วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"แม้พ่อไม่อยู่แล้ว...ลูกทุกคนจะเดินในทางที่พ่อสอน" โดย เปลวสีเงิน


 

ประกาศ

--------------------------------------------

 คนปลายซอย เปลวสีเงิน I หนังสื่อพิมพ์ไทยโพสต์ 

๑๔ ตุลาคม พ.ศ ๒๕๕๙

 -------------------------------------------- 

ประกาศ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร

สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร


สวรรคต
-------------------------------


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันศุกร์ที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ตามที่สำนักพระราชวังได้แถลงให้ทราบเป็นระยะแล้วนั้น

แม้คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการประชวรหาคลายไม่ ได้ทรุดหนักลงตามลำดับถึงวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ เวลา ๑๕ นาฬิกา ๕๒ นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ ๘๙ ทรงครองราชสมบัติได้ ๗๐ ปี

 

สำนักพระราชวัง

 

๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙

 

 

ครับ...."พ่อเสด็จสวรรคตแล้ว" แต่การแสดงออกซึ่งทุกข์และน้ำตาท่วมทับ จะไม่ทำให้พ่อยิ้ม เท่าลูกทุกคนปฏิญาณกับตัวเองว่า

"แม้พ่อไม่อยู่แล้ว...ลูกทุกคนจะเดินในทางที่พ่อสอน"

พ่อจูงมือลูกเดินมา ๗๐ ปีแล้ว ต่อจากนี้ ลูกจะต้องเดินด้วยลำแข้ง และอยู่กันด้วยสติปัญญาตัวเองแล้ว ส่วนจะเดินกันไปได้ขนาดไหน นั่นขึ้นอยู่กับว่า ลูกแต่ละคน "จำคำพ่อสอน" ได้แค่ไหน  พ่อสอนอะไรไว้บ้าง ?

โอ...๗๐ ปี ที่ทรงทำหน้าที่ "พ่อของแผ่นดิน" ไม่เพียงสอน พ่อยังลงมือทำเป็นแนวทางเพื่อลูก เพื่อมวลมนุษยชาติ เป็นที่ประจักษ์มากมาย

จนสังคมโลกยกย่อง..."King Bhumibol" ทรงเป็น "พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่" พระองค์หนึ่งของโลก คำสอนของพ่อประหนึ่งน้ำในมหาสมุทร เม็ดทรายในทะเลทราย ก็มีหลายที่-หลายแห่ง รวบรวมไว้จากตรงนั้น ตรงนี้ แต่วันนี้ ขออนุญาตหยิบจากเว็บ "๙ คำพ่อสอน-อาสาเพื่อในหลวง" มาเป็นแนวทางเดินกัน

 ๑.ความเพียร

"การสร้างสรรค์ตนเอง การสร้างบ้านเมืองก็ตาม มิใช่ว่าสร้างในวันเดียว ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความเพียร ต้องใช้ความอดทน เสียสละ แต่สำคัญที่สุดคือ ความอดทน คือไม่ย่อท้อ ไม่ย่อท้อในสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ดีงามนั้นทำมันน่าเบื่อ บางทีเหมือนว่าไม่ได้ผล ไม่ดัง คือดูมันควรทำดีนี่ แต่ขอรับรองว่า การทำให้ดีควรต้องมีความอดทน เวลาข้างหน้าจะเห็นผลแน่นอนในความอดทนของตนเอง" (พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่นักเรียน นักศึกษา ครู และอาจารย์ในโอกาสเข้าเฝ้าฯ วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๑๖)

๒.ความพอดี

"ในการสร้างตัวสร้างฐานะนั้น จะต้องถือหลักค่อยเป็นค่อยไป ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังและความพอเหมาะพอดี ไม่ทำเกินฐานะและกำลัง หรือทำด้วยความเร่งรีบ

เมื่อมีพื้นฐานแน่นหนารองรับพร้อมแล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญก้าวหน้าในระดับสูงขึ้น ตามต่อกันไปเป็นลำดับ ผลที่เกิดขึ้นจึงจะแน่นอน มีหลักเกณฑ์ เป็นประโยชน์แท้และยั่งยืน" (พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยขอนแก่น วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๐)

๓.ความรู้ตน

"เด็กๆ ทำอะไรต้องหัดให้รู้ตัว การรู้ตัวอยู่เสมอจะทำให้เป็นคนมีระเบียบ และคนที่มีระเบียบดีแล้ว จะสามารถเล่าเรียนและทำการงานต่างๆ ได้โดยถูกต้องรวดเร็ว จะเป็นคนที่จะสร้างความสำเร็จและความเจริญให้แก่ตนเองและส่วนรวมในอนาคตได้อย่างแน่นอน" (พระบรมราโชวาท พระราชทานลงพิมพ์ในหนังสือวันเด็ก ประจำปี ๒๕๒๑)

๔.คนเราจะต้องรับและจะต้องให้

"คนเราจะเอาแต่ได้ไม่ได้ คนเราจะต้องรับและจะต้องให้ หมายความว่าต่อไป และเดี๋ยวนี้ด้วย เมื่อรับสิ่งของใดมา ก็จะต้องพยายามให้ ในการให้นั้น ให้ได้โดยพยายามที่จะสร้างความสามัคคีให้หมู่คณะและในชาติ ทำให้หมู่คณะและชาติประชาชนทั้งหลายมีความไว้ใจซึ่งกันและกันได้ ช่วยที่ไหนได้ก็ช่วย ด้วยจิตใจที่เผื่อแผ่โดยแท้" (พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๒๑)

๕.อ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ

"ในวงสังคมนั้นเล่า ท่านจะต้องรักษามารยาทอันดีงามสำหรับสุภาพชน รู้จักสัมมาคารวะ ไม่แข็งกระด้าง มีความอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ พร้อมจะเสียสละประโยชน์ส่วนตัวเพื่อส่วนรวม" (พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๔๙๖)

๖.พูดจริง ทำจริง

"ผู้หนักแน่นในสัจจะพูดอย่างไร ทำอย่างนั้น จึงได้รับความสำเร็จ พร้อมทั้งความศรัทธาเชื่อถือและความยกย่องสรรเสริญจากคนทุกฝ่าย การพูดแล้วทำ คือ พูดจริง ทำจริง จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมเกียรติคุณของบุคคลให้เด่นชัด และสร้างเสริมความดี ความเจริญ ให้เกิดขึ้นทั้งแก่บุคคลและส่วนรวม" (พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๐)

๗.หนังสือเป็นออมสิน

"หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้" (พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ ในโอกาสที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๑๔)

๘.ความซื่อสัตย์

"ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง เด็กๆ จึงต้องฝึกฝนอบรมให้เกิดมีขึ้นในตนเอง เพื่อจักได้เติบโตขึ้นเป็นคนดีมีประโยชน์ และมีชีวิตที่สะอาด ที่เจริญมั่นคง" (พระบรมราโชวาท พระราชทานเพื่อเชิญลงพิมพ์ในหนังสือวันเด็ก ปีพุทธศักราช ๒๕๓๑)

.การเอาชนะใจตน

"ในการดำเนินชีวิตของเรา เราต้องข่มใจไม่กระทำสิ่งใดๆ ที่เรารู้สึกด้วยใจจริงว่าชั่วว่าเสื่อม เราต้องฝืนต้องต้านความคิดและความประพฤติทุกอย่างที่รู้สึกว่าขัดกับธรรมะ เราต้องกล้าและบากบั่นที่จะกระทำสิ่งที่เราทราบว่าเป็นความดี เป็นความถูกต้อง และเป็นธรรม

ถ้าเราร่วมกันทำเช่นนี้ให้ได้จริงๆ ให้ผลของความดีบังเกิดมากขึ้นๆ ก็จะช่วยค้ำจุนส่วนรวมไว้มิให้เสื่อมลงไป และจะช่วยให้ฟื้นคืนดีขึ้นได้เป็นลำดับ" (พระราชดำรัส พระราชทานเพื่อเชิญไปอ่าน ในพิธีเปิดการประชุมยุวพุทธิกสมาคมทั่วประเทศ ครั้งที่ ๑๒ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๑๓)

 

ก็นี่แหละ "เป็นเบื้องต้น" เกรงใจจะจมอยู่กับทะเลทุกข์ จนไม่รู้จะไปทางไหนกัน ก็นำมาบอกๆ กันไว้ อนาคตต่อจากนี้ ในเรื่องสถาบัน ก็เป็นไปตามกฎมณเทียรบาลและกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่มีอันใดต้องวิตก-กังวล ส่วนเรื่องราชการงานเมือง รัฐบาล คสช. โดยนายกฯ ประยุทธ์ บริหารได้สงบเรียบร้อยอยู่แล้วอย่างที่เห็น

แต่ชาวบ้านต้องรู้ทัน "ข่าวลือ-ข่าวลวง" ให้มากไว้ ใครส่งข่าวอะไรมา ถ้าไม่ชัดว่าเป็นข่าวจาก "สำนักพระราชวัง" หรือข่าวจากทางราชการเป็นหลัก-เป็นฐานแล้วละก็

แค่รับเฉย ๆ...อย่าเพิ่งเชื่อ และอย่ารีบโพสต์-รีบแชร์เป็นอันขาด !

เพราะที่สังเกต ตลอดวันวาน "ทั้งวัน" ยังมีคนกล้าปลอมแปลงเอกสาร อ้างเป็นหน่วยงานนั้น-นี้ ปล่อยข่าวในทางปลุกปั่น-ทำลายอยู่เป็นระยะ แสดงว่า ผู้มีความคิดเป็นปฏิปักษ์กับบ้านเมือง สอดแทรกอยู่แทบทุกวงการจริง ๆ !

ประเทศชาติจะปึกแผ่นมั่นคง ประชาชนต้องเข้มแข็ง ต้องสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ช่วงเวลานี้ เป็นช่วงเวลาหม่นเศร้า ยากทำใจเป็นอื่นได้ แต่พวกเราคนไทยทุกคน จะต้องอยู่กับความจริง

ความจริงคือ...ถึงกายสังขารพ่อไม่อยู่ แต่รักจากดวงพระทัยพ่อต่อพสกนิกร นับจากวันแรกที่เสด็จขึ้นครองราชย์ ๙ มิ.ย.๘๙ ตราบ ๑๓ ตุลา.๕๙ และต่อ ๆ ไปนิรันดร์

"รัก" ก็จะเป็นดังที่พ่อเคยตรัสไว้....“ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าจะละทิ้งอย่างไรได้” จำกันได้มิใช่หรือ ?

พระราชนิพนธ์เรื่อง "เมื่อข้าพเจ้าจากสยามสู่สวิตเซอร์แลนด์" คือตอนปี ๒๔๘๙ นั้น ทรงขึ้นครองราชย์แล้ว ได้เสด็จฯ กลับไปศึกษาต่อที่สวิส พระองค์ทรงบันทึกผ่านพระอักษรเป็นเรื่องราวการเดินทางไว้ ความตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์ที่จะขออัญเชิญไว้ ณ ที่นี้ มีดังนี้

" วันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ - วันนี้ ถึงวันที่เราจะต้องจากไปแล้ว...พอถึงเวลาก็ลงจากรถพระที่นั่งพร้อมกับแม่ ลาเจ้านายฝ่ายใน ณ พระที่นั่งชั้นล่าง แล้วก็ไปยังวัดพระแก้ว เพื่อนมัสการลาพระแก้วมรกตและพระภิกษุสงฆ์ ลาเจ้านายฝ่ายหน้า ลาข้าราชการทั้งไทยและฝรั่ง แล้วก็ไปขึ้นรถยนต์ พอรถแล่นออกไปได้ไม่ถึง 200 เมตร มีหญิงคนหนึ่งเข้ามาหยุดรถแล้วส่งกระป๋องให้เราคนละใบ ราชองครักษ์ไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรอยู่ในนั้น บางทีจะเป็นลูกระเบิด !

เมื่อมาเปิดดูภายหลังปรากฏว่าเป็นทอฟฟี่ที่อร่อยมาก ตามถนนผู้คนช่างมากมายเสียจริงๆ ที่ถนนราชดำเนินกลาง ราษฎรเข้ามาใกล้ชิดรถที่เรานั่ง กลัวเหลือเกินว่าล้อรถของเราจะไปทับแข้งทับขาใครเข้าบ้าง รถแล่นฝ่าฝูงชนไปได้อย่างช้าที่สุด

ถึงวัดเบญจมบพิตร รถแล่นเร็วขึ้นได้บ้าง ตามทางที่ผ่านมาได้ยินเสียง ใครคนหนึ่งร้องขึ้นมาดังๆ ว่า “อย่าละทิ้งประชาชน” อยากจะร้องบอกเขาส่งไปว่า “ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะละทิ้งอย่างไรได้” แต่รถวิ่งเร็วและเลยไปไกลเสียแล้ว "

ครับ ไกลขนาดไหน...ใจภักดิ์ของพสกต่อ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ" ก็ตามไปถึง.

 

 

--------------------------------------------

 

"แม้พ่อไม่อยู่แล้ว...ลูกทุกคนจะเดินในทางที่พ่อสอน"

 

โดย kingkoon

 

กลับไปที่ www.oknation.net