วันที่ ศุกร์ มีนาคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อ๖๔.วัดเสนาสนาราม ปักรากธรรมยุต


   

 


 

  

                       บริเวณตลาดกลางเมืองกลางเกาะอยุธยาหรือตลาดหัวรอเป็นชุมชน    หลักของเมือง

อยุธยา  ผมไม่ค่อยจะได้ผ่านไปนักเพราะอยู่นอกเส้นทางไปทำงานอีกทั้งรถราจอแจ       เมื่อเรายังติดตาม

เรื่องพระนเรศ   ในพื้นที่นี้มีตำแหน่งหนึ่งที่น่าสนใจคือพระราชวังจันทรเกษม ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์

สถานแห่งชาติพระราชวังจันทร์เกษม   และที่นี่คือพระราชวังของวังบวรในยุคตั้งแต่พระนเรศลงมา      ระบบ

วังบวรหรือวังหน้าทำให้วิธีการสืบทอดราชบังลังก์ของกษัตริย์อยุธยามั่นคงขึ้น(กว่าเดิม)   อย่างน้อยก็มองเห็น

ว่าเป็นเบอร์สองของราชบังลังก์   ในยุคพระนเรศนั้นวังหน้าไปปกครองยังเมืองพิษณุโลกที่ตำแหน่งตรงข้ามวัด

ใหญ่(ทางแม่น้ำ)ตรงนั้นก็มีวังของพระนเรศอีกหลังหนึ่ง  ซึ่งจะกล่าวถึงในตอนต่อๆไปอีกครั้งหนึ่ง       ชื่อว่า

วังจันทน์เหมือน(คล้าย)กัน   ความที่ไม่ค่อยแข็งแรงเรื่องภาษา       ผมแทบจะจำติดมาเลยว่าจันทร์ของชื่อ

พระราชวังที่อยุธยานี่เป็นพระจันทร์ด้วยว่ากษัตริย์เหมือนพระอาทิตย์    เพราะฉะนั้นวังของอุปราชหรือวังหน้านี่

คือพระจันทร์อันเป็นเดอะเซกเก้น    แต่ปรากฎว่าเรื่องนี้ไม่ถูกทั้งหมดเพราะวังพระนเรศที่พิษณุโลก  กลับใช้คำ

ว่าพระราชวังจันทน์   จันทน์นี่คือไม้หอม   เรื่องพวกนี้ของภาษาไทยเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้คนสับสนเพราะดู

น่าจะมีคนหรือได้ยินคนมาบอกเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น     แต่ชื่อเดียวกันนี้คือพระราชวังจันทรเกษมก็ถูก

ใช้เป้นชื่อของวังที่ถนนราชดำเนินของ ร๖.สมัยเป็นพระบรมโอรสาธิราชเช่นเดียวกัน

 

 

 

รูปปั้นพระนเรศที่พระราชวังจันทน์ พิษณุโลก

 

 

                  ในซอยข้างพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระราชวังจันทรเกษมนั้นจะพบวัดขนาดไม่ใหญ่โตนัก

ในอดีตสมัยพระนารายณ์วัดนี้ถูกรวมให้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังจันทรเกษม  เป็นวัดในวังและก็เกิดความเสีย

หายจากกรุงแตกเรื่อยมาจนถึงยุคพระจอมเกล้าฯท่านให้ปรับปรุงใหม่ทั้งหมด   น่าจะเสียหายมากงานที่ออกมา

จึงเป็นสถาปัตยกรรมของรัตนโกสินทร์ยุค ร๔.เกือบทั้งหมด     แม้ดูว่าจะรักษารูปแบบของพระอุโบสถอยุธยา

เดิมไว้   เมื่อเดินเข้าไปภาพของวัดนี้เหมือนกับภาพรวมของสถาปัตยกรรมที่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม 

วัดประจำรัชกาลของ ร๔.ในกรุงเทพฯที่อยู่ติดสวนสราญรมย์เหมือนถอดแบบหลายอย่างมาไว้  และที่นี่เป็นวัด

ธรรมยุตินิกายแห่งแรกในพื้นที่และในอยุธยา อาจจะถือว่าท่านทดลองทำในพื้นที่กรุงเทพฯก่อนแล้วดูปฎิกริยา

ในภาพรวม  ต่อมาก็ขยายตัวในพื้นที่นอกกรุงเทพฯ จากวันนั้นถึงวันนี้ประมาณร้อยห้าสิบปี   ศาสนาของเราก็

เกิดจุดวิกฤตขึ้นอีกครั้งหนึ่งในเรื่องวินัยและการตีความ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยที่เป็นโลกแห่งวัตถุนิยม

เราจะผ่านการหักเหตรงนี้ไปได้อย่างไร    เราจะต้องปรับปรุงพระวินัยหรือสังฆะกันอีกหรือไม่   เหตุการณ์ใน

วันนี้เป็นผลจากปฏิกริยาเมื่อร้อยห้าสิบปีก่อนหรือเปล่า   เหล่านี้เราท่านคงไม่ได้เห็นภาพ เพราะคนส่วนใหญ่

ในยุคเราขาดความรู้ทางพุทธศาสนาเห็นเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติของโลกของช่วงเวลาเปลี่ยนแปลง

โลกอันรวดเร็ว    มองไม่เห็นว่าเป็นจุดวิกฤติของศาสนา     กระทั่งในการตีความศาสนาอย่างบิดเบือนและ

ขาดความรู้   เมื่อเราพยายามทำตัวเป็นกลาง และผ่านเลยเรื่องราวเหล่านี้ไป     ก็เท่ากับเรามองไม่เห็นไฟ

ที่กำลังลามเลียศาสนา สุดท้ายก็คงจะเหลือแต่คนรุ่นลูกหลานเราจะเป็นผู้ก้าวผ่านเรื่องราวดังกล่าวนี้ศาสนา

ของประเทศนี้ในอนาคต  ล้วนฝากความหวังไว้ที่พวกเขาแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          ๑.๏ วัด"เสื่อ*"ก่อนอารามชั้น          วรวิหาร


      กลายเสนาสนารามจดจาร                      ประวัติไว้

      ติดวังจันทรเกษมขาน                           นเรศ อุปราช

      ยังนารายณ์โอบรวมไท้                          วัดไว้ในวังฯ

*เสื่อ คือเสื่อปูพื้น

 



              ๒.๏ผ่าน
ยุคผ่านสมัยม้าง            เมืองล่ม


       พระจอมเกล้าบูรณะชม                         อารามท้าว

       เสนาสนารามงามสม                           ธรรมยุต

       อดีตกล้าวังบวรน้าว                            อาจก้าวเกินรอยฯ

 

 

 

            ๓.๏ปักรากธรรมยุตตั้ง               นิกาย

 

        เอาวินัยรามัญขยาย                           ความท้า                                                  

        หวังส่งสืบศาสน์ขจาย                         ลงลึก

        หวังวินัยจุดพุทธจ้า                            แจ่มแจ้ง

 

 

 

 

 

      ๔.๏สัมพุทธมุนีมณีแก้ว              อุโบสถ


   มารวิชัยชำนะหมด                                    โลกแล้ว

   งามเจอดเลิศลอยจรด                                สรรสรวง

   เยี่ยมยานบุษบกแพร้ว                                 สืบข้ามสีทันดรฯ

 

 

 

 พระพุทธรูปในพระอุโบสถ  "พระสัมพุทธมุนี"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

     ๕.เพดานชาดสีหั้น             ลายทอง

   กรอบรักดำลำพอง                          กระหนกแก้ว

   เหม่อดูเดือนดาวลอยมอง                  จักรวาล

   ยังเสาเบญจรงค์แพร้ว                       ปรายฟ้าแต้มทองฯ

 



    ๖.มาชมจิตรกรรมครั้ง                 รอสี่

   ชมการเปลี่ยนแปลงที่                       พลิกกล้า

   ตะวันตกไทยประสมมี                       ตื้นลึก

   ใครชอบใครชังท้า                           แต่ล้วนตีความฯ

 

 

 
       
. บนฟ้ามีเทพล้อม                ทุกอนู



   อัปสรสาวสวรรค์พธู                          กรานไหว้

   รังสีพุทธมณีสว่างดู                          ตระการ

   หมื่นแสนล้านทวยเทพไท้                    แต่ล้วนสบกระจ่างฯ

 

 



     ๘.กี่อารามกี่วัดนั้น                    วาดวง



   พิธีสิบสองเดือนจง                           สถิตนี้

   เทียบแม้นราชประดิษฐยง                    ที่นี่

   ใครเห็นที่อื่น(โปรด)ชี้                        แต่ฉ้วย(ช่วย)ไขแจงฯ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 
 
 
 
 

      ศิลปะไทยทั้งจิตรกรรม  สถาปัตยกรรม   กำลังมีการเปลี่ยนแปลงช่วงรัชกาลที่สี่ต่อรัชกาล

ที่ห้า  ลมตะวันตกพัดเข้ามาแรงจนสยามต้องปรับตัว รอบสยามลมตะวันตกกลายเป็นพายุโหมกระหน่ำพม่า

อินเดียเสียเมืองไปแล้วและรอบเอเซียก็กำลังมีปัญหากันแทบทุกที่ จารีตประเพณีวัฒนธรรมล้วนถูกปรับปรุง

วิธีคิดของผู้คนและชาวบ้านล้วนอยู่กับที่แบบเดิมๆไม่ได้   ฝรั่งเข้ามามากขึ้นหลายชาติหลายภาษา  มีระบบ

อะไรแปลกๆใหม่จากฝรั่งที่ถือเป็นความก้าวหน้ามาเรื่อย    จริงๆตั้งแต่สมัยอยุธยา เช่นเรือเหล็ก อาวุธ  การ

ทำแผนที่  การทำถนน โรงพิมพ์ตัวอาคาร อาหาร เครื่องแต่งกายผู้คน  คนทำวัดทุกสายหูตาต้องกว้างขวาง

ขึ้นโดยเฉพาะช่างที่ทำงานหลวง      เมื่อตอนก่อนที่พูดถึงวัดสุวรรณดารารามว่าเหมือนเป็นคู่แฝดของวัดนี้

เพราะเป็นวัดรุ่นแรกๆที่ถูกปรับปรุงในอยุธยา    แต่จริงๆแล้ววัดที่เป็นคู่แฝดของวัดนี้จริงๆคือวัดราชประดิษฐ

หรือวัดประจำรัชกาลที่สี่ในกรุงเทพนี่เอง  การเริ่มใช้สีฟ้าน้ำเงินที่สั่งมาจากต่างประเทศซึ่งแต่ก่อนสีในบ้าน

เราไม่มีสีนี้ก็ดีตลอดจนมุมมองในจิตรกรรมอย่างทฤษฏีฝรั่ง  Perspective  ก็ดี    การเขียนรูปคนเหมือน

อย่างฝรั่งแม้ในตอนนั้นจะออกแนวการ์ตูนนิส  จังหวะและการใช้สีรูปทรงก็เปลี่ยนไป และที่คนไม่ค่อยพูดถึง

คือพื้นหลังของรูปในส่วนที่เป็นรูปวิวต้นไม้ท้องฟ้าแม่น้ำพระอาทิตย์   พวกงานพื้นหลังเหล่านี้ก็มีท่าทีใหม่ๆ

อย่างฝรั่งหมด วัดในยุคแรกๆเช่นที่นี่ยังมีท่าทีผสม  ของบางอย่างก็ยังเป็นการอนุรักษ์แบบเดิมแต่บ้างก็ถูก

พัฒนาไป การเขียนรูปตามขนบเดิมในโบสถ์วิหารที่ต้องเขียนมารผจญ เทพชุมนุม   ประวัติพุทธหรือชาดก

ต่างๆก็ค่อยเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยแม้ในตอนแรกยังเก็บคติเดิมและดัดแปลงวิธีเขียนอยู่   ที่นี่มีเขียนเรื่อง

ประเพณีสิบสองเดือนในรัตนโกสินทร์    ดูจะเป็นเรื่องเดียวกับที่วัดราชประดิษฐกรุงเทพ  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          ๙.ไสยาสน์ยาวใหญ่ล้ำ         โปรดสัตว์



   โปรดอสุรินทราหูตัด                                กเลสไร้

   สุดตาสุดทางปัด                                    พาลภัย

   แต่อัตตาใหญ่มองให้                                แทกเที้ยมตนตัวฯ

 

 

        ด้าหลังตรงแนวแกนตั้งต่อกับเจดีย์ฺของพระอุโบสถมีวิหารพระนอน หรือพระพุทธไสยาสน์ขวาง

เป็นแนวจบรูปผังแปลนอยู่     ตามข้อมูลว่ารัชกาลที่๕ เอาพระนอนมาจากวัดมหาธาตุ  ขนาดองค์ใหญ่ทีเดียว

บอกว่าเป็นพระหินสมัยอยุธยา      แต่ดูรูปทรงภายนอกคล้ายกับที่วัดป่าโมกอ่างทอง  อาจจะนำมาตกแต่งต่อ

พออ่านข้อมูลแล้วผมกำลังนึกว่าจะชลอมาอย่างไร  เพราะขนาดท่านใหญ่มากทีเดียว   แต่วัดมหาธาตุก็อยู่ไม่

ไกลจากวัดนี้นัก   ข้อมูลที่ได้ก็ไม่พอที่จะถกรายละเอียดเพิ่มเติมได้

 

 

 

 

 

 

 

                                        พระเจ้าอินแปง

 

 

 

 

 

 

 

 

         ๑๐. พระเจ้าอินทร์แปลงนี้           อินแปง


   อินเสกอินสร้างแกล้ง                                 แปงปั้น

   สบพุทธลอยจักแจง                                   ธรรมรัตน

   รสรื่นธรรมรสคั้น                                      พุทธเค้นฯ

 



        ๑๑.อินแปงทรงรูปเร้น                ชลอองค์


   จากเวียงจันทร์มาลง                                  ที่นี้

   ต้นรัตนะผ่านเจ้าอนุวงศ                              คงอิน

   อดีตคั้นแต่นำชี้                                       ทางแกล้ว ฯ
 
 
 
 

           ๑๒.สององค์สองเชอญด้วย                  กาลก่อน

 

     รุ่นพระจอมเชอญซ้อน                                      ล้านช้าง

     หนึ่งอรุณวัดแจ้งย้อน                                        สง่าองค์

     หนึ่งอินแปงวัดเสื่ออ้าง                                      เอกเอื้อยฯ

 

 

 

         ๑๓.ลาวไทยอันเรื่องร้อย                      ประวัติศาสตร์

 

       เช่นพม่าไทยอันเรื่องสาด                                  เคืองแค้น

       ใครดีเลวอาฆาต                                             เกลียดชัง

       อินแปงมองเรื่องแม้น                                       กรรมแกล้ง ฯ

 

 

 

        

              สาย ของล้านนาล้านช้าง  มีพระที่ชื่ออินแปง  มีกันอยู่หลายที่หลายเมือง  ความหมายคืองาม

ดังพระอิน(ทร์)บนสวรรค์มาปั้น     ท่านองค์นี้ท่านมาจากเวียงจันทน์     ถือเป็นของล้ำค่าชิ้นหนึ่งจากที่โน้น     

การสร้างเรือนซุ้มน่าจะใช้คติหรือวิธีคิดแบบพระพุทธชินราช   แล้วพัฒนาเป็นลักษณะเฉพาะของตนแต่ก็เป็น

ลักษณะเช่นเดียวกับที่วัดราชประดิษฐ์กรุงเทพเวลากราบพระ   คงไม่ต้องขออะไรเพราะความสิริมงคลบังเกิด

แก่ท่านในปัจจุบันนั้นอยู่แล้ว    การรู้ประวัติท่านสักเล็กน้อย ก็คงพอเห็นภาพของการเดินทางอันยาวไกลของ

ท่าน ภาพของผู้คนในเวียงจันทน์  ภาพของสงครามที่กรุงเทพไปตีเวียงจันทน์ในยุครัชกาลที่สามอย่างย่อยยับ 

คงไม่ต่างอะไรกับที่เราพูดถึงพม่าในสงครามด้วยความเคียดแค้น   สงครามมันก็เป็นเช่นเดียวกัน   ไม่มีใครดี

กว่าหรือเลวกว่ามันเพียงแต่ขึ้นอยู่กับใครเป็นคนมอง            ท่านอินแปงท่านได้ผ่านสงครามในยุคนั้น  ผ่าน

ประวัติศาสตร์ในรายละเอียดต่างๆมากมาย    ผ่านความดีใจเสียใจโทมนัสความบีบคั้นความโกรธแค้นอาฆาต

ความเกลียดชัง   ความชื่นชมยินดีและความหวังของผู้คนฯ   สิ่งที่ท่านที่อยู่ตรงหน้าเราท่านตอนนี้มีแต่ความ

เมตตา  ต่อพวกเราทุกเชื้อชาติทุกทุกคน    ท่านคงไม่ได้นิ่งเฉยเพียงแต่เราต้องมองให้เห็นท่านในมิติของจิต

วิญญาณ ท่านอินแปงท่านกำลังสอนเราอย่างเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า  ว่าสิ่งเกิดขึ้นที่ผ่านมาล้วนแต่เป็นโลก

หรือโลกย   ที่ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเกิดขึ้นตั้งอยู่และแปรเปลี่ยนประลัยไปในที่สุด

 

 



 
 
 



 

 
 
 
       ๑๔.เห็นรูปมงกุฎเกศนั้น              เหนือทวาร


   รอบพระจอมท่านประทาน                       ปรุงปั้น

   ปูรณะวัดร้างผ่าน                                ไอศูรย์

   ปักรากธรรมยุตนั้น                             ปัดแก้วศาสน์สรีฯ
 
 
 
 




 

ทางแก้ว

 
มีนาคม ๒๕๖๐

โดย ทางแก้ว

 

กลับไปที่ www.oknation.net