วันที่ พฤหัสบดี มีนาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Pollution ผสม Corruption เพราะสังคมไทยไม่ function



 
ทันทีที่คุณอ่านพบว่าในน้ำที่ภาคกลางมีปลาตายกันเกลื่อน และในท้องฟ้าทางเหนือมีเมฆหมอกปกคลุมอย่างหนาแน่นจนหายใจไม่ออก คุณคิดถึงอะไรก่อน?

คุณคิดว่าใครคนอื่น (ที่ไม่ใช่คุณ) ควรจะต้องรับผิดชอบกับปัญหานี้

ทันทีที่คุณอ่านพบว่า การสำรวจของสำนักวิจัยต่างประเทศบอกว่า คอร์รัปชันเมืองไทยติดอันดับยอดแย่เบอร์สองรองจากฟิลิปปินส์เท่านั้น คุณคิดถึงใครก่อน?

คุณคิดว่าทำไมคนไทยอื่น (ที่ไม่ใช่คุณ) ช่างมีพฤติกรรมที่ย่ำแย่ จนทำให้บ้านเมืองเสียชื่อเสียงอย่างนี้ได้อย่างไร?

นั่นเป็นเพราะสังคมไทยไม่ดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็น นั่นคือไม่ function เสียแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าหน้าที่ใครอยู่ที่ไหน หรือพูดให้ทันสมัย ก็คือทุกคนต่างปล่อยเกียร์ว่างไปหมด...เพราะเอาตัวเองรอดไว้ก่อน ส่วนสังคมส่วนใหญ่เป็นอย่างไร "ไม่ใช่เรื่องของกู เป็นเรื่องของมัน"

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมลพิษจะร้ายแรงหรือคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในสังคมไทยถึงขั้นที่ควรจะต้องประกาศ "ภาวะฉุกเฉิน" สิ่งที่เราได้จากการประชุมคณะรัฐมนตรีก็คือ

"ท่านนายกฯ ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปดูแลอย่างใกล้ชิด..."

สังคมไทยไม่ย้อนถามหรือว่า ถ้าเพียงแต่สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ต้องมีคนอย่าง พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ มาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้

คุณกับผมก็เป็นนายกฯ ได้

การออกข่าวมาอย่างนั้นคือสุดยอดของความขึงขัง และเด็ดขาดของการบริหารประเทศในยามที่ทุกอย่างวิกฤติกระนั้นหรือ?

เรื่องการปราบมลพิษนั้น ไม่ต้องรอให้คนตายก่อนแล้วจึงจะลงไปแก้ เพราะความชั่วร้ายจากภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษนั้นเป็นอันตรายที่เกิดจากการสั่งสมระยะยาว

เช่นเดียวกัน การแก้ปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวง ก็ไม่ต้องรอให้บ้านเมืองพังพินาศไปต่อหน้าต่อตาเสียก่อน แล้วจึงจะ "ประกาศภาวะฉุกเฉิน"...เพราะอาการของคอร์รัปชันนั้นมีให้เห็นในทุกหย่อมหญ้า และโรคนี้ได้มีการวินิจฉัยกันอย่างละเอียดถี่ถ้วนหมดแล้ว เพียงแค่มองหน้าคนไข้ก็รู้ทันทีว่าเป็นโรคโกงบ้านโกงเมือง

ถามว่าเราขาดแคลนคนเก่ง คนฉลาดหรือเครื่องไม้เครื่องมือทางกฎหมายที่จะแก้ปัญหาหรือเปล่า?

เปล่าเลย เรามีอยู่ครบถ้วนแต่ขาดความสำนึกร่วมและความรับผิดชอบ ที่เรียกว่า Accountability นั่นคือ คนที่ควรจะต้องรับผิดชอบนั้น แม้ไม่ทำในสิ่งที่ควรจะทำก็ไม่มีใครว่าอะไร...จะใช้สิทธินั้นก็ต่อเมื่อจะย้อนกลับไปเล่นงานเพื่อแก้แค้นหรือกลั่นแกล้งทางการเมืองว่า "ละเว้น ไม่ปฏิบัติหน้าที่" เท่านั้น

ที่น่าเศร้าเอามากๆ ก็เพราะการเรียกหาความรับผิดชอบนั้นในสังคมไทยจะทำย้อนหลังด้วยเหตุผลทางการเมือง แต่ไม่เคยทำกับเหตุการณ์ที่เกิด และต้องการการกระทำเพื่อแก้ปัญหาจริงๆ

เช่น กรณี "หมอกพิษ" ทางภาคเหนือที่ยืดเยื้อมากว่าสองสัปดาห์แล้วนั้น วันนี้ก็ยังแก้ไขกันแบบวันต่อวัน ทั้งๆ ที่มีเครื่องมือทางกฎหมายที่จะแก้ไข และรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเพิ่งจะ "เตรียมเสนอ" นายกรัฐมนตรีให้ประกาศ "ภาวะฉุกเฉิน" ตามมาตรา 9 ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 "หากการส่งเจ้าหน้าที่ไปดับไฟป่าไม่ได้ผลภายใน 10 วัน...เพราะ พ.ร.บ.รักษาความสะอาด และ พ.ร.บ.ทางหลวงมีบทควบคุมและลงโทษไม่รุนแรง"

มาตรา 9 ที่ว่านี้มีไว้เพื่อจะลงโทษผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเมื่อ "มีเหตุฉุกเฉินหรือภยันตรายต่อสาธารณชน อันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติหรือภาวะมลพิษที่เกิดจากการแพร่กระจายของมลพิษ ซึ่งหากปล่อยไว้จะเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงต่อชีวิต ร่างกายหรือสุขภาพอนามัยของประชาชน..."

และถ้าผู้มีอำนาจไม่เห็นความร้ายแรงของภัยธรรมชาติ หรือเฉื่อยชาในการตัดสินใจหรือไม่สั่งการอย่างที่ควรจะสั่งการล่ะ?

"ภาวะฉุกเฉิน" ของบ้านเมืองนี้เกิดจากระดับบนก่อนเสมอ


 
 

โดย สุทธิชัย หยุ่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net