วันที่ ศุกร์ มีนาคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ภาพอดีตกาฎมัณฑุ...ที่ยังไม่เห็นภาพปัจจุบัน


       วันนั้นเมื่อเดือนมิถุนายน ปี ๕๘ หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศเนปาล ผมมีโอกาสได้ไปเยือนแล้วนำเงินบริจาคน้อยนิดที่ได้จากเพื่อนๆที่ภูเก็ตได้นำไปบริจาคถึงพื้นที่ที่เสียหายมากที่สุดในชานกรุงกาฎมัณฑุ นั่นคือหมู่บ้านโคคานา และหมู่บ้านบุงกามาตี...และในวันนั้นผมได้มองอนาคตว่าการฟื้นฟูบ้านเมืองคงเป็นเรื่องล่าช้าด้วยเหตุผลหลายประการ...อย่างแรกคือด้านสถาปัตยกรรมที่มีความละเอียดแต่วัสดุก่อสร้างไม่ได้คุณภาพนั่นคือสร้างจากดินเป็นส่วนของอาคารบวกกับเนปาลคงขาดฝีมือแรงงาน ..ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นกับประเทศด้อยหรือกำลังพัฒนานั่นคือปัญหาคอรัปชั่น เมื่อได้สัมผัสพูดคุยกับชาวเนปาลมากมาย เพราะผมไปคนเดียวจึงมีโอกาสเดินซอกแซกถามไถ่เรื่องราวมากมายที่อยากจะรู้....จึงได้แต่มองว่าในบ้านเราก็มีปัญหา แต่คนมันอยากยื่นจมูกไปรู้เรื่องราวของชาวโลกบ้าง อย่างน้อยก็ได้เป้นประสบการณ์มาเล่าต่อครับ

          ก่อนที่ผมจะเดินทางไปยังประเทศเนปาลหลังแผ่นดินไหวแค่เดือนเดียว ผมพยายามหาหน่วยงานจากประเทศไทยที่ไปปักหลักให้ความช่วยเหลือ เพื่อจะไปพบกับคนไทยที่โน่นเผื่อได้พูดคุยแลกเปลี่ยน...พยายามติดตามในเฟสบุ้กเพื่อเข้าไปเป็นเพื่อน สอบถามผ่านน้องๆที่จบวิศวกรเพื่อเป็นการประสานงาน และอยากไปชมความก้าวหน้าการช่วยเหลือที่ทราบว่ามีการสร้างบ้านสำเร็จรูปให้ชาวเนปาล เพราะมีการบริจาคเงินช่วยเหลือ แต่ดูเหมือนสิ่งเหล่านั้นจะเป็นความลับ จนถึงทุกวันนี้ผมยังไม่ทราบเรื่องราวเหล่านั้น เช่นเดียวกันกับการเกิดพายุใต้ฝุ่นที่ประเทศฟิลิปปินส์ มีกลุ่มคนไทยไปให้ความช่วยเหลือ แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นความลับที่ไม่อยากเปิดเผยให้คนไทยด้วยกันไปสัมผัสเรียนรู้ หรือให้ความช่วยเหลือสาธารณะอย่างเปิดอก.....เต้นท์ทุกหลังในกรุงกาฎมัณฑุล้วนนำมาจากรัญบาลจีนเกือบทั้งหมด....แต่รถยนต์ รถมอเตอร์ไซต์ล้วนนำเข้าจากประเทศอินเดีย

          อาคารที่สวยงามที่สุดและเป็นสัญญลักษณ์แห่งกรุงกาฎมัณฑุพังครืนลงมาในวันเกิดแผ่นดินไหว หากดูรูปทรงสถาปัตย์กรรมกับเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันของเนปาล น่าจะเป็นเรื่องที่สาหัสกับการบูรณาการอาคารนี้...แม้มีผู้คนมากมายในโลกนี้รวมทั้งคนไทยที่ไปเที่ยวเนปาล แต่ดูเหมือนว่าภาพปัจจุบันของที่ตรงนี้ไม่มีให้เห็นในสื่อสาธารณะ....ทุกเหตุการณ์สำคัญที่เกิดความหายนะของมวลมนุษย์ชาตินั้นมันเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้าในการช่วยเหลือ สุดท้ายก็ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของเจ้าบ้านผู้น่าสงสาร อย่างกรุงกาฎมัณฑุ นี่คือจตุรัสดูบาร์ ใจกลางกรุงกาฎมัณฑุ

ลงพื้นที่หมู่บ้านโคคานาและบุงกามาตี เพื่อทราบข้อมูลการบริหารจัดการในการช่วยเหลือประชาชนโดยท้องถิ่น

ผมไปคนเดียวไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาลใช้ทุนทรัพย์เอง....ได้ไปเห็นจริงๆ

        ความกล้าหาญที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่ผมยึดถือมาตลอด ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ผู้คนเพื่อนร่วมโลกเดือดร้อนไม่ว่าจะเป็นที่ใด หากมีโอกาสผมอยากจะทำนำความช่วยเหลือแม้มันจะเล็กน้อย..แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือการได้ใช้โอกาสในการเดินทางที่มีคุณค่าในการสอบถาม พูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อเป็นประสบการณ์ในการถ่ายทอด...ภาพนี้คือนายทหารควบคุมการเคลื่อนย้ายสิ่งของ ซากปรักหักพังในเขตพื้นที่ประสพภัยแผ่นดินไหวในหมู่บ้านบังกามาตีและหมู่บ้านโคคานาของกองทัพเนปาล อยากจะรู้เรื่องราวของคนไทยที่ไปคนเดียว..เป็นสิ่งที่เขาต้องทำอย่างยิ่งยวดในด้านความมั่นคง...การพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของการเดินทางแบบเปิดกว้างให้คุ้มค่ากับการลงทุน

          อย่างน้อยเงินบริจาคจากเพื่อนๆจากภูเก็ตก็ได้นำไปบริจาคเพื่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราวให้กับนักเรียนโรงเรียนมัธยมของหมู่บ้านบุงกามาตี ชานกรุงกาฎมัณฑุและเป็นจุดที่เสียหายมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศเนปาล

 

         เนปาลประสพปัญหาด้านวัสดุก่อสร้างไม่ได้คุณภาพเริ่มจากทรายที่นำมาจากแม่น้ำเป็นส่วนใหญ่ที่ไม่ได้คุณภาพ มีส่วนผสมของฝุ่น หินจากภูเขาก็ไม่มีเหลี่ยมคมเป็นส่วนผสมหินผุ ส่วนเหล็กนั้นคงจะนำเข้ามาจากจีนซึ่งเท่าที่ดูจากการวางขายกันในตลาดส่วนใหญ่เกิดสนิมจากการขนส่ง เพราะเนปาลผลิตเองไม่ได้ เมื่อวัสดุถูกส่งไปถึงหน้างานก่อสร้างทุกอย่างด้อยคุณภาพ ดังในภาพที่เห้นเป็นตัวอย่าง เกิดภาพแบบนี้ถือว่ามากมายในกรุงกาฎมัณฑุที่อาคารติดกันแต่คุณภาพในการก่อสร้างที่ไม่เหมือนกัน

ว่าด้วยประสิทธิผลของการใช้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ซึ่งแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน

          อาคารเกือบทั้งหมดในกรุงกาฎมัณฑุสร้างจากอิฐแดงบนคอนกรีตคุณภาพค่อนข้างต่ำเพราะมาจากวัสดุด้อยคุณภาพ เนปาลเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวไม่มากมายเหมือนญี่ปุ่น การพัฒนาในด้านการก่อสร้างที่จะก้าวกระโดดไปสู่ระบบป้องกันแผ่นดินไหวคงยังไปไม่ถึง....ประสบการณ์แห่งแผ่นดินไหวเนปาลเมื่อกลับมาสู่บ้านเราถึงระบบเตือนภัยในเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเราก็ต้องเรียนรู้เพื่อป้องกัน...หากแต่วันนี้ในบ้านเราสำหรับเหตุการณ์เรียนรู้จากภัยสึนามิเมื่อ ๑๓ ปีก่อนก็คงเพียงพอ ในวันนี้การตั้งรับและการป้องกันภัยก็ถือว่าผู้คนเรียนรู้จากสื่อโซเชี่ยลเป็นส่วนใหญ่....แต่อย่างไรก็ตามหากไม่เกิดมันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

โดย พาจรดอทคอม

 

กลับไปที่ www.oknation.net