วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รู้ให้พร้อม


มหาสติปัฏฐานสูตร คือพระสูตรที่อธิบายวิธีการปฏิบัติให้ล่วงพ้นจากความทุกข์เพื่อบรรลุอริยมรรค เพื่อให้พบกับความดับ มีที่มาคือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่เหล่าภิกษุขณะที่ประทับอยู่ ณ นิคมของชาวกุรุชื่อกัมมาสธัมมะ แคว้นกุรุ โดยทรงปรารภพุทธบริษัทชาวกัมมาสธัมมนิคม ว่ามีความสนใจในการเจริญสติปัฏฐานกันเป็นอย่างมาก แม้แต่พวกทาส กรรมกร บริวารชน ก็ยังสนทนากันถึงเรื่องของสติปัฏฐาน

รูปแบบของพระสูตร เป็นแบบถามเองตอบเอง เป็นการบรรยายกัมมัฏฐานที่เข้าใจง่าย ปฏิบัติตามได้ไม่ยาก รวมทั้งอานิสงส์ของการเจริญ โดยแยกการปฏิบัติเป็นการตั้งสติติดตามดูและพิจารณาเป็น ๔ ประการ คือ การพิจารณาเห็นกายในกาย (กายานุปัสสนา) การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย (เวทนานุปัสสนา)  การพิจารณาเห็นจิตในจิต (จิตตานุปัสสนา) และ การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย (ธัมมานุปัสสนา)  

ในส่วนของการตามพิจารณาเห็นความเป็นไปในกาย หรือ กายานุปัสสนา นั้น แยกออกเป็นหลายหมวด เช่น  หมวดลมหายใจเข้าออก หมวดอิริยาบถ อิริยาบถ หมวดสัมปชัญญะ หมวดมนสิการสิ่งปฏิกูล หมวดมนสิการธาตุ และ หมวดป่าช้าทั้งเก้า ในแต่ละหมวด จะมีคำตรัสว่า

“ภิกษุพิจารณาเห็นกายภายในอยู่ พิจารณาเห็นกายภายนอกอยู่” ซ้ำๆกันทุกหมวด แต่เนื่องจากคำว่ากายนี้อยู่ต่างหมวดกัน ดังนั้นความหมายของคำว่ากายในแต่ละหมวดจึงแตกต่างกันออกไป แล้วแต่ว่าคำว่ากายนั้นจะไปอยู่ในหมวดไหน เช่น

กาย ในหมวดลมหายใจ หมายถึงลมหายใจเข้าออก

กาย ในหมวดอิริยาบถ หมายถึงอิริยาบถ ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน

กาย ในหมวดสัมปชัญญะ หมายถึงสัมปชัญญะ ๔ คือ สาตถกสัมปชัญญะ (รู้ชัดว่ามีประโยชน์), สัปปายสัมปชัญญะ (รู้ชัดว่าเป็นสัปปายะ), โคจรสัมปชัญญะ (รู้ชัดว่าเป็นโคจร) และ อสัมโมหสัมปชัญญะ (รู้ชัดว่าไม่หลง)

กาย ในหมวดมนสิการสิ่งปฏิกูล หมายถึงอาการ ๓๒ (มีผม ขน เล็บ หัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร)

ซึ่งเมื่อพิจารณาจากคำตรัสเดิม จะเห็นว่าในคำตรัสมีคำว่า “กายภายใน” และ “กายภายนอก” จึงชวนให้สงสัยได้ว่า อะไรคือกายภายใน อะไรคือกายภายนอก

อรรถกถาจารย์อธิบายว่า กายภายใน ก็หมายถึงกายตามความหมายในแต่ละหมวดของตนเอง ส่วนกายภายนอก ก็คือกายตามความหมายตามหมวดนั้นๆของคนอื่น

ในที่นี้ จะขอนำความหมายของ กาย ในหมวดสัมปชัญญะ มาเล่านะคะ ดังนั้น “กายภายใน” ในหมวดนี้จึงหมายถึงสัมปชัญญะหรือความรู้ชัดทั้ง ๔  ในกายของตน ส่วน “กายภายนอก” หมายถึงสัมปชัญญะ ๔ ในกายของผู้อื่น สำหรับการรู้ชัดสิ่งต่างๆตามที่สติจับมาเสนอแก่จิตนั้น จะเป็นไปในเรื่องต่างๆเหล่านี้ สืบเนื่องกันไปในสี่ประการเหล่านี้ คือ

 

๑ สาตถกสัมปชัญญะ

การรู้ชัดนั้นเกิดจากการที่สติระลึกรู้ได้ว่า ในขณะนั้น ตนกำลังทำอะไร อยู่ในอิริยาบถอะไร, อิริยาบถนั้นๆเป็นไปเพื่ออะไร, ด้วยความรู้สึกอย่างไรหรือเพื่อเกื้อกูลแก่อะไร, เพราะจิตที่ประกอบด้วยธรรมใด และนำไปสู่จุดหมายที่ชอบธรรมคืออะไร

ซึ่งจุดหมายนั้น เป็นไปได้ทั้งในทางโลกและทางธรรม ทั้งนี้เพราะธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ก็เพื่อประโยชน์สุขแก่ชนหมู่มาก ดังนั้น ไม่ว่าเขาประสงค์ประโยชน์ใดประโยชน์หนึ่งในประโยชน์ทั้งสามโดยไม่ผิดธรรม เขาย่อมได้ประโยชน์นั้นๆ แม้ประโยชน์นั้นจะเป็นอามิส แต่หากเพราะอาศัยประโยชน์นั้นแล้วได้จึงได้ปฏิบัติธรรม อนุเคราะห์แก่การบรรลุธรรมเป็นชั้นๆไป ประโยชน์เหล่านั้นก็จัดเข้าในประโยชน์ที่บุคคลพึงได้

ซึ่งประโยชน์หรือ อัตถะ ทั้งสามนั้น ก็คือ

-ทิฏฐธัมมิกัตถะ ประโยชน์ที่เห็นได้ในปัจจุบันอันเป็นสิ่งที่ชาวโลกปรารถนา คือ ลาภ ยศ ไมตรี การมีสุขภาพที่ดี การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี

-สัมปรายิกัตถะ ประโยชน์ในโลกอื่น หรือที่เลยตาเห็น เช่น การได้เกิดในสวรรค์ การมีคุณสมบัติที่ดีของจิต และ

-ปรมัตถะ ประโยชน์อย่างยิ่ง คือความสงบจากกิเลสทั้งหลาย

การรู้ชัดว่าในอิริยาบถนั้นๆว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์คือเกื้อกูลแก่การปฏิบัติธรรมนี้เอง คือ สาตถกสัมปชัญญะ

 

๒ สัปปายะสัมปชัญญะ

ในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากจะรู้ว่าทำเพื่ออะไรแล้ว ยังรู้ชัดว่าในขณะนั้นๆ ตนมีเวทนาหรือมีความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย เช่น ทุกขเวทนา สุขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา เวทนานั้นๆเป็นที่สบาย เกื้อกูลแก่การบำเพ็ญและประคับประคองรักษาสมาธิ เช่น สถานที่ หรือ สภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเกิดความสงบแก่จิต การพูดจาของตนเป็นไปเพื่อให้ได้รับความรู้ ความร่วมมือ การสนับสนุน ไม่เป็นอันตรายต่อจิตที่หวังความสงบ บุคคลนั้นๆควรทำความคุ้นเคยเพราะความมีจิตใจที่ดี การมีความรู้ของเขาเป็นปัจจัยให้เกิดความสงบผ่องใสมั่นคงในการปฏิบัติแก่เรา การอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่มีใจใฝ่ความสงบเหมือนกัน เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ได้ชื่อว่า สัปปายะ เพราะหากเหมาะกัน ไม่ก่อให้เกิดความลุ่มหลง แต่เป็นปัจจัยในการคลายความยึดมั่นในสิ่งต่างๆ แต่ถ้าเป็นไปในทางตรงข้าม ก็ได้ชื่อว่าเป็นอสัปปายะ

สัปปายะสัมปชัญญะ จึงเป็นการรู้ชัดถึง สถานที่ที่ควรไป ถิ่นที่อยู่ สภาพแวดล้อม สิ่งที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย รับรู้ ว่าเหมาะสม เกื้อกูลแก่วิถีชีวิตเพื่อการเข้าใจสภาวะตามที่เป็นจริง ไม่เกื้อกูลแก่กิเลสนั่นเอง

แต่ในบางครั้ง การมีอิริยาบถเพื่อทำการบางอย่าง เราอาจเกิดทุกขเวทนาขึ้นได้ แต่หากเรารู้ชัดว่า ทุกขเวทนานี้ เป็นไปเพื่อความดับความต้องการอันเป็นตัณหา เป็นไป เพื่อเกื้อกูลแก่ความสงบมั่นคงของจิต เราจึงยังฝืนใจทำการนั้นๆต่อไป มีอิริยาบถนั้นๆด้วยความรู้ต่อไป อิริยาบถนั้นแม้จะก่อให้เกิดทุกข์ เป็นอสัปปายะ แต่ประโยชน์ของอิริยาบถนั้นกลับเป็นไปเพื่อความดับ เพื่อลดทอนกิเลส มีสุขเป็นวิบาก เป็นสัปปายะ การรู้อย่างนี้ก็ได้ชื่อว่า สัปปายะสัมปชัญญะเช่นกัน

 

๓ โคจรสัมปชัญญะ

โคจร แปลว่าที่เที่ยวไปแห่งอินทรีย์ราวกะว่าเป็นที่เที่ยวไปแห่งโค คือสามารถไปได้ในทุกที่ ดังนั้น โคจรตามความหมายของสติปัฏฐาน คือกรรมฐานใดกรรมฐานหนึ่งที่ตนชอบใจแล้วปฏิบัติในชีวิตประจำวัน อันมีขอบเขตการเที่ยวไปของจิตครอบคลุมทั้ง กาย เวทนา จิต ธรรม เพื่อการพิจารณาให้เห็นแจ้งสภาวะ เพื่อการพ้นทุกข์ เพื่อบรรลุญายธรรม (อริยมรรค) ทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเลือกกรรมฐานใดมาปฏิบัติ ก็ควรรู้ด้วยว่าพึงเพียรตั้งสติให้เที่ยวทำงานทางใจทั่วทั้งสี่ฐาน ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ฐานใดฐานหนึ่ง หรือ พิจารณาเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง

ขณะเดียวกัน เราก็ควรรู้ว่าควรทำอะไรที่เหมาะแก่กำลังความมั่นคงของใจ แก่กำลังปัญญาของตน ไม่ทำข้ามขั้น เช่น เมื่อเริ่มนำธรรมในพุทธศาสนาเข้ามาปฏิบัติ ควรรู้ความยิ่งและหย่อนของธรรม เพียรละสิ่งที่เป็นอกุศลก่อน เมื่อละอกุศล ก็ได้ชื่อว่าสร้างกุศลในขั้นต้น แล้วจึงทำกุศลที่สร้างแล้ว ให้ยิ่งๆขึ้นไปตามความหมายของกุศลเพื่อทำตนให้เป็นตนที่ตนรักษาดีแล้ว ในขณะที่ค่อยๆน้อมความเห็นว่าไม่เป็นตนมาสู่จิต

เราก็จะลดการกระทำในสิ่งที่ไม่ดี เพิ่มพูนการทำดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วจึงค่อยๆเพิ่มการปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ผู้ปฏิบัติบางท่านจำกัดการตั้งสติไว้ที่ฐานใดๆแต่ไม่ครบทั้ง ๔ ฐาน หรือ ปักใจอยู่ในฐานที่เป็นโลกิยะ จึงไม่สามารถให้สติปัฏฐานส่วนที่เป็นโลกุตตระเกิดขึ้นได้ ตรัสเรียกผู้ปฏิบัติที่ทำให้สติปัฏฐานอันเป็นโลกุตตระเกิดขึ้นไม่ได้นี้ว่า ผู้ไม่ฉลาดในโคจร

การรู้สติที่ควรเที่ยวไปตั้งตามฐานต่างๆ ธรรมที่ควรเที่ยวไปพิจารณา เหล่านี้เอง เรียกว่า โคจรสัมปชัญญะ

๔ อสัมโมหะสัมปชัญญะ

คือการหมั่นพิจารณาเสมอๆว่า สิ่งที่กายนี้ทำอยู่นั้น แม้จะเพื่อเกื้อกูลแก่การใช้ชีวิตในโลก ก็ควรทำด้วยการน้อมความเห็นว่าไม่เป็นตนมากำกับการกระทำ กำกับผลของการกระทำ นั้นๆเสมอ เพื่อคลายความเห็นว่าเป็นตน เป็นของตน เพื่อให้สามารถอยู่เป็นสุขในปัจจุบันโดยที่ไม่มีทุกข์เป็นวิบาก ให้สามารถเข้าถึงสภาวะที่แท้ของธรรมใดๆ

จนสามารถรู้ชัด ไม่หลงไปในเรื่องต่างๆ  เช่น

-ในขณะที่ก้าวเดิน ก็ทำความรู้ว่า กายนี้ประกอบไปด้วยธาตุต่างๆรวมอยู่ด้วยกัน เมื่อจิตคิดจะก้าวเกิดขึ้น วาโยธาตุจึงแผ่ขยาย เป็นเหตุให้รูปกายนี้เคลื่อนที่ไป เช่นเดียวกับการนั่ง นอน ยืน ก็เป็นอาการของธาตุ ไม่ใช่ของใคร บุคคลใด

-รู้ว่าการคิดที่กำลังดำเนินไปนั้น ไม่เป็นการคิดที่หลงไปในกาลทั้งสาม (คือเอาเรื่องในอดีตหรืออนาคตมาคิดด้วยความต้องการอันเป็นตัณหาในปัจจุบัน แล้วคิดต่อเนื่องไปจนอดีต ปัจจุบัน อนาคต ปะปนกันจนแยกไม่ออก จนก่อให้เกิดทุกข์)

-รู้ชัดว่าไม่หลงเห็นผิดเป็นถูก ไม่หลงเห็นทุกข์เป็นสุข ไม่หลงในโลภ โกรธ หลงใหล

-รู้ชัดว่าในขณะนั้น ทิฏฐิที่ถือเป็นสัมมาทิฏฐิ (สามารถยิ่งหย่อนเป็นชั้นไปโดยเริ่มต้นจากสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกิยะ แล้วจึงค่อยๆหมุนวนเป็นสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตตระ)

-รู้ชัดว่าความตริในขณะนั้น เป็นความตริในการไม่ติดข้องในความรื่นรมย์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ตริในทางไม่เบียดเบียน ตริในทางไม่ตกไปในทางเสื่อม

-รู้ชัดว่าการกระทำทางกาย วาจา ใจ เป็นไปในทางคะนอง (เห็นที่สมควรว่าไม่สมควร เห็นที่ไม่สมควรว่าสมควร เห็นที่ผิดว่าถูก เห็นที่ถูกว่าผิด)

-รู้ชัดว่ามีสัมมัปปทาน ๔  (เพียรละอกุศลใดที่เกิดแล้ว เพียรป้องกันอกุศลที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิด เพียรสร้างกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้น เพียรรักษาและทำกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้ไพบูลย์)

-รู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ

-ในขณะที่อยู่ในอิริยาบถนั้นๆ ราคะ โทสะ โมหะ ไม่จรเข้ามาครอบงำจิต และหากมีอกุศลธรรมใดจรมาสู่ใจ  เมื่อระลึกรู้ได้แล้ว เราละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป จนเกิดความดับของตัณหา

เหล่านี้เป็นต้น

การรู้ชัดในเรื่องต่างๆเหล่านี้เอง จัดว่าเป็นอสัมโมหสัมปชัญญะ

แต่ส่วนใหญ่ เราๆมักจะรู้ด้วยอวิชชา คือ “รู้หลง” หรือ  “ไม่รู้ทั่ว” ในสัมปชัญญะ ๔ นี้กันค่ะ เพราะในเรื่องหนึ่งๆ เรามักรู้ชัดในด้านใดด้านหนึ่งหรือสองสามด้าน แต่ไม่รู้ชัดครบในทั้งสี่ด้าน เช่น อาจรู้ว่าสิ่งใดมีประโยชน์แก่ตน แต่อาจเป็นการรู้ด้วยตัณหาหรืออคติ ไม่ใช่ด้วยสาตถกสัมปชัญญะ จึงมักทำให้มีทุกข์เจืออยู่ตลอดเวลา หรือ มีทุกข์เป็นวิบาก

หรือไม่ เราก็มักรู้ความเป็นไปของผู้อื่น แต่ไม่รู้ความเป็นไปในใจตนเอง รู้กิเลสคนอื่นแต่ไม่รู้กิเลสตนเอง

เช่น มีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ชอบนินทาผู้อื่น แม้เราจะรู้ว่าเพื่อนประพฤติทุจริตทางวาจาแต่ก็เฉยเสีย ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับนิสัยส่วนตัว ไม่กล้าตักเตือน เพราะกลัวเพื่อนโกรธ นั่นคือเรารู้อุปกิเลสที่จรมาสู่ใจเพื่อนเช่น อิสสา (อิจฉา) มานะ(สำคัญตนว่าดีกว่า เสมอ หรือด้อยกว่าเขา) ปฏิฆะ (ขัดเคืองใจ) ฯลฯ  แต่ไม่รู้ความเป็นไปในใจเราที่เป็นอกุศลธรรม เช่น ไม่รู้ว่าที่เรานิ่งเฉย ปล่อยเพื่อนมีวจีทุจริตนั้น เพราะเรามีภยาคติ (ความกลัว คือ กลัวเพื่อนโกรธ) เราไม่ได้อบรมเมตตาจึงปล่อยเพื่อนให้ยินดีและเพิ่มพูนกิเลส  เราไม่ได้เป็นมิตรแท้ จึงไม่ป้องกันเพื่อนไม่ให้ตกไปในทางเสื่อม เราไม่รู้ว่าอุปกิเลสคือมายาจรมาสู่ใจในยามที่พลอยนินทาผู้อื่นตามเพื่อนทั้งๆที่ใจไม่ยินดี เราไม่มีโยนิโสมนสิการจึงไม่พยายามหาทางแนะนำเพื่อน หรือไม่มีการพิจารณาให้คลายความเห้นว่าเป็นตน เป็นของตนในแง่ต่างๆ จนยึดมั่นในตนและในสุขเวทนาที่มีเพื่อนเป็นปัจจัย ที่ยึดว่าเป็นของตน เพียงอย่างเดียว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะที่เราพลอยนินทาไปกับเพื่อนเพราะอยากเอาใจแม้ว่าจะไม่ยินดีในการนินทา นอกจากเราจะยอมให้อกุศลธรรมที่ครอบงำในเพื่อนครอบงำใจเราด้วยแล้ว เราก็สร้างและเพิ่มพูนอกุศลธรรมเพราะความไม่รู้ชัดความเป็นไปของใจเราด้วย จึงเท่ากับเราสั่งสมอกุศลธรรมมากยิ่งกว่าเพื่อนเสียอี

การเจริญสติ สัมปชัญญะนี้ จึงเป็นไปเพื่อให้เข้าใจสภาวะ ค่อยๆเห็นตามที่ตรัสว่าทุกสิ่งล้วนเป็นสภาพเกิดดับ ไม่สามารถยึดถือไว้ได้ เพราะแท้จริงแล้ว สัมปชัญญะนั้นเป็นชื่อของปัญญา ซึ่งก็คือสัมมาทิฏฐินั่นเอง

เนื่องจากธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่ขึ้นกับความปรารถนา แต่ขึ้นกับเหตุปัจจัย ดังนั้นแม้เราจะหวังให้สติระลึกรู้ชัดสภาวะโดยที่ไม่ต้องตามระลึก จนรู้ว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร ไม่มีความยึดมั่นอยู่ตลอดเวลา ก็ไม่สามารถจะหวังได้ มีเพียงการฝึกจนคุ้นชินเท่านั้นที่จะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้นได้

โดยเริ่มต้นด้วยการละสิ่งที่ควรละ จนวิถีชีวิตเป็นศีล ไม่มีเรื่องเดือดร้อน ชำระศีลให้บริสุทธิ์ แล้วจึงฝึกสติให้ตามระลึกถึงสภาวะ หมั่นพิจารณาสภาวะ เพราะหากไม่คายกิเลสบางส่วน ก็จะไม่สามารถฝึกสติปัฏฐานให้สำเร็จได้

เมื่อฝึกตามระลึกและพิจารณาสภาวะอยู่บ่อยๆ ยามใดที่รู้ชัดได้โดยที่ไม่ต้องตั้งสติตามระลึก จึงจะหมายความว่าในขณะนั้น เรารู้และไม่หลงในสภาวะที่ปรากฏแก่กายและใจอย่างแท้จริง

สติ ได้เป็นสัมมาสติ อันเป็นองค์ของมรรคอย่างแท้จริง

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net