วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไหน ๆ ก็มีวันเกษียณอายุราชการแล้ว รัฐบาลน่าจะกำหนดให้มีวันเริ่มรับราชการด้วย


วันศุกร์ที่แล้ว ตรงกับวันที่ 30 กันยายน 2559 เป็นวันสุดท้ายของบรรดาผู้รับราชการในทุกกรมทุกกระทรวง เพราะวันนั้น ถูกกำหนดให้เป็นวันเกษียณอายุราชการ

บางคนเกษียณอายุราชการอย่างมีความสุข เพราะไม่มีภาระหนี้สินให้ต้องชดใช้ แต่หลายคนกลับมีความทุกข์เพิ่มขึ้นเพราะหนี้สินยังใช้ไม่หมด และเกษียณแล้ว ไม่รู้จะไปกู้เงินจากใครได้อีก ฯลฯ

นักหนังสือพิมพ์อาวุโส และคอลัมนิสต์ที่มีสถานะเป็นอาจารย์ต่างก็เขียนและพูดให้สติข้าราชการที่เกษียณในวันนั้นหลายมิติ บ้างก็แนะว่า มีเวลาแล้ว เที่ยวให้ทั่วไปในที่อยากไปเพื่อพักสมอง

บ้างก็แนะนำให้คนเกษียณเข้าวัดทำบุญใจจะได้เป็นสุข และที่แนะนำว่า อย่าเอาเงินที่เก็บหอมรอบริบมาตลอดชีวิตราชการไปลงทุนทำอะไรนะ เจ้งขึ้นมาแล้วจะเสียใจ.. ก็มี

ผมนั่งฟังนั่งอ่านความปรารถนาดีเหล่านั้นแล้ว ล้วนเป็นคำแนะนำที่แสดงความหวังดีต่อผู้สูงวัย ที่บางคนไม่น่าจะต้องให้ใครมาสอนในตอนเฒ่าชะแรแก่ชราเลยนะครับ

ด้วยเหตุนั้น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เรามีวันหมดอายุราชการ แต่เราไม่ยักมีวันเริ่มต้นอายุราชการที่กำหนดว่า ทุกกรมทุกกระทรวง ประกาศบรรจุข้าราชการใหม่เข้าทำงานพร้อมกันในวันใดวันหนึ่ง

แต่ในระบบราชการไทย ปล่อยเสรีคือส่วนราชการไหนขาดคน หรือต้องการเพิ่มคนในตำแหน่งไหน ก็ประกาศรับผ่านสื่อมวลชน(พอเป็นพิธี) แล้วก็จัดสอบบรรจุเข้าทำงาน หน่วยใครหน่วยมัน…

คนทำงานในระบบราชการไทยทุกแห่ง จึงมีคละกันทั้งคนใหม่ คนกลางเก่ากลางใหม่ และคนเก่า ที่เมื่อเข้าไปอยู่รวมกันแล้วคนเก่าก็ “ถ่ายทอดวัฒนธรรมองค์กร” ให้แก่คนใหม่ – สืบทอดไปเรื่อย ๆ

หน่วยงานไหน มีผู้บังคับบัญชาดี ขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์สุจริต อดออม ก็จะถ่ายทอดให้ผู้ตามคือลูกน้องในฝ่ายหรือแผนกต่าง ๆ “เอาอย่าง” คือ เสียสละ ขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์สุจริต อดออมตามไปด้วย

หรือ หน่วยงานไหน มีวัฒนธรรมองค์กรที่ “ผู้นำ” คดโกงแผ่นดิน เขาก็จะวางระบบเอาไว้ให้ทุกคนทำตาม ชนิดที่คนรุ่นใหม่ไม่กล้าแตกแถว หรือกล้า “รื้อฟื้น” เรื่องเก่า ๆ ของผู้บังคับบัญชาขึ้นมาให้สังคมได้รับรู้

ทั้งนี้เพราะระบบราชการ ไม่ได้กำหนดให้การบรรจุเข้ารับราชการในกรมหรือกระทรวงต่าง ๆ เกิดขึ้นพร้อมกัน เหมือนวันเกษียณอายุราชการ ที่ต้องเป็น วันที่ 30 กันยายนของทุกปี

ผมเขียนเรื่องนี้ เพราะผมอยากให้การเริ่มต้นชีวิตใหม่ของ ข้าราชการชั้นผู้น้อย ของไทยมีระบบหรือมีระเบียบมากขึ้น เช่นหลังผ่านการสอบทุกขั้นตอนแล้วควรบรรจุพร้อมกัน และควรจัดให้มี ปฐมนิเทศข้าราชการใหม่

เพื่อให้ข้าราชการทุกคนที่เริ่มรับราชการในตำแหน่งต่าง ๆ ในวันเดียว ได้มีโอกาสรับทราบถึง กฎและระเบียบการปฏิบัติของทางราชการว่า อะไรควรทำ และอะไรไม่ควรทำ

เป็นการสอนให้ข้าราชการใหม่ รู้จัก คำว่าธรรมาภิบาล คำว่าคุณธรรม จริยธรรม และที่สำคัญรู้จัก “การวางแผนทางการเงิน” สำหรับอนาคตของตัวเอง ไปจนถึงครอบครัวที่จะต้องมี

ซึ่งในการปฐมนิเทศข้าราชการใหม่นั้น ส่วนราชการควรเชิญอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละด้านไปบรรยายให้ความรู้ข้าราชการใหม่ เหมือนที่มูลนิธิบุคคลพอเพียง ดำเนินการมาแล้ว

นั่นคือ เชิญผู้ทรงคุณด้านการวางแผนทางการเงิน อย่าง ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ วิทยากรจากมูลนิธิยุวสถิรคุณ ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไปบรรยายให้ผู้เข้ารับการอบรมผู้นำแห่งยุคฯที่เพิ่งจบหลักสูตรไป

ผมเคยฟังการบรรยายเกี่ยวกับการวางแผนทางการเงิน ของ ดร.อัจฉนา ว่าควรทำบัญชีครัวเรือนอย่างไรแล้วประทับใจมาก เพราะท่านพูดเรื่องที่ควรจะน่าเบื่อ ได้อย่างน่าฟังตลอดวันเศษ ๆ ครับ

ผมอยากให้ข้าราชการรุ่นใหม่ที่เริ่มรับราชการด้วยเงิน 15,000 บาท รู้จักการบริหารจัดการกับรายได้ก้อนนั้นว่า ทำอย่างไรจะใช้ให้พอ และมีเหลือเก็บสะสมไว้ใช้ในยากเกษียณอายุราชการ

แค่วลีที่ว่า “เก็บให้พอ… ที่เหลือใช้ให้หมด” ก็ชวนคิดแล้วว่าทำไม ดร.อัจฉรา จึงแนะนำ วิธีเก็บเงินสวนกับคำสอนในอดีตที่ว่า “ใช้ให้พอ… แล้วเหลือเก็บไว้บ้าง” แล้วละครับ

หากข้าราชการที่เริ่มทำงานทุกคนมีโอกาสได้ฟังคำบรรยายจาก ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ เกี่ยวกับการวางแผนทางการเงินพร้อม ๆ กัน แล้วนำไปคิดว่าจะปฏิบัติตามได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อถึงวันเกษียณอายุราชการของพวกเขาจะเป็นคนที่เกษียณอายุราชการอย่างมีความสุขมาก เพราะไม่มี “หนี้” มารอ

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงคิดว่ารัฐบาลน่าจะกำหนดให้มีวันเริ่มรับราชการขึ้น แล้วจัดให้มีการปฐมนิเทศข้าราชการใหม่พร้อม ๆ กัน เพื่อให้ทุกคนเตรียมพร้อมที่จะเป็นข้าราชการที่ดี และเป็นพลเมืองดีของประเทศไงครับ !

 

 

โดย ภาณุมาศ_ทักษณา

 

กลับไปที่ www.oknation.net