วันที่ เสาร์ กันยายน 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มนุษย์ท่องเที่ยว ยุคศตวรรษที่21เรียนรู้อัตลักษณ์ไทย ไม่ต้องเดือดร้อนทศกัณฑ์


ว่าจะไม่เขียนเรื่อง "โขน"แล้วเชียวนา

หากเรายังอยู่ในสังคมประเทศไทย ก็ต้องไม่ตกเรื่อง MVเที่ยวไทยมีฮา ตอนข้าพเจ้าดู MVเที่ยวไทยมีฮา ที่มีการนำเอาทศกัณฑ์มาเป็นตัวดำเนินเรื่อง สารภาพเลยว่าข้าพเจ้าไม่ได้ประทับใจ ไม่ใช่เพราะข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับการเอาทศกัณฑ์มาแสดง เพียงแต่เห็นว่า มันไม่ชวนเที่ยว สักเท่าไร  ข้าพเจ้ารู้สึกว่า โฆษณาทศกัณฑ์นี้ แค่เป็นMV ธรรมดาๆ มีดีนิสนึง ตรงที่ดูมีความสร้างสรรค์ เป็นกิมมิคให้ผู้ชม แต่ ย้ำ นิดหน่อยเท่านั้นนะ ตรงเอาตัวละครโขนมา (ไม่ถือว่าคิดนอกกรอบ หรือสร้างสรรค์จนน่าประทับใจ จนต้อง “ว๊าว”) ,มันไม่กินใจ หรือรู้สึกประทับใจ ออกจะธรรมดาเกินไป ทั้ง เนื้อเพลงก็เป็นไปตาม MVงานโฆษณาสากลปัจจุบันทั่วไป ไม่ โดดเด่นเป็นพิเศษอะไร แต่ถือว่าโปรดักชั่น โอเค

สังคมไทย ย่อมมีมนุษย์ที่รักความเป็นไทย

ข้าพเจ้าว่าไปๆมาๆ กลายเป็นเรื่องที่ ข้าพเจ้าออกจะเห็นใจคนทำโฆษณาและคนที่รับผิดชอบโฆษณาชิ้นนี้ เนื่องจากมนุษย์ในสังคมมีหลายมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ป้า มนุษย์คนรุ่นใหม่ มนุษย์เข็นผัก มนุษย์เงินเดือน มนุษย์ศิลปิน มนุษย์แม่ค้า จิปาถะ จะตัดสินว่าอะไรถูกใจมนุษย์ไหนมากกว่า ด้วยการชอบโฆษณา มากกว่า แปลว่าถูกต้องกว่าหรือ?

ขอให้ทุกมนุษย์ ในสังคมประเทศไทยนี้ ขยับ ไปข้างหน้าสักก้าว เพื่อที่ประเทศไทยจะไม่เสียเวลามาท้าทาย โต้ตอบกันให้เป็นที่รกรำคาญใจ และคับข้องใจกันเปล่าๆ

ทางที่ดีน่าจะเปิดเวที ช่วยแสดงความเห็นว่า จะโปรโมทการท่องเที่ยวประเทศไทย ในศตวรรษที่ 21อย่างไร จะดูช่วยให้มนุษย์ทั้งหลายที่ขัดแย้งกันด้วยประเด็นที่ไม่เห็นน่าจะเป็นประเด็นเหล่านี้ แสดงออกซึ่งความรักความเป็นไทยในวิถีถูกต้องยั่งยืน และเหมาะสมจะดีกว่า  ระหว่างนี้ ขอใช้เวลาประเทืองปัญญาตัวเองด้วยรูปแบบการท่องเที่ยวในฝันของประเทศไทยแบบนี้น่าจะดีกว่า

ขอวกมาเรื่องท่องเที่ยวอีกบ้าง การท่องเที่ยวแบบที่ข้าพเจ้าชอบและเห็นว่า ควรเป็นเทรนด์ของมนุษย์ท่องเที่ยว สำหรับศตวรรษ21

เหตุเกิดตรงที่ว่า เมื่อวันที่ ๑๖-๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๙ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ (workshop) โดยใช้ชื่อกิจกรรมว่า “พระนคร ๑๐๑” ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการวิจัยประวัติศาสตร์สังคมกรุงเทพฯ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยใช้ระยะเวลากว่า ๒ ปีในการศึกษา

กิจกรรมดังกล่าวเป็นการเรียนรู้และทำความเข้าใจในพื้นที่ย่านชุมชน ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีความสำคัญและมีอัตลักษณ์ ตามกลุ่มชาติพันธุ์และประวัติศาสตร์ความเป็นมาของกลุ่มชุมชน  ทั้งยังได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นตัวแทนของแต่ละย่าน รวมไปถึงกลุ่มอาชีพต่างๆ ในประเด็นของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ และเป็นการเข้าไปสัมผัสปัญหาของทั้งผู้ท่องเที่ยวและผู้ถูกท่องเที่ยว มีการลงพื้นที่ชุมชนจริง


"พระนครชวนชม" ตอน  วัดสามพระยา ชุมชนบ้านลาน


 วัดสามพระยาวรวิหาร” เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 โดยหลวงวิสุทธิ์ โยธามาตย์ (ตรุษ) ขุนนางเชื้อสายมอญ พร้อมด้วยวงศาคณาญาติได้ร่วมใจกันยกที่ดินพร้อมทั้งบ้านเรือน บริเวณเหนือปากคลองบางลำพูของขุนพรหม (สารท) ผู้เป็นน้องชาย ซึ่งเคยเป็นนายช่างร่วมควบคุมการก่อสร้างพระมณฑปพระพุทธบาทจังหวัดสระบุรี ตามพระบรมราชโอการในรัชกาลที่ 1 และได้เสียชีวิตลงด้วยไข้ป่า อุทิศถวายเป็นวัดเพื่อเป็นผลบุญและเป็นอนุสรณ์แก่ขุนพรหม (สารท) แล้วตั้งชื่อว่า วัดบางขุนพรหม” และบริเวณที่ตั้งนั้นเดิมที่เรียกว่า"บ้านลาน" เพราะตระกูลนี้ผูกขาดการค้าใบลานมาแต่เดิม จึงได้ถูกเปลี่ยนมาเรียกเป็น "บางขุนพรหม" ในเวลาต่อมา 

จนมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 วัดบางขุนพรหมแห่งนี้ได้ชำรุดทรุดโทรมลงเป็นอันมาก ด้วยสร้างมาเป็นระยะเวลายาวนาน กอรปด้วยขุนพรหม (สารท) ไม่มีทายาทสืบสกุลพระยาราชสุภาวดี (ขุนทอง), พระยาราชนิกุล (ทองคำ) และพระยาเทพอรชุน (ทองห่อ) ซึ่งเป็นบุตรของนางพวา น้องสาวคนสุดท้องของหลวงวิสุทธิโยธามาตย์ (ตรุษ) และขุนพรหม (สารท) 

        หลานทั้ง 3 คน จึงพร้อมใจกันปฏิสังขรณ์วัดบางขุนพรหมจนสำเร็จบริบูรณ์ แล้วน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โดยพระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตร เห็นว่าวัดบางขุนพรหมที่ปฏิสังขรณ์ใหม่ ก่อสร้างได้อย่างแข็งแรงงดงาม จึงโปรดเกล้าฯ รับขึ้นไว้ให้อยู่ในบัญชีรายชื่อพระอารามหลวงในปี พ.ศ.2366 พร้อมทั้งพระราชทานนามวัดใหม่ว่า "วัดสามพระยาวรวิหาร" 


   

พระวิหารทรงแบบจีน

    
       พระอุโบสถ” เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบจีน ไม่มีช่อฟ้าใบระกา เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาลดหลั่ง 2 ชั้น มุงด้วยกระเบื้องลอนเคลือบสีแบบจีน 

        กรอบหน้าบันฝังกระเบื้องเคลือบเป็นระยะๆ ลวดลายกลางหน้าบันเป็นรูปแจกันดอกไม้ พานผลไม้ คอสองของหลังคาเขียนภาพ

จิตรกรรมแบบจีน ตอนบนประดับลายปูนปั้นติดถ้วยกระเบื้องเคลือบ เชิงชายลาดหลังคาฝังถ้วยเบญจรงค์สลับกับถ้วยลายคราม ลักษณะเช่นนี้เป็นแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3
       


       ด้านซุ้มประตูหน้าต่างประดับลายปูนปั้นดอกพุดตาน ใต้กรอบล่างของหน้าต่างทำเป็นฐานสิงห์ บานประตูหน้าต่างเขียนลายรด
น้ำ ลายพันธุ์พฤกษาแบบจีน มีระเบียงยกพื้นล้อมรอบ เสาใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมตอนบน ปลายสอบเข้า มีบันไดเล็กด้านข้างทั้ง 4 ด้าน เชิงราวบันไดบันไดตั้งตุ๊กตาหินรูปสิงโตแบบจีน 


ภายในพระอุโบสถ จะเห็นสีภาพจิตกรรมฝาผนังที่สะดุดตาด้วยสีที่ฉูดฉาดสวยงาม ผนังระหว่างช่องหน้าต่างเขียนลายโต๊ะเครื่องบูชา ผนังส่วนที่หักมุมน้อยเป็นกรอบหน้าต่างเขียนสีรูปดอกและใบบัว บนหน้าต่างด้านใกล้พระประธานมีภาพเขียนสีลายดอกพุดตานและผีเสื้อ ช่วงกลางเป็นลายดอกพุดตานและค้างคาว ช่วงสุดท้ายใกล้ประตูเป็นลายนก ดอกไม้ และมังกร ส่วนที่บานประตูเขียนเป็นรูปเสี้ยวกาง

 

พระพุทธเกสร


   

บ้านจอมพลฯ ประพาส จารุเสถียร    

อาคารโรงเรียนนักธรรมแบบเก่า

 

พระวิหาร

หลวงพ่อนอน

 

พระนั่งอันศักดิ์สิทธิ์ของวัดสามพระยา

 

เครดิตภาพ http://www.manager.co.th/travel/viewnews.aspx?NewsID=9550000010664


       
      พระประธานภายในพระอุโบสถมีนามว่า พระพุทธเกสร” เป็นพระพุทธรูปปิดทองปางมารวิชัย พระพักตร์ค่อนข้างรี ขมวดพระเกศาเป็นปุ่มแหลม มีพระเกตุและพระรัศมี ชุกชีและชั้นเบญจาเป็นฐานสิงห์ ผู้คนนิยมมากราบไหว้สักการะเพื่อความเป็นมงคล ด้านเมตตามหานิยมและความรัก ด้านข้างทั้งสองขนาบด้วยพระพุทธรูปปางห้ามสมุทรมีฉัตร 5 ชั้น 
       มา วัดสามพระยา” แห่งนี้ทั้งรู้ประวัติศาสตร์และที่มาของชื่อบางขุนพรหม ชมสถาปัตยกรรมที่สวยงามสมัยรัชกาลที่ 3 แล้วยังได้อิ่มบุญสุขใจกับการไหว้พระ

“พระวิหาร” เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาลดหลั่น 2 ชั้น มุงด้วยกระเบื้อง เช่นเดียวกับพระอุโบสถ หน้าบันทรงจีนไม่มีช่อฟ้าใบระกา ลวดลายเป็นลายปูนปั้นเถาไม้ลายช่อดอกพุดตานและนก ประดับด้วยจานกระเบื้อง คอสองทำเป็นรูปฐานบัวหงาย ท้องไม้และเชิงชายลาดหลังคาติดถ้วยเบญจรงค์และถ้วยลายคราม 

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของวัดสามพระยาแห่งนี้ยังมีพระพุทธรูปนั่ง และพระพุทธรูปนอนองค์ใหญ่ให้เราได้กราบไหว้กันด้วย โดย หลวงพ่อนอน” นั้น ประดิษฐานอยู่ที่ศาลาพระนอนเป็นพระพุทธรูปไสยาสน์ปางโปรดอสุรินทราหู พระอิริยาบถนอนตะแคงขวา พระบาททั้งสองซ้อนทับเสมอกัน พระหัตถ์ซ้ายแนบไปตามพระวรกาย พระหัตถ์ขวาตั้งขึ้นรับพระเศียรและมีพระเขนย(หมอน)รองรับ 

นอกจากจะเป็นมนุษย์ท่องเที่ยวแล้ว หากมีความสงสัย อยากรู้ก็ควรจะเป็นมนุษย์นักวิจัย ลงพื้นที่ไม่พอ ก็ ค้นคว้า หาหนังสืออ่าน หาคนในพื้นที่คุยด้วย

อีกทั้งยัง เก็บข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ทำให้ได้ความสนุกสนานแบบนี้แหละขะ ชุมชนบริเวณนี้ นอกจาก ร้านลานทอง ที่เป็นร้านลานอันเป็นอัตลักษณ์จากรากเหง้าของชุมชนบ้านลาน เหลือไว้เพียงร้านเดียวแล้ว ยังมี เรื่องต้อง ว๊าว อีกอย่างคือที่นี่มีขนมหวานโบราณที่สุดอร่อยเลื่องชื่อคือข้าวต้มน้ำวุ้น แวะเวียนไปแถวนี้เมื่อใด โปรดหา ข้าวต้มน้ำวุ่นกินให้ได้เชียวนา

 

จากหนังสือ ย่านเก่า ในกรุงเทพ เล่ม 1  ปราณี กล่ำส้ม  2550

จำลอง ร้านลานทอง ในพิพิธภัณฑ์บางลำพู

 

รู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมา  พร้อมทั้งยังได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปถึงวิถีชีวิต จากผู้คนในชุมชน  เป็นประเด็นที่น่าจะช่วยให้ การท่องเที่ยวเป็นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

เป็นมนุษย์ท่องเที่ยว ยุคศตวรรษที่21..เรียนร้อัตลักษณ์ไทย ไม่ต้องเดือดร้อนทศกัณฑ์มาโชว์ แคะขนมครก

เฮ้อ กว่าจะได้เอ็นทรี่นี้ ใช้พลังมหาศาล  เอ็นทรี่หน้า อย่าพลาด พาไปรู้จัก ผู้หญิงโคมเขียว 

จากปากคำของท่านนี้  พจนา ดุริยพันธุ์ ทายาทศิลปินบ้านดุริยพันธุ์

 

โดย feng_shui

 

กลับไปที่ www.oknation.net