วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2559

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วัยว้าวุ่นรุ่น30 ...วิกฤติชีวิต



          ฝรั่งจะบอกกันเสมอว่า"ชีวิตเริ่มต้นเมื่อ40"
          แต่เมื่ออ่าน"วัยว้าวุ่นรุ่น30" ของ "ท้อฟฟี่ แบรดชอว์" ผมกลับต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะอ่านไปอ่านมา ผมว่า"วัย30"ต่างหากเป็นวัยเริ่มต้น ทั้งเริ่มต้น(สร้าง)ครอบครัว เริ่มต้นทำงานจริงจัง ...
          หนังสือเล่มนี้ ผมคงไม่สรุปหรือบอกว่า"ดี" หากแต่เป็นหนังสือที่ให้"ข้อคิดดีๆ" ที่เมื่ออ่านจบ คุณจะต้องตัดสินใจเอง ว่าในวัย 30 คุณจะเดินหน้าหรือถอยหลัง คุณจะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา
          กระทั่งต้องฉุกคิดว่าในวัย 30 คุณจะแต่งงาน มีลูก ยังเป็นลูกจ้าง ออกมาเป็นเจ้าของธุรกิจ..
          หรืออื่นๆ


          อ่าน "วัยว้าวุ่นรุ่น30" ผมว่าให้อะไรเรามากมาย
          "ท้อฟฟี่ แบรดชอว์" เขียนไว้ว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือ How To ซึ่งก็ถูก เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ได้"แนะนำ"ว่าเราควรจะทำอะไรตอนอายุ 30 แต่ยกตัวอย่างหลายๆตัวอย่างผ่าน บุคคลที่สมมติเป็น A B C D ..เพื่อให้คนอ่านได้"มองตัวเอง"ว่าเราจะเดินไปทางไหน
          เพราะแต่ละคนมีเหตุผลของตัวเอง และเหตุผลของแต่ละคน ก็อาจจะไม่เหมาะกับคนอื่น
          เหมือนมีคนบอกว่า "คนจับกรรไกรทุกคนไม่ได้เป็นช่างตัดเสื้อผ้าที่ดี" ดังนั้น เงื่อนไขของ A หรือ B กระทั่ง C ก็ไม่ได้เป็นคำตอบ(สำเร็จรูป)ให้คุณนำไปใช้ ตัวอย่างเช่น..
          A อายุ 32 ปี ทำงานที่บริษัทอินเตอร์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก ไต่เต้าจากตำแหน่งจูเนียร์จนตอนนี้ตำแหน่งใหญ่โต เคยคิดว่าจะอยู่สัก 2-3 ปี แต่อยู่มานาน จะ 8 ปีแล้ว จนคนรุ่นเดียวกับฉันลาออกย้ายงานกันไปหมดแล้ว แต่กลับพบความจริงว่า ความจงรักภักดีมีราคาของมัน ด้วยคำบอกเล่าว่า "เรื่องตลกของชีวิตมนุษย์เงินเดือนก็คือ บริษัทไม่มีทางจ่ายให้เราได้มากเท่ากับคนที่ย้ายมาจากที่อื่น ต่อให้เราจงรักภักดีไม่คิดลาออกก็เถอะ รอให้บริษัทขึ้นเงินเดือนให้ตามระบบยังไงก็ไม่มีทางขึ้นได้เท่ากับลาออกไปอยู่ที่อื่นหรอก และเผลอๆ ลาออกแล้วกลับมาใหม่ยังได้เงินเดือนเยอะกว่าอยู่ยาวรวดเดียวอีก นี่เห็นตำแหน่งฉันสูงขนาดนี้แต่เงินเดือนต่ำเตี้ยเรี้ยดิน ลูกน้องเก่าฉันทำงานไม่กี่ปีลาออกไปย้ายงานทีเดียวเงินเดือนสูงกว่าฉันอีก!"
          ตัวอย่างของ"คนอายุ30"แบบ A จึงเป็นคำตอบว่า เราจะยังอยู่ที้เดิมหรือลาออก ..แต่อย่าลืม เงื่อนไขแต่ละคนต่างกัน
          เพราะ A เองสรุปว่า "เหมือนคนอกหัก แต่อกหักจากงานที่ตัวเองรัก เป็นรักข้างเดียว จะเลิกก็เคว้งคว้าง จะอยู่ต่อก็รู้สึกเป็นของตายที่ไม่มีคุณค่า ศรัทธาก็ไม่เหลือ ความมั่นใจก็มลายสิ้น"


          หรือกรณีของ B อายุ 33 ที่ทำงานโครงการช่วยเหลือสังคมให้มีสุขภาพดี แต่...
          "คือก่อนที่จะโครงการเพื่อสังคมให้คนมีสุขภาพดีเนี่ย บริษัทกูช่วยทำดีกับคนทำงานใกล้ตัวอย่างพนักงานก่อนได้ไหมวะ ใช้กูเยี่ยงทาส ให้กูทำโครงการเพื่อให้คนสุขภาพดีแต่ให้กูทำงานหามรุ่งหามค่ำ ประชุมทีด่าอย่างกับไม่ใช่คน เครียดจะตายห่าอยู่ทุกวันเนี่ยนะ สุขภาพพนักงานล่ะดีเชี่ยๆ"
          หลัง"ทนอยู่" เพราะ"เงิน(เดือน)ดี" สุดท้าย B ตัดสินใจลาออกด้วยเหตุผล "แต่พอถึงจุดหนึ่ง ฉันถามตัวเองว่า เฮ้ย! แล้วอะไรคือความภูมิใจในชีวิตฉัน อะไรคือความสุขในชีวิตฉัน เงินเดือนที่ฟาดหัวฉันเยอะๆ นี่ฉันจะเอาไปทำอะไรวะ เอาไปรักษาไมเกรนกับโรคกระเพาะ เพื่อ?! แล้วนี่ฉันแม่งเป็นอะไรวะ โดนเอาเงินฟาดก็ยอมให้เขาด่าแล้ว คุณค่าของฉันคืออะไรวะ"
          ตอนไปลาออก บริษัทปรับเงินเดือนให้ แต่ B เลือกทางเดินเองโดยให้เหตุผลกับหัวหน้าว่า "ให้เงินเท่าไรผมก็ไม่ทำครับ ผมอยากมีชีวิตที่ดี และพี่ครับ ผมไม่ได้อยากได้อะไรมากไปกว่าการที่พี่จะพูดดีๆ กับผม และพี่ว่ามันไม่ตลกเหรอครับพี่ เราทำโครงการสวยหรูช่วยให้คนมีสุขภาพดี แต่งานนี้ทำให้พวกเราสุขภาพพัง"
          ส่วน"งานใหม่" ของ B ที่ได้เงินเดือนน้อยกว่าเดิมมาก B พบว่าเขาไม่เคยต้องตื่นมาสะกดจิตตัวเองให้ต้องอยากทำงานอีกเลย และแม้งานนี้ไม่ได้ช่วยให้สังคมสุขภาพดีขึ้น แต่มันทำให้ B รู้สึกว่าตัวเองมีค่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี



          กรณีของ D ในเรื่องครอบครัวก็น่าสนใจ..
          D อายุ 34 ปี เคยเป็นสาวเปรี้ยวที่ประกาศตัวไว้ว่าไม่อยากมีลูก เพราะ"มีลูกเหนื่อยตายห่าเลย" โดยแผนการในชีวิตหลังแต่งงานของนางคืออยู่กันแค่สองคนสองสามีภรรยา
          สุดท้าย D พลาดด้วยคำอธิบาย "เรื่องของเรื่องคือฉันนับวันผิด ปกติต่อให้แต่งงานแล้วฉันก็ใช้ถุงยางตลอดเว้ย เพราะไม่อยากมีลูก วันนั้นครั้งเดียวไม่มีถุงยาง ฉันก็นับหน้าเจ็ดหลังเจ็ด โอเค! วันนี้ปลอดภัย ลุยเลย! เท่านั้นแหละค่า! ไม่รู้อีท่าไหนได้ลูกสาวมาในท้องเลยค่า! ผัวหัวเราะใหญ่เลยค่ะว่าทีเดียวอยู่!"
          แล้วชีวิตเธอเปลี่ยนไป แม้จะไม่ใช่อะไรฟุ้งๆ ฝันๆ แบบ "ฉันรู้สึกเหมือนเป็นผู้หญิงเต็มตัว" หรือ "ชีวิตครอบครัวของฉันสมบูรณ์ได้เพราะลูก" แต่เธอ"รู้สึก"ว่าชีวิตมีอะไรมากขึ้น
          "เรื่องมีลูกนี่ไม่เคยมีอยู่ในแผนการชีวิตเลยค่ะมึงขา อารมณ์แบบแม่ๆ อยากมีลูกนี่ไม่เคยมีในหัว ผิดแผนไปหมดเลยว่ะ นี่ท้องโตขนาดนี้แล้ว แพ้ท้องมันไม่สนุกหรอกนะ ฉันถึงสงสัยว่าคนที่เขามีลูกกันหลายๆ คนนี่เขาทนแพ้ท้องไหวได้ไงวะ" และ "มันอาจจะผิดแผน แต่ฉันก็รู้แหละว่าฉันจะเลี้ยงลูกให้ดีได้ ถึงเวลามันก็ต้องทำได้แหละ คงเหมือนทุกเรื่องนั่นแหละ ตอนแรกอาจจะคิดไม่ออกว่าจะผ่านไปได้ยังไง แต่พอถึงเวลาก็ต้องทำได้" D บอกด้วยความมั่นใจ นางอาจจะหนักอกแต่ไม่หนักใจ

          แน่นอน ...อายุ 30 ไม่ใช่เด็กๆ
          แต่เมื่อ่านหนังสือเล่มนี้ ผมตระหนักทันทีว่า อายุ 30 ก็ไม่ได้โตเป็นผู้ใหญ่มากจนไม่สามารถที่จะปรับตัวอะไรไม่ได้เลย
          อายุ 30 หมายถึงคุณจบปริญญาตรีมา 7-8 ปี ทำงานมาไม่ถึง 10 ปี จึงเหมือนการเรียนรู้ว่า โลกความจริง กับ โลกความฝัน มันไม่เหมือนกัน
          ผมชอบ "วัยว้าวุ่นรุ่น30" เพราะเขียนให้อ่านง่ายๆ ยกตัวอย่างที่เราเห็น(หรือเจอด้วยตัวเอง)ในชีวิตประจำวัน ที่บางทีแค่เปิดอ่านบทเดียว ก็ให้คำตอบในชีวิตได้ทันที
          นี่จึงเป็นหนังสือที่ผมอยากบอก "อ่านหนังสือเล่มนี้เถิดที่รัก" ถ้าอยากได้ข้อคิดดีๆเพื่อหาคำตอบในวิกฤติวัย 30

โดย อ่านหนังสือเล่มนี้เถิดที่รัก

 

กลับไปที่ www.oknation.net