วันที่ พฤหัสบดี มีนาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แกะรอย“อีเฟดรีน”ในตัวหมอเผ่า 200 เท่า"หมอ"ยันขับรถไม่ได้


 "หมอจิตเวช" โรงพยาบาลตำรวจ ยืนยันหากร่างการรับสาร“อีเฟดรีน”เข้าสู่ร่างกายจำนวนมากเป็น 100 เท่า ไม่สามารถขับรถได้ พูดจาไม่รู้เรื่อง หัวใจเต้นเร็ว กระวนกระวาย  แต่ “หมอเผ่า” ยังสามารถขับรถมาพบปลัดอำเภอยืนยันคุยกันรู้เรื่อง 5-10 นาที และยังคุยกับตำรวจเพื่อน“หมอประกิตพันธ์” พี่ชาย “หมอเผ่า”ได้รู้เรื่องเหมือนกัน แต่เมื่อไปถึงโรงพยาบาลศรีธัญญา กลับตรวจพบสาร “อีเฟดรีน” มาก 200 เท่า แล้วสารมาตอนไหน ...??

 เรื่องราวของ น.พ.ประกิตเผ่า ทมทิตชงค์ เจ้าของสถาบันกวดวิชาแอพพลายด์ฟิสิกส์ คงต้องแยกกัน 2 ประเด็น โดยประเด็นแรก คงเป็นเรื่องของครอบครัว “ทมทิตชงค์” รวมถึงภรรยา “หมอเผ่า” ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก น.ส.เปมิกา วีรชัชรักษิต สาววัย 24 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 27-200 ล้านบาท กล่าวหาว่าทำตัว เป็นเหมือน "ชู้สาว" 

   ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามกันอย่างไม่ต้องกระพริบตาคือ “สารอีเฟดรีน” เข้าไปในร่างกาย “หมอเผ่า” มีปริมาณถึง 200 เท่ากันตั้งแต่ตอนไหน ..??
 ขณะนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส รักษาการ ผบ.ตร.สั่งให้ "กองปราบปราม" ดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดแล้ว
   ข้อมูลของแพทย์ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับสาร “อีเฟดรีน” แพทย์โรงพยาบาลตำรวจ พ.ต.อ.สัญชัย วสุนธรา หัวหน้ากลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด บอกว่า การให้สารอีเฟดรีนเข้าสู่ร่างกายจะใช้วิธีการกินเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยพบว่า มีการใช้สารฉีดเข้าไปในร่างกาย เมื่อสารตัวนี้เข้าสู่ร่างกายมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับส่วนผสมว่ายาที่ใช้นั้น มีการผสมสารอีเฟดรีน มากหรือน้อย หากผู้ใช้ไม่ได้เสพเป็นประจำร่างกายก็จะมีการขับสารออกมาในระยะเวลา 3 วันก็จะหมด แต่หากผู้ที่ใช้ยาที่ส่วนผสมของสารอีเฟดรีนเป็นประจำจนเรื้อรัง การจะมีความต้องการในปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ หากหยุดใช้ยาร่างกายก็จะดูดขับสารออกจากร่างกายประมาณ 7 วัน หากคนที่รับสารอีเฟดรีน ครั้งแรกก็จะไปกระตุ้นหัวใจ ความดันโลหิตสูง ทำให้นอนไม่หลับมีอาการกระวนกระวาย เบื่ออาหาร หากได้รับในปริมาณมากๆ ในครั้งแรกครั้งเดียว อาจทำให้หัวใจล้มเหลวเส้นเลือดแตกได้ แต่ถ้าได้รับสารตัวนี้เป็นประจำต่อเนื่องเรื้อรัง ในปริมาณน้อยๆ จะมีอาการตื่นเต้น หัวใจเต้นแต่เร็วไม่มากเพราะชินกับยาแล้ว เบื่ออาหารเรื้อรัง ซูบผอมอาจอาการทางจิต ซึ่งมีหลายแบบเช่นอาการหวาดระแวงหูแว่ว การรับยาต้องใช้ยาที่มีสารตัวนี้นานมากกว่า 1 ปี
 "หากใครที่ได้รับสารตัวนี้ในปริมาณสูงเป็นสิบๆ เท่า จะไม่สามารถขับรถได้ พูดจาไม่รู้เรื่องมีน้ำเสียงสั่นเครือ พูดไม่เป็นเรื่องราว มีท่าทีกระวนกระวายอยู่ไม่เป็นที่ เดินไปมา ยิ่งหากใครได้รับสารตัวนี้สูงถึง 100 เท่าจะไม่สามารถขับรถเองได้และพูดจาไม่รู้เรื่องแน่นอน” พ.ต.อ.สัญชัย กล่าว
   พ.ต.อ.สัญชัย กล่าวอีกว่า การรับสารอีเฟดรีนเพียงครั้งเดียวในปริมาณมากสูงถึงหลายสิบเท่าไปจนถึงปริมาณ 100 เท่านั้น ไม่สามารถอธิบายได้ว่า รับสารนี้มาโดยวิธีการกินหรือการฉีด ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วไม่เคยพบมาก่อน ส่วนการรับในแบบเรื้อรังก็เช่นกันไม่เคยพบว่ามีการสะสมของสารนี้สูงถึงหลายสิบเท่ามาก่อนด้วย
   จากการให้ปากคำในชั้นศาลของ พ.ต.ท.ธีรศักดิ์ ภิญโญ ผบ.ร้อย 3 กก.2 (ป้องกันและปราบรามจลาจล) บก.ตปพ. ซึ่งเป็นเพื่อนกับ น.พ.ประกิตพันธุ์ พี่ชายของ “หมอเผ่า”  บอกว่า ได้มีการนัดหมาย “หมอเผ่า” ให้มาพบที่ที่ว่าการอำเภอพุทธมณฑล จ.นครปฐม เวลา 10.00 น. วันที่ 19 ก.พ. โดยมี รศ.เพลินจิต แม่ของ “หมอเผ่า” และ     น.พ.ประกิตพันธุ์ ไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.อ.พุทธมณฑล พร้อมขอกำลังตำรวจ 2 คน มาช่วยคุมตัวไปที่ รพ.ศรีธัญญา เพราะ “หมอเผ่า” มีอาวุธปืนและใส่เสื้อเกราะ
    ต่อมาเวลา 10.00 น.วันที่ 19 ก.พ. พ.ต.ท.ธีรศักดิ์ ได้พบ น.พ.ประกิตเผ่า ที่หน้าที่ที่ว่าการอำเภอพุทธมณฑล จากการสังเกตเห็นว่า “หมอเผ่า” มีอาการหวาดระแวง สวมเสื้อเกราะอยู่ด้านใน โดยสวมเสื้อแจ็คเก็ตคลุม จากนั้น ตนจึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมบอก “หมอเผ่า”ว่า ไม่ต้องกลัว จะพาไปรักษา ซึ่งยินยอมขึ้นรถโดยดี ในระหว่างเดินทางไป รพ.ศรีธัญญา พ.ต.ท.ธีรศักดิ์ ได้สอบถามถึงปืน “หมอเผ่า” บอกว่า มีปืน 3 กระบอก เก็บไว้ในรถ แต่ที่ไม่เอามาเนื่องจากเห็นว่า เดินทางไปกับตำรวจปลอดภัยอยู่แล้ว แต่เมื่อบอกให้ถอดเสื้อเกราะออก แต่ถูกปฏิเสธ นอกจากนี้ยังมีอาการหวาดระแวง
   จนกระทั่งเวลาประมาณ 10.30 น. จึงสามารถนำตัวไปส่งถึง รพ.ศรีธัญญา ได้
   ในขณะเดียวกันก่อนหน้านี้เวลาประมาณ 09.20 น.ของวันเดียวกัน นายธวัชชัย แก้วคงคา ปลัดอำเภอพุทธมณฑล บอกว่า รู้จักกับ “หมอเผ่า” มา 2-3 ปี เพิ่งมาพบหน้ากันอีกครั้งเมื่อเวลา 09.20 น. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ซึ่ง “หมอเผ่า” มาที่ว่าการอำเภอพุทธมณฑล ต้องการพบกับนายอำเภอ เพื่อให้ช่วยดำเนินการเรื่องจดทะเบียนหย่า แต่ในวันนั้นนายอำเภอติดประชุม นายธวัชชัย จึงแจ้งว่าเรื่องการหย่านั้น ปลัดสามารถเซ็นหนังสือให้ได้ จึงถาม “หมอเผ่า” ว่า นำทะเบียนสมรสตัวจริงทั้ง 2 ฉบับ มาด้วยหรือไม่ “หมอเผ่า” แจ้งว่าไม่ได้นำมา จึงขอตัวกลับไปบ้าน เพื่อนำทะเบียนสมรสมาจัดการเรื่องการหย่าร้าง
   “หมอเผ่า” กำชับกับนายธวัชชัย ว่า หากนางอลิสา ทมทิตชงค์ ภรรยา เดินทางมาขอให้รอก่อน และขณะเดินไปส่ง น.พ.ประกิตเผ่า ยังลานจอดรถ ได้พบ รศ.เพลินจิต แจ้งว่า “หมอเผ่า” ไม่มีความประสงค์จะหย่าร้างแล้ว เพราะสามารถตกลงกันได้แล้ว ทำให้ นายธวัชชัย จึงแสดงความยินดีไปด้วย และจากการพูดคุยกับ "หมอเผ่า" ประมาณ 5-10 นาที พบว่า “อาการเป็นปกติ”และบอกว่า เหตุที่ต้องหย่าขาดจากภรรยา เนื่องจากทนมานานหลายเดือนแล้ว
   สิ่งสำคัญ พ.ต.ท.ธีระศักดิ์ บอกว่า นัด “หมอเผ่า” มาพบที่ว่าการอำเภอพุทธมณฑล เขาสามารถขับรถมาได้ เมื่อพบกับ นายธวัชชัย ยังสามารถพูดจากันรู้เรื่องนายประมาณ 5-10 นาที และยืนยันว่า เหมือนคนปกติ และขับรถมาพบที่ว่าการอำเภอพุทธมณฑล ได้
    แต่ แพทย์โรงพยาบาลตำรวจ บอกว่า ถ้ามนุษย์รับสาร “อีเฟดรีน”ไปเป็น สิบๆ เท่า หรือถ้าเป็น 100 เท่า จะขับรถไม่ได้ และพูดจาไม่รู้เรื่อง ทำไมช่วงเวลานั้น "หมอเผ่า" พูดจารู้เรื่อง
   เรื่องนี้ตำรวจกองปราบปราม จะต้องพิสูจน์ให้รู้ว่า สารอีเฟดรีน เข้าไปอยู่ในร่างกายของ “หมอเผ่า”ถึง 200 เท่าได้ตอนไหน จนเป็นตอกย้ำอาการป่วยทางจิตให้หนักมากขึ้นหรือไม่ และสิ่งสำคัญ “ใครล่ะ” เป็นผู้กระทำ ...???

 

    ++++++++++

โดย ปรีชา

 

กลับไปที่ www.oknation.net