วันที่ อังคาร ตุลาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ท่องอิหร่าน...สัมผัสมนตราเปอร์เซีย @ จัตุรัสอิหม่าม เมืองครึ่งโลก...อิสฟาฮาน


หลายท่านอาจเข้าใจว่าอิหร่านเป็นประเทศปิด นึกกลัว ด้วยนึกถึงสถานการณ์สู้รบของเพื่อนบ้านเรือนเคียง
ในข้อเท็จจริง อิหร่านยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีความเจริญไม่แพ้ชาติอื่นๆในโลกยุคใหม่ใบนี้
แม้โดนคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากสหรัฐและอียูมาหลายปี (เพิ่งยกเลิกเมื่อต้นปี 2559 ที่ผ่านมานี้เอง)

ประเทศนี้.....เป็นเสมือนยอดมงกุฎเพชรที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผืนพรมอันมีเสน่ห์แห่งอดีตอาณาจักรเปอร์เซีย
นอกจากรุ่มรวยมรดกวัฒนธรรม งามล้ำสถาปัตยกรรม ผู้คนก็เปี่ยมมิตรไมตรี อาหารก็อร่อยเลิศรสอีกต่างหาก

วัฒนธรรมอิหร่านเป็นวัฒนธรรมผสมผสานกันอย่างลงตัว ระหว่างยุคก่อนอิสลามและยุคอิสลาม
มีความโดดเด่นในตะวันออกกลางและในเอเชียกลาง เจริญรุ่งเรืองมายาวนานกว่าสองพันปี
โดยเฉพาะยุคซาสซานิยะห์/แซสซานิด (Sassanid Empire) ช่วงปี ค.ศ. 224-651
ถือเป็นหนึ่งในจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ของเปอร์เซีย และเป็นจักวรรดิสุดท้ายก่อนการเข้ามาของศาสนาอิสลาม

ยุคนี้นี่เองที่เกิดการผสมผสานกันระหว่างวัฒนธรรมเปอร์เซีย โรมัน อินเดีย และจีน เข้าไว้ด้วยกัน
มีอิทธิพลต่อทั้งยุโรปตะวันตกและแอฟริกา ก่อให้เกิดศิลปะยุคกลางทั้งในเอเชียและแอฟริกา
และได้ถูกยกยอดให้เป็นวัฒนธรรมอิสลาม จุดกำเนิดแหล่งเรียนรู้แบบอิสลามที่วิทยาการมากมายหลายแขนง
เช่น ภาษาศาสตร์, วรรณคดี ,นิติศาสตร์, ปรัชญา, การแพทย์ ,สถาปัตยกรรม และวิทยาศาสตร์ ฯลฯ

ในที่สุด ความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมอิสลามในเปอร์เซีย ได้ขยายเผยแพร่ไปสู่โลกมุสลิมทั่วไป

วัฒนธรรมอิสลามได้แทรกซึมเข้าสู่วัฒนธรรมเปอร์เซียของอิหร่านมาช้านานและอย่างแพร่หลาย
วิถีของชาวอิหร่านจนถึงปัจจุบัน ยังคงยึดมั่นอยู่กับศาสนาอิสลาม นิกายชีอะห์ ในรูปแบบความเป็นเปอร์เซีย
ที่ยังคอยย้ำเตือนให้ชาวอิหร่าน ระลึกถึงประเพณี และวัฒนธรรมอันรุ่งเรืองของบรรพชนแต่ครั้งอดีต
ไม่ว่าประเทศจะปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ (ชีค) หรือเป็นสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านอย่างในขณะนี้ก็ตาม

คนอิหร่านส่วนใหญ่เป็นชาวเปอร์เซีย ใช้ภาษาเปอร์เซียที่มาจากคำว่า ฟาร์ซี ซึ่งเป็นชื่อเมืองๆ หนึ่ง
สินค้าส่งออกที่สำคัญของอิหร่านคือ น้ำมัน สามารถส่งออกถึงร้อยละ 85 ของน้ำมันที่ผลิตได้
รวมไปถึง ผลไม้แห้ง, ถั่ว,เครื่องเทศ,ชา, งานฝีมือhandicraft ,พรมเปอร์เซีย และไข่คาเวียร์ เป็นต้น

@อีกครั้งกับสายการบินแห่งชาติ Thaiairways ที่นำคนไทยเดินทางย้อนเวลากลับไป 4,000 ปี
เพื่อสัมผัสอาณาจักรเปอร์เซีย มนต์ขลังอารยธรรมเก่าแก่ของโลก ดินแดนแห่งศาสตร์และศิลป์ยุคโบราณ

ไฟล์ TG527 พานักท่องเที่ยวไทยและอิหร่านบางส่วน มุ่งหน้าสู่กรุงเตหะรานชนิดเต็มลำ เมื่อ 1 ต.ต.59
ถือเป็นเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของการบินไทยที่กลับมาเปิดอีกครั้งสำหรับ route กรุงเทพฯ-เตหะราน
ขอขอบคุณการบินไทยที่กรุณาให้เกียรติ เชิญร่วมทริป สัมผัสมนตรา มหาอาณาจักรเปอร์เซีย
ท่อง 2 เมืองอู่อารยธรรมของประเทศอิหร่าน ทั้งกรุงเตหะราน และเมืองอารยธรรม อิสฟาฮาน

ผมเดินทางพร้อมกับบล็อกเกอร์อีก 4 ท่านในทริปนี้ เที่ยวเอง ,ชายสามหยด ,เอ็มพาบิน และ Travelista นักเดินทาง
มีน้องด้าย สต๊าฟการบินไทย  คอยดูแลและอำนวยความสะดวกให้เป็นอย่างดี ต้องขอบคุณมากๆครับ
#TGTehran #Thaiairways #Tehranfirstflight

Photo : www.uppersia.com/iran-travel-information/iran-map.html

จากสนามบินสุวรรณภูมิถึงท่าอากาศยานอิหม่ามโคไมนีในเมืองเตหะราน ใช้เวลาประมาณ 6-7 ชั่วโมง
สนามบินนานาชาติแห่งนี้ อยู่ห่างจากกรุงเตหะราน 60 กิโลเมตร (เริ่มสร้างตั้งแต่สมัยชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี)

ขอแนะนำให้ทำ Tourist visa กันมาจากเมืองไทยเราเลยครับ (ถ้าไปกับบ.ทัวร์ เขาจัดการให้)
หรือถ้าไปเที่ยวกันเอง จะไปใช้บริการ Visa on arrival ที่สนามบินอิหม่ามโคไมนี ก็ได้
แต่วิธีหลัง ถ้ามีคนไปทำวีซ่าพร้อมกันเป็นหมู่คณะจำนวนมาก อาจเสียเวลานานพอสมควร (ถ้าไม่กี่คนก็เสร็จเร็ว)

ป.ล. ก่อนลงเครื่องบิน สุภาพสตรีต้องนำผ้ามาคลุมผม (ฮิญาบ ) ให้เรียบร้อยตามระเบียบของอิหร่านครับ
ขอให้คลุมผมจากศีรษะลงมาถึงคอเป็นใช้ได้ ใส่เสื้อแขนยาวถึงข้อมือ ไม่เปิดอก ใส่รองเท้าผ้าใบปิดเท้าไว้

การปฏิบัติตามกฎกติกาของสังคมนั้น ๆ ถือเป็นการให้เกียรติเจ้าของประเทศและคนที่นั่นด้วยนะ..ว่ากันตามตรงนะ

มื้อเช้ามืด..."ไข่ต้มกับเนย"  รองท้องขณะนั่งรถไปสนามบินเมห์ราบัด  เพื่อขึ้นเครื่อง มุ่งหน้าสู่อิสฟาฮาน

เรานอนพักกันโรงแรมที่เตหะราน 1 คืน วันรุ่งขึ้นมีโปรแกรมไปเที่ยวที่เมืองอิสฟาฮานกันเลยทีเดียว
จึงต้องตื่นกันตั้งแต่เช้ามืดมากๆ เพื่อขึ้นรถไปยังสนามบินเมห์ราบัด ในเมืองเตหะราน เป็นสนามบินในประเทศ
ไปให้ทันไฟลท์อิสฟาฮานที่เปิดบินตั้งแต่เช้าตรู่ เผื่อเวลาไว้เยอะๆครับ เที่ยวบินมีชาวอิหร่านโดยสารไปพอสมคาร

สนามบินแห่งนี้ มี 4 เทอร์มินัล เลือกเทอร์มินัลที่ไปฮิสฟาฮาน ต้องเช็ครายละเอียดให้ดีๆนะครับ กันพลาด
นั่งเครื่องบินไปชั่วโมงเศษๆ เรียกว่ายังไม่ก้นร้อนก็ถึงเมืองเป้าหมายกันเสียแล้ว ถ้านั่งรถไปไม่ต่ำกว่า 6-7 ชม.
บนไฟลท์มีเสิร์ฟอาหารเช้าด้วย แนะนำให้รับจัดการซะ เพราะอีกชั่วครู่ สาวแอร์ตาคมจะมาเตือนว่าใกล้แลนดิ้งแล้ว

อิหร่าน แอร์ เจากเตระหาน หินฟ้าพาเราไปชมความงามเมืองอิสฟาฮาน

นกเหล็กพาเราเหินฟ้าจากเตหะราน เมืองหลวง ในราว 1 ชั่วโมงเศษๆ เพื่อมาสัมผัสครึ่งโลกที่เมือง"อิสฟาฮาน"
ฟาห์นุด ไกด์ท้องถิ่น ผู้สำเร็จการศึกษาด้านท่องเที่ยว จากมหาวิทยาลัยอิสฟาฮาน บอกกับพวกเราว่า
"Esfahan nesf-e- jahan ast " (Isfahan is half of the world)

สัมผัส "ครึ่งโลกที่เมืองอิสฟาฮาน"เป็นถ้อยคำในภาษาเปอร์เซียที่ยกย่องเมือง"อิสฟาฮาน" อันเลื่องลือระบือไกล

ความหมายคือ เพียงมาเยือนอิสฟาฮานเมืองเดียว ก็ซาบซึ้งถึงความเป็น"เปอร์เซีย"ไปครึ่งหนึ่งโลกแล้วนั่นเอง
เป็นคำพรรณาที่มีเสน่ห์ลุ่มลึก ชวนลุ่มหลง ทำให้เห็นภาพ "อิสฟาฮาน" ได้ชัดเจนในแทบจะทุกมิติ
ไม่ใช่คำพูดโก้เก๋ หรือเกินความจริงแต่อย่างใด ...หากคุณได้มาสัมผัส มาท่องรอยอารยธรรมของดินแดนนี้

ใครมาอิหร่าน ต้องห้ามพลาด "อิสฟาฮาน" อู่อารยธรรมแห่งหนึ่งของโลก เมืองที่มี "มัสยิดสวยที่สุดในโลก"
โดยเฉพาะจัตุรัสอิหม่าม (Imam Square) มีสถานที่สำคัญยุคประวัติศาสต์รวมกันไว้ด้วยกันถึงสี่แห่งสี่มุม

สนามบินในประเทศ เมืองอิสฟาฮาน (ที่ 2 จากซ้าย นั่น ไม่ใช่ใคร บล็อกเกอร์ชายสามหยด)

เมืองอิสฟาฮานนั้น มีอายุเก่าแก่มากกว่า 1,800 ปี ห่างจากเตหะรานทางทิศใต้ราว 340 กม. มีประชากร 5 ล้านคน
เป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอิหร่าน รองจากเตหะรานและมัชฮัด ได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วย
เคยเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก เจริญรุ่งเรืองใน ค.ศ. 1050 ถึง 1722 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 16
เนื่องจากสมัยชาห์อับบาสที่ 1 แห่งราชวงศ์ซาฟาวิยะห์ ได้ย้ายเมืองหลวงจากตอนเหนือ มาอยู่ที่อิสฟาฮาน
กระเบื้องสีน้ำเงินเทอร์คอยส์ที่สวยงาม เป็นมรดกตกทอดมาจากราชวงศ์เซลจุค และซาฟาวิด

คำว่า"อิสฟาฮาน" เพี้ยนมาจากคำว่า Hispahan มีความหมายว่าเปอร์เซียเก่า (Old Persia)
หลังจากตระเวนท่องเมืองนี้ ยอมรับเลยว่า เป็นเมืองที่มีระเบียบ สวยงาม ถนนหนทางเต็มไปด้วยร่มไม้เขียวขจี

 

สิ่งที่อิสฟาฮานแตกต่างไปจากเตหะราน คือ ที่นี่ไม่ค่อยมีอาคารสูง และรถราไม่ติดมาก เหมือนที่เตหะราน

นอกจากนี้ อิสฟาฮาน ยังมีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเปอร์เซีย ครั้งที่ 2 สมัยชาห์อับบาสที่ 1
หลังจากในครั้งแรก เมืองนี้เคยเป็นเมืองหลวงในสมัยราชวงศ์อับบาสิด (Abbasid Dynasty) มาก่อน
ซึ่งเป็นราชวงศ์อาหรับที่มีอำนาจขึ้นปกครองอาณาจักรเปอร์เซีย ช่วงที่ศาสนาอิสลามได้แพร่เข้าสู่อาณาจักรนี้

ตรงใจกลางเมืองนั้น เป็นที่ตั้งของจตุรัสอันเก่าแก่แต่ยังมีชีวิต ที่ว่ากันว่าใหญ่ที่สุดและสวยที่สุดในโลกอิสลาม
สถาปัตยกรรมหลายแห่งภายในจัตุรัสอิหม่าม แสดงถึงโดดเด่นด้านวัฒนธรรมอิหร่านและโลกอิสลาม

อิสฟาฮานขึ้นชื่อว่ามีความเจริญรุ่งเรืองจนได้รับฉายาว่าเป็นเมืองที่รวมทุกสิ่งไว้ถึงครึ่งหนึ่งของโลก

แท็กซี่เมืองอิสฟาฮาน พอรู้ว่าคนไทยมาเที่ยวที่นี่ ก็นำแอปเปิ้ลท้องถิ่นมาให้ชิม...ขอบคุณครับ

เดิมทีนั้น ชนชาวในอาณาจักรเปอร์เซีย นับถือศาสนาโซโรแอสเตอร์ และศาสนาอื่นๆ มาก่อน
ต่อมา เมื่อชาวอาหรับนำโดยท่านรอชิดีน (Rashidun)ได้พิชิตอาณาจักรเปอร์เซียเมื่อปี ค.ศ. 642
ทำให้เกิดการสร้างมัสยิดของศาสนาอิสลามขึ้นในเปอร์เซีย โดยมีลักษณะคล้ายมัสยิดแบบอาหรับในยุคต้น

ในสมัยราชวงศ์เซลจุค ที่เจริญรุ่งเรืองเป็นจักวรรดิใหญ่ในระหว่าง ค.ศ. 1040-1194
ได้ออกแบบมัสยิดทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีกำแพงล้อมลานตรงกลางทั้งสี่ด้าน กึ่งกลางของกำแพงแต่ละด้าน
มีประตูทางเข้าขนาดใหญ่เรียกว่า "อิวาน" (Iwan)ซึ่งเป็นประตูรูปช่องโค้งในกรอบสี่เหลี่ยมลึกเข้าไปในผนังหนา
ดังนั้น จึงเรียกแผนผังที่มีอิวานทั้ง 4 ด้านนี้ว่าผังแบบ “สี่อิวาน” (Four-Iwan Plan)

ตัวอาคารมีโดมคลุมเหนือตำแหน่งของมิห์รอบ (จุดกำหนดชุมทิศ) ที่เป็นรูปช่องโค้งยอดแหลม
การตกแต่งทั้งภายใน-ภายนอกมัสยิด เน้นนำอิฐและกระเบื้องเคลือบ เขียนลายพรรณพฤกษา ประดับเต็มพื้นผิวมัสยิด

@ จัตุรัสอิหม่าม Imam Square/Shah Square

จัตุรัสอิหม่าม มีความกว้าง 165 เมตร ยาวถึง 500 เมตร รวมเนื้อที่ราว 80,000 กว่าตารางเมตร
แรกเริ่มเดิมทีนั้น ถูกใช้เพื่อเป็นสนามแข่งโปโล สร้างขึ้นในสมัยชาห์อับบาสที่ 1 เมื่อปี ค.ศ. 1612

(ไกด์ท้องถิ่นให้ข้อมูลว่า โปโลเริ่มต้นที่นี่ ไม่ใช่อังกฤษ แต่เมื่ออังกฤษเข้ามาปกครอง จึงนำไปเป็นกีฬาประจำชาติ)

ตอนสร้างเสร็จใช้ชื่อ Shah Square เพิ่งมาเปลี่ยนชื่อใหม่เมื่ออิหร่านเปลี่ยนมาเป็นสาธารณรัฐอิสลาม
ด้านตะวันตก เป็นวังกษัตริย์ในยุคราชวงศ์ซาฟาวิด ชื่อว่า พระราชวังอะลีคาปู (Ali Qapu Palace)
ฝั่งตรงข้ามวัง คือมัสยิดสำหรับกษัตริย์และราชวงศ์ มัสยิดชีค ล็อตฟุลเลาะห์ (Sheikh Lotfallah)

อีกฝั่งตอนเหนือ เป็นประตู "Keisaria" ที่เปิดเข้าสู่ Grand Bazaar ย่านการค้าของเมือง
เป็นยอดอัญมณีแห่งโลกมุสลิมที่ผนวกรวมแนวคิด ปรัชญา ศิลปะ และสถาปัตยกรรม ไว้ในสถานที่เดียวกัน

ปัจจุบัน จัตุรัสอิหม่าม เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมีเอกลักษณ์โดดเด่น
ที่นี่ถือเป็นศูนย์กลางของเมือง ล้อมรอบด้วยอาคาร 2 ชั้น ที่กลายมาเป็นร้านค้า มีสินค้าท้องถิ่นมากมายวางจำหน่าย

@ มัสยิดอิหม่าม Imam Mosque/ Shah Mosque

เป็นสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หนึ่งในสุดยอดศิลปะแบบฉบับเปอร์เซีย
สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1612 สมัยชาห์ อับบาสที่ 1 และเสร็จสมบูรณ์ในอีก 18 ปีต่อมา
มีโดมขนาดใหญ่ 2 ชั้น ชั้นนอกสูง 54 เมตร ชั้นในสูง 38 เมตร มีเสามินาเรต (หอคอย) สูง 42 เมตร

 

คลิป...มัสยิดอิหม่าม Imam Mosque/ Shah Mosque 

ความงดงามนั้นไม่ต้องพูดถึง ถือว่าวิจิตรตระการตา ถือเป็นองค์ประกอบด้านสถาปัตย์สวยงามที่สุดในอิหร่าน
โดยเฉพาอย่างยิ่งโดมประธานขนาดมหึมา ที่สร้างคร่อมเป็นสองชั้นขนานกันตลอดทุกตารางนิ้ว
มีผลต่อการระบายอากาศและการกระจายเสียงผู้นำสวดให้แผ่ออกไปได้ยินชัดเจนทุกซอกทุกมุม

งานปูกระเบื้องโมเสค 7 สี ก็มีลวดลายวิจิตรประณีต เส้นสายนุ่มนวลละเอียดละออ เปี่ยมสีสัน
นับเป็นหนึ่งในมัสยิดที่มีความยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุดของโลกอิสลามเลยทีเดียว

ปีค.ศ.1598 ครั้งที่ชาห์ อับบาสที่ 1 ตัดสินใจย้ายเมืองหลวงจากตอนเหนือมาอยู่ที่อิสฟาฮานั้น
พระองค์ต้องการสร้างสิ่งปลูกสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเปอร์เซีย เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์
เหนือสิ่งอื่นใด สถาปัตยกรรมนี้ ต้องสะท้อนถึง"ฐานอำนาจ 3 ประการ" ของพระองค์เองด้วย ได้แก่

1. อำนาจของผู้เผยแผ่ศาสนา ซึ่งตัวแทนนี้ คือ มัสยิดชาห์ (Shah Mosque)
2. อำนาจทางการค้า สัญลักษณ์แทนได้แก่ ตลาด Imperial Bazaar
3. อำนาจของพระองค์เองในฐานะกษัตริย์ นั่นคือ พระราชวังอะลีคาปู

เป้าหมายอีกประการของการสร้างมัสยิดชาห์นั้น "ชาห์ อับบาสที่ 1"
ประสงค์ที่จะให้มัสยิดใหม่เข้ามาแทนที่มัสยิดดั้งเดิม Jameh Mosque เพื่อใช้สวดมนต์ในวันศุกร์

Dome of the Imam Mosque

หนึ่งในโดมของมัสยิดที่มีความยิ่งใหญ่ และสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
โดมมัสยิดสีฟ้าในเมืองอิสฟาฮาน โมเสครูปทรงเรขาคณิตที่ติดทั่วทั้งโดม สูง 119 ฟุต มี 7 เฉดสี
ตัวโดมได้รับการตกแต่งด้วยโมเสคสีเหลืองและสีแดง โดยเฉพาะผนังโดมภายในห้องโถงกลางงดงามมาก
แต่จนใจเหลือเกิน ไม่รู้ว่าจะบันทึกภาพให้สวยงามดั่งที่สองตาเห็นได้อย่างไรกัน

ความพิเศษอีกประการของมัสยิดอิหม่าม คือ เมื่อโดนแสงแดด ยอดโดมจะส่องประกายดุจแสงหินเทอร์ควอยส์
สามารถมองเห็นได้ไกลเป็นไมล์ๆ โดยกองคาราวานที่สัญจรไปตามเส้นทางสายไหมผ่านเมืองฟาร์ซี (Persi)

 การเรียงลายพรรณพฤกษา บริเวณใต้โดมของมัสยิดอิหม่าม 

งานศิลปกรรมของชาวอาหรับมีความผูกพันแนบแน่นกับศาสนาอิสลาม
องค์ประกอบสำคัญของงานศิลป์อาหรับ มีลักษณะเด่น 3 ประการด้วยกัน
คือ อักษรวิจิตร(Calligraphy),มีลวดลายดอกไม้ (arabesque)
และมีลวดลายเรขาคณิต (Geometric Design)

ลวดลายทั้งหมดล้วนมีความหมาย และมีที่มาในตัวเอง แสดงออกถึงสุนทรียภาพทางอารมณ์ของมุสลิม
สามารถพบเห็นได้มากจากงานจิตกรรมฝาผนัง งานสถาปัตยกรรม ไปจนถึงภาชนะ พรม และหนังสือ

จนถึงทุกวันนี้ มัสยิดอิหม่าม ยังถูกใช้เป็นมัสยิดสำหรับการละหมาดร่วมกันในวันศุกร์

@ มัสยิดชีค ล็อตฟุลเลาะห์ (Sheikh Lotfallah)

สร้างโดยชาห์ อับบาสที่ 1 เช่นเดียวกัน ใช้เป็นมัสยิดส่วนพระองค์และราชวงศ์เท่านั้น
แม้จะมีขนาดเล็กกว่ามัสยิดในบริเวณใกล้เคียง แต่ก็มีรูปทรงสัดส่วนทางสถาปัตยกรรมที่งดงาม
โดยเฉพาะตัวโดม ถือได้ว่างดงามที่สุดในประเทศ ออกแบบทั้งภายในและภายนอกอย่างสวยงามวิจิตรตระการตา
ประดับประดาด้วยกระเบื้องเคลือบ สีสันสวยงามตามแบบศิลปะเปอร์เซีย เป็นมัสยิดเฉพาะกษัตริย์ และราชวงศ์

คำว่า "อลังการ"ยังน้อยไปครับ... เมื่อเห็นการเขียนลวดลายทั้งทรงเรขาคณิตและลวดลายพรรณพฤกษาอย่างนี้


คลิปบริเวณด้านหน้า และภายในโดม มัสยิดชีค ล็อตฟุลเลาะห์ (Sheikh Lotfallah)

ตรงกลางโดมประธาน ตรงกลางห้องโถงใหญ่ เวลาแสงลอดผ่านยอดโดมลงมา จะปรากฎเป็นรูปยูงรำแพน
แสดงให้เห็นว่าชาวอิหร่านในอดีตนั้น มีความละเมียดละไม ในการออกแบบสถาปัตยกรรม
และยังสะท้อนให้เห็นถึงวิธีการคำนวณเส้นแสงต่างๆ ในสถาปัตยกรรมที่เป็นเรื่องอัศจรรย์มากๆ
มัสยิดแห่งนี้มีทางเดินใต้ดิน เชื่อมต่อไปยังชั้นล่างของพระราชวังอะลีคาปู ได้ด้วย

 ลวดลายอักษรวิจิตร (Calligraphy) ใต้กรอบซุ้มหน้าต่างรูปโค้งยอดแหลม

@ พระราชวังอะลีคาปู (Ali Qapu Palace)

เป็นอาคาร 6 ชั้น สร้างขึ้นตอนปลายศตวรรษที่ 16
ใช้ไม้และอิฐเป็นวัสดุหลักในการสร้าง เป็นที่ประทับของชาห์ ห์อับบาสที่ 1 ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของจัตุรัสอิหม่าม
ชั้น 4 ของพระราชวังเป็นโถงใหญ่ มีระเบียงหันหน้าเข้าจัตุรัสอิหม่าม เพื่อให้กษัตริย์และราชวงศ์ ชมการแข่งโปโล

ปัจจุบัน ระเบียงที่หันหน้าเข้าจัตุรัสอิหม่าม กลายมาเป็นจุดชมวิวและถ่ายภาพมุมสูงที่สวยงาม คนไปเที่ยวกันมาก
ตัวอาคารชั้นบน มีห้องฟังดนตรี ที่ใช้เทคนิคการฉลุผนังและเพดานแบบรวงผึ้ง ดูดซับเสียงแทบไม่มีเสียงสะท้อนเลย
(ป.ล. ในภาพ พระราชวังอะลีคาปู อยู่ระหว่างการปรับปรุงซ่อมแซม )

หลังใช้เวลาไปหลายชั่วโมงเพื่อชื่นชมและถ่ายภาพบริเวณจัตุรัสอิหม่าม ก็ถึงมื้อเที่ยงวันพอดี
ไกด์ประจำคณะทัวร์พาเรามุ่งหน้าไปยังร้านอาหารสไตล์เปอร์เซียที่อยู่บริเวณใกล้เคียงจตุรัส
ถือเป็นมื้อแรกอย่างเป็นทางการของพวกเราที่จะได้มีโอกาสชิมเมนูพื้นถิ่นกันอย่างจริงจังเสียที

 เคบับเนื้อแกะ บีบน้ำมะนาวใส่ให้ทั่ว อร่อยอย่าบอกใคร

ไก่ผัดซอสอินทผาลัม เพิ่งมีโอกาสชิมครั้งแรก รสชาติดีทีเดียว

อาหารยอดนิยมในอิหร่านคือแป้ง โรตี และขนมปัง มีหลายแบบให้เลือก เรียกรวมๆ ว่า "นาน"
ใครไปเปอร์เซีย ย่อมไม่พลาดเมนูยอดนิยม เคบับ (Khabab) มีทั้งเนื้อวัว-แกะ-อูฐ-ไก่-ปลา-กุ้ง

เคบับ ก็คือ เนื้อที่นำมาปรุงรสด้วยเครื่องเทศ แล้วหมักได้ที่นำมาปิ้งกิน คู่กับข้าวสวยบ้าง หรือแผ่นโรตีบ้าง
หากเป็นเนื้อวัว แพะ แกะ หรืออูฐ จะหมักร่วมกับมะนาว เกลือ และหัวหอมใหญ่ มีรสชาติออกเปรี้ยวเค็ม

สลัดกุ้ง....ครบเครื่องเลยทีเดียว

การหุงข้าวที่นี่นิยมแบบอบไอน้ำ โดยใช้หญ้าฝรั่น(Saffron) สีเหลืองปรุงแต่งรสชาติและสีสัน
ท่านใดร่างกายขาดเครื่องเทศ หรือต้องการเครื่องเทศเป็นพิเศษ แนะนำครับ...อาหารเปอร์เซีย

สารภาพตามตรง ยังแยกไม่ออกว่าเป็นไอศรีมเนื้อผลไม้อะไร แต่น่าจะเป็นแคนตาลูป

ขอรับสารภาพตามตรง...หลังจากเห็นการตกแต่งร้านอย่าง ก็อิ่มใจไปแล้วครึ่งท้องเลยทีเดียวครับ
ที่อิหร่านห้ามดื่มหรือนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าประเทศโดยเด็ดขาด เลยได้แต่จิบชาร้อนให้ชื่นใจแทน

อิ่มหนำสำราญกันแล้ว คึกคักขึ้นอักโข มีแรงเดินไปอีกนาน พร้อมตะลุยภาคบ่ายได้อีกครั้งวันเต็มๆ
คราวนี้ไกด์ท้องถิ่นพาเดินย่อยอาหาร ลัดเลาะไปตามซอกกำแพงด้านหลังจัตุรัส เพื่อขึ้นรถบัสที่จอดคอยอยู่แล้ว

เท่าที่สังเกต บ้านเรือนในอิสฟาฮาน เน้นสีออกโทนน้ำตาล่อน ส้มจางๆ คล้ายสีอิฐมอญในบ้านเรา
บางหลังคาเรือน กำแพงบ้านหรือผนังบ้าน ทำด้วยดินเหนียวผสมกับแกลบ ดูสภาพแล้วไม่แข็งแรงเท่าไหร่
ด้วยความเป็นเมืองมรดกโลกด้วยหรือเปล่า โทนสีของสิ่งก่อสร้างในเมืองจึงต้องตามรอยสิ่งก่อสร้างดั้งเดิม

กลับมาขึ้นรถ เพื่อมุ่งหน้าสู่"มัสยิดจาเม่" หนึ่งในเป้าหมายของช่วงบ่าย ยังไม่ทันงีบหลับเอาแรงก็ถึงพอดี
รถมาจอดส่งที่อุโมงค์ใต้ถนนแห่งหนึ่ง อ๊ะ...เดินไปไม่ทันไร มีบันไดเลื่อนพาขึ้นด้านบนเสียด้วย ทันสมัยไหมล่ะ...

@ มัสยิดจาเม่ (Jameh Mosque of Isfahan /Jame Mosque)

ถือว่าเป็นมัสยิดที่มีความเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในอิหร่าน สร้างขึ้นในสมัยราวศตวรรษที่ 8
ตัวมัสยิดถูกก่อสร้างด้วยก้อนอิฐรอบๆ ไม่มีโดมที่หลังคาเหมือนกับมัสยิดอื่นๆในตัวอิสฟาฮาน
มัสยิดแห่งนี้เคยถูกไฟไหม้มาแล้ว และบูรณะขึ้นใหม่ในศตวรรษที่ 11 ช่วงราชวงศ์เซลจุค

มีห้องใต้ดินสําหรับให้นํ้าไหลผ่านและเก็บนํ้าไว้ใช้ รวมถึงชําระล้างก่อนเข้าพิธีละหมาดด้วย

แบบจำลองอาณาบริเวณมัสยิด มัสยิดจาเม่

รูปแบบสถาปัตยกรรมที่ดูค่อนข้างแปลกตาสำหรับผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในมัสยิด
เป็นผลมาจากตัวมัสยิดผ่านการซ่อมแซม-ปรับปรุงหลายครั้ง ในหลายยุคสมัย
รวมไปถึงการสร้างเพิ่มเติม และรีโนเวตใหม่จากค.ศ. 771 จนถึงปลายศตวรรษที่ 20
เช่น เสามินาเรต์ของมัสยิดที่มีความสูง 28 เมตร มีการสร้างเพิ่มเติมในราว 700 ปี มาแล้ว

ห้องโถงต่างๆก็สร้างด้วยสถาปัตยกรรมที่ต่างกันออกไป แต่ก็หนึ่งในร่องรอยประวัติศาสตร์อิหร่าน
แน่นอนว่า มัสยิดจาเม่ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก้ มาตั้งแต่ปี 2012

 

   

 

บริเวณด้านหน้ามัสยิดจาเม่ มีร้านรวงขนาบทั้ง 2 ด้าน เป็นร้านชาวบ้านร้านตลาด เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

นอกเหนือจากสถาปัตยกรรมตามแบบฉบับเปอร์เซียแล้ว......
ที่เมืองอิสฟาฮาน ยังมีสถาปัตยกรรมประยุกต์อย่างวิหาร Vank Cathedral
ที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบอิสลามและคริสต์เข้าด้วยกัน น่าเสียดายที่เวลามีจำกัดทำให้ไม่ได้ไปเยี่ยมชม

ในตอนเย็น คณะเรากลับมาที่จัตุรัสอิหม่ามอีกครั้ง และด้วยจุดประสงค์ต่างๆกันออกไป
บางท่านมาถ่ายภาพยามอาทิตย์อัสดง บางท่านมาจิบบรรยากาศ บางท่านตั้งใจมาช็อปปิ้งที่บาซาร์ของเมือง
แน่นอนว่า บริเวณโดยรอบจัตุรัสอิหม่ามแห่งนี้ ตอบสนองเป้าหมายนักเดินทางได้แทบทั้งหมด

ท่องเมืองอิสฟาฮาน ก็เหมือนเดินทางไปแล้วครึ่งโลก...
แล้วคุณจะหลงรักเมืองนี้เช่นเดียวกับผม...เชื่อเถอะ! 

#TGTehran #Thaiairways #Tehranfirstflight

 หมายเหตุ : อ้างอิงข้อมูล :  http://sameaf.mfa.go.th/,http://www.thapra.lib.su.ac.th 

 

  5 บล็อกเกอร์สายท่องเที่ยวจากโลกออนไลน์ ก่อนบินไปอิหร่าน ในเที่ยวบินแรกของการบินไทย 1 ต.ค. 2559

คลิกอ่านรายละเอียด..การบินไทยดีเดย์เส้นทางใหม่ 1 ตุลาคม 59!
"สัมผัส มนตรา อาณาจักรเปอร์เซีย...เตหะราน"

 --------

 


 

 

โดย BlueHill

 

กลับไปที่ www.oknation.net