วันที่ จันทร์ มีนาคม 2560

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“เชื้อดื้อยา” กับ สิทธิผู้บริโภค


 

 
 
            วันที่15 มีนาคมของทุกปีเป็น “วันสิทธิผู้บริโภคสากล” (World Consumer Rights Day) หลายประเทศจัดเวทีเพื่อรายงานสถานการณ์ละเมิดสิทธิผู้บริโภคที่เกิดขึ้น โดยแม่งานคือ “สหพันธ์ผู้บริโภคสากล” ที่มีองค์กรของประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมเป็นสมาชิกแล้ว 115 ประเทศทั่วโลก  
 
 
 
            สำหรับ ปี 2560 มีการชู ประเด็นใหญ่ คือ  การสร้างความมั่นใจ และความยุติธรรมแก่ผู้บริโภคในยุคดิจิทัล (Building a Better Digital World Consumers Can Trust) เพื่อแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังส่งผลกระทบผู้บริโภคทั่วโลก เช่น ปัญหาการซื้อขายสินค้า บริการเงินออนไลน์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในสื่อสังคมออนไลน์ ฯลฯ เป้าหมายคือรณรงค์เพื่อโลกดิจิทัลที่ดีขึ้นหรือการสร้างโลกออนไลน์ที่ผู้บริโภคสามารถไว้วางใจกันได้
 
             ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือ การรณรงค์ “ให้เอายาปฏิชีวนะ ออกจากอาหารของเรา” (Antibiotics Off the Menu) ต้อง “ลด ละ เลิก” การใช้ยาปฏิชีวนะในการกระบวนการเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหาร เพราะเป็นสาเหตุสาคัญทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาและการเสียชีวิตจากภาวะติดเชื้อ ซึ่งประเด็นนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่
 
 
            วันที่ 14 มีนาคม 2560 เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคในไทยร่วมกันจัด “เวทีสัมมนาผู้บริโภค และรณรงค์วันสิทธิผู้บริโภคสากล” เพื่อหาข้อเสนอนโยบายและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคต่อประเด็น “อาหารปลอดยาปฏิชีวนะ” ให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจและภาคประชาชนช่วยกันหาทางออก
 
 
 
            “สารี อ๋องสมหวัง” เปิดผลสุ่มตรวจหา “ยาปฏิชีวนะตกค้าง” ในเนื้อหมู จากการเก็บตัวอย่างเนื้อหมูสันในจากตลาดสด แห่งในกทม  เช่น ตลาดยิ่งเจริญ ตลาดคลองเตย ตลาดบางกะปิ ฯลฯ ห้างค้าปลีก แห่ง เช่น บิ๊กซี แมคโคร ท๊อปส์ ฯลฯ และสั่งซื้อออนไลน์ แห่ง รวมเป็น 15ตัวอย่าง เน้นตรวจหายาปฏชีวนะตกค้าง ชนิด ผลปรากกฎว่าเจอเนื้อหมูสด ตัวอย่าง หรือร้อยละ13  มีการตกค้างของยาปฏิชีวนะ คลอร์เททระไซคลีน (chlortetracycline)โดยเนื้อหมูจากตลาดใหม่บางแค ตกค้าง 20.28ไมโครกรัม/กก.  และตลาดยิ่งเจริญ ตกค้าง 42.57ไมโครกรัม/กก.
 
            “เราต้องช่วยกันเรียกร้องให้เลิกการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น หากจำเป็นต้องใช้ก็เพื่อทำลายเชื้อโรคจริง ๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเกษตร สัตว์และปศุสัตว์ เพราะจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาเพิ่มมากขึ้น ยาคลอร์เททระไซคลีน เป็นยาแก้สิว ไม่รู้ว่ามาอยู่ในเนื้อหมูได้อย่างไร หรือใช้เพี่อเร่งหมูโต” เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคกล่าว
 
 
        
    รศ.ดร.จันทร์เพ็ญ วิวัฒน์ ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เล่าว่าองค์การอนามัยโลกรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาปีละ แสนคน และในอีก 40-50 ปีข้างหน้าจะเพิ่มกว่าเดิมหลายเท่า คาดการณ์ว่าปี 2593 จะมีเสียชีวิตเพิ่มเป็น 10 ล้านคน
 
              สำหรับประเทศไทยแล้ว แบคทีเรียดื้อยาที่สำคัญและพบบ่อยมีทั้งหมด ชนิดด้วยกัน
 
เชื้ออีโคไล (Escherichia coli) ทำให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินปัสสาวะ เคลบซีลลา นิวโมเนอี klebsiella pneumoniane ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ โรคปอดอักเสบ  อะซีนีโตแบคเตอร์ บอแมนนิอาย (Acinetobacter baumannii) โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ สูโดโมแนส แอรูจิโนซา (Pseudomonas aeruginosa) ทำให้เกิดโรคติดเชื้อหลายระบบของร่างกาย เช่น แผลติดเชื้อ  5 สแตปฟิโลคอคคัส (Staphylococcus )แผล หนอง ฝี 
 
            “มาตรการแก้ปัญหาเชื้อดื้อยา คือ การใช้ยาที่เหมาะสมทั้งในคลินิก ร้านขายยา ชุมชน ห้ามใช้ยาต้านแบคทีเรียไปเร่งการเจริญเติบโตในฟาร์มปศุสัตว์ ประมง เกษตร ที่สำคัญคือการป้องกันการปนเปื้อนยาต้านจุลชีพในสิงแวดล้อม มีระบบกำจัดมูลสัตว์ ขยะติดเชื้อ บำบัดน้ำเสีย และต้องตรวจสอบติดตามการปนเปื้อนเชื้อดื้อยาในอาหาร และ สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ส่วนประชาชนก็ต้องร่วมมือกัน เรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบ ควบคุม ติดตาม การปนเปื้อนเชื้อดื้อยาในเนื้อสัตว์และอาหาร มีมาตรการลงโทษอย่างจริงจังและต่อเนื่อง”    รศ.ดร.จันทร์เพ็ญ กล่าว
 
 
        ขณะที่หลายฝ่ายเริ่มตระหนักถึงปัญหา “เชื้อดื้อยา”ที่เพิ่มมากขึ้นจากปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มปศุสัตว์หรือการใช้ยาแบบไม่ถูกต้องในมนุษย์ ดังนั้น สิ่งที่คนไทยต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือการมีหน่วยงานที่เป็นกลาง คำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคอย่างแท้จริง เพื่อช่วยตรวจสอบดูแลกลุ่มอุตสากรรมผลิตอาหาร ที่ผ่านมาหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของไทยอยู่ภายใต้ระบบราชการ ทำให้ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงานเชิงรุก
           
           เครือข่ายผู้บริโภครับทราบปัญหานี้เป็นอย่างดี จึงพยายามเสนอให้ประเทศไทยมี “พระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.. ...”  ซึ่งประชาชนได้ร่วมลงนามและร่วมกันผลักดันมานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยใส่ในเนื้อหารัฐธรรมนูญปี 2540 และ ฉบับปี 2550 กำหนดให้มีการตั้ง “องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค”
 
 
            อำนาจหน้าที่หลักคือ การตรวจสอบดูแลว่า มีหน่วยงานรัฐหรือเอกชนเอาเปรียบชาวบ้านหรือไม่ เช่น ปัญหาการขายอาหารไม่ปลอดภัย ฉลากปลอม หรือ การแอบคิดค่าบริการโทรศัพท์มือถือแบบไม่เป็นธรรม ขายคอนโดไม่ได้มาตรฐาน คิดดอกเบี้ยผิดกฎหมาย การแอบบวกค่าบริการของตู้เอทีเอ็มธนาคาร ฯลฯ
 
 
            แต่สาระสำคัญที่สุด ซึ่งประชาชนต้องการให้มีหน่วยงานนี้ขึ้นมา ก็เพื่อช่วยฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรือดำเนินคดีแทนชาวบ้าน เช่น กรณีการถูกหลอกให้ใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มหมู การหลอกขายยาเถื่อน นายทุนร่วมมือกับเจ้าของฟาร์มใช้ยาปฏิชีวนะเป็นอาหารสัตว์ ทำให้ผู้บริโภคได้รับอันตราย ฯลฯ
 
 
            ประเด็นเหล่านี้หากมี “องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค” ก็จะช่วยให้ประชาชนได้รับความคุ้มครอง และสร้างความมั่นคงทางอาหารระยะยาวสำหรับประเทศไทยที่ครองตลาดส่งออกเนื้อสัตว์ของโลก
    การพิจารณากฎหมายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคนั้น ช่วงก่อนหน้านี้มีพัฒนาการที่ดี จนสามารถผ่านกรรมาธิการร่วม ผ่านวุฒิสภา เหลือเพียงรอการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร แต่หลังจากเกิดรัฐประหาร ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจาก “รัฐบาลคสช.”
 
 
 
         
 
ล่าสุด คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสำคัญบางประการ ซึ่งหากพิจารณาให้ดีจะพบว่า มีการสอดใส้กระทบสิทธิของผู้บริโภคที่ต้องได้รับการคุ้มครอง ประการสำคัญ ได้แก่
 
 
 
             การจำกัดขอบเขตความหมายของคำว่า ผู้บริโภค” ให้มีความหมายเพียงการซื้อสินค้าและการใช้บริการต้องเป็นการใช้สอยส่วนตัว ไม่รวมถึงเพื่อการพานิชย์ เช่น การซื้อรถยนต์เพื่อส่งผัก หากรถยนต์คันนั้นชำรุดบกพร่องก็จะไม่นับเป็นการซื้อของผู้บริโภค เพราะถือว่า เป็นผู้ประกอบการซื้อสินค้า ไม่สามารถร้องเรียนสคบ. ต้องดำเนินการฟ้องคดีเองเพราะไม่นับเป็นผู้บริโภค หรือแม้แต่ผู้ประกอบวิชาชีพ ซื้อรถยนต์แต่ใช้ในการประกอบอาชีพ เช่น ทนายหรือแพทย์ ก็ไม่ถือเป็นผู้บริโภค
 
 
 
            2 การแต่งตั้ง “คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค” จากเดิมที่เสนอให้มี 15 คน โดย คน คัดเลือกสรรหามาจากภูมิภาคต่าง ๆทั่วประเทศไทย อีก 7คน เป็นนักวิชาการ แต่ขณะนี้กำลังเปลี่ยนแปลงให้เหลือเพียง คน โดยผ่านองค์กรที่ต้องได้รับการรับรองจาก “สคบ.” หรือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรือมีความหมายว่า “สคบ.” เป็นผู้คัดเลือกนั่นเอง
 
 
 
         ในวันนี้คนไทยตื่นตัวเรียกร้องสิทธิผู้บริโภคมากขึ้น เพียงแต่หน่วยงานที่พร้อมเข้ามาช่วยดำเนินการคุ้มครองพวกเขายังไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการช่วยเหลือในเรื่องดำเนินคดีกับคนทำผิดให้ถึงที่สุด
 
 
 
         การเรียกร้อง “องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค” มีต่อเนื่องมายาวนานถึง 20 ปีแล้ว โดยไม่มีใครรู้ว่าอีกกี่ปี ผู้บริโภคชาวไทยถึงจะสมหวัง !?!
 
 
 
ทีมข่าวรายงานพิเศษ
คมชัดลึก
 15 มีนาคม 2560 

โดย A.punnee

 

กลับไปที่ www.oknation.net