วันที่ ศุกร์ กันยายน 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มรรค รักษา (สุขภาพ)


การศึกษาธรรมในพุทธศาสนาจะประสบผลสำเร็จ คือทำตนให้เป็นที่พึ่งของตน เป็นสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับคนอื่นๆ เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และพยายามทำสุขนั้นให้เป็นสุขที่ไม่แปรเปลี่ยนเป็นทุกข์ในภายหลัง กระทั่ง สามารถมีจิตที่สงบได้ในทุกสถานะ

ผู้ศึกษาต้องมีการเข้าหากัลยาณมิตรหรือแหล่งความรู้ต่างๆเพื่อการได้ความรู้คือธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัส ทรงจำธรรมนั้นๆไว้ในใจ นำธรรมที่ทรงจำไว้มาไตร่ตรองให้เกิดความเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้ว จึงนำหลักธรรมนั้นๆมาใช้ในชีวิตประจำวันหรือก็คือฝึกตนให้เดินตามทางอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าทรงชี้ไว้โดยนำการปฏิบัติที่สัมพันธ์กับพื้นฐานความเป็นจริงในปัจจุบันของตนมาปฏิบัติ การเป็นอยู่จึงจะค่อยๆคล้อยตามธรรมที่ตนนำมาฝึก ชีวิตจึงค่อยๆเป็นอยู่ด้วยธรรมอันเป็นกุศล จนในที่สุด ก็เป็นอยู่อย่างนั้นจนเป็นปกติ

เราทราบว่าทางอันประเสริฐหรืออริยมรรคมีองค์ ๘ คือวิธีในการฝึกตนของบุคคลสู่ความดีงามยิ่งๆขึ้นไป แต่บางทีเราอาจไม่ทราบว่าเมื่อจะเริ่มต้นน้อมนำธรรมเข้ามาสู่การปฏิบัติในชีวิตจริง เราควรจะเริ่มฝึกตนที่จุดใด และฝึกตนต่อเนื่องอย่างไรจึงจะเรียกได้ว่าเดินตามมรรคมีองค์ 8 หากเป็นอย่างนี้ เราก็อาจเริ่มที่การหยิบดีๆเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ไม่เคยทำหรือที่ทำอยู่แล้วแต่ไม่สำเร็จขึ้นมา แล้วตั้งใจว่าจะดำเนินการตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำไว้เพื่อทำเรื่องนั้นให้สำเร็จให้ได้ การปฏิบัติอย่างถูกธรรมต่อการกระทำใดการกระทำหนึ่งจนกว่าจะสำเร็จนี้เอง ได้ชื่อว่าเดินตามมรรค

เรื่องใกล้ตัวเรื่องหนึ่งคือ เรื่องของการดูแลสุขภาพ ซึ่งในขณะนี้กำลังเป็นเรื่องที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังให้ความสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ป่วยที่นอนรับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคไม่ติดต่อต่างๆหรือกลุ่มโรค NCDs อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการละเลยการดูแลสุขภาพถึง 16  ล้านคน ทำให้รัฐต้องมีรายจ่ายในการดูแลผู้ป่วยด้วยโรคเหล่านี้สูงถึงร้อยละเจ็ดสิบของรายจ่ายการดูแลผู้ป่วยทั้งหมด

เหตุปัจจัยหลักของการป่วยด้วยโรคไม่ติดต่ออันประกอบด้วยโรคความดันโลหิตสูง ถุงลมโป่งพอง โรคเลือด สมองและหัวใจ เบาหวาน อ้วน มะเร็ง คือ ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายหรือที่เรียกกันว่ามีพฤติกรรมเนือยนิ่ง ซึ่งมีผลการวิจัยระบุว่า หากเราอยู่นิ่งๆเกินสองชั่วโมงจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆโดยเฉพาะโรคอ้วน และโรคอ้วนนี้ก็กำลังคุกคามคนไทยและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอดเวลา สาเหตุหลักของโรคอ้วนก็คือพฤติกรรมเนือยนิ่งนี้กับสาเหตุอื่นๆคือ การไม่ออกกำลังกาย การทานอาหารรสจัด การทานในปริมาณที่มากเกิน และ การทานอาหารที่มีสัดส่วนของชนิดอาหารไม่เหมาะสม

โรคอ้วนนี้เองเป็นปัจจัยหลักให้เกิดโรคในกลุ่ม NCDs อื่นๆตามมา

ผู้เขียนขอสมมติว่า เราจะเริ่มต้นการปฏิบัติธรรมด้วยการนำบทฝึกตามหลักธรรมต่างๆในพุทธศาสนามาใช้ เพื่อให้สิ่งดีๆเกิดขึ้นกับทั้งกายและใจด้วยดูแลสุขภาพของตัวเราเอง อันเป็นการเดินหนีโรคภัยต่างๆด้วยการเดินตามมรรค

เนื่องจากมรรคสามารถเป็นได้ทั้งโลกิยมรรค และ โลกุตตรมรรค ดังนั้นจึงสามารถนำมาใช้ได้กับทุกเรื่อง เมื่อมีประสบการณ์การนำมรรคมาใช้ในชีวิตเพื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็สามารถนำประสบการณ์นั้นๆไปใช้ได้กับเรื่องอื่นๆได้โดยไม่ยาก

บทฝึกสำหรับฝึกตนในศาสนาพุทธ สามารถแยกได้ 3 ลักษณะ คือ บทฝึกตนให้มีวิถีชีวิตเรียบร้อย เป็นปกติ หรือศีล การฝึกจิตให้ตั้งมั่น จิตเสมอ ราบเรียบ ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่ได้พบเห็น ได้รับรู้ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิ จึงรู้เห็นได้ตามที่เป็นจริง หรือปัญญา ซึ่งทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญานี้รวมเรียกว่า ไตรสิกขา ซึ่งทั้งศีล สมาธิ ปัญญา ก็เป็นองค์ประกอบในมรรคมีองค์ 8 เช่นกัน เพียงแต่ในมรรค ปัญญาที่ทำให้เห็นสภาวะมาก่อนศีลและสมาธิ (มรรคมีองค์ 8 จัดเรียงเป็นปัญญา ศีล สมาธิ) ทั้งนี้เนื่องจากในเบื้องต้นต้องมีสิ่งที่ชักนำเข้าสู่องค์มรรคหรือก็คือบุพนิมิตแห่งมรรคเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อมีบุพนิมิต จึงจะเกิดปัญญาทำให้ปรารถนาจะฝึกตนด้วยศีลอันเป็นปัญญาที่เป็นองค์มรรคในระดับต้น เพื่อลดทอนเรื่องร้อนใจที่ทำให้จิตไม่สม่ำเสมอ ประกอบกับมีการฝึกสมาธิร่วมด้วย จิตจึงมีโอกาสพบความสงบ อันทำให้เกิดปัญญารู้โพล่ง และปัญญาที่เกิดขึ้นนี้ ก็หนุนศีลให้ “ถึงใจ” หรือบริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ จิตใจจึงมั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ มีโอกาสได้ปัญญารู้ความจริงในชีวิตก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งบุพนิมิตแห่งมรรคนั้น ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ปรโตโฆสะ และโยนิโสมนสิการ

ปรโตโฆสะ หรือเสียงจากบุคคลภายนอก เกิดจากการที่เรารู้จักเข้าหากัลยาณมิตร ฟังสิ่งที่ท่านแนะนำอย่างตั้งใจ แล้วทรงจำไว้

จากนั้นก็มีการนำสิ่งที่ทรงจำไว้นั้นมาไตร่ตรอง คิดถึงเหตุที่มา คิดถึงผลที่ไป คิดหาองค์ประกอบต่างๆ คิดแยกแยะคุณโทษ การคิดหาเหตุผลในลักษณะต่างๆเหล่านี้คือ โยนิโสมนสิการ การกระทำเรื่องราวนั้นไว้ในใจอย่างแยบคาย อันเป็นเสียงจากภายในตนเอง เมื่อพิจารณาโดยแยบคายจนเห็นคล้อยตามธรรมแล้ว จึงนำธรรมที่ตนเห็นคล้อยตามแล้วนั้น มาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิต สอบสวน ตรวจสอบ อยู่เนืองๆ เพื่อหาข้อผิดพลาดและหนทางขจัด สิ่งที่ยังขาดหรือตกไป เพื่อให้ชีวิตเกิดประโยชน์จากการใช้ธรรมนำทางให้มากที่สุด

การจะฝึกตนด้วยการดูแลสุขภาพก็เช่นกัน ต้องมีการทำความเข้าใจ ได้ข้อมูลที่จำเป็น มีการสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง มีการชี้ประโยชน์ ชี้โทษ ให้ตนเองรับรู้เสียก่อน ตนจึงจะอยากเริ่มต้นฝึกตนตามแนวทางแห่งการฝึกจนกระทั่งประสบความสำเร็จ

ดังนั้น ก่อนอื่น เราจึงต้องทำความเข้าใจก่อน ว่าทำไมเราจึงต้องใส่ใจสุขภาพของตน เพราะการดูแลตนเองให้มีสุขภาพดี นอกจากจะเพื่อทำให้เราอยู่อย่างผาสุกในปัจจุบันแล้ว ยังเปิดโอกาสให้เราเป็นอยู่ดี ลดการพึ่งพิงผู้อื่นเมื่อเรามีวัยสูงขึ้นอีกด้วย

สังคมไทยเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาตั้งแต่ปี 2547 ในอีกสิบปีข้างหน้า สังคมไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มตัว คือ มีประชากรอายุ 60 ขึ้นไปในอัตราส่วน 20% ของประชากรทั้งประเทศ ผู้สูงอายุมักต้องการการดูแล ในขณะผู้ต้องการการดูแลเพิ่มจำนวนมากขึ้น ผู้ดูแลคือพยาบาลกลับขาดแคลนและมีแนวโน้มจะขาดแคลนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยสัดส่วนของพยาบาลต่อผู้ป่วยที่เหมาะสมอยู่ที่ 1 : 400 แต่สัดส่วนในปัจจุบันคือ 1 : 1,000 และในอีกสิบปีข้างหน้าคาดว่าพยาบาลจะขาดแคลนถึง 30,000 คน

ก่อนที่เราจะเป็นผู้สูงอายุ ก่อนที่จะต้องการการดูแล คงจะดีหากเราเริ่มดูแลตนเองให้สุขภาพดีตั้งแต่ในเวลานี้ เพื่อที่จะลดเหตุปัจจัยอันจะทำให้เรากลายเป็นบุคคลที่ต้องการการดูแล ต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นอยู่ตลอดเวลาในอนาคต เพราะหากถึงเวลาที่สุขภาพไม่ดีขึ้นมาจริงๆ ในเวลานั้น เราอาจไม่สามารถหาใครมาดูแลเราได้เลยก็ได้

บางท่านที่มีลูก อาจคิดว่าลูกๆน่าจะเต็มใจดูแลเรา แต่การที่เราสร้างโอกาสให้ลูกๆมีความสุขกับการงาน กับชีวิตครอบครัวของเขาโดยไม่ต้องกังวลถึงเรื่องสุขภาพของพ่อแม่ ไม่ว่าจะในเรื่องค่าใช้จ่าย หรือเวลาที่ต้องสละให้ น่าจะเป็นการดีกว่า เพื่อที่ลูกๆจะได้มีเวลาสร้างประโยชน์ทั้งต่อตนและต่อสังคมอย่างเต็มที่

หากเรามีน้ำหนักมากเกินปกติ การหาความรู้ก่อนเริ่มต้นออกกำลังกาย จะทำให้เราทราบว่า เราไม่ควรเริ่มต้นด้วยการวิ่งหรือกระโดดอันจะทำให้เกิดแรงกระแทกที่เข่า การเริ่มต้นลดน้ำหนักที่เหมาะกับเราคือการควบคุมอาหาร การเดิน จนเมื่อน้ำหนักลงมาอยู่ในระดับที่สามารถออกกำลังกายที่หนักกว่าการเดินได้แล้ว จึงค่อยๆเปลี่ยนวิธีการออกกำลังกายให้เหมาะสมตนมากขึ้น

เมื่อมีการหาความรู้จนเข้าใจดี เราจะทราบว่าการจะมีสุขภาพดี นอกจากการออกกำลังกายแล้ว อาหารกลับเป็นเหตุหลักโดยที่อาหารมีส่วนต่อการมีสุขภาพดีถึง 70% เราจึงต้องเลือกประเภทของอาหารที่รับประทานเพื่อรับสารอาหารที่มีประโยชน์ รับสารอาหารไม่มีโทษ พิจารณาปริมาณของอาหารในแต่ละมื้อเพื่อไม่ให้ได้รับพลังงานจากอาหารมากเกินไป

และนอกจาก การออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหาร แล้ว  การมีจิตใจที่ผ่องใส กับ การนอนหลับที่พอเพียง ก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เรามีสุขภาพดี และปัจจัยทั้งสี่นี้เหล่านี้ก็สัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ส่งผลต่อกันและกันอย่างเป็นวงกลม   

การมีความเห็นตรงต่อสภาวะ ต่อสรรพสิ่งด้วยความเป็นไตรลักษณ์อย่าง “ครบถ้วน” ก็มีผลต่อการมีสุขภาพดี นั่นคือ ต้องมีความเห็นก่อนว่าสรรพสิ่งไม่เที่ยง (อนิจจัง) คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ (ทุกขัง) เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่เป็นไปตามใจเรา (อนัตตา) ที่ว่าเห็นอย่างครบถ้วน คือเห็นครบทั้งสามลักษณะ การเห็นแต่เพียงลักษณะใดลักษณะหนึ่ง อาจไม่ทำให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

เช่น การรู้ว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง (อนิจจัง) จึงปล่อยใจ ปลงลงไปว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด จึงไม่ขวนขวายสร้างปัจจัยในการป้องกันรักษา อย่างนี้คือเห็นสภาวะแต่ไม่ครบทั้งสามอาการ คือเห็นแต่อนิจจังแต่ไม่เห็นทุกขังและอนัตตา เมื่อไม่มีการบำรุงรักษา สิ่งต่างๆก็แปรปรวน เสื่อมลงไปตามที่คิด ที่ทำตามที่ใจคิด ด้วยความไม่รู้ ด้วยความประมาท

ที่ว่าไม่รู้ คือ ไม่รู้ว่า คำว่า "ไม่เที่ยง" คือไม่คงที่นั้น การไม่คงที่ เป็นได้ทั้งความเสื่อมลงหรือเจริญขึ้น ที่สุขภาพเราไม่ดีก็เพราะเหตุปัจจัยที่เราใส่เข้าไป หรือคำว่า "ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย" คือ ไม่เป็นไปตามใจปรารถนา แต่เป็นไปตามที่มีการสร้างหรือใส่ปัจจัยอะไรเข้าไป ดังนั้นสิ่งจึงเป็นไปตามเหตุปัจจัย ดังประโยคที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆว่า ทำอะไรก็ได้อย่างนั้น เช่น ทานอาหารมัน หวาน เป็นหลัก ไม่ออกกำลังกาย ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย คิดมากจนเครียด จนนอนไม่หลับ จนอาการทางใจส่งผลถึงกาย คือทำให้เป็นโรคต่างๆ เช่น โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคกระเพราะ มะเร็ง เป็นต้น แต่เหตุปัจจัยที่ทำให้เรามีสุขภาพดี กลับเป็นการใส่เหตุปัจจัยในทางตรงกันข้าม

การไม่ดูแลสุขภาพตนนั้น บางท่านละเลยด้วยไม่เห็นความสำคัญ แต่บางท่านที่ปฏิบัติธรรมอาจไม่ใส่ใจดูแลร่างกายนี้ให้เป็นไปด้วยดีเพราะมีความเห็นผิด คือเกรงว่าถ้าใส่ใจดูแลร่างกายแล้วจะทำให้จิตไปหลงใหลในรูปกายอันเป็นรูปขันธ์ เห็นรูปขันธ์เป็นตัวตนถาวรที่จะยึดมั่นไว้ได้ เกรงว่าจะเป็นการพอกพูนกิเลส และเพราะความเห็นอย่างนี้จึงทำให้เกิดการปล่อยปละ ละเลยการดูแลร่างกาย จึงกลายเป็นว่าใช้ชีวิตอยู่ด้วยความประมาท สร้างเหตุปัจจัยแห่งความเสื่อมคือการไม่ดูแลให้แก่ร่างกายตน ซึ่งนอกจากจะทำร้ายตนแล้ว ยังสร้างภาระให้กับบุคคลรอบข้างและประเทศชาติ

การมีความความเข้าใจต่อสิ่งที่ปรากฏอยู่จริง และการมีความเห็นตรงต่อลักษณะอันเป็นธรรมดาของสรรพสิ่งทั้ง 3 อย่างครบถ้วนเหล่านี้ จัดเข้าได้ในการมีความเห็นชอบ หรือ สัมมาทิฏฐิ

เมื่อมีความเห็นอย่างนี้แล้ว การกระทำจะเกิดไม่ได้เลยหากไม่เห็นประโยชน์ของการรักษาสุขภาพด้วยการออกกำลังกายและมีดำริที่จะทำตามความเห็น เราอาจอยากให้ร่างกายแข็งแรงด้วยหลายสาเหตุ เช่น อยากดูแลตนเองได้ไม่เป็นภาระแก่ใครๆตราบเท่าอายุขัย อยากมีรูปร่างสมส่วน อยากมีชีวิตที่ร่างกายไม่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษาธรรม อยากมีชีวิตยืนยาวพอที่จะทำงานใดงานหนึ่งตามที่ตั้งใจให้สำเร็จ อยากดำรงความแข็งแรงไว้เพื่อประโยชน์แก่การศึกษากายวิภาคหลังจากที่ตนตายไปแล้ว ฯลฯ แต่หากเราไม่สร้างเหตุปัจจัย ไม่ปลูกความพอใจในการทำ ความเห็นและความอยากดังกล่าวและตัดสินใจทำให้เป็นรูปธรรม สิ่งที่เห็น ที่ต้องการก็เป็นอันไร้ประโยชน์และไม่ประสบผลสำเร็จ

การมีดำริที่จะทำเหล่านี้ คือความดำริชอบ เนื่องจากเป็นความดำริที่จะไม่เบียดเบียนตนด้วยความเห็นผิด ด้วยความเกียจคร้าน ด้วยการไม่อบรมวินัยแก่ตน หรือ สัมมาสังกัปปะ (สัมมาสังกัปปะประกอบด้วย ดำริในการออกจากกาม ดำริในการไม่พยาบาท และ ดำริในการไม่เบียดเบียน)

มีหลายๆคน เมื่อเห็นคนที่รักษาสุขภาพดีจนมีรูปร่างดี ก็บอกว่าอยากมีสุขภาพดี อยากดูดีอย่างนั้นบ้าง แต่ก็ไม่เริ่มต้นดูแลตนสักที ทั้งนี้เพราะยังไม่เห็นประโยชน์ของการดูแลตนอย่างแท้จริง หรือ เห็นแล้ว แต่เห็นไม่มากพอ จึงไม่มีดำริหรือความตริที่จะทำสิ่งที่เห็นให้เกิดขึ้นในความเป็นจริง

สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะนี้ ท่านจัดเข้าในส่วนของปัญญา

การมีจิตใจที่ผ่องใส ไม่มีเรื่องรบกวน มีส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิต การสร้างสุขภาพกายที่ดีก็เช่นกัน เพราะจิตใจที่ผ่องใสมีผลต่อการที่ชีวิตจะไม่มีเรื่องเดือดร้อนจนไม่มีแก่ใจทำกิจกรรมหรือเรียนรู้ในสิ่งต่างๆต่างๆ เราจึงต้องมีการรักษาสิกขาบท ซึ่งองค์มรรคในส่วนที่จัดเข้าเป็นศีล คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และ สัมมาอาชีวะ

ในชีวิตประจำวัน เราต้องติดต่อกับผู้คนมากมาย เมื่อความสนใจของเราเปลี่ยนไป จากที่ไม่เคยดูแลตน ก็หันมาใฝ่หาข้อมูลที่เกี่ยวกับสุขภาพ ใส่ใจในโภชนะ เราจึงอาจต้องใช้วาจาในการไต่ถามบุคคลอื่น ในการตอบข้อสงสัยของบุคคลอื่นที่เห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งวิถีชีวิตและสรีระ  ตอบข้อซักถามของบุคคลอื่นเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ

การเจรจาด้วยวาจาที่จริง ที่น่ารัก ที่เป็นประโยชน์ จัดเข้าได้ในเจรจาชอบ หรือ สัมมาวาจา

สัมมาวาจา นอกจะเป็นการพูดจาด้วยวาจาจริง น่ารักคืออ่อนน้อม อ่อนหวาน และพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์แล้ว ยังประกอบด้วยการไม่มีวาจาอันจัดเป็นวจีทุจริตทั้ง 4  คือ มุสาวาจา ผรุสวาจา ปิสุณาวาจา สัมผัปปลาป ในวจีทุจริตเหล่านี้ มุสาวจา การพูดเท็จ ปิสุณาวาจา การพูดยุยงให้เขาแตกกัน สัมผัปปลาปะ การพูดเพ้อเจ้อ เป็นสิ่งที่เราเข้าใจกันดีอยู่แล้ว แต่สำหรับผรุสวาจา เรามักเข้าใจว่าเป็นการพูดคำหยาบ การเข้าใจอย่างนี้เป็นความเข้าใจถูกเพียงบางส่วน เพราะผรุสวาจา คือการพูดจาที่มาจากใจที่หยาบด้วยความโกรธ ดังนั้นผรุสวาจาจึงเป็นได้ทั้งการพูดคำหยาบอย่างการด่าทอ หรือการพูดประชดประชันด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ หรือการพูดอย่างสุภาพแต่แฝงการด่าไว้ในวาจาก็ได้

สัมมาวาจา จึงมาจากการมีสัมมาทิฐิและสัมมาสังกัปปะ คือ เห็นดี คิดดี  เห็นและคิดถูกต้องมาก่อน จึงกล่าวความรู้ที่ถูกต้องไม่บิดเบือน ไม่กระทบกระเทียบถึงใคร

องค์มรรคข้อที่จัดเข้าในศีลองค์ต่อไปคือ การกระทำชอบ หรือ สัมมากัมมันตะ อันประกอบด้วยการไม่กระทำทุจริตทางกาย 3 คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ถือเอาของที่เขาไม่ให้ และไม่ประพฤติผิดในกาม

และหากเราหาเลี้ยงชีพอย่างสุจริตก็จะไม่มีโอกาสที่จะต้องแบกรับความกระวนกระวายใจในการหลบหลีก หลบเลี่ยง คอยปกปิดความผิด คอยแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดซ้ำๆจนทำให้จิตใจขุ่นมัว จนอาการทางใจปรากฏออกมาทางกายได้ เช่น ปรากฏออกด้วยการเป็นโรคกระเพาะอาหาร แผลในปาก ร้อนใน ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ เป็นต้น

สิ่งต่างๆเหล่านี้ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนให้ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งการมีร่างกายที่แข็งแรง ก็ส่งเสริมการประกอบอาชีพให้เป็นไปได้โดยไม่ติดขัด ดังนั้น ทั้งกายและการงานที่ทำเลี้ยงกายจึงสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

การประกอบอาชีพสุจริตนี้ คือการเลี้ยงชีพชอบ หรือ สัมมาอาชีวะ

องค์มรรคทั้งสามที่จัดว่าเป็นศีลนี้ ในเบื้องต้นก็คือศีล 5 หรือ เบญจศีล สำหรับฆราวาสนั่นเอง ซึ่งในส่วนของการรักษาศีล จะประสบผลสำเร็จได้ ไม่อึดอัดที่ต้องฝืนใจรักษา ต้องมีการอบรมธรรมที่คู่กันคือ เบญจธรรมขึ้นมาด้วย นั่นคืออบรมเมตตา เพื่อใจจะได้ไม่อยากเบียดเบียน ไม่อยากทำร้ายหรือฆ่าเขา อบรมการสัมมาอาชีวะอันเป็นองค์มรรคเอง เพื่อให้เห็นความเหนื่อยยากของการประกอบอาชีพจนไม่อยากถือเอาของที่เขาไม่ไห้ หรือเพื่อให้ไม่ขัดสนจนต้องลักขโมย อบรมการสำรวมในกาม ความพอใจแต่ในคู่ของตน เพื่อให้ไม่ให้มักมากในกามจนประพฤติล่วงใจคู่ตนหรือประพฤติผิดต่อคู่ของคนอื่น อบรมสัจจะเพื่อให้เห็นว่าเราอยากได้รับความจริงอย่างไร อยากได้วาจาที่นุ่มนวล อ่อนหวานอย่างไร คนอื่นก็อย่างนั้น จึงไม่อยากมีวาจาทุจริต และ อบรมสติสัมปชัญญะ เพื่อให้ไม่เผลอไผลทำผิด และเพื่อให้มีสติอยู่เสมอ การเว้นจากการเสพของมึนเมาจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรงดเว้น การหลีกเลี่ยงของมึนเมา นอกจากจะเพื่อเป็นการไม่เปิดโอกาสให้ตนขาดสติจนเบียดเบียนผู้อื่นแล้ว ทำให้ตนสามารถรักษาการมีสัมมาวาจาและสัมมากัมมันตะ ได้อยู่เสมอแล้ว ยังเป็นการรักษาประสิทธิภาพในการทำงานได้อีกด้วย

องค์มรรคในส่วนของศีล ช่วยให้การดูแลสุขภาพของเราเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีอุปสรรค เพราะหากเรามีศีลคือเป็นอยู่อย่างปกติไม่มีเรื่องให้ต้องร้อนใจ ก็ย่อมปลอดโปร่งใจ มีกำลังใจในการกระทำสิ่งต่างๆ ร่างกายก็ย่อมแข็งแรง สมบูรณ์

เมื่อเรามีความเข้าใจต่อความสำคัญของการรักษาสุขภาพ รู้ว่าสิ่งสำคัญต่อการมีสุขภาพดี คืออาหาร การออกกำลังกาย การรักษาใจให้ผ่องใส และการพักผ่อนที่เพียงพอแล้ว มีการกระทำให้เป็นเกิดขึ้นจริงตามมาแล้ว แต่ในขณะที่มีการปฏิบัติตนตามที่ตั้งใจไว้อาจมีอุปสรรคต่างๆตามมา เราจึงต้องพยายามหาทางแก้ไขจนกว่าจะลุล่วง

สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) ทรงอธิบายถึงคำว่าอุปสรรค ว่า คือเรื่องเล็กๆน้อยๆที่เราเอามาใส่ใจ ดังนั้น หากเราก้าวข้ามเรื่องเล็กๆน้อยที่อาจเกิดขึ้นหรือแก้ไขปัญหาที่ทยอยเกิดขึ้นในระหว่างการฝึกตนได้ ก็ไม่มีอะไรจัดได้ว่าเป็นอุปสรรค

ปัญหาที่เราอาจพบก็เช่น ในส่วนของการออกกำลังกาย  เราอาจเกิดความเหนื่อย ล้า ถูกบีบรัดด้วยเวลา มีการบาดเจ็บเนื่องจากการออกกำลังกายที่ผิดลักษณะหรือไม่เหมาะกับสรีระตน ก็อาจมีการทบทวนเป้าหมายว่าเราตั้งเป้าหมายสูงเกินไปหรือไม่ เราลดการใช้เวลาที่ไม่จำเป็นลง (เช่นการใช้เวลากับโซเชียลมีเดีย) เพื่อเพิ่มเวลาให้กับการออกกำลังกายหรือไม่ วิธีการที่เราใช้ในการออกกำลังกายเหมาะสมกับตัวเราแล้วหรือไม่ เป็นต้น

สำหรับการรับประทานอาหารนั้น เราอาจอยากรับประทานอาหารแบบตามแต่ใจจะอยากอย่างที่เคย อาจอึดอัดกับการต้องฝึกควบคุมตนจนคิดท้อถอย จึงต้องมีความเพียรหาเหตุผลที่แท้จริงและสร้างกำลังใจให้ตนอย่างต่อเนื่อง เพราะการเลือกทานแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ เว้นอาหารที่เป็นโทษนั้น ต้องใช้กำลังใจเป็นอย่างมากทั้งในการควบคุมความอยากทั้งในการพิจารณาเพื่อดับความอยากเป็นครั้งๆ อีกทั้งต้องมีความสม่ำเสมอในการกระทำเช่นนั้นด้วย จึงต้องมีการกระทำเพื่อให้สามารถควบคุมตนเองในเรื่องอาหารได้อยู่เสมอ เช่น เมื่อได้เห็นอาหารอร่อยและอยากทานมาก ก็อาจพิจารณาถึงความสมควร ความพอเหมาะในปริมาณที่ทาน ว่าการทานอาหารนั้น เราทานเพื่อดับเวทนาเก่าคือความหิว ไม่สร้างเวทนาใหม่คือความอึดอัด จุก แน่น หรือเมื่ออยากดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลผสมอยู่เป็นจำนวนมาก ก็อาจพิจารณาถึงโทษของการรับน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป ความเหน็ดเหนื่อยที่จะเกิดขึ้นในเวลาต่อมาหากต้องการสลายพลังงานที่ได้เป็นจำนวนมากจากการดื่มนั้นๆ เป็นต้น เพื่อให้สามารถรักษาความตั้งใจดีที่เริ่มไว้แล้วให้คงอยู่ได้

นอกจากนี้ ยังควรมีการตรวจสอบทำความเข้าใจในสิ่งที่ตนเริ่มต้นทำอยู่เสมอว่าถูกต้องหรือไม่ อย่างไรจึงจะเหมาะกับเพศตนและวิถีชีวิตตน อย่างไรผลที่ได้จึงไม่กลับกลายในภายหลัง อย่างไรจึงจะไม่เกินพอดีจนกลายเป็นโทษ เพื่อไม่ให้มองเห็นสิ่งใดเป็นอุปสรรคจนทำให้สิ่งดีๆที่เริ่มขึ้นแล้วต้องมีอันล้มเลิก

ความเพียรทางใจนี้ก่อให้เกิดความเพียรทางกายตามมา ความเพียรทั้งทางกายและใจนี้เองที่เป็นเหตุสำคัญในการประสบความสำเร็จ และความเพียรในการริเริ่มทำในสิ่งดีๆ ความเพียรรักษาสิ่งดีๆที่ริแล้วให้คงอยู่และก้าวหน้าขึ้น ความเพียรในการละสิ่งที่ไม่ดี และความเพียรป้องกันสิ่งไม่ดีไม่ให้เกิดขึ้นอีกเหล่านี้ จัดเข้าได้ในความพยายามชอบ หรือ สัมมาวายามะ

สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ คือต้องฝึกการมีสติให้ตามระลึกเสมอว่าสิ่งใดเป็นกุศล สิ่งใดเป็นอกุศล เพื่อที่เมื่อเกิดความคิดท้อถอยขึ้นมาในคราวใด ก็จะได้รู้ได้และกำจัดได้ทัน ก่อนที่จะปล่อยใจให้หลงใหลในความคิดนั้นจนตัดสินใจทำตามความคิดที่ชวนให้ไถลออกนอกเส้นทาง

หรือ เมื่อใดที่เกิดความคิดชอบใจในการดูแลสุขภาพตน ชอบในผลของการกระทำ ก็พึงมีสติระลึกว่าทั้งหมดนี้เกิดเพราะเราใช้สิ่งต่างๆที่เรามีในปัจจุบันอย่างพอเหมาะ เหตุปัจจัยที่เราสร้างขึ้นก็พอเหมาะและพอเพียงสำหรับการบรรลุผล เราควรพอใจในสิ่งที่เรามีแล้ว เป็นแล้ว (สันโดษ)

การที่เราต้องคอยตามระลึกถึงสิ่งต่างๆที่ได้ทำลงไป หรือ สิ่งต่างๆที่กำลังทำในปัจจุบัน นอกจากจะเพื่อการบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว ยังเพื่อป้องกันใจไม่ให้หลงใหลในผลมากเกินไปจนกลายเป็นโลภ จนอาจทำให้ทำอะไรที่เกินกำลังตนอันจะก่อให้เกิดผลเสียในภายหลังได้ หรืออยากได้สิ่งอื่นใดที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบันเพื่อให้ได้ผลที่เลิศกว่าที่ได้มาแล้วนั้น อันเป็นการสร้างทุกข์ให้กับตนที่เดิมไม่มีทุกข์ เช่น ออกกำลังกายมากไปจนเกิดการบาดเจ็บ อยากมีเวลาออกกำลังกายมากกว่าที่เป็นอยู่นี้จนละเลยหน้าที่ เป็นต้น

สติที่ตามระลึกความเป็นไปในปัจจุบัน ตามระลึกถึงสิ่งต่างๆขึ้นมาเพื่อใช้การพิจารณาค้นหาเหตุที่มา ผลที่ไป เพื่อที่จะเข้าใจสภาวะตามที่เป็นจริงและวางใจเป็นกลางนี้ จัดได้ว่าเป็นการตามระลึกชอบ หรือ สัมมาสติ

สตินั้นท่านมักใช้คู่กับสัมปชัญญะ คือ การรู้ความเป็นไปของกายและใจอย่างถ้วนทั่วในปัจจุบันขณะ คือเมื่อสติคอยระลึกอยู่ ก็รู้ชัดหรือมีสัมปชัญญะ ว่ากายกำลังมีอิริยาบถอย่างไร อิริยาบถนั้นๆเป็นไปเพื่อประโยชน์อะไร และหากกำลังทำสิ่งที่ต่อเนื่องบางอย่างอยู่ ก็รู้ว่าการทำงานนั้นๆมีขั้นตอนอย่างไร ในขณะที่ทำอยู่นั้นอยู่ในขั้นไหน จะมีขั้นตอนต่อไปอย่างไร และในขณะที่สติตามระลึกอยู่อย่างนี้ หากมีความรู้สึกนึกคิดใดปรากฏขึ้นมาก็รู้เท่าทันและถ้วนทั่วว่าสิ่งที่ปรากฏขึ้นมานั้นเป็นกุศลหรืออกุศล ควรยอมรับไว้หรือควรเพิกถอนออกด้วยการพิจารณา

สติและสัมปชัญญะนี้ เมื่อประกอบด้วยอธิษฐานธรรม คือ ตั้งใจว่าจะทำอะไรให้สำเร็จ หรือก็คือมีการตั้งเป้าหมาย แล้วมีสติคอยตามระลึกในสิ่งที่ทำเพื่อรักษาการกระทำนั้นๆอย่างสม่ำเสมอด้วยการจดจ่ออยู่เพียงที่การกระทำในปัจจุบัน ไม่ใฝ่ฝันถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ไม่คิดถึงอดีตที่ผ่านไปแล้วด้วยความอาลัยหา แต่เป็นการนำอดีตขึ้นมาพิจารณาเพื่อหาทางแก้ไข โอกาสที่จะทำสิ่งใดๆให้สำเร็จอย่างมีความสุขก็มีมากขึ้น เพราะการที่ต้องฝืนทนทำในสิ่งที่ควรทำ ต้องคอยชักจูงตนให้ทำ ต้องคอยห้ามการกระทำที่ขัดขวางจะค่อยๆหมดไป จึงทำสิ่งต่างๆเหล่านั้นได้ด้วยใจที่เสมอ ราบเรียบ สบาย คือ ไม่สุดโต่งไปทางบีบคั้นตนเองกับไม่สุดโต่งไปทางปล่อยตัวให้สบาย เราจึงทำทุกอย่างด้วยความพอดี

สัมปชัญญะนี้ บางทีสามารถนำมาใช้ในการออกกำลังกายที่ต้องใช้เวลาต่อเนื่องนานๆ เพื่อให้สามารถบรรลุผลสำเร็จได้ เช่น ในการวิ่งระยะยาว สามารถใช้การระลึกที่เท้าที่ก้าวไปแต่ละก้าว โดยไม่หวังว่าเมื่อไรจึงจะถึงจุดสิ้นสุดของระยะทางที่อาจจะยังอยู่อีกไกลอันเป็นการคาดหวังอนาคต จนอาจทำให้หมดกำลังใจ ท้อถอยในการที่จะวิ่งให้ถึงเส้นชัยได้

จิตจึงตั้งมั่นอยู่ในการกระทำจนเป็นปกติ ไม่ว่อกแว่ก ไม่หวั่นไหว ไปตามสิ่งที่เร้าใจให้หันเหออกจากการกระทำ สภาพจิตที่ตั้งมั่น ตรงต่อเป้าหมายซึ่งในที่นี้คือการมีสุขภาพดีนี้  จัดเข้าได้ในความตั้งใจมั่นชอบ หรือ สัมมาสมาธิ

และสภาพจิตที่ตั้งมั่นนี้เองเป็นสภาพจิตที่ปรารถนาในการปฏิบัติตามธรรมในศาสนาพุทธ และเป็นสิ่งที่ชาวพุทธมักเข้าใจผิด ว่าการฝึกสมาธิ คือ ตัวสัมมาสมาธิ อันที่จริง การฝึกสมาธิเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสัมมาสมาธิ เพราะเป็นการฝึกควบคุมใจ ให้เหตุผลแก่ใจ เพื่อที่จะไม่ให้ใจหันเหออกจากเป้าหมายคือความดับของทุกข์จนมีการกระทำทางกาย วาจา ที่เบี่ยงเบนไปตามมาในภายหลัง การฝึกสมาธิหรือที่เราเรียกกันว่า นั่งสมาธิ เป็นการฝึกในสภาวะที่เราควบคุมได้ เพื่อนำประสบการณ์ที่ได้จากสภาวะนั้นๆไปใช้ในชีวิตประจำวันที่เราอาจควบคุมเหตุปัจจัยอะไรไม่ได้เลย หรือ เพื่อให้จิตได้พักอยู่กับความสบายในสมาธิบ้างเป็นบางครั้ง

สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธินี้ ท่านจัดเข้าในส่วนของสมาธิในองค์มรรค

การที่จะกระทำสิ่งต่างๆเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง ต้องมีจิตที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก โดยที่กำลังใจต้องมากพอที่จะสร้าง รักษา เหตุปัจจัยต่างๆที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง ลด ละ เหตุปัจจัยต่างๆที่จะทำให้ล้มเลิก เพราะกว่าที่จิตจะเสมอ เป็นสมาธิ ทำการต่างๆจนกว่าจะประสบความสำเร็จตามประสงค์ได้ ต้องผ่านการบ่มเพาะ การใช้ความเพียร ใช้สติ มานานนับปี เมื่อจิตแข็งแกร่งพอ ประคองการรักษาเหตุปัจจัยต่างๆดังกล่าวมาแล้วไว้ได้  จึงจะปรากฏผลเป็นร่างกายที่แข็งแรง มีสุขภาพดี

แม้กายเรานี้จะไม่สามารถคงอยู่ในสภาพดีเป็นปกติได้ แต่การดูแลกายสามารถป้องกันความเสื่อมไม่ให้เกิดขึ้นไวเกินควรเนื่องจากมีงานวิจัยรับรองว่า หากเราดูแลร่างกายดี อายุร่างกายสามารถอ่อนวัยกว่าอายุจริงได้ถึง 25 ปี

เรื่องราวหนึ่งซึ่งในที่นี้คือเรื่องการดูแลสุขภาพ การตั้งใจจะประพฤติธรรมด้วยการดูแลสุขภาพตน นอกจากจะเป็นการน้อมนำธรรมเข้ามาฝึก มาปฏิบัติ อันมีผลให้คุ้นชินกับการปฏิบัติธรรมในชีวิตจริงแล้ว ยังเป็นการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท เพื่อการดำรงอยู่อย่างเป็นสุขทั้งในโลก ทั้งในปัจจุบัน อนาคต หรือแม้กระทั่งในโลกหน้า

ชีวิตจึงค่อยๆคล้อยตามทางเดินอันประเสริฐ เราจึงค่อยๆมีสุขภาพดีขึ้น ค่อยๆพัฒนาขึ้นด้วยการนำธรรมมาปฏิบัติเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์แม้เพียงเรื่องเดียว 

(ขอบคุณภาพบางส่วนจากจดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพ ฉบับ สร้างสุข โดย สสส.)

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net