วันที่ อังคาร กันยายน 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คน คืน คอน ตอน12/13 มุมมอง มองจากถนน


12. มุมมอง มองจากมุมถนน

     แสงเช้าแรกส่องกระทบหลังคาเต็นท์นานแล้ว ควันไฟสีขาวบางลอยอยู่เหนือกองถ่านอย่างเฉื่อยชา นกบางตัวร้องอยู่ในดงสน ยุงหายไปหมดแล้ว ทิ้งไว้แต่ร่องรอยการต่อสู้ที่บนเนื้อหนังของเรา  เราปั่นออกจากจุดกางเต็นท์ ฝ่าหลุมทรายกลางป่า ผ่านสนริมทะเลทีละต้นทีละต้นอย่างไม่รีบร้อน ต่างจากเมื่อคืนราวฟ้ากับเหว รอบๆดงสนของแหลมตะลุมพุกเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ จึงไม่แปลกที่ที่นี้จะเป็นแหล่งซ่องสุมของกองทัพยุงมหาศาลที่เข้ามาตะลุมบอนเรา เช้านั้นเราหยุดรถหน้าร้านกาแฟกลางชุมชน ตรงหัวมุมถนน

     ตลาดกลางชุมชนแหลมตะลุมพุกจอแจแต่พองาม ที่นั้นสงบ เงียบ เรียบง่าย ผ่อนคลาย ผู้คนที่นั้นเหมือนไม่ใยดีกับการกระดิกของเข็มนาฬิกา  ช้าแต่ไม่เฉือย คล้ายสายลมที่ค่อยๆโบกโบย แทรกตัวผ่านแนวสนริมทะเลไปอย่างเชื่องช้า สายลมวันนี้ไม่หลงเหลือภาพของสายลมกราดเกรี้ยวเมื่อหลายสิบปีก่อนแม้แต่น้อย เราเลือกโต๊ะตัวที่อยู่นอกร้าน

 

      “นั่งก่อนน้อง” เป็นคำถามที่มาพร้อมกับสายตาหลายคู่จากโต๊ะกาแฟโต๊ะนั้น เมื่อรู้ว่าเราหาญกล้าไปนอนในดงสนริมทะเล “เมื่อคืนเป็นไงบ้าง น้องบ่าว” พี่บ่าวคนหนึ่งถาม

     พวกเขารู้ว่าพวกเราเข้าไปนอนในดงยุงนั้น แต่ผมก็ไม่แปลกใจเท่าไหร ก็ชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนเล็กๆ การที่มีคนแปลกหน้ามาต่างถิ่นย่อมสังเกตได้ง่าย โดยฉพาะพวกเราที่ทำตัวแปลกประหลาดปั่นจักรยานเข้าไปนอนในดงยุงนั้น

     “โห เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น ก็ไม่คิดว่ายุงมันจะมากขนาดนั้นนะพี่” ผม่สายหน้าแล้วตอบกลับไป

     “ เมื่อเดือนก่อนมีมาเที่ยวกัน2คันรถกระบะ เขาบอกว่าหนีระเบิดมาจากปัตตานี  กะจะมาเที่ยวพักผ่อนกางเต็นท์ที่นี่” ผู้ชายคนนั้นพูดต่อ “มากันเป็นครอบครัวทั้งเด็กทั้งคนโต”

     แหลมตะลุมพุกมีลักษณะเป็นแหลมทรายยาวรียื่นไปในอ่าวไทย ติดกับตอนบนของอำเภอปากพนัง แหลมตะลุมพุกฝั่งที่ติดกับทะเลด้านในมีประชากรตั้งถิ่นฐานอยู่ ส่วนด้านนอกที่ติดกับอ่าวไทยเป็นหาดทรายและดงสนสวยงามเหมาะแก่การท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามผู้ที่จะเดินทางมาค้างแรมที่แหลมตะลุมพุกควรรู้ไว้หนึ่งเรื่องคือที่นี้ยุงเยอะ

     การเดินทางมายังแหลมตะลุมพุกมาได้สองทาง ทางแรกคือทางทะเล เดินทางจากปากน้ำพนังแล้วเช่าเรือต่อมายังแหลมตะลุมพุก ใช้เวลาเดินทางราวครึ่งชั่วโมงหรือทางที่สองใช้เส้นทางนครศรีธรรมราช-ปากพนัง

     25 ตุลาคม.พศ 2505 แหลมตะลุมพุกมีผู้มาเยือนชื่อ แฮเลียต ”  เขามาด้วยความแรงระดับพายุโซนร้อน และเขามาทางทะเล!

     “เราก็บอกเขาไปแล้วว่าที่นี้ยุงเยอะ แต่เขาบอกไม่กลัว สุดท้ายคืนนั้นต้องหนีตายออกมา ไปหาที่นอนที่อื่น”  ใครบางคนในกลุ่มคุยต่อ

     สายตาของผมสำรวจร่องรอยการต่อสู้ของเมื่อคืน บางตุ่มก็คัน บางตุ่มถลอกเนื่องจากเกาแรงไปหน่อย ที่ข้อเท้าเต็มไปด้วยเม็ดผื่นแดง ข้อพับ ข้อเข่า แต่ดูเหมือนเหตุการณ์ที่ผมเจอเมื่อคืนจะเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่ชาวแหลมตะลุมพุกเคยประสบเมื่อหลายสิบปีก่อน

     บันทึกที่เล่าขานหลังเขา(พายุแฮเลียต)จากไปแล้ว บอกไว้ว่า สภาพของแหลมตะลุมพุกแทบไม่มีบ้านเรือนเหลืออยู่เลยศพมากมายลอยเกลื่อนน้ำ แทบจะหาผืนดินฝังศพไม่ได้ เล่ากันว่าหลุมศพ1หลุมต้องฝังศพประมาณ6-7 ศพ โดยมีการฝังรวมกันที่ปลายแหลมชั่วระยะหนึ่ง ก่อนจะขุดศพเหล่านั้นขึ้นมาทำพิธีทางศาสนาอีกครั้งในภายหลัง ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตทั้งภาคใต้รวม911คน บาดเจ็บ252คน สูญหาย142 คน มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทย

     “ อุตส่าห์หนีระเบิดมาจากปัตตานี จะมาพักผ่อน  สุดท้ายเจอยุงอยู่ไม่ได้อีก ต้องย้ายที่นอนหนีกันในคืนนั้นเลย น้องบ่าว2คนนี้เก่งนะรอดมาได้” ผมแต่ก็ยิ้มได้ในใจ

     รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นทหารที่รอดตายจากสงคราม

     “วันหลังถ้ามาอีกไม่ต้องไปนอนข้างในนั้นให้ลำบากหรอก หานอนแถวนี้ก็ได้ยุงน้อยกว่าเยอะ” พี่ชายคนเดิมแนะนำ

     “ยุงแถวนี้มันเป็นพวกยุงรำคาญ ไม่ใช่ยุงลาย ไม่มีเชื้อมาลาเรีย สบายใจได้”เขาพูดต่อ

     พายุและน้ำทะเลที่ถาโถมเมื่อหลายปีที่แล้ว  อาจคร่าชีวิตผู้คนที่นี่ให้ล้มหายแทบสูญพันธุ์ หากแต่มิอาจคร่าน้ำใจที่มีต่อคนนอกผู้มาเยือนให้สูญสิ้น

     หลังพูดคุยกับพี่ๆที่โต๊ะดังกล่าว เราขอตัวมานั่งกินกาแฟที่โต๊ะหน้าร้านกาแฟ ในตำแหน่งที่อยู่ตรงหัวมุมถนนพอดี อาคารไม้หลังคาสังกะสีขนาบสองข้างของถนนเก่าบ้างใหม่บ้าง ฝั่งตรงข้ามของร้านกาแฟเป็นตลาดสดเล็กๆของชุมชน เรียงรายไปด้วยร้านค้าและรถเข็นขายอาหารเยอะแยะ ยามเช้าผู้คนต่างออกมาจับจ่ายอาหารกันที่ตลาด เด็กหลายคนวิ่งเล่นริมถนน เสียงแตรรถ ใครบางคนตะโกนทักทายคนรู้จัก แม่ค้าร้องเรียกลูกค้าขาประจำ

     อาคารไม้หลังคาสังกะสีที่ปลูกติดกันเป็นแถว ทุกอย่างในชุมชนแห่งนี้ไม่ต้องมีการจัดฉากเสแสร้งเรียกลูกค้า หน้าร้านค้าไม่ต้องจัดแต่งให้ดูสวยงาม สิ่งของที่อยู่ในนั้นเก่าแก่ตามอายุการใช้งานของเจ้าที่ตกทอดกันมา โดยไม่ต้องจัดทำให้ดูเก่า ไม่ต้องเอาของใหม่มาทำให้เก่า หรือเอาของเก่าที่อื่นมาเก่าต่อที่นี้ วิถี ย่าน บ้านและชุมชนที่นี้คือของจริงอย่างที่มันเป็น มีเสน่ห์และสวยงามตามสภาพของมันเอง น่าดูน่ามองกว่าแหล่งท่องเที่ยวดังๆที่อื่นเยอะแยะ หน้าร้านในตลาดที่นี้ไม่ต้องปรุงแต่งใดๆ จากหัวมุมถนน ผมนั่งมองแม่คนหนึ่งปั่นจักรยานชาลีผ่านเราไปโดยมีเด็กน้อยนั่งซ้อนท้าย เด็กชายกอดเอวแม่ไว้แน่น ผมมองตามไปจนสุดตา

     อาจเพราะด้วยตำแหน่งโต๊ะที่เรานั่งกินกาแฟ รวมถึงจักรยานของเราที่จอดริมถนนค่อนข้างเป็นจุดที่สังเกตเห็นได้ง่ายของผู้คนในชุมชน การมาของคนแปลกหน้าจึงไม่อาจหลุดพ้นจากสายตาของผู้คนในตลาดแห่งนี้ เสียงเชื้อเชิญจากคนท้องถิ่นซึ่งมีต่อคนแปลกหน้า คล้ายเสียงเรียกลูกค้าจากร้านสะดวกซื้อ รถเข็นหลายคันตรงหน้าไม่ต่างอะไรจากเคาน์เตอร์เซอร์วิสที่รอจะให้บริการเรา 

     แม่คนเดิมปั่นจักรยานมาจอดหน้าร้านขายขนม เธอซื้อขนมให้ลูกชาย

     ฝั่งตรงข้ามของร้านกาแฟคือรถเข็นขายอาหารจำพวกแกงต่างๆ ในตอนแรกเราตั้งใจจะเดินไปหาซื้อข้าวราดแกงที่รถเข็นคันนั้น แต่รถเข็นของป้าขายเฉพาะแกงอย่างเดียวไม่มีข้าวขาย เดือดร้อนป้าคนขายต้องเดินไปหาข้าวเปล่าในตลาดสดมาให้เรา เมื่อข้าวราดแกงจานแรกหมดลง ผมนึกอยากกินขนมจีนจึงเดินไปถามป้าคนเดิมถึงร้านที่ขายขนมจีน เดือดร้อนป้าต้องเดินไปบอกคนขายขนมจีนให้เราอีก หลังทานข้าวและขนมจีนเสร็จ ผมจ่ายเงินครั้งเดียวที่ป้าขายแกงคนนั้น

     One Stop Service  ผมคิดในใจเมื่อปั่นออกจากย่านชุมชน น้ำใจที่มีต่อคนต่างถิ่น หาได้สะดวกดุจดังสินค้าในร้านสะดวกซื้อ บิลเงินสดนะเหรอไม่มีหรอก ของอย่างนี้เขาให้กันฟรีๆ

     บนถนนที่ออกจากตลาด แม่คนเดิมยังปั่นจักรยานชาลีโดยมีลูกชายซ้อนท้าย เด็กชายยังกอดเอวแม่เหมือนเดิม เราปั่นจักรยานแซงเธอไป ผมคิดว่าเธอคงต้องปั่นไปกลับอีกหลายรอบ                                                

……………………………………..

โดย นพพลroadside

 

กลับไปที่ www.oknation.net