วันที่ พุธ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มลายูศึกษาแบบโรแมนติก


สวนทางปืน / เนชั่นสุดสัปดาห์ (ฉ.794)

 ผู้เขียนขออนุญาตแนะนำหนังสือดีๆ เกี่ยวกับเรื่องราวสามจังหวัดในมุมมองสังคมวิทยา เล่มหนึ่ง เป็นงานเขียนของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ชื่อ 'ไฟใต้ฤๅจะดับ' พิมพ์ครั้งแรก มิถุนายน 2550
 อีกเล่มเป็นงานหนังสือของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ในชื่อหนังสือว่า 'มลายูศึกษา' โดยอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์

 ผู้เขียนอ่านแล้วทำให้รู้สึกถึงบรรยากาศเก่าๆ สมัยยังเป็นเด็ก โดยเฉพาะการบันทึกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงพื้นเมือง เพลงกล่อมเด็ก และสีสันของมลายูในมุมมองที่น่ารักและปนเศร้านิดหน่อยในความรู้สึกของผู้เขียน แม้จะมีบางส่วนบางมุมที่ผู้เขียนออกจะรู้สึกอึดอัดบ้าง เมื่อเทียบเคียงกับข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่

 ในปัจจุบัน ข้อเท็จจริงที่ว่านี้ ผู้เขียนรู้สึกเอง ไม่ได้อ้างอิงงานวิจัยหรืองานวิชาการใดสนับสนุน และคิดว่าสำหรับผู้ที่ให้ความสนใจในปัญหาสามจังหวัดเอง ก็คงจะรู้สึกสับสนเหมือนกันว่า ตกลงสังคมมลายูจะมองตนเองอย่างไร? และจะเปิดทางเพื่อการพัฒนาให้สังคมก้าวหน้าอย่างไรได้บ้าง?

 หากจะคงต้องการรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ของตนเองได้ ตรงจุดนี้ผู้เขียนคิดว่า หลายๆ ท่านอาจยังเข้าใจสังคมที่นี่คลาดเคลื่อนอยู่บ้าง เช่นเมื่อเราพูดถึงสังคมความเป็นอยู่ของมลายูปาตานี เราก็มักอธิบายวิถีชีวิตผสมปนเปไปกับศาสนาอิสลาม จนดูเหมือนจะเป็นเรื่องราวเดียวกัน มีทัศนะเป็นของกันและกัน ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

 วัฒนธรรมมลายูและวัฒนธรรมอิสลามนั้น เป็นคนละแบบ มีที่มาและพัฒนาการที่แตกต่างกัน แต่เพราะเหตุที่ศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแผ่ในภูมิภาคนี้มาเป็นเวลานาน มากพอที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตของสังคมที่นี่ได้ แต่ก็ยังไม่อาจเปลี่ยนแปลงให้เป็นเช่นสังคมมุสลิมที่แท้จริงได้ หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า สังคมมลายูปาตานี จำความได้ด้วยวัฒนธรรมฮินดู-พราหมณ์ แล้วมาสู่วัฒนธรรมแบบพุทธ จึงค่อยๆ เข้ามาสู่วัฒนธรรมอิสลาม

 แต่ทั้งหมดนี้ก็ใช่ว่าสังคมที่นี่จะสลัดทิ้งไปหมดซึ่งวัฒนธรรมดั้งเดิมและร่องรอยแห่งวัฒนธรรม ทั้งฮินดู ทั้งพุทธ ก็ยังคงมีหลงเหลืออยู่ในตัวตนคนมลายูปาตานีที่เป็นมุสลิมอยู่จนถึงปัจจุบัน
 ประเด็นเหล่านี้ยากที่จะอธิบายให้ละเอียดครบถ้วนได้ในหน้ากระดาษเพียงเท่านี้ แต่ผู้เขียนขออนุญาตกล่าวถึงบางด้านบางมุมที่พอจะให้เห็นข้อเท็จจริงเทียบเคียงไปกับทัศนะโดยทั่วไป ที่ผู้สนใจรับรู้รับฟังกันมา

 ประเด็นหนึ่งที่มักจะกล่าวถึง คือ การล่มสลายหรือเกือบๆ จะล่มสลายของสังคมมลายูปาตานี เป็นเพราะมีปัจจัยหลักมาจากผลกระทบของการรุกรานของระบอบทุนใหญ่หรือทุนนิยมและการก้าวก่ายแทรกแซงโครงสร้างอำนาจดั้งเดิมของสังคม ทำให้เกิดความพึงใจและไม่พึงใจของผู้คนในสังคม เรื่องเหล่านี้รวมถึงประวัติศาสตร์ปาตานีกับสยามด้วย

 หากเราพิจารณาข้อเท็จจริงของสังคมโลก การไหลบ่าของวัฒนธรรมต่างๆ นั้น มันได้มาพร้อมกับระบอบทุกระบอบที่ติดตัวมาจากวัฒนธรรมนั้นๆ เช่นกัน ไม่ต้องดูอื่นไกล ปัจจุบันเมื่อประเทศหนึ่งรับเอาวัฒนธรรมใดเข้ามา ย่อมต้องตอบรับระบอบอื่นๆ ของวัฒนธรรมนั้นเข้ามาด้วยไม่ช้าก็เร็ว และมันก็จะเป็นตัวผลักดันให้ผู้คนในสังคมนั้นๆ ค่อยๆ มีทัศนะคล้ายคลึงและใกล้เคียงกับสิ่งที่ตัวเองรับมาเสมอ เช่น เมื่อเราเริ่มรับเข้ามาซึ่งวัฒนธรรมตะวันตก ในยุคหนึ่ง ต่อมาเราก็ต้องตอบรับวัฒนธรรมอื่นๆ รวมทั้งรูปแบบการปกครอง ทั้งนั้นทั้งนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา แต่จะค่อยๆ ซึมลึกเข้าไปในโลกทรรศน์ของผู้คนในสังคมเดิม จนกระทั่งสมบูรณ์ กลายเป็นความต้องการของสังคมของผู้คนไปแล้ว

 เช่นเดียวกันกับสภาพสังคมสามจังหวัดเมื่อมีการแผ่เข้ามาซึ่งศาสนาอิสลาม การติดตามเข้ามาซึ่งรูปแบบการดำเนินชีวิตในแบบสังคมวัฒนธรรมอิสลามก็ย่อมต้องติดตามเข้ามาด้วย แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ทั้งหมด และผู้คนบางส่วนก็ยังรับบ้าง วางไว้บ้าง หรือสลัดทิ้งไปเลยก็มี
 ฉะนั้น เมื่อเราอธิบายสังคมสามจังหวัด เราก็คงไม่อาจเหมารวมไปได้ว่า ที่เห็นอยู่นั้นเป็นเรื่องของมุสลิม หรืออิสลามทั้งหมด และทัศนะบางอย่างก็เป็นเรื่องของปัจเจก หรือหลายปัจเจกรวมกัน หาใช่เป็นอิสลามไม่ เช่น หากเราคิดว่า สังคมดั้งเดิมของสามจังหวัดผูกยึดโยงอยู่กับวิถีชีวิตทางศาสนา มีปอเนาะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ มีมัสยิดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ผู้คนล้วนรักสันติ รักศาสนา เคร่งครัดปฏิบัติตามอย่างถ้วนหน้า

 ผู้เขียนกล่าวได้เลยว่า ไม่จริงเป็นส่วนใหญ่ เพราะหากมองย้อนหลังกลับไปเพียงแค่สามสิบปีก่อน ในหมู่บ้านหนึ่งๆ จะมีคนที่ละหมาดครบทั้งห้าเวลาเพียงน้อยนิด และจำนวนมัสยิดที่จะเป็นศูนย์กลางของชุมชน ก็ยิ่งยากที่จะเป็น เพราะมีจำนวนน้อยกว่าชุมชนหลายเท่าตัว และปอเนาะหรือสถานศึกษาที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ของสังคม ก็ยังอบรมสั่งสอนอยู่กับตำราศาสนาหลักเพียงแค่สี่เล่ม หรืออาจมีมากกว่านี้อีกเล็กน้อย และนี่ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่สนใจจะเล่าเรียนศาสนา ต้องไปปลูกกระต๊อบ หรือที่เรียกว่าปอเนาะ อยู่ใกล้ๆ กับครูผู้สอน หรือโต๊ะครู เพราะแต่ละแห่งอยู่ไกล และจำนวนน้อย การจะไปเรียนไป-กลับ หรือกลับบ่อยๆ ก็ลำบาก

 กระบวนการเกิดปอเนาะจึงไม่ใช่วิถีของอิสลาม แต่เป็นวิถีของชุมชนเพื่อเข้าถึงศาสนาที่ตนเองนับถือ ซึ่งถ้าเราเทียบเคียงกับบ้านเมืองที่เป็นต้นกำเนิดของอิสลาม หรือบริเวณใกล้เคียง จะเห็นได้ว่า ระบบปอเนาะได้หายไปแล้ว การเรียนการสอนในระบบโรงเรียนและการอยู่อาศัยในอพาร์ตเม้นต์หรือหอพัก ได้เข้ามาทดแทนนานหลายทศวรรษที่ผ่านมา และเช่นเดียวกันระบบโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่ปรากฏอยู่ทั่วไปทั้งในพื้นที่สามจังหวัดและจังหวัดอื่นๆ ในประเทศไทย ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากกับส่วนอื่นๆ ของโลกอิสลาม แต่มันต่างกันตรงที่ว่า ที่นี้รัฐไทยเป็นผู้นำเสนอและโน้มน้าวแกมบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ผู้เขียนจำได้ว่าในยุคแรกๆ ที่ทางรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนปอเนาะให้บรรจุหลักสูตรสามัญเข้าไปในการเรียนการสอน และมีแรงจูงใจที่สำคัญคือเงินอุดหนุนรายหัว ปรากฏว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ถึง ใครยอมรับนโยบายนี้เท่ากับหลงกลสยาม ที่มีเป้าหมายทำลายปอเนาะ ทำลายอิสลาม แต่เมื่อมีแห่งหนึ่งยอมรับ และเป็นที่นิยมของประชาชน วันเวลาที่ผ่านมากระทั่งถึงปัจจุบันวันนี้แทบทุกแห่งกลับไม่มีใครพูดถึงการทำลายอะไรนั้นอีกเลย

 บรรดาอาจารย์มุสลิมในรั้วมหาวิทยาลัย เมื่อพวกเขาพูดถึงปอเนาะ หรือมลายู พวกเขามักจะกล่าวถึงด้วยความภูมิอกภูมิใจ และให้อารมณ์ประหนึ่งเป็นสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นสำนักตักศิลา และบางท่านอาจจะพูดไปถึงเป็นเสาหลักของศาสนาอิสลามเลยทีเดียว แต่ทำไมนักวิชาการเหล่านี้จึงไม่ส่งลูกๆ ของตัวเองเข้าเรียนปอเนาะ เพื่อรักษาทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาพูดถึง ตรงกันข้าม หากลูกๆ ของพวกเขาจบประถม 6 แล้ว ทุกคนจะเริ่มด้วยการให้ลูกสอบเข้าโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่า โรงเรียนสาธิตไม่มีหลักสูตรอิสลามศึกษา ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? นัยตรงนี้ผู้เขียนขออนุญาตผ่านไป ไม่วิจารณ์ต่อ แต่ขอให้ผู้อ่านที่สนใจติดตามเรื่องราวสังคมที่นี้ พิจารณากันตามอัธยาศัย

 ดังนั้น การที่นักวิชาการจากภายนอกนั่งเล่าเรื่องสามจังหวัด เล่าเรื่องมลายูปาตานี ด้วยภาษาโรแมนติกจากคำบอกเล่าของนักวิชาการภายใน ทำให้ผู้เขียนเองเคยนั่งฟังอย่างเคลิบเคลิ้ม แล้วย้อนนึกถึงตัวเองว่า เราเคยอยู่อาศัยในสังคมเช่นนี้หรือ?

 ผู้เขียนจำได้แต่ว่าสมัยรุ่นๆ 20-30 ปีก่อน มัสยิดที่หมู่บ้านจะมีแต่คนแก่ๆ ที่เข้าไปละหมาดปฏิบัติศาสนกิจ โดยเฉพาะเวลารุ่งอรุณละหมาดซุบฮ์ แทบจะนับได้ไม่เกินนิ้วมือ ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่ กระทั่งมีคำปรารภว่า หากสังคมมุสลิมสามจังหวัดมีคนละหมาดเต็มมัสยิดในเวลาอรุณรุ่งเมื่อใด สังคมทั้งหลายก็จะไร้ปัญหา ฯลฯ เพราะมันเป็นไปได้ยาก และยิ่งหากคิดไกลไปถึงการใช้มัสยิดเป็น 'การชูรอ' หรือสภาชูรอ ก็ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะคำว่า 'ชูรอ' ผู้คนที่นี่เพิ่งคุ้นเคยมาไม่กี่ปีนี้เอง

 การชูรอ เป็นคำที่ให้ความหมายในเชิงปรึกษาหารือ หรือการประชุมร่วม ซึ่งเดิมคนในชุมชนจะเรียกกันว่า 'เมอชอระ' หรือ 'ปะชุน' และผู้เขียนเกิดมาและเติบโตบนแผ่นดินปาตานี ยังไม่เคยเห็นมัสยิดไหนเขาประชุมเพื่อปรึกษาหารือเรื่องเกี่ยวกับการจะจัดการสังคมชุมชน หรือกิจการบ้านเมืองเลย เพราะดูเหมือนมัสยิดจะเน้นไปทางกิจกรรมที่เกี่ยวกับศาสนามากกว่า

 และความจริงอีกประการคือ บทบาทที่มากขึ้นขององค์กรทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด หรือบรรดาอิหม่ามประจำมัสยิด แท้จริงเพิ่งเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในห้วงสองทศวรรษที่ผ่านมานี้เท่านั้นเอง

 ยังมีอีกสองสามประเด็นที่ผู้เขียนอยากพูดถึง แต่ขออนุญาตมาว่ากันต่อสัปดาห์หน้า อินชาอัลลอฮ์

โดย บะห์รูน

 

กลับไปที่ www.oknation.net