วันที่ จันทร์ กันยายน 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คน คืน คอน ตอน9/13 คนนอนเปลว


 

9.คนนอนเปลว

     ถนนเหมือนโดนสุมด้วยไฟ กว่าที่เราจะปั่นฝ่าเปลวแดดมาได้ ก็แทบเกรียมไปทั้งตัว ห้าโมงเย็นกว่าๆเราก็ปั่นกลับมาถึงอำเภอระโนดอีกครั้ง แดดร่มลมตก ได้เวลานกกาบินกลับรัง เราพาใบหน้าเกรียมแดดย้อนกลับมาที่ร้านข้าวร้านเดิม  เจอพี่สาวพี่สาวใจดีอีกครั้ง

     “แกงส้มกับคั่วกลิ้งครับพี่” เย็นนั้นข้าวที่ร้านเหลือติดก้นหม้อหน่อยเดียว แต่แกก็ยังอุตส่าห์วิ่งไปซื้อข้าวเปล่ามาให้เราอีก เราสอบถามถึงวัดที่พอจะพักได้กับแก

     “วัดแถวนี้เหรอ ออกไปถนนใหญ่เลี้ยวซ้าย ทางขวามือมีหลายวัด แต่อยู่วัดนึง มีศาลาสร้างยื่นไปในทะเล“                     

     “แล้วน้องจะไปไหนจากนี้” แกถามต่อ

     “กะจะไปนอนแหลมตะลุมพุกต่อครับ” เป็นคำตอบของเราเมื่อพี่สาวถามถึงจุดหมายปลายทาง

     “ระวังหน่อยนะน้อง แหลมตะลุมพุกยุงมันเยอะมากๆ  ทางเข้าก็เป็นป่าทั้งนั้น” แกเตือนแสดงความเป็นห่วง ในที่หมาย70กม.ข้างหน้า ยุงมันมากขนาดนั้นเลยเหรอ จึงต้องเตือนเรา เพราะที่เราเจอมาแถวทะเลสาบยุงก็มากพอดูอยู่แล้ว แต่ภายหลังจากนั้นผมพบว่าแกลืมเตือนเราในบางเรื่อง

     ทานข้าวเสร็จเรามุ่งหน้าออกสู่ถนนใหญ่ ไปหาวัดตามคำบอกเล่า ใกล้มืดเต็มทน ยุงเริ่มมารุมเกาะแกะในทุกครั้งที่เราหยุดดูทาง ต้องรีบหาที่หลับนอน เมื่อเจอเข้ากับวัดๆแรกที่ปั่นผ่าน เราก็เลี้ยวขวาเข้าวัดไปเลย เราหยุดที่ศาลาในวัดนั้น ตอนแรกผมกะว่าจะกางเต็นท์นอนศาลาวัด

     “ มันอยู่ใกล้เมรุเผาศพ  ทำเลไม่ค่อยดีนะพี่ ” เพื่อนผมแย้งขึ้นมาอย่างจริงจัง

     เราจึงปั่นออกด้านหลังกำแพงวัด ซึ่งอยู่ติดทะเล  ทำเลดูดีกว่าด้านในวัด ลมเย็นปลอดโปร่งโล่งสบาย หลังวัดมีถนนที่ชาวบ้านใช้สัญจรภายในหมู่บ้าน บริเวณที่เราเล็งไว้มีพื้นที่โล่งประมาณค่อนไร่ ขนาบด้วยบ้านเรือนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของหมู่บ้าน ตรงนี้เหมาะสำหรับกางเต็นท์มาก เพื่อนเข้าไปพูดคุยเรื่องที่จะกางเต็นท์จากป้าเจ้าของบ้านแถวนั้น เราเลือกจุดกางเต็นท์ที่อยู่ริมทะเล หลังจอดจักรยานเรียบร้อย เราก็ออกเดินสำรวจสถานที่รอบๆทันที ตามความเคยชินที่ทำทุกครั้งที่กางเต็นท์เสร็จ

     ลานหญ้ากว้างโล่งนั้นมีเนื้อที่ราวๆหนึ่งไร่ ตรงกลางลานเห็นได้ชัดว่าเป็นจุดวางท่อระบายน้ำเสียลงทะเล ส่วนที่ติดกับรั้วของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเป็นฮวงซุ้ยที่ระบุชื่อผู้นอนอยู่ในหลุมนั้น3คน

     ติดกันเป็นบ่อน้ำที่มีฝาซีเมนต์ปิดไว้ มีรอยตัวอักษรจารึกบนฝาปูน”บ่อน้ำอายุ200ปี” ใกล้ๆกันนั้นคือศาลาสองหลังซึ่งตั้งอยู่ปีกทั้งสองด้านของพื้นที่โล่งนั้น มันได้รับการวางตำแหน่งและถูกสร้างขึ้นมาอย่างจงใจให้สมมาตรกันทั้งสองหลัง

     พลบค่ำสลัว เวลานั้นผมมั่นใจแล้วว่าเรากำลังยืนอยู่ที่ไหน

      ติดๆกันคือบัวบรรจุกระดูกคนตาย เราพบพวงมาลัยบางพวงวางอยู่ มาถึงขณะนี้เราพอจะบอกได้แล้วว่าอดีตของสถานที่แห่งนี้คืออะไร แต่มันยังขาดสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะเป็นตัวบอกว่าสถานที่นี้ใช่ตามที่เราคิดในใจหรือเปล่า ขณะนั้นความมืดเริ่มปกคลุม จิ้งหรีดกรีดปีกดังก้องไปทั่วบริเวณที่เราเดินสำรวจ ยุงหลายตัวเริ่มมาจู่โจมเรา

     ” ผมว่าตรงโน่น ตรงที่เขาวางท่อระบายน้ำนั่นแหละ” เพื่อนชี้นิ้วไปตรงที่ว่างระหว่างศาลาสองหลัง น้ำเสียงของเขามั่นใจ

     “มันโดนขนาบด้วยศาลา2ข้างเลยนะ เขาอาจจะเจตนาเอาออกด้วย เพราะตรงนี้มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมอาจจะดูน่ากลัวไปหน่อยสำหรับเด็ก” ผมให้ความเห็นพลางตบยุงบางตัว เลือดมันแดงติดมือผมมา

     “ยังไงๆก็ย้ายไม่ได้แล้วพี่ มืดมากแล้ว”

     เราเดินกลับไปกางเต็นท์แข่งกับการมาของยุง ก่อนจะมืดจนมองอะไรไม่เห็น

     “ที่นี่มีศาลามี2หลัง ซ้ายและขวา เผื่อเผาวันเดียว2ศพจะได้มีที่วางโลง ”  เพื่อนพูดอย่างใจเย็น แต่ผมฟังอย่างหวิวหัวใจ

     “ กลางลานเลย  ตรงนั้นแหละเชิงตะกอนแน่นอน ”

     “เปลวเหรอ?”คนใต้เรียกป่าช้าว่า…เปลว ผมหลุดคำนั้นออกมา เหมือนอุทาน คล้ายคำถาม ก่อนหัวเราะกลบเกลื่อน

     กลางความสลัวที่เหมือนกำลังโรยม่านดำลงมารอบตัวเรา ผมรู้สึกเหมือนกำลังเป็นนักโบราณคดี ที่มาสำรวจเจอสถานที่สำคัญโดยบังเอิญ จนสรุปได้ว่าอดีตของที่นี่คือป่าช้าที่ใช้เผาศพของวัด เมื่อวันเวลาผ่านไปความเจริญเดินทางมาถึง   วัดสร้างกำแพงล้อมรอบ เมรุเผาศพถูกสร้างทดแทนอยู่ภายในวัด เชิงตะกอนถูกทุบทิ้ง ครั้นจะย้ายที่นอนและปั่นจักรยานต่อไปก็คงช้าไปเสียแล้ว สรุปว่าคืนนี้เราต้องนอนกันในป่าช้า

     นานนับร้อยปีแล้วที่สถานที่แห่งนี้ถูกใช้งาน ไม่รู้ว่ากี่ร่างต่อกี่ร่างที่เคยมาใช้บริการเชิงตะกอนที่นี่ นับร้อยนับพันหรือนับหมื่น ครั้งล่าสุดที่เปลวแห่งนี้ถูกจะใช้งานคงนานมากแล้ว

     หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว เรานั่งคุยกันต่อที่หน้าเต็นท์ ประตูเต็นท์อยู่ทางทะเลด้านทิศตะวันออก หน้าต่างเต็นท์หันไปฝั่งของเปลวทางทิศตะวันตก

      “บ๊ะ! คืนนี้นอนหันหัวไปทางทิศคนตายเสียด้วยเว้ย” ผมคิดในใจ ที่แล้วตลอดชีวิตผมก็ไม่เคยกำหนดทิศว่าจะนอนหันหัวไปทางทิศไหน เวลาไปนอนกางเต็นท์ก็ไม่เคยดูทิศว่าจะเป็นออกหรือตก อาศัยทิศสะดวกที่นอนง่ายนอนสบายเข้าว่า แต่คราวนี้ผมกลับบอกเพื่อนว่าให้นอนหันหัวไปทางประตูเต็นท์ทิศตะวันออก ปลายเท้าชี้ไปทางเปลว 

     ทุกอย่างรอบตัวมืดลงไปถนัดตา เหลือเพียงแค่แสงไฟริบหรี่จากเรือหาปลาของชาวบ้านเท่านั้น เรานั่งคุยกันหน้าเต็นท์  ลมทะเลแผ่วจางพัดมาเหมือนไม่ค่อยเต็มใจ ชาวบ้านคนหนึ่งเดินผ่านมาริมทะเล เราร้องทักทายหมายผูกมิตร

     “หวัดดีครับ”

     เขาเหมือนตกใจอะไรบางอย่าง ในความมืดผมเห็นเขารีบหันหลังกลับ ก่อนตะโกนกลับมา “ นั่นใครวะ ”  เราไม่ทันจะได้ตอบกลับไป แต่เขากลับเดินหายไปเสียก่อน จะรีบไปไหน

     ฟ้ามืดสนิท รอบตัวของเรามืดดำอย่างที่มันควรจะเป็น แต่ความรู้สึกของผมมันมืดมากกว่าคืนใดๆ มีเพียงแสงไฟของเรือกลางทะเลเท่านั้นให้จับจ้อง ไม่นานจากนั้นก็มีแสงไฟฉายส่องตรงมาเต็นท์เราอย่างจงใจ เพื่อนส่องตอบกลับไป  ในความมืดเรารู้ว่าเขาหันหลังกลับทันที ไร้เสียงพูดจาทักทาย เขาเดินหายไปโดยทิ้งเราไว้ให้อยู่กับเสียงจิ้งหรีดเรไรอีกครั้ง

     รอบตัวเรามีเพียงทะเลส่งสำเนียงแผ่วและเสียงยุงบางตัวในเต็นท์ ใบมะพร้าวโบกสะบัด ยุงบางตัวที่หลุดเข้ามาในเต็นท์   โดนผมตบมันอย่างแรงเหมือนจะระบายอะไรบางในใจออกมา “หาที่ตายแท้ๆ ”

     สามทุ่มกว่าๆ ตาผมแข็ง หูยังได้ยินเสียงต่างรอบตัว ใจกำลังเต้นแรง เพื่อนนอนหลับไปแล้วแต่ผมยังนอนไม่หลับ ยังนอนพลิกตัวไปมา ผมยังไม่ง่วง ประสาทยังตื่นตัว รอบตัวเงียบ มีเพียงเสียงคลื่นลูบไล้ชายหาดแผ่วเบาใจและใจผมที่ยังไม่นิ่ง เพื่อนส่งเสียงกรนเบาๆซึ่งนั่นหมายความว่าเขาหลับลึกไปแล้ว ปลอดจากความกังวลใดๆ เขาหนีผมไปก่อน ผมลืมตามองไปในความมืดของเปลวทางหน้าต่างปลายเท้า หากจะมีใครที่จะต้องพบเจอเข้ากับอะไรสักอย่างของคืนนี้ก็คงเป็นผม

     เทียบกันตัวต่อตัวในเรื่องของขลัง ผมไม่อาจเทียบได้ เขาห้อยพระหลายองค์ ของขลังมีรอบเอว   คาถากันผีก็น่าจะมี ก่อนนอนเขาสวดมนต์ ส่วนผมไม่เคยห้อยอะไรเลย คาถาก็ไม่เคยจำ ก่อนนอนก็ไม่เคยสวดมนต์ ถ้าผีรู้ความจริงอันนี้ผมเสียเปรียบทุกประตูและทุกป่าช้า

     คืนนั้นผมหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ แต่มาสะดุ้งตื่นเมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้น เพื่อนดิ้น ละเมอ ตะโกนโหวกเหวก ผมสะดุ้งตื่น สะกิดที่ตัวเขาและเขย่า พร้อมเรียกชื่อ

     “ ครับพี่  ”  เป็นเสียงตอบของผู้ชาย ชัดเจนสองหู ผมเผลอมองผ่านหน้าต่างเต็นท์ทางปลายเท้า ที่ซึ่งบัวบรรจุกระดูกตั้งอยู่ ไม่มีใครอีกแล้วบริเวณนี้ ใช่เสียงของเขาแน่นอน เพราะถ้าเป็นเสียงคนอื่น คืนนั้น เต็นท์อาจพัง

      หัวใจผมเต้นแรง ถอนหายใจ เป่าปากก่อนข่มตานอนให้หลับอีกครั้ง

     ยามเช้าที่เยาว์วัย  คลื่นแสงสะท้อนกับท้องฟ้าส่งสีเหลืองอ่อนอบอุ่นทาบลงบนก้อนเมฆ แดดยามเช้าบางส่วนส่องทะลุม่านเมฆลงมากระทบระลอกคลื่น ทะเลระยิบระยับ ระลอกคลื่นค่อยๆสาดเข้าหาฝั่งเหมือนปลอบโยน  สายลมยามเช้าพัดพาความสดชื่นจากทะเลมาให้ เหมือนจะปลอบใจ ปลอบขวัญใครบางคนเมื่อคืน

     “เป็นไงมั่งเมื่อคืน ” ผมถาม

     “ มันมาทั้งเด็ก ทั้งผู้หญิง ทั้งผู้ชายอะพี่ “

      “โอย ในฝัน มันมาสะกิด จะฉุดขาผมให้ออกจากเต็นท์ มาชวนผมไปอยู่ด้วย หลอกทั้งคืน  ไม่ได้หลับได้นอน ทั้งเด็ก ทั้งคนแก่ หัวขาดก็มีพี่” ชาวบ้านคนเมื่อคืนเดินผ่านหน้าเต็นท์เรา แกมองมาที่เราอย่างสงสัย เราส่งยิ้มกลับไป แต่ไม่มีแม้เสียงทักทายกลับมา

     “ลุงแกคงคิดว่าเราบ้าแน่ๆ คนดีๆเขาคงไม่มานอนในป่าช้านี่หรอก ฮ่าฮ่า”

     วัวชนถูกจูงเดินออกกำลังกายผ่านหน้าเต็นท์ เราเริ่มเก็บข้าวของ ได้เวลาอำลาป่าช้าเสียที  หลังผจญฝันกับมันมาทั้งคืน

     “สงสัยกลับไปบ้านคงต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้อีกแหละพี่ เล่นมาขอส่วนบุญถึงในเต็นท์”

 

     ก่อนเราจะออกไปจากเปลว เพื่อนเดินไปยกมือไหว้เจ้าที่เจ้าทาง เราปั่นผ่านถนนในหมู่บ้านเลียบทะเลไปเรื่อยๆ ไม่นานก็เจอวัดที่พี่สาวใจดีบอกเอาไว้ ที่นั้นมีศาลาที่ยื่นลงไปในทะเล สภาพและบรรยากาศน่าพักนอน รอบๆบริเวณนั้นไม่มีร่องรอยของเปลว หากแต่ถัดไปจากนี้ไปอีกไม่ไกลเราก็เจอเปลวอีก2แห่ง สมัยก่อนพื้นที่ริมทะเลไม่มีค่าและรกร้างไร้ผู้คนตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัย แถบจึงเหมาะสำหรับใช้เป็นป่าช้าเผาศพ เปลวอีกสองเปลวที่เจอนี้มีเชิงตะกอนครบ มันยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งานทุกเมื่อ

     เปลว...คือสถานที่แสดงสด เผาสด ครบครันไปด้วยแสงสีเสียง อุดมไปด้วยควันและกลิ่น ทุกอย่างเริ่มเมื่อเชื้อเพลิงถูกจุดขึ้นบนเชิงตะกอน เปลวไฟลามเลียไม้ตาลที่ผู้เข้าร่วมงานต่างถือติดมือมาคนละท่อนสองท่อน  เพื่อร่วมส่งร่างในโลงศพให้กลับสู่ธาตุเดิมทั้งสี่ สัปเหร่อสุมฟืนเร่งให้เปลวไฟลุกโชติช่วงท่วมโลงสี่เหลี่ยม เสียงไม้ตาลแตกปะทุเปรี๊ยะประเมื่อโดนความร้อน ควันสีดำลอยขึ้นด้านบน ละอองเถ้ากระเจิงฟุ้งยามลมกรรโชก สะเก็ดไฟปลิวว่อน ช่วงเวลานั้นผู้มาร่วมงานต่างจ้องมองเปลวไฟ บ้างร้องไห้อาลัย บ้างครุ่นคิด ชีวิตก็แค่นั้น  

     เปลวเพลิงตวัดลามโลงบนเชิงตะกอน เปลวสะบัดปลายอวดสายตาผู้มาร่วมงานคล้ายมีคำถาม จะปล่อยหัวใจให้มอดไหม้เพราะไฟแห่งกิเลส หรือจะใช้เปลวไฟตรงหน้าเผากิเลสไปพร้อมๆกับร่างบนเชิงตะกอนแห่งนี้ บางคนไม่ตอบ บางคนไม่รู้ กระทั่งวันสุดท้ายที่ทอดร่างบนเชิงตะกอน

     หลายคนมาที่เปลว แต่ไม่เคยเห็นเปลว

     เราปั่นผ่านเปลวทั้งสองไปเลี้ยวซ้ายไปตามทางในหมู่บ้าน หันหลังให้ทะเล ลมทะเลยามเช้าเย็นชื่นใจ ไม่นานเราก็กลับสู่ถนนใหญ่อีกครั้ง

     “เมื่อวานถ้าเห็นเชิงตะกอนก่อนแบบนี้ ก็คงไม่กางเต็นท์นอนหรอกฮ่าฮ่า” เพื่อนพูดปนหัวเราะ

     “ก็เก็บไว้เป็นประสบการณ์ เอาไปเล่าให้ลูกให้หลานเราฟังตอนอายุแปดสิบ” ผมหัวเราะบ้าง

...................................

โดย นพพลroadside

 

กลับไปที่ www.oknation.net