วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ ชาวมอญ สังขละบุรี


ประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ ชาวมอญ สังขละบุรี

 

ชาวไทยในแต่ละภาคมีประเพณีบุญเดือนสิบที่มีชื่อเรียกและพิธีกรรมต่างรูปแบบ แต่ก็มีวัตถุประสงค์ที่คล้ายกัน คืออุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษเป็นหลัก …

ชาวอิสานมีประเพณีบุญข้าวประดับดิน ชาวใต้มีพิธีชิงเปรต ส่วนทางสังชละบุรีมีพิธีลอยเรือสะเดาะเคราะห์

"ลอยเรือสะเดาะเคราะห์" เป็นประเพณีดั้งเดิมของชุมชนมอญบ้านวังกะ อำเภอสังขละบุรี

ประวัติความเป็นมาของประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์นี้ ว่ากันว่า … เกิดขึ้นเมื่อครั้งพระเจ้าธรรมเจดีย์ขึ้นครองราชย์ปกครองอาณาจักรมอญ ที่เมืองหงสาวดี

พระองค์ทรงเห็นพระภิกษุสามเณรในเมืองหงสาวดี มีความประพฤติย่อหย่อนต่อพระธรรมวินัย จนพระพุทธศาสนาในเมืองมอญเกิดมลทินด่างพร้อยมากมาย ... จึงมีพระราชประสงค์จะสังคายนาพระพุทธศาสนาเสียใหม่ เพื่อชำระหมู่พระภิกษุสงฆ์ให้มีความบริสุทธิ์

พระองค์จึงมีพระราชโองการรับสั่งให้พระภิกษุและสามเณรในเมืองมอญลาสิกขาเสียทั้งหมดทั้งสิ้น แล้วทรงส่งปะขาวถือศีล 8 คณะหนึ่ง ซึ่งก็คือ อดีตพระเถระผู้รอบรู้เรื่องพระไตรปิฎก ทรงความรู้ ตั้งมั่นในศีล ที่พระองค์มีคำสั่งให้ลาสิกขามาถือศีล 8 เป็นปะขาวนั่นเอง

ชีปะขาวทั้งหมด ออกเดินทางไปยังประเทศศรีลังกา เพื่อให้ไปถือการอุปสมบทเป็นพระภิกษุมาใหม่จากคณะสงฆ์ในประเทศศรีลังกา  .. เมื่อเสร็จแล้วให้เดินทางกลับมาเป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ บวชให้แก่คนมอญในเมืองมอญเสียใหม่

คณะของปะขาวนี้ เมื่อเดินทางถึงประเทศศรีลังกา ได้รับการอุปสมบทแล้วก็เดินทางกลับ … ในระหว่างที่เดินทางกลับนั้น เรือสำเภาลำหนึ่งในจำนวนสองลำโดนพายุพัดให้หลงทิศไป ส่วนอีกลำหนึ่งเดินทางมาถึงเมืองหงสาวดีโดยปลอดภัย

เมื่อทราบถึงพระกรรณของพระเจ้าธรรมเจดีย์  พระองค์จึงมีรับสั่งให้ทำเรือจำลองขึ้นมา ข้างในบรรจุด้วยของเซ่นไหว้บูชาเหล่าเทวดาทุกหมู่เหล่า

เครื่องเซ่นไหว้นั้น เพื่อขอให้เหล่าเทวดาทั้งหลาย ที่ดูแลพื้นดินก็ดี ที่ดูแลพื้นน้ำก็ดี ที่ดูแลพื้นอากาศก็ดี ได้มาช่วยปัดเป่าให้เรือสำเภาที่หลงทิศไปนั้น ได้เดินทางกลับมาโดยปลอดภัย 

หลังจากที่พระองค์ทรงทำพิธีสะเดาะเคราะห์แล้วไม่กี่วัน เรือที่หลงทิศไปนั้นก็เดินทางกลับมาถึงเมืองหงสาวดีโดยปลอดภัย ... ชาวมอญจึงถือเอาเหตุการณ์นี้ทำพิธีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ในช่วงกลางเดือน 10 ของทุก ๆ ปี สืบต่อกันมาตราบจนปัจจุบันนี้

งานบุญเดือน 10 และพิธีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ ... เป็นงานบุญประจำปีของชาวไทยเชื้อสายมอญ หรือแม้แต่ชาวมอญที่อาศัยอยู่ในประเทศพม่าโดยยึดถือปฏิบัติมาเป็นเวลาช้านาน

สำหรับประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ชาวไทยรามัญอำเภอสังขละบุรี ... ถือเป็นงานประเพณีที่เป็นการสืบสานวัฒนธรรมเก่าแก่มายาวนาน และเป็นประเพณีตามความเชื่อของคนไทยเชื้อสายมอญ ที่ถือเป็นจุดรวมแห่งความมีศรัทธาต่อหลวงพ่ออุตตมะ ที่วัดวังก์วิเวการาม

กำหนดจัด 3 วัน ในวันขึ้น 14-15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 15-17 กันยายน 2559  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการบูชาเทวดาที่อยู่ในน้ำ ในป่า และบนบก

อีกทั้งเพื่อสืบสานประเพณีดั้งเดิมของกลุ่มชน ตลอดทั้งเป็นการเผยแพร่ประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ให้แก่ชุมชน ประชาชน และนักท่องเที่ยวได้ศึกษาเรียนรู้

ฉันและคณะเพื่อนๆมีโอกาสเดินทางไปร่วมงานประเพณีครั้งนี้ ณ บริเวณลานหน้าเจดีย์พุทธคยา วัดวังก์วิเวการาม ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

เราออกเดินทางจากกรุงเทพมหานคร แวะทานอาหารเช้า และชมโรงถ่ายฯค่ายสุรสีห์ ...

การเดินทางไม่ได้รีบร้อน แวะเที่ยวชมสถานที่ต่างๆในรายทาง และมาถึงอำเภอสังขละบุรีช่วงเย็น

วันที่ 15 ช่วงเย็น ... เราเดินทางไปถึงวัดวังก์วิเวการาม หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "วัดหลวงพ่ออุตตมะ" ซึ่งเป็นวัดที่ถือว่ามีความสำคัญมากสำหรับคนพื้นถิ่น และเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนหลายเชื้อชาติที่อาศัยอยู่ในอำเภอสังขละบุรี ทั้งชาวไทย และกะเหรี่ยง โดยเฉพาะสำหรับชาวไทยเชื้อสายมอญ ที่เปรียบหลวงพ่ออุตตมะเป็น "เทพเจ้าแห่งชาวมอญ"

วัดแห่งนี้จึงเป็นเสมือนตัวแทนหลวงพ่อ และเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวมอญ … ในการประกอบพิธีกรรมตามประเพณีของมอญ และจัดงานอื่นๆ เช่น ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี จะมีการจัดงานคล้ายวันเกิดของหลวงพ่ออุตตมะ มีงานกิจกรรมต่างๆ พิธีกรรมทางศาสนา งานแข่งขันชกมวยคาดเชือก การแสดงวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่นการรำแบบมอญ การรำตงของชาวกะเหรี่ยง และมีการแต่งกายตามแบบวัฒนธรรมชาวไทยรามัญ

อาคารแรกที่เราไปเยี่ยมชม คือ “ปราสาทเก้ายอด” ..

ปราสาทเก้ายอด เป็นอาคาร 2 ชั้น ... ด้านหน้ามีซุ้มทางเข้า ประดับประดาด้วยหลังคาเรือนยอดเป็นชั้นๆ สีเขียวตัดขอบทอง ปลายยอดมีด้วยกัน 3 ยอด ตามลักษณะสถาปัตยกรรมของมอญ

ชั้นบนเป็นพิพิธภัณฑ์ เก็บพระพุทธรูป และอัฐบริขาร เครื่องใช้ต่างๆ เช่น คัมภีร์ใบลานอักษรมอญโบราณ ตาลปัตร นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของปราสาทเก้ายอด

ปราสาทเก้ายอด คือโลงบรรจุสังขารของหลวงพ่ออุตตมะ

มีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ทางศิลปกรรมของชนชาติมอญ ลวดลายมีความประณีต งดงาม

ปราสาทเก้ายอดนี้ เป็นฝีมือสกุลช่างจากทางเชียงใหม่ใช้ลวดลายประมาณ 20 - 30 ลวดลาย

ตัวโลงเจาะช่องใส่กระจกให้มองเห็นภายในได้ เรียกว่า "ลายขุนแผนเปิดม่าน"

ด้านบนตกแต่งเป็นด้วยลวดลายสวยงาม ... ส่วนบนสุดทำเป็นยอดถึง 9 ยอด

การทำปราสาทมอญเป็นความเชื่อดั้งเดิมว่า เป็นการส่งวิญญาณให้ไปสถิตยังสรวงสวรรค์

ด้านหน้าปราสาทเก้ายอด มีหุ่นขี้ผึ้งปั้นเป็นรูปหลวงพ่ออุตตมะในท่านั่ง ... ถัดมามีตู้ทรงมอญ​ ลักษณะคล้ายบุษบก ข้างในใส่รูปหลวงพ่อ

 

วิหารพระหินอ่อน … เราไม่มีเวลาพอจึงไมได้เข้าชมวิหารแห่งนี้

ที่นี่มี พระพุทธรูปหินอ่อน หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "หลวงพ่อขาว" ตั้งอยู่ในวิหารพระหินอ่อน ซึ่งอยู่ทางขวามือติดกับทางเข้า .. อาคารสร้างแบบก่ออิฐถือปูน มีทางเดินเชื่อมต่ออาคาร มีหลังคาคลุมตลอด

พระพุทธรูปหินอ่อน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีขนาดหน้าตักกว้าง 5 ศอก หนัก 9 ตัน เป็นพระพุทธรูปที่หลวงพ่ออุตตมะสั่งทำขึ้นที่พม่า โดยส่งรูปพระพุทธชินราชไปให้ช่างที่มัณฑเลย์ แกะจากหินอ่อนสีขาวก้อนเดียว

ว่าจ้างด้วยทองคำแทนเงิน หลวงพ่อสั่งทำตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 จ่ายเป็นจำนวนสามงวด เป็นทองหนัก 10 บาท 5 บาท และ 10 บาท (ในสมัยที่ราคาทองคำบาทละ 450 บาท) ... สร้างเสร็จเมื่อกลางปี พ.ศ. 2515 แต่ยังไม่สามารถนำเข้าสู่ประเทศไทยได้ ต้องทำเรื่องขออนุญาติกรมการศาสนาของพม่าจนแล้วเสร็จในช่วงปลายปี

จากนั้นทำการขนย้าย ด้วยระยะทางที่ไกล และเป็นพระพุทธรูปที่มีน้ำหนักมาก ต้องผ่านเส้นทางที่เป็นป่าและหมู่บ้านชายแดน ทำให้มีความล่าช้า จนมาถึงด่านเจดีย์สามองค์เมื่อ แรม 9 ค่ำ เดือน 4 ปีพ.ศ. 2517

 

พระอุโบสถ … พระอุโบสถของวัด มีความงดงาม มีซุ้มทางเข้าอุโบสถเป็นซุ้้มหลังคาทรงยอดปราสาท

ภาพด้านบน เป็นภาพพระอุโบสถมองจากลานจอดรถ

ข้างบันไดทางขึ้น ... มีพระพุทธ พร้อมสาวก ในรูปแบบศิลปะพม่า ประดิษฐานอยู่

ทางเดินรอบโบสถ์มีซุ้มเสมา บ่งบอกขอบเขตพัธสีมาอยู่ในซุ้้มหลังคาทรงยอดปราสาท

ส่วนตัวโบสถ์ เป็นหลังคาทรงสูง หลังคาโบสถ์ทำเป็นหน้าจั่วซ้อนชั้น และมียอดปราสาทอยู่ชั้นบนสุด

หน้าบันประดับด้วยลายกนกสวยงาม เสาโบสถ์เป็นเสาขัดมันวาว

แผนที่ประเทศไทย ... อยู่ภายในกรอบประติมากรรมลอยตัวทรงแบน ที่มองดูเหมือนระฆัง

ประติมากรรมนี้  ตั้งอยู่ตรงทางเข้าพระอุโบสถ สร้างเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลให้กับพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เจดีย์พุทธคยาจำลอง ... จะมองเห็นได้ชัดเจนระหว่างการเดินทางมาที่วัดวังวิเวก์การามแห่งนี้ .. โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมองมาจากเรือที่ล่องในแม่น้ำ

 ด้านหน้ามีบันได้ทางขึ้นสู่ฐานของพุทธคยา ... ระหว่างเส้นทางมีรอยพระพุทธบาทจำลอง รูปหล่อหลวงพ่ออุตตมะผู้ก่อสร้างวัดนี้ให้ได้เคารพสักการะ ด้านบนมีการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่หลวงพ่ออุตตมะได้อัญเชิญมาจากศรีลังการไว้บนยอดเจดีย์ สามารถเดินชมรอบ ๆ ฐานพุทธคยาได้

ในวันที่เราเดินทางไปถึง ... เป็นช่วงวันที่ชาวบ้านกำลังจัดเตรียมงาน

โดยชาวบ้านจะร่วมมือร่วมใจกันเตรียมทำธง ร่ม และจัดเครื่องบูชาต่าง ๆ เพื่อถวายวัด โดยมีการแบ่งงานให้หัวหน้าคุ้มต่าง ๆ ในหมู่บ้าน รับไปให้ลูกบ้านช่วยทำแล้วนำมาส่งที่วัด …

ผู้ชายส่วนหนึ่งจะมารวมกันที่วัดวังก์วิเวการามเพื่อสร้างเรือขนาดใหญ่จากลำไม้ไผ่ ก่อนจะประดับตกแต่งด้วยกระดาษหลากสี และตุงสีต่างๆ เป็นการเตรียมการณ์

บนลานวัด .. ผู้เฒ่าผู้แก่ชาวมอญทำการสวดมนต์ แม้พวกเราจะไม่เข้าใจ แต่สำเนียงที่ได้ยินนั้นไพเราะมาก

วันรุ่งขึ้น เราตื่นแต่เช้ามืดของวันขึ้น 15 ค่ำ เพื่อไปร่วมพิธีของชาวมอญ

ตลอดทาง มองเห็นชาวไทยเชื้อสายมอญแต่งกายตามชุดประจำชาติ ... ผู้ชายใส่เสื้อเชิ๊ตสีขาวนุ่งโสร่งสีแดง ส่วนหญิงสาวนุ่งซิ่นลวดลายประณีตสวยงามและวิธีการนุ่งต่างกัน สวมเสื้อ ตัวในคอกลมแขนกุดตัวสั้นแค่เอว เล็กพอดีตัว สีสด สวมทับด้วยเสื้อแขนยาวทรงกระบอก เป็นผ้าลูกไม้เนื้อบาง มีผ้าคล้องคอ ดูสวยงามและมีเสน่ห์

ชาวบ้าน ต่างอุ้มลูก จูงหลาน .. เรียกว่าทุกคนในครอบครัวต่างมุ่งหน้าไปยังจุดหมายเดียวกัน เพื่อทำพิธีที่พวกเขาศรัทธาที่วัด วังก์วิเวการาม

ชาวบ้านพากันนำธง ตุงกระดาษ ร่มกระดาษ มาประดับตกแต่งเรือและบริเวณปะรำพิธีอย่างเนืองแน่น

พร้อมนำเครื่องเซ่นไหว้คาวหวานทั้ง 9 อย่าง เช่น กล้วย อ้อย ขนม ข้าว ดอกไม้ ไปวางไว้ในลำเรือ

สิ่งหนึ่งที่คนไปร่วมงานพิธีจะเตรียมไปคือ รายชื่อของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วเชียนในกระดาษหนึ่งใบ และจะมีกระดาษอีกหนึ่งใบ ที่เขียนชื่อบุคคลอันเป็นที่รักที่ยังมีชีวิตอยู่ ที่เราอยากจะอุทิศส่วนกุศลและบุญที่ทำในวันนี้ส่งไปให้

กระดาษทั้งสองแผ่นจะถูกนำไปมัดหุ้มกับเทียนและธูป แล้วนำไปใส่ในเรือด้วยเช่นกัน

ก่อนถวายชาวบ้านจะนั่งคุกเข่าบริเวณหน้าลำเรือ ... นำธูปเทียนเทียน ตามกำลังวันเกิดไปไหว้และสะเดาะเคราะห์ต่ออายุ โดยการนำธูป และสวดมนต์ละลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ขอพรจากเทวดาให้ปกปักรักษา  อธิษฐานให้สิ่งไม่ดี และเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ไปให้พ้นจากชีวิตตน  

แล้วนำเครื่องเส้นไหว้ขึ้นจรดเหนือหัวแสดงถึงความเคารพและศรัทธายิ่ง หลังจากนั้นก็นำเครื่องเส้นไหว้ถวายลงไปในลำเรือไม้ไผ่

นอกจากนั้นยังมีพิธีบูชาพระประจำวันเกิด ... โดยจะมีการนำเครื่องเซ่นไหว้ และดอกไม้ไปถวาย

จุดธูปเทียนบูชาพระ และสวดมนต์เพื่อความสุขสวัสดี ให้ชีวิตมีความสุขสวัสดี

ด้านข้างของเจดีย์พุทธคยาจำลอง … พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่จะนำพระสงฆ์และสามเณรรวม 36 รูป ทำการสวดบทสวดอิติปิโส 108 จบ และบทสวดสะเดาะเคราะห์ ซึ่งบทสวดนี้มีตั้งแต่ช่วงหัวค่ำของเมื่อวาน และมาจบเมื่อบทสวดอิติปิโสครบ 108 จบในช่วงเช้าวันนี้พอดี

ชาวบ้านจะมาฟังบทสวดทั้งสองบทเพื่อความเป็นสิริมงคล

การปล่อยโคมขึ้นไปบนท้องฟ้า … เมื่อสวดมนต์เสร็จ ชาวบ้านจะนำโคมน้อยใหญ่มาลอยขึ้นฟ้าบริเวณลานหน้าเจดีย์พุทธคยาตั้งแต่เช้ามืดจรดเย็นค่ำของทุกวันจนกว่าจะถึงวันลอยเรือ ตามความเชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ให้หมดไป

ในสมัยก่อนจะมีการลอยโคมเพื่อสะเดาะเคราะห์ ... โดยวัดจะเป็นผู้ทำโคมขนาดใหญ่บรรจุเครื่องอัฐบริขาร จากนั้นลอยขึ้นบนท้องฟ้า โคมไปตกที่บ้านใคร ลูกชายบ้านนั้นจะต้องบวชสะเดาะเคราะห์ และเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีแล้ว เหลือเป็นเพียงการละเล่นทั่วไป

หลังจากประกอบพิธีการต่างๆแล้ว ผู้คนจะชวนกันขึ้นไปเดินจงกรมรอบองค์พระเจดีย์

การเดินจงกรมจะทำกันที่ลานชั้นสองของเจดีย์ ส่วนลานชั้นบนนั้น ห้ามผู้หญิงขึ้นไป

แวะกราบและบูชารอยพระพุทธบาทจำลองในบริเวณทางขึ้นสู่องค์เจดีย์

เดินจงกรมตามศรัทธาและความเชื่อ ด้วยการเดินเวียนขวา

เป็นการบูชาพระบรมสารีริกธาตุที่หลวงพ่ออุตตมะได้อัญเชิญมาจากศรีลังกา และประดิษฐานไว้บนยอดเจดีย์

ในตอนสายๆก่อนเที่ยงจะมีอีกหนึ่งประเพณีที่จะพลาดไม่ได้เลยคือประเพณีตัดบาตรน้ำผึ้ง น้ำมันงา …

ชาวบ้านจะนำน้ำผึ้งและน้ำมันงามาใส่บาตรพระภิกษุ แต่เนื่องจากปัจจุบันน้ำผึ้งหายากก็เลยเปลี่ยนเป็นน้ำตาลทรายแทน

การตัดบาตรนั้นชาวบ้านจะนั่งรอบริเวณทางเดินของวัดแล้วพระภิกษุจะมารับบิณฑบาตรกับชาวบ้านทุกๆคน

เราไม่ได้รอจนที่จะตักบาตรในบริเวณวัด แต่มีโอกาสไปตักบาตรใกล้ๆกับสะพานไม้แทน …

พระสงฆ์จะจะเดินมารับข้าวปลาอาหาร ดอกไม้ ธุป เทียนที่ชาวบ้นและพวกเราตั้งใจใส่ในบาตร

สะพานไม้ที่โด่งดัง หลังการบูรณะครั้งใหญ่

บรรยากาศ และทิวทัศน์ยังคงงดงามมากมายในสายตา เหมือนดังเช่นที่เคยเป็นมาเนิ่นนาน

เมื่อถึงเช้าวันแรม 1 ค่ำ อันเป็นวันสุดท้ายของงานพิธี ชาวบ้านก็มารวมตัวกันตั้งเป็นขบวนแห่

หลังจากเสียงกลองยาวเริ่มดังขึ้น สาวใหญ่ สาวน้อยก็ร่ายรำกันอย่างครึกครื้น

ขบวนลากเรือเริ่มมีการจัดเตรียมเชือกให้คนลากเรือไปยังท่าเรือวัดวังก์วิเวการาม โดยที่ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านร่วมเป็นสักขีพยาน

เมื่อเรือไม้เริ่มเคลื่อนเข้าสู่ลำน้ำ ชายร่างกำยำเริ่มเข้ามาจับยึดเรือเพื่อพยุงลำเรือให้ลงสู่ผืนน้ำ 

เรือยนต์ของกรมประมงมาช่วยลากเรือไม้ไผ่ร่วมกับชาวบ้าน  บางคนที่คอยลุ้นอยู่ริมชายฝั่งว่าเรือจะลอยสำเร็จหรือไม่ และเมื่อเรือไม้ลอยลองสู่แม่น้ำชาวบ้านต่างพากับปรบมือร้องดีใจกันถ้วนหน้า


จากนั้นเรือยนต์ลำใหญ่ได้ลากเรือไม้ไปตามแม่น้ำมุ่งหน้าไปยังเขื่อนวชิราลงกร แล้วไปจอดปักหลังตรงจุดบรรจบของแม่น้ำสามสาย ได้แก่ ซองกาเลีย รันตี และบิคลี่ ที่เรียกกันว่า "สามสพ" นั่นเอง

จากนั้นก็ผูกเรือไว้กับขอนไม้ใหญ่กลางอ่างเก็บน้ำ ถวายเรือและเครื่องเส้นไหว้ให้กับเทวดาผู้ปกปักรักษาชาวไทยเชื้อสายมอญ เป็นการเสร็จพิธีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ของชาวไทยเชื้อสายมอญ ที่อำเภอสังขละบุรีลงด้วยดี …

พร้อมกับบุญกุศลเต็มอิ่มที่คนที่ไปร่วมงานจะได้รับกลับบ้านถ้วนทั่วทุกตัวคน

--------------------------------------------------

ขอบคุณเนื่อเรื่องและภาพบางส่วนจาก :

http://travel.kapook.com/view128348.html

http://www.nairobroo.com

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net