วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

PT Family


ประโยคที่ว่า ความรู้อาจเรียนทันกันหมด แสดงถึงความรู้ที่เราอาจมีเท่าเทียมกันได้ด้วยการศึกษา ไม่สงสัยความหมายของประโยคนี้คะ แต่คิดไม่ถึง ว่าครอบครัวที่ดิฉันเป็นสมาชิกอยู่ จะมีโอกาสได้เรียนสิ่งที่อยากรู้ พร้อมๆกัน จนอาจมีความรู้ในเรื่องที่เรียนเท่าเทียมกัน

ตอนนี้ 3 คน พ่อแม่ลูก ไปเป็นนักเรียนในหลักสูตร การเป็นครูฝึกสอนออกกำลังกายส่วนบุคคล หรือ (ACE ) Personal Trainer ด้วยกันจนเป็นที่แปลกใจของบรรดาอาจารย์ผู้สอนค่ะ เพราะไม่เคยมีการเรียนทีผู้เรียนเป็นครอบครัวเดียวกัน มาเรียนพร้อมๆกันอย่างนี้มาก่อน และเพราะการเรียน จึงรู้ว่ายังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเป็นครูสอนออกกำลังกายอยู่มาก

เดิมดิฉันเข้าใจว่างานของ personal trainer หรือ pt คือการสอนการออกกำลังกายเพื่อให้ผู้ที่ pt ดูแลอยู่ออกกำลังกายอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดจากการออกกำลังกาย เพื่อให้มีสุขภาพดี ให้ร่างกายแข็งแรง เสริมสร้างสัดส่วนให้สมดุล พอมานั่งเรียนจริงๆ จึงเข้าใจงานของ pt มากขึ้น

อันที่จริงที่เข้าใจเดิมนั่นถูกแค่ส่วนเดียวค่ะ เพราะงานของ pt คือ นอกจากจะทำอย่างไรให้เขามีสุขภาพกายดีแล้ว ยังต้องส่งเสริมให้เชามีสุขภาพจิตดี ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ฝึกอีกด้วย ดังนั้นจึงต้องเรียนรู้ถึงทฤษฎีต่างๆเกี่ยวกับพฤติกรรม กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การสร้างและรักษาแรงจูงใจ ฯลฯ เพิ่มขึ้นมา และเพราะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของชีวิตด้วย จึงต้องเรียนรู้ถึงการช่วยชีวิตฉุกเฉินด้วยเช่นกัน

ดังนั้นถ้ามีใครที่ต้องการออกกำลังกาย ไม่ว่าเพื่อลดน้ำหนัก หรือเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ และอยากให้มีครูฝึกคอยดูแล แม้ว่านั่นคือเป้าหมายของเขา แต่เป้าหมายที่ครูฝึกสอนต้องการ จึงกลับเป็นอีกแบบ

นั่นคือ การสอนมีเป้าหมายอยู่ที่การมีการเคลื่อนไหวของร่างกายที่สมดุล มั่นคง จนทำให้มีอิริยาบทต่างๆในชีวิตประจำวันได้ดี เพื่อ ป้องกันการบาดเจ็บจากการใช้ชีวิต (เช่นแข็งแรง คล่องแคล่ว มีโอกาสพลัดล้มจนอวัยวะแตกหักน้อยลง) จนพลอยมีสุขภาพจิตดี มีรูปร่างดีอย่างที่ต้องการ อันเป็นการปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

งานจึงมีความท้าทายอยู่ไม่น้อย

มองว่าเป้าหมายเหล่านั้น ตามที่ Amerrican Council on Exercise (ACE) กำหนดไว้ สอดคล้องกับภาวะสังคมในปัจจุบันเลยค่ะ เพราะทุกวันนี้โรคต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ปวดหลัง (โรคนี้กลายเป็นปัญหาระดับโลกไปแล้ว) ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการกิน อยู่ ใช้ชีวิต ของตัวเราเองทั้งนั้น อีกทั้งสภาพสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมสูงวัย ปัญหาผู้ดูแลผู้สูงวัยที่ขาดแคลนมากขึ้นเรื่อยๆ เหล่านี้ทำให้เราๆต้องพึ่งและดูแลตัวเองมากขึ้น

จึงน่าจะเป็นการดีนะคะ ถ้าเรารู้ว่าร่างกายเราติดขัด ขัดข้อง ที่จุดไหน ส่วนที่เราแก้ไขด้วยตนเองได้ ก็ปรับเปลี่ยนให้สู่สภาพดีด้วยตัวเราเอง

และงานที่ท้าทายอีกงานของ pt คือ จะเขียนโปรแกรมออกกำลังกายอย่างไร ที่นอกจากผู้ฝึกจะได้ผลตามที่ต้องการแล้ว ยังต้องสนุก ไม่น่าเบื่อ รักษาสภาพแวดล้อมที่ชวนให้ออกกำลังกาย สภาพจิตใจที่ดี จนผู้ฝึกรักการออกกำลังกายและฝึกได้อย่างต่อเนื่อง รักการออกกำลังกาย จนการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชิวิต ให้ผู้ฝึกรับรู้ว่าการที่มีสุขภาพดีและได้รูปร่างอย่างที่ต้องการ ไม่ใช่แค่ออกกำลังกายเท่านั้น แต่รวมถึงการที่ต้องดูแลตนเองในเรื่องอาหาร ดูแลจิตใจ และการพักผ่อนที่เพียงพอ การจัดการด้านอื่นๆของชีวิตที่อาจกระทบต่อการออกกำลังกายด้วย

ให้ผู้ฝึกค่อยๆเรียนรู้ที่จะสร้างโปรแกรมออกกำลังกายสำหรับตนเองได้เอง ตรวจสอบความก้าวหน้าและค้นหาอุปสรรคต่างๆและปรับแต่งโปรแกรมการฝึกได้เอง สามารถรักษาสภาพจิตที่ดีไว้ได้ด้วยตนเอง กระทั่งเป็นอิสระ ดูแลตนเองได้ ไม่ต้องพึ่งพิงการดูแลและสนับสนุนจาก pt ในที่สุด

ชวนให้นึกถึงคำกล่าวของ ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ที่ว่า "จิตที่แข็งแกร่ง ต้องอยู่ในร่างที่แข็งแรงเท่านั้น" ขึ้นมาเลยค่ะ เพราะกว่าจะฝึกตนจนร่างกายแข็งแรง ต้องฝึกทั้งกายและใจไปพร้อมๆกัน ต้องอด ต้องทน ต่อสิ่งเร้าทั้งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ ที่อยากและไม่อยาก เพื่อที่จะฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆไปให้ได้

เมื่อดูแลแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องการออกกำลังกายนี้ได้ ก็จะสามารถใช้ประสบการณ์การจัดการอุปสรรคและเสริมสร้างสิ่งดีๆที่ทำได้สำเร็จนี้ ไปจัดการกับเรื่องอื่นๆที่อาจทำให้ชีวิตตนวุ่นวายได้ต่อไป

งานของ pt จึงเป็นงานที่เหมาะแล้ว ที่ใช้คำว่า "ครู" นำหน้า จริงๆค่ะ

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net