วันที่ ศุกร์ กันยายน 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คน คืน คอน ตอน6/13 บ้านที่ปากซอย...ดอกรัก(ษ์)


6. บ้านที่ปากซอย ดอกรัก(ษ์)

     ที่จริงบ้านหลังนี้ไม่ใช่บ้านเกิดของผมหรอก เป็นบ้านหลังใหม่ ซึ่งพ่อสร้างในช่วงที่ผมเริ่มทำงานปีแรกๆ แต่โดยคร่าวๆแล้วอายุของมันก็พอกับช่วงเวลาที่ผมย้ายไปเรียนที่กรุงเทพ บ้านหลังเดิมที่ผมเกิดเป็นบ้านแบบครึ่งไม้ครึ่งปูน โดยตาปลูกไว้สองหลังติดกัน อาศัยเองหนึ่งหลัง ส่วนอีกหลังให้คนเช่า แต่ตอนนี้แม่ให้คนเช่าไปหมดแล้ว

     บ้านหลังเดิมแบ่งเป็นสามตอน หน้า  กลางและหลังบ้านในส่วนของครัว ช่วงกลางของบ้านเปิดเกือบโล่ง มีหลังคาโผล่มาบังแดดฝนเพียงครึ่งเดียว  มันเป็นลานโล่งที่เหมาะสำหรับลานซักล้าง มีบ่อน้ำอยู่กลางลานเอาไว้ใช้สอยในพศ.ที่น้ำประปายังหาทางมาบ้านเราไม่เจอ ด้วยความที่กลางบ้านเปิดเกือบโล่ง มันจึงเป็นเหมือนช่องลมขนาดใหญ่ ที่สามารถถ่ายเทความร้อนออกไปจากบ้านตลอดเวลา บ้านหลังนี้ไม่เคยร้อน

     ในวัยเด็กผมจึงไม่เข้าใจว่าความร้อนเดือนเมษามันร้อนร้ายกาจขนาดไหน เพราะลมโกรกผ่านบ้านเราตลอดทั้งวันทั้งคืน ชั้นล่างไม่มีพัดลมมีแต่บนห้องนอน มันเหมือนส่วนเกินในบ้าน ผมเปิดพัดลมนับครั้งได้ตลอดชีวิตที่โตมาในบ้านหลังนั้น บ้านของเราร่มเย็นเกินกว่าจะเปิดพัดลม  ร่มเย็นทั้งโดยตัวของบ้านเอง ร่มเย็นเพราะคนที่อาศัยในบ้านหลังนี้ทำให้มันร่มและเย็น

     ส่วนบ้านหลังใหม่ มันถูกสร้างขึ้นมาเป็นบ้านเดี่ยวมีรั้วรอบขอบชิด รูปทรงของเป็นบ้านร่วมสมัยเหมือนที่พบเห็นได้ทั่วไป มันแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับหลังเก่า แต่หากดูเฉพาะที่ตั้งของมัน ก็อาจนับว่าใกล้เคียงหลังเก่าเพราะมันตั้งอยู่ปากซอยเหมือนกัน ที่สำคัญจักรยานราเล่ย์ของแม่ที่ยังจอดอยู่ใกล้เวสป้าของพ่อเหมือนที่เคยเป็นมา

     แม่มีจักรยาน1คัน ยี่ห้อราเล่ย์ มันแก่กว่าผมหลายปี แม่บอกว่าตอนนั้นซื้อมาในราคาห้าพันบาท ในปีที่ข้าวแกงราคาน้อยกว่า5บาท คันปัจจุบันคือคันใหม่ที่ซื้อมาแทนคันเก่าซึ่งหายไปที่ตลาด มันถูกโจรปลดล็อคกุญแจแล้วขโมยไป นี้คือพาหนะส่วนตัวของแม่ ตั้งแต่เด็กๆผมเห็นแม่ปั่นจักรยานไปไหนมาไหนทุกวัน ปั่นไปตลาด ปั่นไปหาเพื่อน วันไหนผมป่วยไปโรงเรียนไม่ได้ แม่ก็จะพาผมนั่งซ้อนท้ายปั่นไปหาหมอที่โรงพยาบาล ผมหัดปั่นจักรยานครั้งแรกก็จากคันนี้ ล้มครั้งแรกก็จากคันนี้  จักรยานของแม่เป็นจักรยานผู้หญิงมันจึงหัดง่ายกว่าจักรยานผู้ชาย เพราะไม่มีคานตรงกลาง ทำให้ไม่ต้องเอียงตัวเข้าไปปั่นใต้คานกลางให้เมื่อยตัว เคยโดนรถยนต์เฉี่ยวจนล้มก็กับคันนี้อีกเหมือนกัน

     ในวันแรกที่ขึ้นปั่นจักยานได้ วันนั้นผมปั่นจากก้นซอยมาปากซอยโดยมีแม่นั่งเฝ้าดูอยู่หน้าบ้าน ผมปั่นผ่านไปถึงปากซอย เลี้ยวขวาออกไปถนนหน้าบ้าน ปั่นไปเรื่อยๆจนถึงสามแยกถนนใหญ่ กำลังจะเลี้ยวซ้ายออกถนนใหญ่ รถรามากมายผมงงไปต่อไม่ถูก ยังไม่ทันได้ไปไหนต่อ เสียงแม่ไล่หลังมา แม่วิ่งตามมาทัน แล้วบอกให้กลับบ้าน ครั้งนั้นผมรู้ว่าแม่เหนื่อย

.

     14กพ.วันที่ผมปั่นจักรยานมาถึงซอยดอกรัก(ษ์) พ่อออกไปข้างนอก ส่วนแม่กำลังนั่งอยู่หน้าบ้าน ทันทีที่เห็นหน้าผมและเพื่อน สีหน้าของแม่บอกผมว่าแกประหลาดใจเล็กน้อย จากนั้นแม่ก็ยิ้ม แม่ยิ้มอย่างที่เคยยิ้ม ยิ้มที่ผมคุ้นเคยมาตลอดชีวิต คือยิ้มของนางฟ้าในสายตาของเด็กน้อยคนหนึ่ง แกบ่นนิดหน่อยที่ผมไม่บอกล่วงหน้า ไม่นานยายก็เดินออกมาจากตัวบ้าน ปีนั้นยายอายุเยอะแล้วแต่หูตายังดีอยู่ ยายยิ้มทันทีที่เห็นหน้าผม รอยยิ้มของยายไม่ต่างกับแม่ บ้านผมมีนางฟ้าสองคน

      คืนนั้นเรานั่งล้อมวงกินข้าวเย็นเหมือนเช่นเคย ผมไม่ได้ขอให้ยายทำแกงส้มให้กิน ยายอายุ91ปีแล้ว แกคงมานั่งตำเครื่องแกงส้มให้ผมกินไม่ไหวอีกแล้ว อีกอย่างแม่ก็ทำกับข้าวอย่างอื่นไว้แล้ว สำหรับผมแล้วกับข้าวที่แม่ทำทุกอย่างอร่อยหมด

.

      ตั้งแต่จำความได้ ผมก็รู้ว่าผมนอนห้องเดียวกับยาย ยายจึงเป็นผู้หญิงคนแรกที่ผมกอดตั้งแต่รู้เดียงสา  ผมนอนกอดแขนยายทุกคืน มันเป็นอภิสิทธิ์ของหลานชายคนโต นั่นหมายความว่ายายไม่มีสิทธิ์พลิกตัวไปไหนจนกว่าผมจะหลับ เมื่อไรที่รู้สึกตัวว่ายายพลิกตัวหนี ผมจะพลิกตัวยายกลับมานอนหงายแล้วกอดแขนยายเหมือนเดิม

      สาเหตุที่ต้องกอดแขนเพราะสมัยก่อนยายตัวอ้วน เวลายายนอนหงาย พุงของยายจะนูนป่องขึ้นมา แขนผมกอดไปไม่ถึง ยากที่จะโอบไปทั้งตัว  แขนของยายกลมและแน่นเต็มไปด้วยไขมันใต้ท้องแขน ผมชอบเอานิ้วไปจับลูบเล่นมันเพลินดี บางคืนตอนนอนผมจะเอาหัวไปหนุนแขนยาย ครั้นพอน้องสาวโตมาหน่อย แม่ก็ส่งน้องสาวมานอนห้องเดียวกันกับผม มันจึงศึกหนักอีกครั้งของยาย เราสองคนพี่น้องนอนขนาบข้างโดยมียายนอนตรงกลาง แขนของยายทั้งสองข้างก็เลยต้องรับภาระหนักจากการกอดของหลานทั้งสองคน เท่ากับว่ายายต้องรับศึกหนักทั้งสองด้าน แต่ไม่เคยมีคำบ่นมาจากยายแม้เพียงสักครั้งเดียวว่าเมื่อยหรือรำคาญ

      คืนไหนที่อาการค่อนข้างร้อนยายจะเอาพัดมาโบกให้ผมสลับกับน้องสาว เด็กน้อยไม่เคยถามว่ายายเมื่อยแขนแค่ไหน เพราะเขาหลับอย่างเป็นสุขทุกครั้งที่มีลมโบกผ่าน

      บางคืนที่อารมณ์ดียายจะร้องเพลงกล่อมเด็กให้ฟัง มันเพลงกล่อมเด็กของภาคใต้ที่เด็กน้อยพยายามฟังแต่ก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เขารู้แค่ว่าเสียงนั้นสงบเยือกเย็นยิ่งนัก เขาค่อนข้างคุ้นเคยกับเพลงเหล่านี้ เพราะเขาจำได้ว่าตอนน้องสาวยังเล็กยายก็เคยร้องเพลงนี้กล่อมน้องเหมือนกัน

      ช่วงเวลาที่มรสุมมาเยือนภาคใต้ บางคืนที่ฟ้าคลั่ง เม็ดฝนกระหน่ำแผ่นดินเปียกชื้นไปทั่ว เปียกจนไส้เดือนแทบร้องไห้เพราะสำลักน้ำ ยามค่ำคืนที่สายฝนหล่นกระทบแผ่นสังกะสีข้างบ้าน เริ่มด้วยเสียงดังเปาะแปะในช่วงหัวค่ำ และเสียงนั้นยิ่งดังกระหึ่มมากขึ้นตามจำนวนเม็ดฝนที่เทลงมาในช่วงดึก สายลมเย็นอื้ออึงกรรโชกผ่านหน้าต่าง แผ่นฟ้าคำรามราวโกรธใครมาทั้งชาติ แทนที่จะกลัวเด็กน้อยกลับนอนฟังมันอย่างเพลิดเพลินใจ ท่ามกลางความเย็นชื้น ยายคงรู้สึกได้ว่าหลานชายนอนกอดแขนแกแน่นกว่าทุกคืนที่ผ่านมา

.

     เช้าวันรุ่งขึ้น ชายหญิงคู่หนึ่งยืนยิ้มและโบกมือให้ เขากำลังมองภาพจักรยานที่กำลังเคลื่อนผ่านออกไป ความเร็วจักรยานที่ค่อยๆเร็วขึ้น บ้านค่อยกำลังถอยห่างออกไป 

     ก่อนหน้านั้นไม่กี่นาที ยายหญิงชราคนหนึ่งยกแขนขึ้นกอดอดีตเด็กชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า เช้านั้นอดีตเด็กชายรู้ว่ายายกอดเขาแน่นเท่าที่แรงแกจะมีในวัย91ปี แขนคู่นั้นเหี่ยวแห้งตามวัย อดีตเด็กชายรู้สึกว่ายายที่ยืนตรงหน้าตัวเล็กนิดเดียว แขนของยายไม่ได้ใหญ่และอ้วนกลมเหมือนกว่า30ปีก่อน แต่เป็นแขนที่เขาคุ้นเคยที่สุดในชีวิต แขนคู่นี้ไม่มีใครมานอนกอดนานมากแล้ว

     “เป็นสุขเป็นสุขนะลูกบ่าว  เลี้ยงลูกและครอบครัวให้ดีเหมือนที่พ่อเคยทำมา” พรของยาย   

  

     ซอยดอกรัก(ษ์) กำลังถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ผมปั่นออกปากซอยเลี้ยวซ้ายออกถนนใหญ่ เสียงรถเสียงรามากมาย วันนี้ไม่เหมือนเมื่อ30กว่าปีที่แล้ว แม่ไม่ต้องเหนื่อยเพื่อวิ่งไล่ตามผมอีกแล้ว ไร้เสียงของแม่ร้องเรียกให้ผมหันหลังกลับบ้าน คงเหลือแต่คำอวยพรและยิ้มอบอุ่นคุ้นเคยอยู่เบื้องหลัง

     ยิ้มของนางฟ้าสองคนของ(อดีต)เด็กชายคนหนึ่ง

...........................................

โดย นพพลroadside

 

กลับไปที่ www.oknation.net