วันที่ ศุกร์ กันยายน 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมากับมือ ดังนั้น ...


เห็นมีการแสดงความคิดเห็นต่อมิวสิควิดีโอ (MV) ส่งเสริมการท่องเที่ยว “ทศกัณฐ์” มากมายที่ออกมาในทาง สนับสนุน/คัดค้าน เจ้าหน้าที่ราชการที่ดูแลเรื่องวัฒนธรรม และในทาง สนับสนุน/คัดค้าน เนื้อหาโครงเรื่องของผู้รับจัดทำ
อย่าว่าอย่างโง้นอย่างงี้เลย เรามองแล้วทั้งหมดนั้นก็เป็นการวางตัวแบบแบ่งข้างแบบหนึ่ง ซึ่งเราไม่ได้ว่านั่นเป็นเรื่องผิด ความจริงก็เป็นความเป็นปกติธรรมดาของสังคม

แต่เรามีมุมมองอย่างอื่นพร้อมคำอธิบาย

 

 

เขาว่าทัศนคติของคนเรานั้น ถ้าไม่เป็นการใช้เหตุผลจากข้อเท็จจริง (Facts) ก็เป็นการใช้เหตุผลจากอารมณ์หรือรสนิยม (Taste)

ในสังคมที่เราอยู่ร่วมกันนี้ เราจะเห็นการขับเคี่ยวกันระหว่างสองแนวทางนี้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่กำลังเผชิญสภาวะความเปลี่ยนแปลงที่ทวึขึ้นใกล้ถึงจุดเข้าด้ายเข้าเข็ม

ซึ่งไม่มีอันใดอันหนึ่ง หรืออย่างใดอย่างหนึ่งผิดหรือถูก หากแต่เป็นสิ่งที่มีสถานะเท่ากัน เป็นธรรมชาติหรือสัจจะ (truth) ของชีวิตมนุษย์เท่า ๆ กัน

นี่อย่างไรหรือ ...

สาธยายออกมาแล้ว เราจะเข้าใจคนที่รับภารกิจรับผิดชอบงานด้านวัฒนธรรมขึ้นเยอะ และจะไม่คิดเป็นโทษกับเขา หากแต่น่าที่จะหันหน้ามาช่วยกันร่วมมือคิดอ่านหาวิถีทางทนุบำรุงสังคมของเราด้วยกัน

 

ตั้งแต่เราเกิดมา พ่อแม่พี่ป้าน้าอาค่อยสอนค่อยเติมความรู้ที่เราจะมีชีวิตได้อย่างปลอดภัยไม่เจ็บตัว เราทุกคนใช้ความรู้และทักษะแบบนั้นมาดำรงชีวิตให้ราบรื่น เราฉุกคิดบ้างไหมว่าวิถีดำรงชีวิตที่ปลอดภัยมั่นคงก็คือวิถีของ การทำซ้ำ นั่นเอง การทำซ้ำที่รวม ๆ กันแล้วก็เรียกว่า แบบแผน และใหญ่กว่านั้นก็เรียกว่า วัฒนธรรม นั่นอย่างไรเล่า

ในทางธรรมก็มี สัจจะ (truth) ที่เป็นทำนองเดียวกัน คือเราต้องใช้อุปาทานในระดับสมมุติสัจจะว่าสิ่งนี้เป็นคุณ เป็นประโยชน์ สิ่งนี้เป็นโทษ เป็นอันตราย เป็นเหตุให้เสื่อม เป็นต้น และจริง ๆ แล้วอุปาทานในระดับสมมุติสัจจะนี่เองแหละเป็นพื้นฐานที่สุด เบื้องแรกสุดของการเรียนรู้ ของวิถีดำรงชีวิต ของแบบแผน ของวัฒนธรรม

การทำซ้ำเป็นนิจ ทางธรรมเรียกว่าการเสพย์คุ้น การเสพย์คุ้นทำให้เคยชินเป็นอุปนิสัย (เดี๋ยวนี้มักใช้คำว่าคุ้นชิน) ทำให้อุปาทานแน่นขึ้น ๆ อาการติดที่อยู่ก็เกิดจากลักษณาการนี้แหละ และนี่คืออะไร มันคือความรู้สึกไม่อยากเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน

 

แต่ความเป็นจริงหรือสัจจะอีกฟากหนึ่งที่ เดินคู่กันมา กับสัจจะในฟากของอุปาทานและความเสพย์คุ้น (ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นพื้นฐานต่อทุกชีวิต) มาตลอดแต่ต้นก็คือ สรรพสิ่ง สิ่งแวดล้อมของเรารวมทั้งตัวเรามีความเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาทีละน้อยตามหลักอนิจจัง เราทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมก็จำต้องเปลี่ยนแปลงด้วยเพื่อให้อยู่รอดได้ ดังที่บรรพบุรุษของเราย้อนไปถึงนับแต่บรรพกาลได้เปลี่ยนแปลงปรับตัวมานับครั้งไม่ถ้วนในโลกที่เปลี่ยนแปลงมาตลอดนี่เอง

 

สังคมใดจะตั้งมั่นอยู่ได้ยืนยาวก็ต้องมีกรอบแบบแผน กรอบวัฒนธรรมที่ตั้งมั่น (established) เป็นน้ำประสานให้ทุกองคาพยพเกาะกันอยู่ได้ ดังนั้นภาระรับผิดชอบของผู้ที่ดูแลเรื่องวัฒนธรรมจึงเป็นงานที่หนักและยุ่งยาก เพราะเหตุผลดังที่กล่าวถึงสัจจะสองด้านที่ขัดกันในตัวเอง (irony) ที่กล่าวไปข้างบนแล้ว ทางหนึ่งก็ต้องรักษาน้ำประสานคือวิถีการทำซ้ำ ๆ เดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลงให้คงมั่น อีกทางหนึ่งก็ต้องตระหนักในปัจจัยที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย ๆ แล้วต้องทำอย่างไรจึงจะสร้างการตระหนักรู้เรื่องนี้ต่อสมาชิกในสังคมอย่างทั่วถึงที่สุด สร้างข้อสรุปให้ได้ว่าเราจะปรับตัวอย่างไร ทิศทางไหน ไปพร้อม ๆ กัน ไปด้วยกัน

 

แต่ว่าเอาเข้าจริง ผู้รับผิดชอบก็เลือกที่จะไม่เล่นบทผู้นำ คือไม่สร้างความตระหนักรู้อย่างทั่วถึงในความเปลี่ยนแปลงและทิศทางของมัน ไม่ทำกระบวนการสังเคราะห์ข้อสรุปร่วมกันว่าเราจะไปทางไหน แต่กลับเล่นบทแต่ด้านการเกาะกอด “ความไม่ยอมเปลี่ยนแปลง” อย่างสุดชีวิต นั่นยิ่งทียิ่งทำให้ทุกองคาพยพรวมทั้งผู้คนในสังคมกลายเป็นเหมือนวัตถุที่แช่นิ่งในพิพิธภัณฑ์เข้าไปทุกที ๆ ซึ่งในที่สุดก็จะตายไป

 

เราเองอนุมานว่านี่พอจะถือว่าเป็นลักษณะของ ความเป็นสอง ในทางธรรมได้ แล้วพวกเราก็ไม่ต้องเลือกเอาข้างใดข้างหนึ่งหรอก แต่ตระหนักรู้และยอมรับทั้งสองด้าน แล้วจัดความสมดุลให้เหมาะ จะได้ไม่ติดล้าอยู่กับการย่ำอยู่กับที่ และไม่มะงุมมะงาหราดุ่มเดินไปข้างหน้าอย่างไร้ทิศ

 

โดย driftworm

 

กลับไปที่ www.oknation.net