วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลูกหมี...Play and Learn


        เหมือนพระเจ้าลิขิตชีวิตของแม่หมีมานะคะ   ถ้าเรามองย้อนกลับไปในอดีต   แม่หมีเกิดมาในครอบครัวของครูคุณย่าเปิดโรงเรียนประถมเล็กๆ  คุณแม่เป็นครูใหญ่ คุณอาเป็นผู้จัดการ  คุณพ่อเป็นทนายความแต่ต้องไปเรียนครุศาสตร์เพิ่มจะได้มีวุฒิครูเพื่อกลับมาเป็นผู้รับใบอนุญาติและบริหารโรงเรียน   ส่วนพี่ๆน้องคนอื่นของแม่หมีก็ไม่มีใครทำงานในกิจการของที่บ้าน  มีเพียงพี่สาวคนโตและแม่หมีที่ทำงานในโรงเรียนประถมเล็กๆแห่งนี้  ตอนที่แม่หมีอยู่ชั้นมัธยมต้น  ปิดเทอมไม่ต้องไปเรียนพิเศษเหมือนเพื่อนๆ  แต่มีหน้าที่ช่วยสอนเด็กๆให้อ่านหนังสือ  จากเป็นผู้ช่วยครู   เมื่อเชี่ยวชาญมากขึ้นคุณอาก็ให้แม่หมีสอนทั้งชั้นเลยค่ะ   เด็กประมาณ 20 กว่าคน  สอนทั้งภาษาไทย  เลข  ภาษาอังกฤษแถมแม่หมีมีเล่านิทานให้ฟังด้วยค่ะ  เรียนตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงเที่ยง   ทำแบบนี้มาตลอดทุกปิดเทอม  ได้ค่าสอนเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียวเชียวล่ะค่ะ   และที่สำคัญแม่หมีรู้สึกชอบมากๆค่ะ   เด็กวุ่นวายแต่แม่หมีก็สามารถจัดการได้หลอกล่อให้เด็กอ่านและเขียนจนได้   เหมือนคุณอาพยายามปลูกฝังเราให้มีใจรักด้านนี้  แล้วก็เป็นจริงค่ะ   เมื่อเลือกคณะที่จะสอบเอ็นทรานซ์  จึงเลือกคณะศึกษาศาสตร์  ครุศาสตร์  ศิลปศาสตร์  ตอนนั้นฝันไว้ตามประสาเด็กช่างฝัน   มีฝันสองอย่างคือเป็นครูกับแอร์โฮสเตสนี่ล่ะค่ะ   แต่สุดท้ายก็ได้เข้าคณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยศิลปากร  เป็นสาวทับแก้ว (ที่ช่างคุย ช่างเล่น  มากกว่าเรียน ตามสไตล์ของแม่หมีนั่นแหล่ะค่ะ อิอิอิ ) เมื่อเข้าเรียนก็ไม่ได้เลือกเรียนเอกประถมศึกษา  แต่เลือกเรียนวิชาอื่นเพื่อที่จะสอนชั้นมัธยมศึกษา  แต่พอจบมาก็ต้องมารับช่วงบริหารโรงเรียนของที่บ้าน  ก็เลยกลายเป็นต้องสอนชั้นประถมศึกษาไป  (แต่อิชั้นทำได้ค่ะ  ถนัดอยู่แล้ว) เมื่อจบมาทางด้านครูเราก็เลยได้เรียนวิชาจิตวิทยาเด็ก  เหมือนพระเจ้าจะเตรียมพร้อมให้เรา  เพราะเราได้รับของขวัญจากพระเจ้า  คือมีลูกที่รักและแถมลูกที่สุดแสนพิเศษมาให้อีก 1 คน  ดังนั้นสิ่งที่เรียนมานอกจากสอนลูกศิษย์แล้วยังสอนลูกรักของเราได้อีกด้วย  นี่ไงแม่หมีถึงบอกว่าพระเจ้าลิขิตมาแล้วจริงๆ

         พอทำงานไปได้ปีกว่าๆ  คุณอาบอก  "เราเปิดเนิสเซอรี่เพิ่มอีกดีมั๊ย"  พี่สาวบอกให้ไปสร้างอาคารเล็กๆตรงบ้านของเธอดีกว่า  แล้วให้แม่หมีวิ่งรอกสอนสองที่  เพราะเดินประมาณ 5 นาทีก็ถึงแล้ว   แม่หมีไม่มีปัญหาโอเคงั้นก็เปิดเนิสเซอรี่  แต่ขอไปอบรมให้เป็นเรื่องเป็นราวก่อนนะ  คราวนี้มีการอบรมการสอนเด็กปฐมวัยที่ไหนก็ไปอบรมมันทุกที่   เพื่อกลับมาจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก  เรามีความชอบมีพื้นฐานอยู่แล้ว  จะเต้น  จะร้อง (ร้องไม่เพราะหรอกค่ะ  แต่ร้องเพลงเด็กๆได้ 555) จะเล่านิทาน  ทำกิจกรรมเพื่อฝึกพัฒนาการเด็กฯลฯ แม่หมีทำได้หมด  เหมือนเราถูกสั่งสมให้มีองค์ความรู้มาตั้งแต่ยังเป็นเด็กๆมาแล้ว  ตอนนั้นอายุยังน้อยค่ะ  ให้ไปอบรมที่ไหนก็สนุกไปหมด   พอมีความรู้ก็อยากที่จะปล่อยของ   อิชั้นก็ทำเต็มที่เลยสิคะ

         การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยมีความแตกต่างไปจากเด็กในวัยอื่น ดังนั้นการจัดกิจกรรมหรือประสบการณ์สำหรับเด็กวัยนี้จึงเป็นกิจกรรมบูรณาการผ่านการเล่นที่หลากหลาย  เป็นการเล่นปนเรียน   เด็กๆก็สนุกได้เรียนรู้ได้ทำกิจกรรม ไม่ใช่มานั่งเรียนเขียนอ่านให้หนักสมอง   เด็กๆได้พัฒนาการทั้งทางร่างกายและทางสติปัญญาผ่านกระบวนการเล่นที่แม่หมีคัดสรรมาแล้วว่าเหมาะสมกับวัยของเขา   แม่หมีทำสื่อการเรียนรู้ด้วยตัวเอง   ไปเลือกซื้อของเล่นที่ส่งเสริมพัฒนาการต่างๆ  แถมเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือจิตวิทยาพัฒนาการเด็ก   เมื่อเราทำด้วยใจรัก   เราก็สนุกกับการทำงาน   ผู้ปกครองก็ไว้ใจที่เห็นลูกๆตัวน้อยมีความสุขและมีพัฒนาการที่ดี

         คราวนี้พอแม่หมีแต่งงานมีลูก   พี่หมีใหญ่จึงเป็นลูกคนแรกที่แม่หมียกเอาเนิสเซอรี่มาจัดที่บ้าน   เขาได้รับการฝึกฝนได้รับความรักความอบอุ่นจากแม่หมี   การโอบกอด รอยยิ้ม  การพูดคุยกับเขาแม้ว่าเขาจะเป็นทารก   แต่ก็เป็นพื้นฐานที่ทำให้สมอง,สติปัญญา รวมทั้งพัฒนาการด้านต่างๆของเขาดีขึ้นตามลำดับ  และเมื่อเรามีหมีน้อย  เราก็ดูแลหมีน้อยในแบบเดียวกัน (ตอนนั้นไม่รู้ว่าหมีน้อยเป็นออทิสติก แต่เราใช้มาตรฐานเดียวกัน) พอหมีน้อยเริ่มโตขึ้น และเราทราบจากคุณหมอแล้วว่า  เขาเป็นออทิสติก  แม่หมีก็ไปกวาดหนังสือเกี่ยวกับเด็กพิเศษจากร้านหนังสือ (แบบเด็กพิเศษทุกชนิด  อ่านแล้วก็เอามายำๆเป็นความรู้ที่นำมาพัฒนาลูก) ขอความรู้และคำแนะนำจากหมอเพื่อพัฒนาหมีน้อย  แต่แม่หมีก็จะไม่ทิ้งพี่หมีใหญ่  "โรงเรียนอนุบาลแม่หมี" จึงเริ่มต้นที่บ้าน   มีลูกศิษย์สองคนคือพี่หมีใหญ่กับหมีน้อย  โรงเรียนนี้จะเปิดสอนตั้งแต่เวลาบ่ายสี่โมงเป็นต้นไป  ยืดหยุ่นได้บ้าง  ถ้าแม่หมียังไม่ถึงบ้าน   แต่เมื่อเปิดสอนก็จะสอนเรื่อยไปจนลูกเข้านอน  คือ ปิดท้ายของการเรียนด้วยนิทานก่อนนอน   

          แม่หมีสอนลูกให้มีทักษะด้านต่างๆ (Q ทั้งหลายที่พูดถึงเมื่อเอ็นทรี่ที่แล้ว "อบอุ่นและปลอดภัย....." ) ผ่านกระบวนการเล่น ผ่านกิจกรรมต่างๆ  มีของเล่นมากมายที่เราซื้อมา  ส่งเสริมจินตนาการบ้าง  เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่บ้าง   อย่างแป้งโดว์ (คล้ายดินน้ำมัน ) เราก็ทำเอง  ทำง่ายมากปลอดภัยต่อลูกด้วย (ใช้แป้งสาลีอเนกประสงค์ เกลือ  น้ำอุ่น  น้ำมันพืช  สีผสมอาหาร   มาขยำๆนวดให้เข้ากัน ดูแค่ให้พอปั้นได้ก็ใช้ได้แล้วค่ะ   พอไม่ใช้ก็จับใส่ถุงพลาสติคแช่ในตู้เย็นเก็บไว้เล่นวันหน้าได้อีก)  กระดาษ A4 ที่ใช้ด้านนึงไปแล้วก็เอามาไว้ให้ลูกได้ขีดเขียน  วาดรูปเล่น แม่หมีมีสีน้ำ  สีไม้ สีเทียน  สีชอล์ก เตรียมไว้พร้อม  กาว  กรรไกร(แบบสำหรับเด็ก)มีไว้ให้ลูกใช้  เรียกว่ามีอุปกรณ์ทุกอย่างครบ อยากทำกิจกรรมใดก็นำมาทำได้เลย   แม้กระทั่งสติกเกอร์ดาว  สำหรับให้คะแนนการทำความดี  หรือผลงานดีเด่นก็มีพร้อม  เราไม่ได้เล่นบนบ้านอย่างเดียว  เรามีการเล่นในสนาม  จะวิ่งเล่น  จะเตะฟุตบอล  จะขี่จักรยาน แม่หมีสอนได้หมด   สนุกไปกับลูกๆ  แค่สามคนก็เสียงดังไม่แพ้โรงเรียนอนุบาลอื่นๆ   แต่ไม่ใช่เล่นกับลูกอย่างเดียวขณะที่ลูกทำกิจกรรมต่างๆ  แม่หมีก็ทำอาหารเย็นไปด้วย   เอาผ้าลงเครื่องซักผ้าไปด้วย  บางทีก็มีวิชาเข้าครัว  ลูกช่วยหักมักโรนีบ้าง  ช่วยล้างผักบ้าง  อะไรที่พอให้หัดทำได้ก็ทำไปตามวัยและความสามารถของลูก   ถามว่าเหนื่อยมั๊ย   ตอนนั้นไม่รู้สึกเหนื่อยค่ะ  เราเห็นรอยยิ้ม   เราได้ยินเสียงหัวเราะของลูกเราก็ลืมนึกถึงความเหนื่อยเลย   ไม่เคยรู้สึกรำคาญไม่เคยคิดว่าเป็นหน้าที่แต่มันเป็นกิจวัตรที่เราทำด้วยกัน   พี่หมีใหญ่อ่านหนังสือทำการบ้านไป  หมีน้อยก็ฟังแม่อ่านหนังสือหรือฝึกพูดไปด้วย  เมื่อหมีน้อยปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับนักฝึกพูด(เพราะเวลาไปฝึกพูด หมีน้อยจะเอามือปิดปากแล้วสั่นหัวไม่ยอมพูด  ไม่ยอมให้ความร่วมมือ) นักฝึกพูดบอกว่า  "น้องไม่ยอม  คุณแม่กลับไปฝึกลูกเองก็ได้"   พอได้เรียนรู้วิธีการฝึกพูดจากครูฝึกพูดมา  หาหนังสือมาอ่านแล้วเก็บความรู้ที่ได้มาฝึกเอง   อาจไม่ดีนักแต่หมีน้อยก็ไว้วางใจที่จะยอมทำในสิ่งที่เราสอน   ทุกสิ่งที่เราทำให้ลูกมาจากความรักล้วนๆ  แล้วแม่หมีก็ไม่ลืมที่จะสอนภาษา  สอนศิลธรรม จริยธรรม  สอดแทรกในทุกกิจกรรม

          แม้ว่าการเล่นของหมีน้อยไม่เหมือนพี่หมีใหญ่   พี่หมีใหญ่ต่อเลโก้ได้  หมีน้อยก็ต่อได้แต่แบบเอามาต่อกันให้สูงๆ หรือเอามาเรียงเป็นแถวยาว  สิ่งที่เราสังเกตเห็นคือ  เขาจะเอาเลโก้สีเดียวกันมาต่อกัน   หรือเรียงสีเดียวกันเป็นแนวยาว  พอหมดก็ต่อด้วยสีใหม่  ซึ่งแม่หมีก็ไม่ได้บังคับเล่นแบบใดก็ได้ตามถนัด  ถ้าเขาไม่ชอบก็ไปหยิบอย่างอื่นมาให้เล่นหรือบางทีเขาจะนั่งมองพี่หมีใหญ่เล่น   ซึ่งพี่หมีใหญ่ก็จะคอยเรียกคอยชวนให้น้องสนใจสิ่งที่เขาทำ  เพราะแม่หมีบอกว่า ต้องชวนน้องให้มาเล่นด้วย  คุยกับน้อง  น้องไม่พูดไม่เป็นไร  แต่ลูกต้องอธิบายต้องคุย   วันหนึ่งน้องก็จะพูดได้แล้วลูกจะมีเพื่อนคุย   ทุกวันนี้สองหนุ่มเขายังคงมีกิจกรรมร่วมกัน  พูดคุยกัน  สนใจเรื่องราวต่างๆคล้ายกัน

           การเลี้ยงลูกของแม่หมีจึงเป็นการเลี้ยงลูกแบบ Play and Learn >>> เพลิน  ให้ลูกๆ เรียนรู้   มีกระบวนการจัดกิจกรรมผ่านการเล่น   และด้วยสิ่งเหล่านี้เองทำให้เกิดความรักความผูกพัน  เอื้ออาทรต่อกัน  แต่ก็มีบ้างที่บางครั้งเขาไม่เข้าใจกัน   แม่หมีก็จะเรียกเขามาคุย  มาปรับความเข้าใจ  ที่สุดความรักก็กลับมาอีกครั้ง  เพราะพื้นฐานทุกอย่างเริ่มต้นจากการเลี้ยงดู   แม่หมีไม่เคยเข้าข้างใคร  ไม่เคยรักใครมากกว่าใคร  ให้เขาได้พูดในสิ่งที่เขาคิด  แล้วเขาก็เข้าใจเหตุผลของแต่ละฝ่าย  ถ้าเราไม่คิดว่าการเลี้ยงลูกเป็นเรื่องยาก  ทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ   แต่ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม   เราทำเส้นทางให้เขาเดิน  ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับวัย  สร้างพื้นฐานของอารมณ์ให้มั่นคง   ครอบครัวเข้มแข็ง มันก็จะเป็นอย่างที่เราตั้งใจ   ก็ไม่รู้นะคะว่าทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร   เราพาเขาเดินมาไกลมาก  มาในหนทางที่ดีข้างหน้ามันก็ต้องมีสิ่งดีๆรออยู่ใช่มั๊ย   อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหมีน้อยก็จะเรียนจบแล้ว   และคงเข้าสู่การมีอาชีพมีการทำงานที่มั่นคง   ส่วนพี่หมีใหญ่ก็ยังคงทำงานในสายงานที่ชอบและกำลังเรียนปริญญาโทอย่างตั้งใจ  เทอมที่ผ่านมาเกรดเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ที่สูงพอสมควร  ขอไม่บอกล่ะค่ะว่าเท่าไหร่  ถ้ายืนยาวแบบนี้ไปเรื่อยๆ  บางทีอาจจะได้เกียรตินิยม   เอาใจช่วยด้วยแล้วกันนะคะ


                       บันทึกโดยแม่หมี                                       

                           ( แม่ที่พยายามเลี้ยงลูกแบบPlay and Learn  แต่ตัวเองน่ะเรียนมาแบบเพลินๆอย่างเดียว  ซะงั้น!!)


มาดูรูปดีกว่าค่ะ


            แม่หมีกับลูกศิษย์ "สมกมลเนิสเซอรี่" ในเครื่องแบบสีสันสดใส ตอนนี้เป็นหนุ่มเป็นสาว  บางคนแต่งงานไปแล้วก็มีค่ะ


            ที่"สมกมลเนิสเซอรี่"  จะไม่จัดงานปีใหม่ค่ะเราจัดงานวันเด็กค่ะ   เพราะครูอ้อมต้องจัดงานปีใหม่ที่โรงเรียนประถม  เราพาเด็กๆไปโชว์การแสดงให้พี่ชั้นประถมดูกัน เด็กๆเขาก็กล้าแสดงนะคะ


           ปีแรกเรายังไม่ได้ทำเวทีค่ะ   แสดงกันบนสนามหญ้า  เด็กที่นี่ไม่เน้นอ่านเขียนค่ะ  เน้นเรียนผ่านกิจกรรมต่างๆเพื่อฝึกพัฒนาการด้านต่างๆ


                            ปีหลังๆเราทำเวทีแล้วล่ะค่ะ  เพราะเด็กตัวเล็ก  ผู้ปกครองมองไม่ถนัด


                        ทีนี้มาดูพี่หมีใหญ่กันบ้าง   "นี่คือส่วนหนึ่งของของเล่นของผมครับ"


                                                    ผมเก่งแล้ว  ต่อเลโก้ชิ้นเล็กๆได้


              โรงเรียนอนุบาลแม่หมี  มีลูกศิษย์สองคนค่ะ  คนหนึ่งพูดได้  แต่อีกคนไม่ยอมพูด  แต่ก็ส่งเสียงดังเอิ๊กอ๊ากไม่แพ้กัน


               ได้เวลาออกกำลังกายค่ะ  เล่นบอลกัน เตะบอลก็ได้  โยนบอลให้รับก็ได้   หมีน้อยคว้าบอลแล้ววิ่งเลยค่ะ  สนุกเขาล่ะ


             พี่หมีใหญ่ขี่จักรยานเป็นแล้ว  แต่หมีน้อยต้องเล่นไถรถไปก่อน   ได้ฝึกกล้ามเนื้อขา  ที่สำคัญเล่นด้วยกัน  ไม่พูดไม่เป็นไร  สักวันต้องพูดได้ (เก็บคำศัพท์ไว้ในสมอง ) ตอนนั้นหวังไว้แค่นั้นก่อนค่ะ  เป็นไงคะ  โรงเรียนอนุบาลแม่หมี  เปิดประมาณสี่โมงเย็น  เรื่อยไปจนเข้านอน   มีหยุดพักกินอาหารเย็น  และมีการอาบน้ำด้วย หนุกหนานค่ะ
          

          อ่านเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่านได้ที่เอ็นทรี่เหล่านี้ค่ะ  (ความจริงทุกเอ็นทรี่ส่วนใหญ่ก็จะสอดแทรกเรื่องต่างๆที่มนุษย์ควรจะมีพื้นฐานในการมีชีวิตอย่างมีคุณภาพตามประสาคุณแม่ช่างเล่าอย่างแม่หมี)
                  เมื่อคุณขอมา ก็จัดให้ค่ะ.....(ตอนที่ 1)
                  เมื่อคุณขอมา ก็จัดให้ค่ะ.....(ตอนที่2)
                  หมีน้อยกับผีเสื้อ.......วุ้ย !!!.....ชื่อเรื่องน่ารักเชียว      คลิกอ่านได้เลยค่ะ

          ขอบคุณเพลงไพเราะ ความหมายดีๆThe Perfect Fan  เพลงจากศิลปิน Backstreet Boys  หวังว่าสักวันแม่หมีคงจะเป็นThe Perfect Fan ของลูกๆ (หวังเยอะไปมั๊ยเนี่ย...)

โดย แม่หมี

 

กลับไปที่ www.oknation.net