจ้อยร่อยในจักรวาลที่กว้างใหญ่

 

ด้านหนึ่ง สามารถมองเห็นยอดเจดีย์ของอานันทวิหารที่เป็นสีทองอร่ามสะท้อนแสงพระอาทิตย์งามจับตา

หลังจากที่เก็บภาพประทับใจขององค์เจดีย์ไว้แล้ว ฉันไม่เบื่อที่จะส่งสายตาไปชื่นชมผลงานความพยายาม ที่เปี่ยมด้วยศรัทธาที่สูงส่งของชาวพม่า และได้สรรค์สร้างศาสนสถานที่งดงามไว้ให้กับมนุษยชาติมากมาย ณ ทุ่งเจดีย์แห่งนี้

วิหารธรรมยังจี ส่งประกายสีส้มแกมชมพูของอิฐ ... อยู่อีกฝากหนึ่งในสายตา

วิหารแห่งนี้ ดูขรึม ดูขลัง มีลักษณะคล้ายปิรามิด ... เปี่ยมเสน่ห์ และแรงดึงดูด ให้เข้าไปศึกษาเรื่องราวความเป็นมาที่ซับซ้อน ลึกลับ และน่าสนใจ

 

ด้วยเหตุที่เจดีย์มีอยู่มากมาย กระจายอยู่ในทุ่งทะเลเจดีย์แห่งนี้  

การศึกษาประวัติศาสตร์พุกามมาก่อนบ้างจะช่วยให้การเยี่ยมชมพุกามได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น

มากยิ่งกว่าจะเป็น การผ่านไปเห็นเพียงช่วงสั้นๆ

เจดีย์และวัด เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของธรรมะ ที่จะเป็นพาหนะนำปวงชน ให้ดำเนินชีวิตบนวิถีแห่งศีลธรรม และความกลมเกลียวราบรื่น เหมือนฟันเฟืองที่หล่อลื่นด้วยน้ำมันคุณภาพดี

หากขาดธรรมะแล้วไซ้ ฟันเฟืองชีวิตก็จะฝืด สนิมจะกัดกินจนผุกร่อนสูญสลายในที่สุด

 

ภาพพระอาทิตย์ดวงโตที่ยังมีแสงเจิดจ้า ค่อยๆเคลื่อนลับไปจากขอบฟ้า

ทิ้งให้เจดีย์ดำทะมึนตัดกับท้องฟ้าสีแดงอมส้ม ดูโดดเด่นน่าชม

เสน่ห์ของเงาดำของเจดีย์น้อยใหญ่ ท่ามกลางแสงสีส้มทอง ... มองดูลึกลับชวนให้ค้นหาเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ภายในสิ่งก่อสร้างอลังการใหญ่โตมากมาย

ที่มาจากศรัทธาทั้งผู้ปกครอง อำมาตย์ ลงมาจนถึงไพร่ฟ้า ที่ เท้าเหยียบยืนอย่างมั่นคงบนผืนดิน แต่ส่งสายตามองยอดเจดีย์ที่มุ่งตรงไปยังสวรรค์

อาทิตย์อัสดงลงแล้วที่ทะเลเจดีย์ ...

แต่เรื่องราวของที่นี่ยังคงอยู่ และเปี่ยมเสน่ห์ รอให้ผู้มาเยือนชื่นชมอยู่วันแล้ว วันเล่า

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net